คริปโตคืออะไร? คู่มือ Cryptocurrency ฉบับมือใหม่ชาวไทย ทำงานยังไง ถูกกฎหมายไหม (อัปเดต 2026)
27 September 2026•ความรู้พื้นฐาน•โดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

คริปโตคืออะไร? คู่มือ Cryptocurrency ฉบับมือใหม่ชาวไทย ทำงานยังไง ถูกกฎหมายไหม (อัปเดต 2026)

คริปโต (Cryptocurrency) คือเงินดิจิทัลที่ไม่มีคนกลางควบคุม อธิบายวิธีทำงาน ประวัติ ประเภทเหรียญ กฎหมายและภาษีคริปโตในไทย ความเสี่ยงจากตัวเลขจริง และวิธีเริ่มต้นอย่างปลอดภัย

คริปโต (Cryptocurrency) คือเงินดิจิทัลที่ไม่มีธนาคารหรือรัฐบาลใดเป็นผู้ออกและควบคุม ทุกการโอนถูกบันทึกบนสมุดบัญชีกลางที่คอมพิวเตอร์ทั่วโลกช่วยกันเก็บและตรวจสอบ เรียกว่า Blockchain ถึงวันนี้ (26 กันยายน 2026) มีเหรียญคริปโตที่ CoinGecko ติดตามอยู่กว่า 21,600 เหรียญ มูลค่าตลาดรวมราว 2.9 ถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์ และมีผู้ถือทั่วโลกราว 774 ล้านคน

บทความนี้อธิบายคริปโตแบบเริ่มจากศูนย์ ตั้งแต่ความหมาย วิธีการทำงาน ประวัติที่มา ประเภทของเหรียญ สถานะทางกฎหมายในประเทศไทย ภาษี ไปจนถึงความเสี่ยงที่มีตัวเลขจริงรองรับ และขั้นตอนเริ่มต้นอย่างปลอดภัยสำหรับคนที่เพิ่งสนใจ

คริปโตคืออะไร?

คริปโต หรือ คริปโตเคอเรนซี (Cryptocurrency) คือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้วิทยาการเข้ารหัส (Cryptography) ยืนยันความเป็นเจ้าของและการโอน โดยบันทึกทุกธุรกรรมไว้บน Blockchain ซึ่งกระจายสำเนาไว้ในคอมพิวเตอร์จำนวนมาก ไม่มีคนกลางรายเดียวที่แก้ไขหรือปิดระบบได้

สรุปง่ายๆ สำหรับมือใหม่

ลองนึกถึงเงินในบัญชีธนาคาร ยอดเงินของเราเป็นเพียงตัวเลขในสมุดบัญชีที่ธนาคารถือไว้คนเดียว ถ้าธนาคารระงับบัญชีหรือระบบล่ม เราก็ใช้เงินนั้นไม่ได้ คริปโตเปลี่ยนแนวคิดนี้โดยเอาสมุดบัญชีไปวางไว้ให้ทุกคนในเครือข่ายเห็นและเก็บสำเนาพร้อมกัน ใครจะโอนเงินต้องพิสูจน์ด้วยกุญแจเข้ารหัสที่มีเพียงเจ้าของถือ และทุกคนในเครือข่ายช่วยกันตรวจว่าไม่มีใครใช้เงินซ้ำ

ผลคือเงินรูปแบบใหม่ที่โอนข้ามโลกได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องขออนุญาตใคร และจำนวนเหรียญของบางเหรียญ เช่น Bitcoin ถูกกำหนดไว้ในโค้ดตั้งแต่แรกว่าจะมีไม่เกิน 21 ล้านเหรียญ ไม่มีใครพิมพ์เพิ่มได้ตามใจ แต่อีกด้านหนึ่ง อิสระนี้ก็มาพร้อมความรับผิดชอบ ถ้าทำกุญแจหายหรือโอนผิด ไม่มีธนาคารให้โทรไปขอคืน

ระบบเดิมมีสมุดบัญชีกลางที่ต้องไว้ใจคนกลาง ส่วน Bitcoin ใช้เครือข่ายตรวจสอบร่วมกันโดยไม่มีคนกลาง

คริปโตทำงานอย่างไร

แม้เหรียญคริปโตแต่ละตัวจะออกแบบต่างกัน แต่ส่วนประกอบหลักที่ทำให้ระบบทำงานได้มีคล้ายกัน 4 อย่าง

  • Blockchain สมุดบัญชีที่แบ่งบันทึกเป็นบล็อกต่อกันเป็นสาย แต่ละบล็อกอ้างอิงบล็อกก่อนหน้า ถ้ามีใครแก้ข้อมูลเก่าแม้ตัวเดียว บล็อกที่ต่อจากนั้นทั้งหมดจะไม่ตรงกันทันที ทำให้แก้ย้อนหลังแทบเป็นไปไม่ได้ อ่านเพิ่มได้ที่ Blockchain คืออะไร
  • Node คอมพิวเตอร์ที่เก็บสำเนา Blockchain และตรวจว่าธุรกรรมใหม่ถูกต้องตามกฎของเครือข่าย ยิ่งมี Node มากและกระจายหลายประเทศ เครือข่ายก็ยิ่งยากต่อการปิดหรือควบคุม
  • กลไกฉันทามติ (Consensus) วิธีที่เครือข่ายตกลงกันว่าใครได้สิทธิ์เพิ่มบล็อกถัดไป Bitcoin ใช้ Proof of Work ที่ต้องแข่งกันใช้พลังคำนวณ ส่วน Ethereum ใช้ Proof of Stake ที่ต้องวางเหรียญค้ำประกัน
  • กุญแจส่วนตัว (Private Key) รหัสลับที่พิสูจน์ความเป็นเจ้าของ ใครถือกุญแจก็สั่งโอนเหรียญได้ กุญแจจึงสำคัญกว่ารหัสผ่านทั่วไป เพราะหายแล้วกู้คืนไม่ได้ และถ้าถูกขโมยก็เรียกเหรียญคืนไม่ได้

ภาพด้านล่างคือบล็อกแรกของ Bitcoin หรือ Genesis Block ที่เปิดดูได้จริงบน Block Explorer อย่าง mempool.space บล็อกนี้ถูกสร้างเมื่อ 3 มกราคม 2009 ตามเวลา UTC (ตรงกับเช้าวันที่ 4 มกราคมตามเวลาไทย) มีรางวัล 50 BTC และยังอยู่บน Blockchain ของ Bitcoin มาจนถึงวันนี้โดยไม่เคยถูกแก้ไข

Genesis Block บล็อกแรกของ Bitcoin บน mempool.space รางวัล 50 BTC

ที่มา: mempool.space

ในบล็อกนี้ ผู้สร้าง Bitcoin ซึ่งใช้นามแฝงว่า Satoshi Nakamoto ฝังข้อความพาดหัวหนังสือพิมพ์ The Times ฉบับวันนั้นไว้ว่า "Chancellor on brink of second bailout for banks" หรือ รัฐมนตรีคลังอังกฤษจ่อเข้าอุ้มธนาคารเป็นรอบที่สอง ข้อความนี้ถูกตีความกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นการบอกเหตุผลที่ต้องมีเงินที่ไม่ขึ้นกับระบบธนาคาร

ประวัติสั้นๆ ของคริปโต

แนวคิดเงินดิจิทัลที่ไม่ต้องพึ่งคนกลางมีมาก่อน Bitcoin หลายสิบปี ความพยายามแต่ละรอบแก้ปัญหาได้คนละส่วน จนมาครบใน Bitcoin

  • ปลายทศวรรษ 1980 David Chaum ก่อตั้ง DigiCash ระบบเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่เน้นความเป็นส่วนตัว แต่ยังต้องพึ่งบริษัทกลาง และล้มละลายในปี 1998 อ่านเรื่องราวได้ที่ DigiCash คืออะไร
  • ปี 1998 Wei Dai เผยแพร่แนวคิด b-money ซึ่งภายหลังถูกอ้างถึงเป็นเอกสารอ้างอิงลำดับแรกใน Whitepaper ของ Bitcoin
  • ปี 1998 ถึง 2005 Nick Szabo ออกแบบ Bit Gold ที่ใช้การคำนวณเป็นต้นทุนสร้างเงินคล้ายการขุดทอง และเขียนอธิบายต่อสาธารณะในบล็อกเมื่อปี 2005 อ่านต่อได้ที่ Bit Gold ของ Nick Szabo
  • 31 ตุลาคม 2008 Satoshi Nakamoto ส่งเอกสาร "Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System" เข้ากลุ่มอีเมลด้านการเข้ารหัส
  • 3 มกราคม 2009 Bitcoin เริ่มทำงานจริงด้วย Genesis Block
  • 30 กรกฎาคม 2015 Ethereum เปิดเครือข่ายหลักครั้งแรก เพิ่มความสามารถให้ Blockchain รันโปรแกรมที่เรียกว่า Smart Contract ได้ เป็นจุดเริ่มของเหรียญและแอปอีกหลายหมื่นตัวในวันนี้

หน้าแรกของ Bitcoin Whitepaper โดย Satoshi Nakamoto

ที่มา: bitcoin.org/bitcoin.pdf

รากความคิดของคนกลุ่มที่ผลักดันเรื่องนี้มาตั้งแต่ยุคแรก คือกลุ่ม Cypherpunk ที่เชื่อว่าการเข้ารหัสคือเครื่องมือปกป้องเสรีภาพส่วนบุคคล อ่านเพิ่มได้ที่ Cypherpunk คือใคร ส่วนรายละเอียดของ Bitcoin เหรียญแรกของโลก อ่านได้ที่ Bitcoin คืออะไร คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับมือใหม่

ตลาดคริปโตวันนี้ใหญ่แค่ไหน

จากเหรียญเดียวในปี 2009 ปัจจุบัน CoinGecko ติดตามเหรียญที่ยังซื้อขายอยู่ 21,602 เหรียญ แต่มูลค่าส่วนใหญ่กระจุกอยู่ที่เหรียญไม่กี่ตัว Bitcoin ครองสัดส่วนราว 58% ของมูลค่าตลาดคริปโตทั้งหมด (Bitcoin Dominance) Ethereum ราว 11% และ Tether (USDT) ราว 6% เหรียญที่เหลืออีกกว่าสองหมื่นตัวแบ่งกันราวหนึ่งในสี่ที่เหลือ

มูลค่าตลาดคริปโตรวม ณ สิ้นปี (พันล้านดอลลาร์)
2560
$560 พันล้าน
2565
Terra และ FTX ล่ม
$796 พันล้าน
ก.ย. 2569
$2,886 พันล้าน
25602562256425662568ก.ย. 2569
ที่มา: CoinMarketCap (มูลค่าตลาดรวมรายวัน ค่า 31 ธ.ค. ของแต่ละปี และค่าล่าสุด 26 ก.ย. 2569) นับตามเหรียญที่ CoinMarketCap ติดตามในแต่ละช่วงเวลา

กราฟมูลค่าตลาดรวม ณ สิ้นแต่ละปีแสดงนิสัยสำคัญของตลาดคริปโตชัดเจน คือโตเร็วแต่ไม่เคยโตเป็นเส้นตรง ช่วงสิ้นปี 2021 มูลค่าตลาดรวมอยู่ราว 2.22 ล้านล้านดอลลาร์ ก่อนหายไปราว 64% เหลือราว 796,000 ล้านดอลลาร์ในสิ้นปี 2022 ปีที่ Terra และ FTX ล่ม แล้วฟื้นกลับขึ้นไปทำสถิติใหม่ราว 3.25 ล้านล้านดอลลาร์ในสิ้นปี 2024 คนที่เข้ามาในตลาดนี้จึงต้องเตรียมใจกับการขึ้นลงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ในปีเดียวเป็นเรื่องปกติ

หน้าแรก CoinGecko แสดงมูลค่าตลาดคริปโตรวมและเหรียญที่ใหญ่ที่สุด

ที่มา: CoinGecko (26 ก.ย. 2569)

ภาพจากหน้าแรกของ CoinGecko ด้านบนเป็นตัวอย่างการอ่านข้อมูลตลาดที่มือใหม่ควรรู้ ตัวเลข Market Cap คือมูลค่าตลาดรวม ส่วนตารางเรียงเหรียญตามมูลค่าตลาด คอลัมน์ 24h Volume บอกปริมาณการซื้อขายใน 24 ชั่วโมง และกราฟเล็กทางขวาคือราคาย้อนหลัง 7 วัน ตัวเลขมูลค่าตลาดรวมระหว่างเว็บข้อมูลแต่ละเจ้าต่างกันได้เล็กน้อย เพราะนับเหรียญคนละชุดและเก็บข้อมูลคนละเวลา เช่น ข้อมูลรายวันของ CoinMarketCap ณ วันเดียวกันอยู่ที่ราว 2.89 ล้านล้านดอลลาร์

ฝั่งผู้ใช้ รายงาน Crypto Market Sizing ครึ่งแรกปี 2026 ของ Crypto.com ประเมินว่าทั่วโลกมีผู้ถือคริปโต 774 ล้านคน ณ มิถุนายน 2026 เพิ่มขึ้น 4.5% จาก 741 ล้านคนเมื่อสิ้นปี 2025 และเกือบครึ่งหนึ่งถือ Bitcoin ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณจากข้อมูลบนเครือข่าย แหล่งอื่นที่ใช้แบบสำรวจ เช่น Triple-A ให้ตัวเลขต่ำกว่า ราว 560 ล้านคนในปี 2024

คริปโตมีกี่ประเภท

เหรียญคริปโตกว่าสองหมื่นตัวแบ่งได้หลายแบบ แต่มือใหม่ควรรู้จัก 5 กลุ่มหลักนี้ก่อน

ประเภทของคริปโต Coin, Token, Stablecoin, Altcoin และ Memecoin

  • Coin เหรียญประจำ Blockchain ของตัวเอง ใช้จ่ายค่าธรรมเนียมบนเครือข่ายนั้น เช่น BTC บน Bitcoin, ETH บน Ethereum และ SOL บน Solana
  • Token เหรียญที่สร้างขึ้นบน Blockchain ของคนอื่นผ่าน Smart Contract เช่น โทเคนมาตรฐาน ERC-20 บน Ethereum ใช้เป็นเหรียญของแอป สิทธิ์โหวต หรือตัวแทนสินทรัพย์อื่น
  • Stablecoin เหรียญที่ตรึงมูลค่ากับเงินสกุลจริง ส่วนใหญ่คือดอลลาร์ ข้อมูล CoinGecko ณ 26 กันยายน 2026 ระบุว่า USDT มีมูลค่าตลาดราว 183,800 ล้านดอลลาร์ USDC ราว 75,400 ล้านดอลลาร์ และทั้งหมวดรวมกันราว 293,000 ล้านดอลลาร์ อ่านเพิ่มได้ที่ Stablecoin คืออะไร
  • Altcoin คำเรียกรวมเหรียญที่ไม่ใช่ Bitcoin ซึ่งมีตั้งแต่เครือข่ายขนาดใหญ่อย่าง Ethereum ไปจนถึงโปรเจกต์เล็กที่เพิ่งเปิดตัว ดูการแบ่งกลุ่มละเอียดได้ที่ ประเภทของ Altcoin
  • Memecoin เหรียญที่เกิดจากมุกหรือกระแสในอินเทอร์เน็ต เช่น Dogecoin ส่วนใหญ่ไม่มีการใช้งานจริงรองรับ ราคาขึ้นกับกระแสล้วนๆ ทั้งหมวดมีมูลค่าตลาดรวมราว 36,500 ล้านดอลลาร์ อ่านเพิ่มได้ที่ Memecoin คืออะไร

ควรแยกให้ออกอีกอย่างว่า CBDC หรือเงินดิจิทัลที่ธนาคารกลางออก ไม่ใช่คริปโต ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายว่า CBDC ก็คือเงินบาทในรูปแบบดิจิทัล มีธนาคารกลางเป็นผู้ออกและรับประกันมูลค่า ไม่ได้กระจายอำนาจแบบคริปโต อ่านความต่างเพิ่มได้ที่ CBDC คืออะไร

อีกเรื่องที่มักสับสนคือคำเรียกทางกฎหมายไทย พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 แบ่ง "สินทรัพย์ดิจิทัล" ออกเป็น "คริปโทเคอร์เรนซี" กับ "โทเคนดิจิทัล" ซึ่งเป็นการแบ่งตามลักษณะทางกฎหมาย ไม่ได้ตรงกับคำว่า Coin และ Token ในความหมายทางเทคนิคข้างบน

คริปโตต่างจากเงินบาท หุ้น และทองอย่างไร

หัวข้อคริปโต (เช่น Bitcoin)เงินบาทหุ้นทองคำ
ผู้ออกไม่มีผู้ออกรายเดียว เกิดจากโค้ดและเครือข่ายธนาคารแห่งประเทศไทยบริษัทจดทะเบียนไม่มีผู้ออก ขุดจากธรรมชาติ
จำนวนบางเหรียญจำกัดตายตัว บางเหรียญเพิ่มได้ตามกฎของเครือข่ายเพิ่มได้ตามนโยบายการเงินบริษัทออกเพิ่มได้เพิ่มช้าตามการขุด
สิ่งที่รองรับมูลค่าความเชื่อ การใช้งาน และความขาดแคลนความเชื่อมั่นต่อรัฐและเศรษฐกิจกำไรและทรัพย์สินของบริษัทความขาดแคลนและการใช้งาน
เวลาซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันใช้ได้ตลอดตามเวลาทำการของตลาดตามเวลาร้านหรือตลาด
ความผันผวนสูงมากต่ำปานกลางถึงสูงต่ำถึงปานกลาง
ถ้าหายหรือถูกขโมยส่วนใหญ่เรียกคืนไม่ได้มีระบบธนาคารและกฎหมายคุ้มครองมีบริษัทหลักทรัพย์และศูนย์รับฝากขึ้นกับการเก็บรักษา

คริปโตในประเทศไทย ถูกกฎหมายไหม

การถือและซื้อขายคริปโตในไทย ถูกกฎหมาย กฎหมายหลักคือพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 13 พฤษภาคม 2561 กฎหมายนี้กำกับที่ตัวผู้ให้บริการ เช่น ศูนย์ซื้อขาย นายหน้า และผู้ค้า ที่ต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังโดยมีสำนักงาน ก.ล.ต. เป็นผู้กำกับดูแล ไม่ได้ห้ามบุคคลทั่วไปถือครองคริปโต

ต่อมามีพระราชกำหนดฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2568 ขยายการกำกับไปถึงผู้ให้บริการในต่างประเทศที่ให้บริการแก่คนในไทยด้วย แปลว่ากระดานเทรดต่างประเทศที่ไม่ได้รับอนุญาตแต่เปิดรับลูกค้าไทย เข้าข่ายทำผิดกฎหมายไทย ดูไทม์ไลน์กฎหมายคริปโตไทยทั้งหมดได้ที่ กฎหมายคริปโตไทย

ซื้อขายคริปโตในไทยแบบถูกกฎหมายผ่านศูนย์ซื้อขายที่ได้รับอนุญาต

  • ใช้คริปโตจ่ายค่าสินค้าได้ไหม เกณฑ์ของ ก.ล.ต. ที่มีผลตั้งแต่ 1 เมษายน 2565 ห้าม ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ให้บริการหรือส่งเสริมการใช้คริปโตชำระค่าสินค้าและบริการ เช่น โฆษณาหรือชักชวนร้านค้าให้รับคริปโต เกณฑ์นี้คุมผู้ให้บริการ ไม่ใช่กฎหมายที่ห้ามประชาชนทั่วไปใช้คริปโตแลกของ แต่ในทางปฏิบัติ ร้านค้าในไทยแทบไม่มีช่องทางรับชำระด้วยคริปโตอย่างเป็นทางการ
  • ภาษี กฎกระทรวง ฉบับที่ 399 (พ.ศ. 2568) ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรจากการขายคริปโตหรือโทเคนดิจิทัลที่ทำผ่านศูนย์ซื้อขาย นายหน้า หรือผู้ค้าที่ได้รับอนุญาตในไทย สำหรับเงินได้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572 ถ้าขายผ่านกระดานต่างประเทศ หรือเป็นรายได้แบบอื่น เช่น ผลตอบแทนจาก Staking ไม่อยู่ในข้อยกเว้นนี้ รายละเอียดอ่านได้ที่ ภาษีคริปโตไทย
  • คนไทยเล่นคริปโตกันมากแค่ไหน ข้อมูลที่ ก.ล.ต. เปิดเผยระบุว่าปี 2568 มีบัญชีผู้ลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล 3.09 ล้านบัญชี แต่บัญชีที่ซื้อขายจริงอย่างน้อย 1 ครั้งในเดือนกรกฎาคม 2569 มีเพียงราว 1.21 แสนบัญชี (ฐานเศรษฐกิจ รายงานอ้างข้อมูล ก.ล.ต.) ตัวเลขนี้เป็นจำนวนบัญชี ไม่ใช่จำนวนคน เพราะหนึ่งคนเปิดได้หลายบัญชี

ความเสี่ยงของคริปโตที่ต้องรู้ก่อนเริ่ม

คริปโตมีความเสี่ยงหลายชั้นที่ต่างจากการลงทุนแบบดั้งเดิม และเหตุการณ์จริงหลายครั้งพิสูจน์แล้วว่าความเสียหายเกิดได้ในระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์

ความผันผวนของราคา

ตามกราฟมูลค่าตลาดรวมด้านบน ตลาดทั้งตลาดเคยหายไปกว่าครึ่งภายในปีเดียว และเหรียญเล็กมักผันผวนแรงกว่าตลาดรวมหลายเท่า เงินที่ใช้ซื้อคริปโตจึงควรเป็นเงินที่รับได้ถ้าราคาลดลงแรงเป็นเวลานาน

กระดานเทรดล้ม: กรณี FTX

FTX เคยเป็นกระดานเทรดคริปโตใหญ่อันดับต้นของโลก ก่อนล้มละลายในเดือนพฤศจิกายน 2022 เอกสารของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐระบุว่า Sam Bankman-Fried ผู้ก่อตั้ง ขโมยเงินลูกค้าไปกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์ และถูกตัดสินจำคุก 25 ปีเมื่อ 28 มีนาคม 2024 บทเรียนคือเหรียญที่ฝากไว้กับกระดานเทรดไม่ได้อยู่ในการควบคุมของเราจริง อ่านเรื่องเต็มได้ที่ FTX ล้มละลาย 2022

หน้าคดีล้มละลาย Chapter 11 ของ FTX

ที่มา: Kroll Restructuring Administration

เหรียญพังทั้งระบบ: กรณี Terra และ LUNA

พฤษภาคม 2022 Stablecoin UST ของเครือข่าย Terra หลุดการตรึงค่ากับดอลลาร์ และพาเหรียญ LUNA ร่วงตามจนแทบเป็นศูนย์ภายในไม่กี่วัน กระทรวงยุติธรรมสหรัฐระบุว่าช่วงพีค UST และ LUNA มีมูลค่ารวมกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ และความเสียหายของนักลงทุนสูงกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ Do Kwon ผู้ก่อตั้ง Terraform Labs ถูกตัดสินจำคุก 15 ปีเมื่อ 11 ธันวาคม 2025

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐแถลงคำพิพากษาจำคุก Do Kwon 15 ปี คดีฉ้อโกงมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์

ที่มา: U.S. Attorney's Office SDNY (11 ธ.ค. 2568)

กรณีนี้แสดงว่าแม้เหรียญที่ติดอันดับต้นของตลาด ก็พังได้ถ้ากลไกเบื้องหลังมีจุดอ่อน อ่านว่ากลไกของ UST พังเพราะอะไรได้ที่ ความเสี่ยงของ Algorithmic Stablecoin

มิจฉาชีพและการหลอกลวง

รายงาน Crypto Crime Report ของ Chainalysis ที่เผยแพร่เมื่อ 13 มกราคม 2026 พบว่าในปี 2025 เงินคริปโตที่ไหลเข้ากระเป๋าของมิจฉาชีพตรวจพบบนเครือข่ายแล้วอย่างน้อย 14,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าตัวเลขจริงอาจเกิน 17,000 ล้านดอลลาร์เมื่อระบุกระเป๋าได้ครบ รายงานยังพบว่ากลโกงแบบแอบอ้างเป็นบุคคลหรือองค์กรเพิ่มขึ้นกว่า 1,400% จากปีก่อน และกลโกงที่ใช้ AI ช่วยทำเงินได้มากกว่าแบบเดิม 4.5 เท่า

รายงาน Chainalysis ประเมินเงินที่ถูกขโมยจากกลโกงคริปโตปี 2025

ที่มา: Chainalysis (13 ม.ค. 2569)

รูปแบบที่พบบ่อยในไทยคือเพจปลอมชวนลงทุนที่การันตีผลตอบแทน แอปเทรดปลอม และคนที่ทักมาทางแชทชวนให้โอนเหรียญไปลงทุนต่อ วิธีสังเกตและป้องกันอ่านได้ที่ รู้ทันกลโกงคริปโต และภาพรวมความเสี่ยงทั้งหมดที่ ความเสี่ยงของการลงทุนคริปโต

ทำกุญแจหายหรือโอนผิด

ถ้าเก็บเหรียญในกระเป๋าของตัวเองแล้วทำ Seed Phrase หรือกุญแจส่วนตัวหาย เหรียญจะติดอยู่ในกระเป๋านั้นตลอดไป ไม่มีฝ่ายบริการลูกค้าให้ขอรีเซ็ต และถ้าโอนไปผิดที่อยู่หรือผิดเครือข่าย ส่วนใหญ่ก็เรียกคืนไม่ได้เช่นกัน

เริ่มต้นกับคริปโตอย่างปลอดภัย

สำหรับมือใหม่ที่อยากลองเริ่ม ลำดับที่ปลอดภัยและถูกกฎหมายไทยมีดังนี้

  • เรียนพื้นฐานก่อนลงเงิน อย่างน้อยควรเข้าใจว่า Bitcoin, Stablecoin และ Wallet คืออะไร ศัพท์ที่เจอบ่อยรวมไว้ที่ รวมศัพท์คริปโต ฉบับภาษาไทย
  • เปิดบัญชีกับศูนย์ซื้อขายที่ได้รับอนุญาตในไทย เช่น Bitkub, Binance TH, Upbit หรือ Orbix ตรวจรายชื่อผู้ได้รับอนุญาตล่าสุดได้บนเว็บไซต์ ก.ล.ต. ขั้นตอนเปิดบัญชีอ่านได้ที่ วิธีเปิดบัญชีเว็บเทรดคริปโตไทย และเปรียบเทียบกระดานได้ที่ เว็บเทรดคริปโตที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย
  • เริ่มจากเงินจำนวนน้อยและทยอยซื้อ วิธี DCA หรือทยอยซื้อเท่าๆ กันเป็นรอบ ช่วยลดความเสี่ยงจากการซื้อผิดจังหวะ อ่านเพิ่มได้ที่ DCA คืออะไร
  • ย้ายเหรียญที่ตั้งใจถือยาวออกมาเก็บเอง เมื่อจำนวนมากขึ้น ควรเรียนรู้การใช้กระเป๋าของตัวเองและแยก Hot Wallet กับ Cold Wallet ให้เหมาะกับการใช้งาน
  • เก็บ Seed Phrase แบบออฟไลน์ เขียนเก็บไว้ในที่ปลอดภัย ห้ามถ่ายรูป ห้ามเก็บในแชทหรือคลาวด์ และห้ามบอกใครแม้คนนั้นอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่

Hot Wallet กับ Cold Wallet ต่างกันด้านความสะดวกและความปลอดภัย

ความต่างของกระเป๋าแต่ละแบบและวิธีเลือกใช้อ่านได้ที่ Wallet คืออะไร และ Hot Wallet กับ Cold Wallet ต่างกันอย่างไร

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คริปโตกับ Bitcoin ต่างกันอย่างไร

คริปโตคือชื่อเรียกรวมของเงินดิจิทัลที่ทำงานบน Blockchain ทั้งหมด ส่วน Bitcoin คือคริปโตเหรียญแรกของโลกและใหญ่ที่สุด เปรียบเหมือนคำว่า "รถยนต์" กับยี่ห้อรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง

คริปโตกับ Blockchain เหมือนกันไหม

ไม่เหมือนกัน Blockchain คือเทคโนโลยีสมุดบัญชีที่กระจายการเก็บข้อมูล ส่วนคริปโตคือเหรียญที่ใช้ Blockchain บันทึกการเป็นเจ้าของ Blockchain นำไปใช้เรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเงินได้ด้วย เช่น การตรวจสอบย้อนกลับสินค้า

คริปโตถูกกฎหมายในไทยไหม

ถูกกฎหมาย คนไทยถือและซื้อขายคริปโตได้ โดยควรซื้อขายผ่านศูนย์ซื้อขายที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. เพราะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายไทย และได้สิทธิ์ยกเว้นภาษีกำไรตามกฎกระทรวงฉบับที่ 399 ช่วงปี 2568 ถึง 2572

เริ่มลงทุนคริปโตต้องใช้เงินเท่าไหร่

ไม่ต้องซื้อเต็มเหรียญ เหรียญส่วนใหญ่แบ่งซื้อเป็นเศษส่วนได้ กระดานในไทยหลายแห่งให้เริ่มได้ตั้งแต่หลักสิบถึงหลักร้อยบาท สิ่งสำคัญกว่าจำนวนเงินเริ่มต้นคือการเข้าใจความเสี่ยงก่อนลงเงิน

ซื้อคริปโตแล้วเก็บไว้ที่ไหน

เก็บได้สองแบบ แบบแรกฝากไว้ในบัญชีของกระดานเทรด สะดวกแต่ต้องเชื่อใจกระดาน แบบที่สองเก็บในกระเป๋าของตัวเองที่ถือกุญแจเอง ปลอดภัยจากความเสี่ยงกระดานล้ม แต่ต้องดูแล Seed Phrase ให้ดี

คริปโตทำเงินได้จริงไหม

ราคาคริปโตขึ้นได้แรงและลงได้แรง มีทั้งคนที่ได้กำไรและคนที่ขาดทุนหนัก ตามกราฟมูลค่าตลาดรวม ตลาดเคยหายไปราว 64% ในปีเดียว บทความนี้ไม่ได้ให้คำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล ผู้สนใจควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและลงทุนเฉพาะเงินที่รับความเสี่ยงได้

ขุดคริปโตเองได้ไหม

ได้ในบางเหรียญ แต่การขุด Bitcoin ปัจจุบันต้องใช้เครื่องขุดเฉพาะทางและค่าไฟสูงมาก คนทั่วไปแทบไม่คุ้ม ส่วนแอปขุดฟรีบนมือถือที่โฆษณากันบ่อยมักเป็นกลโกง ตัวเลขต้นทุนจริงอ่านได้ที่ ขุด Bitcoin คุ้มไหม

สรุป: คริปโตคือเงินรูปแบบใหม่ที่มาพร้อมความรับผิดชอบใหม่

คริปโตคือเงินดิจิทัลที่ไม่มีคนกลางรายเดียวควบคุม ทำงานบน Blockchain ที่ทุกคนตรวจสอบได้ เริ่มจาก Bitcoin ในปี 2009 จนวันนี้มีเหรียญกว่าสองหมื่นตัว มูลค่าตลาดรวมราว 3 ล้านล้านดอลลาร์ และผู้ถือหลายร้อยล้านคนทั่วโลก ในไทยการถือและซื้อขายคริปโตถูกกฎหมาย และได้สิทธิ์ยกเว้นภาษีกำไรถ้าขายผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต แต่ความผันผวนของราคา ความเสี่ยงจากกระดานเทรด เหรียญที่พังได้ทั้งระบบ และมิจฉาชีพ เป็นเรื่องจริงที่มีตัวเลขความเสียหายหลายหมื่นล้านดอลลาร์รองรับ ก่อนเริ่มควรเรียนพื้นฐาน เลือกกระดานที่ได้รับอนุญาต เริ่มจากเงินจำนวนน้อย และดูแลกุญแจของตัวเองให้ดี

บทความทั้งหมด