ปกบทความ Bit Gold ชิ้นส่วนที่เกือบครบ แต่ยังขาดชิ้นสุดท้าย

Bit Gold ข้อเสนอที่เข้าใกล้ Bitcoin ที่สุดก่อนจะมี Bitcoin และปริศนาวันที่ของโพสต์ต้นฉบับ

Nick Szabo ออกแบบ Bit Gold ไว้เป็นเจ็ดขั้นตอนบนบล็อกของตัวเอง บทความนี้ไล่ทีละขั้นว่ามันทำงานอย่างไร สองปัญหาที่เขาเขียนเองว่าแก้ไม่ได้คืออะไร Bitcoin แก้สองข้อนั้นอย่างไร และทำไมวันที่บนโพสต์ต้นฉบับถึงไม่ตรงกับวันที่เผยแพร่จริง

Bit Gold คือข้อเสนอที่เข้าใกล้ Bitcoin มากที่สุดก่อนจะมี Bitcoin จริง Nick Szabo ออกแบบมันไว้ตั้งแต่ปี 1998 และเขียนอธิบายทั้งระบบเป็นเจ็ดขั้นตอนบนบล็อกของตัวเอง บทความนี้ไล่ทีละขั้นว่ามันทำงานอย่างไร สองปัญหาที่ Szabo เขียนเองว่าเขาแก้ไม่ได้คืออะไร Bitcoin แก้สองข้อนั้นอย่างไร และทำไมวันที่บนโพสต์ต้นฉบับวันนี้ถึงไม่ตรงกับวันที่ตอนเผยแพร่จริง

ทำไมต้องรู้จัก Bit Gold

เวลาคนเล่าประวัติ Bitcoin มักข้ามช่วงก่อนปี 2008 ไปเร็วมาก ทั้งที่ชิ้นส่วนเกือบทุกชิ้นของ Bitcoin มีคนคิดไว้ก่อนแล้ว และชิ้นที่ประกอบไว้ใกล้เคียงที่สุดคือ Bit Gold

สิ่งที่ทำให้ Bit Gold ต่างจากข้อเสนออื่นในยุคเดียวกันคือมันไม่ได้พยายามสร้างเงินที่มีคนกลางค้ำ แต่พยายามสร้างของที่ แพงที่จะปลอม ขึ้นมาบนอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องเชื่อใครเลย ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกับที่ Bitcoin แก้ได้สิบปีให้หลัง

ไดอะแกรมอธิบายแนวคิดการสร้างของที่แพงจะปลอมขึ้นบนอินเทอร์เน็ต

ภาพ: โจทย์ของ Bit Gold คือสร้างของที่มีต้นทุนจริงในการผลิตขึ้นบนอินเทอร์เน็ต โดยไม่ต้องมีใครมารับรอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่โลหะมีค่ามีอยู่แล้วในโลกจริง แต่ใช้จ่ายออนไลน์ไม่ได้

อีกเหตุผลคือ Bit Gold เป็นข้อเสนอที่เจ้าตัวเขียนข้อจำกัดของมันไว้เองอย่างตรงไปตรงมา การอ่านว่าเขามองไม่ออกตรงไหน ทำให้เห็นชัดขึ้นว่าสิ่งที่ Bitcoin เพิ่มเข้ามาจริงๆ คืออะไร ไม่ใช่แค่บอกว่า Bitcoin เก่ง

Bit Gold คืออะไร เล่าตามที่ Szabo เขียนเอง

Szabo เปิดโพสต์ด้วยประโยคว่าเขาคิดเรื่องนี้ได้นานมาแล้ว แล้วอธิบายปัญหาที่อยากแก้ว่าเงินที่ใช้กันอยู่ต้องพึ่งความเชื่อใจในบุคคลที่สาม และประวัติศาสตร์เงินเฟ้อกับเงินเฟ้อรุนแรงตลอดศตวรรษที่ยี่สิบก็แสดงให้เห็นว่านั่นไม่ใช่สภาพที่ดี

จากนั้นเขาพูดถึงโลหะมีค่าว่ามีข้อดีตรงความหายากที่ปลอมไม่ได้ เพราะการผลิตมันมีต้นทุนจริง แต่ก็มีปัญหาของตัวเอง คือการตรวจสอบเนื้อโลหะซ้ำทุกครั้งที่ซื้อขายนั้นแพงเกินไป จึงต้องมีบุคคลที่สามมาประทับตรารับรองน้ำหนักและความบริสุทธิ์ และการขนย้ายมูลค่ามากๆ ก็เสี่ยง โดยเขายกตัวอย่างการที่อังกฤษต้องขนทองข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกที่เต็มไปด้วยเรือดำน้ำในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และปิดท้ายว่าที่แย่กว่านั้นคือจ่ายเงินออนไลน์ด้วยโลหะไม่ได้

Thus, it would be very nice if there were a protocol whereby unforgeably costly bits could be created online with minimal dependence on trusted third parties, and then securely stored, transferred, and assayed with similar minimal trust. Bit gold.

แปลได้ว่าคงจะดีมากถ้ามีโพรโทคอลที่สร้างบิตซึ่งมีต้นทุนจริงและปลอมไม่ได้ขึ้นมาบนอินเทอร์เน็ต โดยพึ่งบุคคลที่สามที่ต้องเชื่อใจให้น้อยที่สุด แล้วเก็บ โอน และตรวจสอบมูลค่าได้ด้วยความเชื่อใจที่น้อยพอกัน เขาปิดท้ายย่อหน้านั้นด้วยคำสองคำว่า Bit gold ที่มา: โพสต์ Bit gold บนบล็อก Unenumerated ของ Nick Szabo

เจ็ดขั้นตอนของ Bit Gold

ในโพสต์เดียวกัน Szabo ไล่ลำดับการทำงานไว้เป็นเจ็ดข้อ ข้างล่างนี้เรียบเรียงเป็นภาษาไทยตามลำดับเดิมของเขา

  • หนึ่ง มีสายอักขระสาธารณะชุดหนึ่งเรียกว่าสายท้าทาย หรือ challenge string เกิดขึ้นมา
  • สอง ผู้ใช้สร้างสายอักขระที่เป็นหลักฐานการทำงานจากสายท้าทายนั้น ด้วยฟังก์ชันที่วัดต้นทุนการคำนวณได้
  • สาม หลักฐานการทำงานนั้นถูกประทับเวลา และการประทับเวลาต้องทำแบบกระจาย มีผู้ให้บริการหลายเจ้า เพื่อไม่ต้องพึ่งเจ้าใดเจ้าหนึ่งมากเกินไป
  • สี่ ผู้ใช้เอาสายท้าทายกับหลักฐานการทำงานที่ประทับเวลาแล้วไปลงในทะเบียนกรรมสิทธิ์แบบกระจาย ซึ่งก็ต้องไม่พึ่งเซิร์ฟเวอร์เดียวเช่นกัน
  • ห้า สายอักขระที่สร้างล่าสุดกลายเป็นสายท้าทายของชิ้นถัดไป ทำให้เกิดเป็นโซ่ต่อกัน
  • หก การตรวจว่าใครเป็นเจ้าของ ทำได้โดยไล่ดูโซ่ของกรรมสิทธิ์ในทะเบียน
  • เจ็ด การตรวจมูลค่า ทำได้โดยตรวจสายท้าทาย หลักฐานการทำงาน และเวลาที่ประทับไว้

จุดที่ควรหยุดอ่านซ้ำคือข้อห้า เพราะการเอาผลลัพธ์ของชิ้นก่อนหน้ามาเป็นโจทย์ของชิ้นถัดไป คือแนวคิดเดียวกับการร้อยบล็อกต่อกันเป็นเชนที่ Bitcoin ใช้ ต่างกันตรงที่ Bit Gold ร้อยตัวหน่วยเข้าด้วยกัน ส่วน Bitcoin ร้อยกลุ่มธุรกรรมเข้าด้วยกัน

โพสต์ Bit Gold บนบล็อก Unenumerated ของ Nick Szabo

ภาพ: โพสต์ต้นฉบับที่ไล่เจ็ดขั้นตอนของระบบไว้เป็นข้อๆ สังเกตวันที่กำกับด้านบน ว่าเป็นวันที่ 27 ธันวาคม 2008 ซึ่งไม่ตรงกับที่อยู่ของหน้าที่เป็นเดือนธันวาคม 2005 ที่มา: unenumerated.blogspot.com

อีกจุดคือ Szabo เขียนไว้ชัดว่าการควบคุม Bit Gold ของเจ้าของไม่ได้ขึ้นกับการที่เขาครอบครองบิตนั้นไว้คนเดียว แต่ขึ้นกับการที่เขาอยู่ในตำแหน่งล่าสุดของโซ่กรรมสิทธิ์ที่ปลอมไม่ได้ในทะเบียน ซึ่งเป็นการแยกความเป็นเจ้าของออกจากการครอบครองไฟล์ แนวคิดนี้ตรงกับที่ Bitcoin ทำ คือเหรียญไม่ได้อยู่ในเครื่องใคร แต่อยู่ในบัญชีที่ทั้งเครือข่ายเห็นตรงกัน

สองปัญหาที่ Szabo เขียนเองว่ายังแก้ไม่ได้

สิ่งที่ทำให้โพสต์นี้มีน้ำหนักคือเขาไม่ได้ขายของ แต่เขียนข้อจำกัดไว้เองสองข้อ

ปัญหาที่หนึ่ง หลักฐานการทำงานผูกกับสถาปัตยกรรมเครื่อง ไม่ใช่คณิตศาสตร์ล้วน Szabo เขียนว่าปัญหาหลักของทุกแบบแผนกลุ่มนี้คือหลักฐานการทำงานขึ้นอยู่กับสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่รอบการคำนวณเชิงนามธรรม ผลคืออาจมีคนที่ผลิตได้ด้วยต้นทุนต่ำกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว แล้วเทของเข้าตลาดจนราคาพัง

ปัญหาที่สอง หน่วยไม่เท่ากัน จึงใช้แทนกันไม่ได้ เขาเขียนว่า Bit Gold จะไม่สามารถใช้แทนกันได้ด้วยฟังก์ชันง่ายๆ เช่นความยาวของสายอักขระ การจะสร้างหน่วยที่ใช้แทนกันได้จึงต้องมีผู้ค้ามารวมชิ้นที่มีมูลค่าต่างกันเข้าเป็นก้อนใหญ่ที่มีมูลค่าใกล้เคียงกัน เหมือนที่ผู้ค้าสินค้าโภคภัณฑ์ทำกันอยู่

ข้อสองนี่เองคือจุดที่ Bit Gold ยังต้องมีคนกลางอยู่ดี เพราะถ้าแต่ละหน่วยมีค่าไม่เท่ากัน ก็ต้องมีใครสักคนมาทำหน้าที่จัดก้อนและบอกว่าก้อนไหนเท่ากับก้อนไหน

Szabo พยายามแก้ด้วยการบอกว่าความเชื่อใจยังกระจายอยู่ เพราะมูลค่าประเมินของแต่ละก้อนตรวจสอบซ้ำได้โดยหลายฝ่ายแบบอัตโนมัติ แต่ในทางปฏิบัติมันก็ยังเป็นระบบที่ต้องมีชั้นของผู้ค้าซ้อนอยู่บนตัวโพรโทคอล ไม่ใช่ระบบที่จบในตัวเอง

RPOW ของ Hal Finney ญาติที่ถูกสร้างขึ้นจริง

ในโพสต์เดียวกัน Szabo เขียนถึงงานของคนอื่นไว้ด้วยว่า Hal Finney ได้สร้างรูปแบบหนึ่งของ Bit Gold ขึ้นมาจริงในชื่อ RPOW ซึ่งย่อมาจาก Reusable Proofs of Work หรือหลักฐานการทำงานที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้

วิธีที่ Finney ใช้แก้ปัญหาความเชื่อใจต่างจาก Szabo คือเขาเผยแพร่โค้ดของโรงกษาปณ์ให้ตรวจสอบได้ แล้วรันมันบนเครื่องที่ออกแบบให้เห็นร่องรอยถ้ามีใครไปยุ่ง ผู้ซื้อสามารถตรวจจากระยะไกลได้ว่าเครื่องนั้นรันโค้ดตัวที่ประกาศไว้จริง Szabo เรียกวิธีนี้ตามชื่อที่ Finney ใช้ว่า transparent server

ความต่างตรงนี้สำคัญ เพราะ RPOW แก้ปัญหาด้วยการทำให้คนกลางโปร่งใสและตรวจสอบได้ ส่วน Bitcoin เลือกอีกทางคือตัดคนกลางออกทั้งหมด แล้วให้เครือข่ายทั้งเครือข่ายเป็นผู้ยืนยันแทน

หน้าเว็บของ RPOW ยังช่วยยืนยันเรื่องลำดับเวลาได้อีกทาง สำเนาใน Internet Archive เมื่อเดือนสิงหาคม 2004 มีหัวข้อชื่อ Applications ซึ่งเขียนไว้ว่านักวิจัยด้านความปลอดภัยชื่อ Nick Szabo เป็นผู้บัญญัติคำว่า bit gold สำหรับวัตถุข้อมูลที่พิสูจน์ได้ว่าสร้างขึ้นด้วยต้นทุนจริง และ RPOW จะช่วยให้โทเคน หลักฐานการทำงานถูกส่งต่อระหว่างคนได้ในฐานะ bit gold แปลว่าแนวคิดนี้เป็นที่รู้จักในวงนักเข้ารหัสตั้งแต่ก่อนโพสต์ปี 2005 แล้ว ตรงกับที่ Szabo เขียนเองว่าเขาคิดเรื่องนี้ได้นานมาแล้ว

หน้าเว็บ rpow.net ของ Hal Finney สำเนาเดือนสิงหาคม 2004

ภาพ: หน้าเว็บของ RPOW ที่ Hal Finney ทำไว้ หัวข้อ Applications ด้านล่างเขียนถึง Nick Szabo และคำว่า bit gold โดยตรง เป็นหลักฐานว่าแนวคิดนี้เป็นที่รู้จักในวง นักเข้ารหัสตั้งแต่ปี 2004 ที่มา: Internet Archive สำเนาวันที่ 20 สิงหาคม 2004

Hal Finney คนเดียวกันนี้คือคนแรกที่รันซอฟต์แวร์ Bitcoin ต่อจาก Satoshi และเป็นผู้รับธุรกรรม Bitcoin รายการแรกของประวัติศาสตร์ เรื่องชุมชนยุคนั้นเล่าไว้ในBitcoinTalk ชุมชนยุคแรกของ Bitcoin

Bitcoin แก้สองปัญหานั้นอย่างไร

ถ้าเอาข้อจำกัดสองข้อที่ Szabo เขียนไว้มาวางเทียบกับสิ่งที่ Bitcoin ทำ จะเห็นคำตอบชัดมาก

  • แก้เรื่องหน่วยไม่เท่ากัน ด้วยการเปลี่ยนสิ่งที่นับ Bit Gold ให้มูลค่าอยู่ที่ตัวหลักฐานการทำงานแต่ละชิ้น ชิ้นที่ทำยากกว่าจึงควรมีค่ามากกว่า ส่วน Bitcoin แยกสองอย่างนี้ออกจากกัน คือใช้หลักฐานการทำงานเพื่อตัดสินว่าใครได้สิทธิ์เขียนบล็อก แล้วจ่ายรางวัลเป็นจำนวนเหรียญที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เหรียญทุกเหรียญจึงเหมือนกันหมดไม่ว่าจะขุดยากแค่ไหน
  • แก้เรื่องต้นทุนการผลิตที่ไม่เท่ากัน ด้วยการปรับค่าความยากอัตโนมัติ ถ้ามีคนผลิตได้ถูกกว่าคนอื่นมากและทุ่มกำลังเข้ามา เครือข่ายจะปรับให้ยากขึ้นเองทุกสองสัปดาห์ ทำให้จำนวนเหรียญที่ออกต่อช่วงเวลาคงที่ ไม่ใช่เทของท่วมตลาดได้
  • แก้เรื่องทะเบียนกรรมสิทธิ์ ด้วยการรวมทุกอย่างไว้ในเชนเดียว Bit Gold ต้องมีทะเบียนกรรมสิทธิ์แบบกระจายเป็นระบบแยกต่างหาก ซึ่งตัวมันเองก็มีปัญหาความเชื่อใจของตัวเอง ส่วน Bitcoin ใช้บัญชีเดียวที่ทุกคนถือสำเนา แล้วตัดสินข้อขัดแย้งด้วยกติกาว่าสายที่ยาวที่สุดคือสายจริง

สรุปเป็นประโยคเดียวคือ Szabo แก้ปัญหาการสร้างของหายากได้แล้ว แต่ยังไม่มีวิธีให้คนทั้งเครือข่ายเห็นตรงกันว่าใครเป็นเจ้าของอะไรโดยไม่ต้องเชื่อใคร ส่วน Bitcoin เอาหลักฐานการทำงานมาใช้แก้ปัญหาหลังนี้แทน ซึ่งเป็นการใช้เครื่องมือเดิมกับโจทย์คนละข้อ

ไดอะแกรมเทียบโครงสร้างของ Bit Gold กับ Bitcoin

ภาพ: Bit Gold แยกการสร้างของหายากออกจากทะเบียนกรรมสิทธิ์เป็นสองระบบ ส่วน Bitcoin ยุบสองอย่างนี้เข้าเป็นกลไกเดียว โดยให้การแข่งขันสร้างของหายาก เป็นตัวตัดสินว่าบัญชีเวอร์ชันไหนคือของจริง

ตัวเลขที่ทำให้เห็นว่า Bitcoin แก้ปัญหาหน่วยไม่เท่ากันได้จริง

ข้อจำกัดที่ Szabo เขียนไว้เรื่องหน่วยที่ใช้แทนกันไม่ได้ ฟังดูเป็นเรื่องทฤษฎี แต่พอเอาตัวเลขจริงของ Bitcoin มาวาง จะเห็นว่ามันถูกแก้ด้วยกติกาสามข้อที่เขียนไว้ในโค้ดตั้งแต่ต้น

  • ปรับค่าความยากทุก 2,016 บล็อก หรือราวสองสัปดาห์ เพื่อให้บล็อกออกเฉลี่ยทุกสิบนาทีไม่ว่าจะมีกำลังขุดเข้ามาเท่าไหร่
  • รางวัลบล็อกเป็นจำนวนคงที่ในแต่ละยุค และลดครึ่งทุก 210,000 บล็อก ทำให้จำนวนเหรียญที่ออกใหม่ต่อช่วงเวลาไม่ขึ้นกับว่าใครขุดเก่งแค่ไหน
  • เหรียญทุกเหรียญเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะถูกขุดในวันที่ค่าความยากเท่ากับ 1 หรือวันที่ค่าความยากเป็นหลักล้านล้าน

ข้อสุดท้ายคือคำตอบตรงตัวของปัญหาที่ Szabo ยกไว้ เพราะถ้ามูลค่าของหน่วยผูกกับความยากตอนสร้างเหมือน Bit Gold หน่วยที่ขุดในยุคแรกกับยุคนี้จะมีค่าไม่เท่ากันโดยธรรมชาติ และต้องมีคนมาจัดก้อนให้เท่ากันตลอดเวลา

ตัวเลขที่เห็นภาพชัดที่สุดคือค่าความยากของ Bitcoin เพิ่มจากระดับหนึ่งในวันแรก มาถึงระดับหลักล้านล้านในวันนี้ แต่หนึ่งเหรียญยังเท่ากับหนึ่งเหรียญเสมอ เรื่องการเปลี่ยนแปลงของค่าความยากเล่าไว้ในประวัติซอฟต์แวร์ Bitcoin Core

ทำไม Bit Gold ถึงไม่เคยถูกสร้างขึ้นจริง

คำถามที่ตามมาเสมอคือในเมื่อออกแบบไว้ละเอียดขนาดนี้แล้ว ทำไมไม่มีใครลงมือเขียนโค้ด คำตอบที่ตรวจได้จากตัวข้อเสนอเองมีอยู่สามชั้น

  • ชั้นแรก ขั้นที่สามกับขั้นที่สี่ยังไม่มีของจริงให้ใช้ ทั้งบริการประทับเวลาแบบกระจายและทะเบียนกรรมสิทธิ์แบบกระจาย เป็นสิ่งที่ Szabo เขียนว่าต้องไม่พึ่งเจ้าใดเจ้าหนึ่ง แต่ในปี 2005 ยังไม่มีระบบแบบนั้นที่ใช้งานได้จริงในวงกว้าง
  • ชั้นที่สอง ปัญหาหน่วยไม่เท่ากันไม่มีทางแก้ในตัวข้อเสนอ Szabo เสนอให้มีผู้ค้ามาจัดก้อน ซึ่งแปลว่าระบบยังไม่จบในตัวเอง และการจะเริ่มใช้งานต้องมีตลาดผู้ค้าเกิดขึ้นก่อน
  • ชั้นที่สาม ยังไม่มีเหตุผลให้คนมาร่วมตั้งแต่วันแรก ในช่องแสดงความเห็นใต้โพสต์ภาคต่อ มีผู้อ่านตั้งคำถามตรงนี้ไว้ว่าเมื่อ Bit Gold ยังไม่มีหน้าที่เป็นเงิน ก็ยังไม่มีใครต้องการมัน แล้วจะเริ่มต้นจากศูนย์ได้อย่างไร

ข้อสุดท้ายคือปัญหาที่วงการเรียกว่าปัญหาการเริ่มต้นระบบ และเป็นจุดที่ Bitcoin แก้ด้วยวิธีที่ไม่ได้อยู่ในการออกแบบเลย คือปล่อยซอฟต์แวร์ที่ใช้งานได้จริงออกมาให้คนรันเอง แล้วให้มูลค่าค่อยเกิดจากคนที่ยอมแลกของจริงกับมัน ไม่ใช่รอให้ตลาดผู้ค้าเกิดก่อน

ปริศนาวันที่ของโพสต์ต้นฉบับ

ถ้าเปิดโพสต์ Bit Gold บนบล็อกของ Szabo วันนี้ จะเห็นวันที่กำกับว่า Saturday, December 27, 2008 และในโค้ดของหน้าเว็บก็ระบุเวลาไว้ว่า 2008-12-27 แต่ที่อยู่ของหน้านั้นกลับเป็น unenumerated.blogspot.com/2005/12/bit-gold.html ซึ่งบอกปีคนละปี

เรื่องนี้ทำให้มีคนเข้าใจสลับกันไปมาว่าตกลง Szabo เผยแพร่ Bit Gold ตอนไหนกันแน่ และเป็นคำถามที่มีน้ำหนัก เพราะเดือนธันวาคม 2008 คือหลังจาก Bitcoin Whitepaper เผยแพร่ไปแล้วสองเดือน

คำตอบตรวจได้จาก Internet Archive ซึ่งเก็บสำเนาหน้านี้ไว้ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2006 และในสำเนานั้นหน้าเว็บเขียนวันที่กำกับไว้ว่า Thursday, December 29, 2005

สำเนาโพสต์ Bit Gold ใน Internet Archive เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2006

ภาพ: สำเนาหน้าเดียวกันที่ Internet Archive เก็บไว้เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2006 หน้าเว็บตอนนั้นเขียนวันที่กำกับไว้ว่า Thursday, December 29, 2005 ซึ่งเป็นวันที่เผยแพร่จริง ที่มา: Internet Archive

  • วันที่เผยแพร่จริง 29 ธันวาคม 2005 ตามที่ปรากฏในสำเนาปี 2006
  • วันที่ที่หน้าเว็บแสดงวันนี้ 27 ธันวาคม 2008 ซึ่งเกิดจากการที่เจ้าของบล็อกแก้หรือดันวันที่ของโพสต์ในภายหลัง
  • ที่อยู่ของหน้า ยังคงเป็นเดือนธันวาคม 2005 เพราะระบบบล็อกสร้างที่อยู่จากวันที่ตอนตั้งโพสต์ครั้งแรกและไม่เปลี่ยนตามการแก้วันที่

อีกจุดที่ตรวจได้จากสำเนาปี 2006 คือย่อหน้าที่พูดถึง Hal Finney และ RPOW มีอยู่ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ไม่ได้ถูกเติมเข้ามาทีหลัง ซึ่งช่วยตัดข้อสงสัยว่าเนื้อหาส่วนสำคัญถูกเขียนย้อนหลัง

โพสต์คู่ที่ต้องอ่านพร้อมกัน เพราะขั้นที่สี่อยู่ในนั้น

เจ็ดขั้นตอนของ Bit Gold มีขั้นหนึ่งที่ Szabo เขียนไว้สั้นมากจนดูเหมือนง่าย คือขั้นที่สี่ที่บอกว่าให้เอาผลลัพธ์ไปลงในทะเบียนกรรมสิทธิ์แบบกระจาย โดยไม่พึ่งเซิร์ฟเวอร์เดียว

ความจริงคือทะเบียนนั้นเป็นหัวข้อของโพสต์อีกชิ้นหนึ่งทั้งชิ้น ชื่อ Secure property titles and development ซึ่งอยู่บนบล็อกเดียวกันและลงวันที่ 22 ธันวาคม 2005 คือเพียงไม่กี่วันก่อนโพสต์ Bit Gold ในข้อเสนอนั้นเขาเสนอวิธีทำทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ทนต่อการมีสมาชิกบางส่วนไม่ซื่อสัตย์ และเสนอให้เอาไปใช้กับทรัพย์สินดิจิทัลอื่นได้ด้วยเช่นชื่อโดเมน

เหตุผลที่เรื่องนี้สำคัญคือมันแสดงว่า Szabo มองเห็นแล้วว่าการสร้างของหายากกับการตกลงกันว่าใครเป็นเจ้าของ เป็นคนละปัญหากัน และต้องแก้คนละที่ เขาจึงเขียนแยกเป็นสองโพสต์ ส่วน Bitcoin เลือกอีกทางคือยุบสองปัญหานี้เข้าเป็นกลไกเดียว ให้การแข่งขันสร้างของหายากเป็นตัวตัดสินไปเลยว่าบัญชีเวอร์ชันไหนคือของจริง

หลักฐานอีกชิ้นที่ทำให้เรื่องวันที่ชัดขึ้น

นอกจากสำเนาปี 2006 แล้ว ยังมีอีกจุดที่ช่วยยืนยันว่าการเปลี่ยนวันที่เกิดขึ้นทีหลังจริง คือโพสต์ภาคต่อชื่อ Bit gold markets ซึ่งอยู่ที่อยู่ของเดือนเมษายน 2008 แต่หน้าเว็บวันนี้ระบุเวลาไว้ที่ 27 ธันวาคม 2008 เวลา 16 นาฬิกา 17 นาที

เทียบกับโพสต์ Bit Gold ที่ระบุเวลาไว้ที่วันเดียวกัน เวลา 16 นาฬิกา 16 นาที จะเห็นว่าสองโพสต์นี้ถูกตั้งวันที่ใหม่ห่างกันเพียงหนึ่งนาที

โพสต์สองชิ้นที่เดิมอยู่คนละปี กลับมีเวลาประทับห่างกันหนึ่งนาที นั่นคือร่องรอยของการแก้วันที่รวดเดียวสองโพสต์ ไม่ใช่การเขียนใหม่ แม้จะพิสูจน์แน่ชัดไม่ได้ว่าทำไมเวลาประทับของสองโพสต์ถึงห่างกันเพียงหนึ่งนาที

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือในช่องแสดงความเห็นใต้โพสต์ Bit gold markets มีผู้อ่านคนหนึ่งเข้ามาเขียนว่าเขาซื้อขาย bitcoins ซึ่งเป็นการนำ bit gold มาสร้างจริงในโลกจริง พร้อมแปะลิงก์ไปหน้าอัตราแลกเปลี่ยนของ New Liberty Standard ซึ่งเป็นผู้ตั้งอัตราแลกเปลี่ยน Bitcoin เจ้าแรกของโลก

นั่นแปลว่าคนในยุคนั้นมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างสองสิ่งนี้ตั้งแต่ตอนที่ Bitcoin ยังเป็นของเล่นของคนไม่กี่คน และเข้ามาบอกเจ้าของแนวคิดถึงหน้าบล็อกเลย เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนแรกของโลกเล่าไว้ในประวัติเว็บเทรดคริปโต

Whitepaper ของ Bitcoin อ้างอิงใครบ้าง

คำถามที่ตามมาเสมอคือ Satoshi รู้จัก Bit Gold หรือเปล่า เรื่องนี้ตรวจได้ตรงๆ จากรายการอ้างอิงท้าย Whitepaper ซึ่งมีทั้งหมดแปดรายการ

หน้ารายการอ้างอิงท้าย Bitcoin Whitepaper

ภาพ: รายการอ้างอิงทั้งแปดรายการท้าย Whitepaper มีทั้ง b-money ของ Wei Dai และ Hashcash ของ Adam Back แต่ไม่มี Bit Gold อยู่ในรายการ ที่มา: bitcoin.org

  • b-money ของ Wei Dai ปี 1998 อยู่ในรายการ เป็นรายการแรกด้วย
  • Hashcash ของ Adam Back อยู่ในรายการ
  • งานประทับเวลาเอกสารของ Haber และ Stornetta อยู่ในรายการถึงสามชิ้น
  • Merkle Tree ของ Ralph Merkle ปี 1980 อยู่ในรายการ
  • Bit Gold ของ Nick Szabo ไม่อยู่ในรายการอ้างอิง

สิ่งที่ข้อเท็จจริงนี้บอกได้คือ Whitepaper ไม่ได้อ้างถึง Bit Gold สิ่งที่มันบอกไม่ได้คือ Satoshi ไม่รู้จัก Bit Gold เพราะการไม่อ้างอิงงานหนึ่งมีได้หลายสาเหตุ ทั้งไม่เคยอ่าน อ่านแล้วแต่เห็นว่าไม่ได้ใช้โดยตรง หรือเลือกอ้างเฉพาะงานที่ใช้กลไกตรงๆ

แล้ว Szabo คือ Satoshi หรือเปล่า

ชื่อของ Szabo ถูกยกขึ้นมาบ่อยที่สุดชื่อหนึ่งเวลาคนเดาว่าใครคือ Satoshi เหตุผลที่คนยกมามีอยู่จริง คือเขาออกแบบระบบที่ใกล้เคียงที่สุด เขียนเรื่องเงินและกฎหมายมายาวนาน และอยู่ในแวดวงเดียวกับคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

แต่สิ่งที่ต้องพูดให้ชัดคือไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าเขาคือ Satoshi และตัวเขาเองปฏิเสธมาตลอด การวิเคราะห์สำนวนการเขียนที่คนมักยกมาอ้างเป็นวิธีที่ให้ความน่าจะเป็น ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ และใช้ตัดสินตัวตนของคนจริงไม่ได้

บทความนี้จึงหยุดตรงที่ข้อเท็จจริงที่ตรวจได้ คือ Bit Gold มาก่อน Bitcoin คนออกแบบชื่อ Nick Szabo และ Whitepaper ไม่ได้อ้างอิงงานชิ้นนี้ ส่วนคำถามเรื่องตัวตน อ่านต่อได้ที่ทำความรู้จัก Satoshi Nakamoto

สิ่งที่ Bit Gold ทิ้งไว้ให้วงการ

Bit Gold ไม่เคยถูกสร้างขึ้นจริง ไม่มีเครือข่าย ไม่มีหน่วยที่ใครถือได้ แต่สิ่งที่มันทิ้งไว้คือการตั้งโจทย์ที่ถูกต้อง

  • ความหายากต้องมาจากต้นทุนจริง ไม่ใช่มาจากคำสัญญาของใคร ซึ่งเป็นหลักที่ Bitcoin ยึดไว้ทั้งระบบ
  • ความเป็นเจ้าของควรอยู่ที่โซ่ของลายเซ็น ไม่ใช่การครอบครองไฟล์ ซึ่งเป็นวิธีที่ Bitcoin ใช้จริง
  • การร้อยผลลัพธ์ก่อนหน้าเข้าเป็นโจทย์ถัดไป ทำให้เกิดลำดับเวลาที่ย้อนแก้ยาก ซึ่งเป็นแก่นของเชน
  • ข้อจำกัดที่เขียนไว้เองกลายเป็นโจทย์ให้คนถัดไป ปัญหาเรื่องหน่วยไม่เท่ากันและต้นทุนการผลิตที่ต่างกัน คือสองข้อที่การปรับค่าความยากกับรางวัลบล็อกคงที่เข้ามาแก้พอดี

ถ้ามองจากมุมนี้ Bit Gold ไม่ได้ล้มเหลว มันคือขั้นที่จำเป็นต้องผ่านก่อน และคนออกแบบก็บอกไว้เองแล้วว่าเหลืออะไรให้แก้บ้าง

คำถามที่พบบ่อย

Bit Gold เคยมีเหรียญให้ซื้อขายจริงไหม

ไม่เคย มันเป็นข้อเสนอเชิงออกแบบที่เขียนไว้บนบล็อก ไม่เคยถูกพัฒนาเป็นซอฟต์แวร์ที่มีเครือข่ายทำงานจริง ใครที่เจอเหรียญชื่อคล้ายกันในตลาดวันนี้ ควรตรวจให้ดีว่าไม่ใช่โครงการที่หยิบชื่อไปใช้เฉยๆ

ข้อเสนอ b-money ของ Wei Dai ฉบับต้นทาง

ภาพ: ข้อเสนอ b-money ที่ Wei Dai เผยแพร่ไว้ ข้อหนึ่งของโพรโทคอลเขียนว่าใครก็สร้าง เงินได้ด้วยการประกาศคำตอบของโจทย์คำนวณที่ยังไม่มีใครแก้ และจำนวนหน่วยที่สร้างได้ เท่ากับต้นทุนของการคำนวณนั้น ซึ่งเป็นแนวคิดที่ Whitepaper ของ Bitcoin อ้างอิงถึง ที่มา: weidai.com

Bit Gold ต่างจาก b-money อย่างไร

b-money ของ Wei Dai เสนอในปี 1998 เหมือนกัน แต่เน้นที่โครงสร้างการทำบัญชีร่วมกันของผู้เข้าร่วมทุกคนและกลไกลงโทษผู้ที่โกง ส่วน Bit Gold เน้นที่การสร้างหน่วยที่ปลอมไม่ได้และการพิสูจน์ความเป็นเจ้าของ ทั้งสองข้อเสนอแก้คนละครึ่งของปัญหา และ Whitepaper ของ Bitcoin อ้างอิงเฉพาะ b-money

ทำไมวันที่บนโพสต์ต้นฉบับถึงเปลี่ยนได้

เพราะระบบบล็อกที่ใช้เปิดให้เจ้าของแก้วันที่ของโพสต์ย้อนหลังได้ แต่ที่อยู่ของหน้าถูกสร้างจากวันที่ตอนตั้งโพสต์ครั้งแรกและไม่เปลี่ยนตาม ผลคือที่อยู่หน้ากับวันที่ที่แสดงอาจไม่ตรงกัน วิธีตรวจที่แน่นอนกว่าคือดูสำเนาเก่าใน Internet Archive

RPOW ยังใช้งานได้อยู่ไหม

ไม่ ระบบที่ Hal Finney ทำไว้ไม่ได้ให้บริการแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือเอกสารและโค้ดที่เผยแพร่ไว้ ซึ่งยังใช้ศึกษาได้ว่าเขาพยายามแก้ปัญหาความเชื่อใจด้วยวิธีใด

ถ้า Bit Gold ถูกสร้างจริงในปี 2005 จะกลายเป็น Bitcoin ไหม

ตอบแบบตรงไปตรงมาคือไม่มีใครรู้ แต่ข้อจำกัดสองข้อที่ Szabo เขียนไว้เองยังอยู่ ถ้าสร้างตามแบบเดิมโดยไม่แก้เรื่องหน่วยที่ใช้แทนกันไม่ได้และเรื่องต้นทุนการผลิตที่ต่างกัน ระบบก็น่าจะยังต้องมีชั้นผู้ค้าคอยจัดก้อนอยู่ดี ซึ่งเป็นจุดที่ต่างจาก Bitcoin อย่างมีนัยสำคัญ

บทความทั้งหมด