GLOBAL LIQUIDITY DASHBOARD · แดชบอร์ดสภาพคล่องโลก

สภาพคล่องโลกวันนี้ เทียบราคา Bitcoin เงินในระบบกำลังไหลเข้าหรือไหลออก

หน้านี้คือการติดตาม Global Liquidity (สภาพคล่องโลก) ตามกรอบคิดของ Michael Howell แล้วเอามาเทียบกับราคาบิตคอยน์ เพราะบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ที่ตอบสนองต่อสภาพคล่องแรงที่สุดตัวหนึ่ง และมักเดินตามสภาพคล่องอยู่ราวหนึ่งไตรมาส ตัวเลขทั้งหมดบอกว่าธนาคารกลางใหญ่สามแห่งกำลังปล่อยเงินเข้าระบบหรือดูดกลับ พร้อมคำอธิบายว่าแต่ละตัวอ่านยังไง อัปเดตอัตโนมัติทุกสัปดาห์จากข้อมูลเปิดของ FRED

ข้อมูลสภาพคล่อง ณ 30 ก.ย. 2026 · ราคา BTC 86,018 ดอลลาร์ ณ 5 ต.ค. 2026 (Bitcoin Research Kit)

สภาพคล่องหดตัวสรุปอัตโนมัติจากตัวเลขล่าสุด

สภาพคล่องหดทั้งภาพปีและภาพไตรมาส เป็นสภาพแวดล้อมที่สินทรัพย์เสี่ยงขึ้นได้ยากกว่าปกติ

  • ดัชนีล่าสุด 16.57 ล้านล้านดอลลาร์ เปลี่ยนจากปีก่อน -5.95% และจากสามเดือนก่อน -1.20%
  • ตลาดกู้ข้ามคืนเริ่มตึง ส่วนต่าง SOFR กับ IORB อยู่ที่ 0 bp
  • เงินสำรองแบงก์ 2.95 ล้านล้านดอลลาร์ ยังอยู่เหนือเส้นที่ตลาดเฝ้าดูที่ 2.9

ข้อมูลถึง 30 ก.ย. 2026 · อัปเดตล่าสุด 6 ต.ค. 2026 17:39 น.

ที่มา FRED งบดุลเฟด · FRED บัญชีคลัง · FRED reverse repo · FRED งบดุล ECB · FRED งบดุล BOJ

ภาพรวม

สภาพคล่องธนาคารกลางสามแห่งใหญ่

เฟด ECB และ BOJ รวมกันเป็นดอลลาร์ก้อนเดียว รายสัปดาห์ย้อนหลัง 3 ปี

ดัชนีสภาพคล่องธนาคารกลาง
Fed + ECB + BOJ รวมเป็นดอลลาร์ก้อนเดียว รายสัปดาห์
16.61 ล้านล้าน$ ระดับ
แตะกราฟเพื่อดูขยาย · เลื่อนเมาส์ดูค่ารายจุด
16.4516.7317.0117.2917.57 ล่าสุด 16.61 เม.ย. 26ก.ค. 26ก.ย. 26
16.4416.7517.0717.3817.70 ล่าสุด 16.61 ต.ค. 25เม.ย. 26ก.ย. 26
16.3616.9617.5518.1518.75 ล่าสุด 16.61 ต.ค. 24ต.ค. 25ก.ย. 26
16.3217.0717.8218.5719.32 ล่าสุด 16.61 ต.ค. 23เม.ย. 25ก.ย. 26
คืออะไร
เงินที่ธนาคารกลางสามแห่งใหญ่ปล่อยเข้าระบบการเงินโลกจริง รวมเป็นดอลลาร์ก้อนเดียว โดยฝั่งเฟดหักเงินที่ถูกดูดกลับไปเก็บไว้ (บัญชีคลังกับ reverse repo) ออกแล้ว
อ่านยังไง
ดูทิศทางเป็นหลัก ไม่ใช่ระดับ ระดับที่สูงอยู่แล้วไม่ได้แปลว่าดี ถ้ามันกำลังหดตัว สินทรัพย์เสี่ยงมักอึดอัดตาม
วันนี้
16.61 ล้านล้านดอลลาร์ ในงบดุลของเฟด ECB และ BOJ รวมกัน
ช่วง 3 ปี
สูงสุด 19.11 ล้านล้าน$ เมื่อ 27 ธ.ค. 2023 · ต่ำสุด 16.52 ล้านล้าน$ เมื่อ 29 ก.ค. 2026
ข้อจำกัด
ดัชนีนี้เป็นของ Bitcoin Addict คำนวณจากข้อมูลเปิด ไม่ใช่ตัวเลขทางการที่หน่วยงานไหนประกาศ ไม่ใช่ตัวเลข Global Liquidity Index ของ CrossBorder Capital ซึ่งรวมสภาพคล่องภาคเอกชนและมูลค่าหลักประกันเข้าไปด้วย ระดับจึงต่างกันมาก แต่ทิศทางใช้แทนกันได้ในระดับหนึ่ง
ข้อมูลถึง 30 ก.ย. 2026 · อัปเดตล่าสุด 5 ต.ค. 2026 11:01 น.

โมเมนตัม 3 เดือน

13 สัปดาห์

-1.20%หดตัว
โมเมนตัม 3 เดือน ตั้งแต่ 3 ม.ค. 2024 ถึง 30 ก.ย. 2026-5.48+0.19+5.850 = ไม่โต-1.20ม.ค. 24พ.ค. 25ก.ย. 26
คลิกเพื่อขยาย
คืออะไร
ดัชนีสภาพคล่องเปลี่ยนไปกี่เปอร์เซ็นต์เทียบกับ 13 สัปดาห์ก่อน
อ่านยังไง
บวก คือสภาพคล่องกำลังเร่ง ลบ คือกำลังหด ตัวนี้ไวกว่าแบบรายปีจึงเห็นจุดกลับตัวก่อน แต่แกว่งมากกว่า
วันนี้
สภาพคล่องกำลังหด 1.20% ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา
ช่วง 3 ปี
สูงสุด +6.71% เมื่อ 16 เม.ย. 2025 · ต่ำสุด -6.34% เมื่อ 1 ม.ค. 2025

ข้อมูลถึง 30 ก.ย. 2026 · อัปเดตล่าสุด 6 ต.ค. 2026 17:39 น.

ที่มา FRED งบดุลเฟด · FRED บัญชีคลัง · FRED reverse repo · FRED งบดุล ECB · FRED งบดุล BOJ

โมเมนตัม 1 ปี

52 สัปดาห์

-5.95%หดตัว
โมเมนตัม 1 ปี ตั้งแต่ 2 ต.ค. 2024 ถึง 30 ก.ย. 2026-9.92-3.65+2.620 = ไม่โต-5.95ต.ค. 24ต.ค. 25ก.ย. 26
คลิกเพื่อขยาย
คืออะไร
ดัชนีสภาพคล่องเปลี่ยนไปกี่เปอร์เซ็นต์เทียบกับปีก่อน
อ่านยังไง
นิ่งกว่าแบบ 3 เดือน ใช้บอกว่าตอนนี้อยู่ช่วงไหนของวัฏจักรใหญ่ ถ้าติดลบต่อเนื่องแปลว่าอยู่ในเฟสหดตัวจริง ไม่ใช่แค่สะดุดชั่วคราว
วันนี้
เล็กกว่าปีก่อน 5.95% ส่วนหนึ่งมาจากดอลลาร์ที่แข็งขึ้น ซึ่งทำให้งบดุลฝั่งยุโรปกับญี่ปุ่นแปลงเป็นดอลลาร์ได้น้อยลง
ช่วง 3 ปี
สูงสุด +3.57% เมื่อ 2 ก.ค. 2025 · ต่ำสุด -10.87% เมื่อ 1 ม.ค. 2025

ข้อมูลถึง 30 ก.ย. 2026 · อัปเดตล่าสุด 6 ต.ค. 2026 17:39 น.

ที่มา FRED งบดุลเฟด · FRED บัญชีคลัง · FRED reverse repo · FRED งบดุล ECB · FRED งบดุล BOJ

เราอยู่ตรงไหนของวัฏจักรสภาพคล่อง

กรอบ 4 เฟสจากหนังสือ Capital Wars ยาวเฉลี่ยรอบละ 5-6 ปี

ปลาย Speculation เข้า Turbulence
Rebound
Calm
Speculation
Turbulence

▲ ตามการประเมินของ Howell (ส.ค. 2026)

ลักษณะReboundCalmSpeculationTurbulence
ความอยากเสี่ยงต่ำแต่เริ่มขึ้นสูงและขึ้นสูงแต่เริ่มลดต่ำและลง
ความชัน yield curveอยู่ก้นชันแบบ bullishทำยอดแบนแบบ bearish
สภาพคล่องกำลังลดทำก้นกำลังขึ้นทำยอด
เศรษฐกิจชะลอตัวหดตัวขยายตัวบูม
หุ้น/สินทรัพย์เสี่ยงอ่อนแอทำก้นแล้วเริ่มขึ้นแข็งแรงทำยอดแล้วร่วง

Howell พูดเรื่องนี้เองตลอดปี 2026

  • Are We Still Late Cycle? Crypto, Bonds, and the US$600bn Fed Pivot10 พ.ค. 2026

    "stuck in the Speculation phase"

  • A New Fed Chair: The Name's 'Bond'18 มิ.ย. 2026

    "Speculation phase ongoing, Turbulence next"

  • Global Liquidity Watch4 ส.ค. 2026

    "Further Evidence of the Maturing Liquidity Cycle"

  • Global Liquidity Watch11 ส.ค. 2026

    "Markets Rotate as Liquidity Peaks"

ดัชนีเราบอกอะไร
ดัชนีสภาพคล่องที่คำนวณเองในหน้านี้ทำจุดสูงสุดไปแล้วที่ 19.11 ล้านล้าน (27 ธ.ค. 2023) แล้วไหลลงมาต่ำสุดตั้งแต่เริ่มมีข้อมูล (ส.ค. 2023) ที่ 16.52 ล้านล้าน (29 ก.ค. 2026) ล่าสุดอยู่ที่ 16.57 ล้านล้าน ทิศทางนี้สอดคล้องกับที่ Howell พูด แต่เป็นดัชนีคนละตัวกัน (ของเราคำนวณเองจาก FRED ไม่ใช่ GLI ของ CrossBorder Capital)
เงื่อนไขพิสูจน์
ถ้าเป็นการเข้า Turbulence จริง ควรเห็นความผันผวนตลาดบอนด์สูงขึ้น ยีลด์ยาวไม่ยอมลงแม้คลังอัดเงินซื้อคืน และดอลลาร์กลับมาแข็ง (เริ่มเห็นเค้าแล้ว: buyback 24 ส.ค. กดยีลด์ไม่ลง 10 ปีเด้งกลับเหนือ 4.7%) ถ้าวัฏจักรถูกยืดออกไปแทน ดัชนีสภาพคล่องควรกลับมาเร่งจนทำจุดสูงสุดใหม่ ซึ่งเคยเกิดตอนรัฐเข้าแทรกแซงหนักๆ
ข้อจำกัด
ตำแหน่งบนแถบด้านบนคือมุมมองของ Howell เอง ไม่ใช่การคำนวณอัตโนมัติของเว็บนี้ กรอบ 65 เดือนเป็นค่าเฉลี่ย ไม่ใช่กำหนดตายตัว ถ้ารอบนี้ยาวเท่าค่าเฉลี่ยจริง ก้นวัฏจักรถัดไปจะอยู่ราวปี 2027-2028

ข้อมูลถึง 30 ก.ย. 2026 · อัปเดตล่าสุด 6 ต.ค. 2026 17:39 น.

ที่มา Capital Wars โดย Michael Howell (Substack)

ฝั่งอเมริกา

เฟดปล่อยเงินหรือดูดกลับ

ส่วนที่ขยับเร็วที่สุดของดัชนี และเป็นตัวที่ตลาดจับตารายสัปดาห์

สภาพคล่องสุทธิของเฟด

WALCL − TGA − RRP

5.78 ล้านล้าน$ฝั่งอเมริกา
สภาพคล่องสุทธิของเฟด ตั้งแต่ 4 ต.ค. 2023 ถึง 30 ก.ย. 20265.645.976.295.78ต.ค. 23เม.ย. 25ก.ย. 26
คลิกเพื่อขยาย
คืออะไร
งบดุลเฟดทั้งก้อน หักเงินที่รัฐบาลเก็บไว้ในบัญชีคลังและเงินที่กองทุนตลาดเงินฝากคืนเฟดผ่าน reverse repo
อ่านยังไง
นี่คือเงินที่ไหลอยู่ในระบบจริง ขึ้น คือเฟดปล่อยเข้ามา ลง คือดูดกลับ ตัวนี้เกาะติดสินทรัพย์เสี่ยงแน่นกว่ายอดงบดุลดิบ
วันนี้
5.78 ล้านล้านดอลลาร์ที่หมุนอยู่ในระบบฝั่งสหรัฐ
ช่วง 3 ปี
สูงสุด 6.34 ล้านล้าน$ เมื่อ 17 ม.ค. 2024 · ต่ำสุด 5.60 ล้านล้าน$ เมื่อ 3 ธ.ค. 2025

ข้อมูลถึง 30 ก.ย. 2026 · อัปเดตล่าสุด 6 ต.ค. 2026 17:39 น.

ที่มา FRED งบดุลเฟด · FRED บัญชีคลัง · FRED reverse repo

เงินที่ถูกดูดออกจากระบบ

บัญชีคลัง + reverse repo

0.96 ล้านล้าน$ก๊อกที่คนมองข้าม
เงินที่ถูกดูดออกจากระบบ ตั้งแต่ 4 ต.ค. 2023 ถึง 30 ก.ย. 20260.581.241.910.96ต.ค. 23เม.ย. 25ก.ย. 26
คลิกเพื่อขยาย
คืออะไร
เงินที่อยู่บนงบดุลเฟดก็จริง แต่ถูกกักไว้ในบัญชีคลังของรัฐบาล หรือจอดอยู่ในช่อง reverse repo ข้ามคืน จึงไม่ได้หมุนในตลาด
อ่านยังไง
ยิ่งสูงยิ่งแปลว่าเงินถูกกักไว้มาก เวลาตัวเลขนี้ลดลง เงินไหลกลับเข้าตลาดเองโดยที่เฟดไม่ต้องพิมพ์เงินเพิ่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดปี 2023 ถึง 2024
วันนี้
0.96 ล้านล้านดอลลาร์ถูกกักไว้นอกตลาด
ช่วง 3 ปี
สูงสุด 2.01 ล้านล้าน$ เมื่อ 4 ต.ค. 2023 · ต่ำสุด 0.47 ล้านล้าน$ เมื่อ 9 เม.ย. 2025

ข้อมูลถึง 30 ก.ย. 2026 · อัปเดตล่าสุด 6 ต.ค. 2026 17:39 น.

ที่มา FRED บัญชีคลัง · FRED reverse repo

เงินสำรองแบงก์

WRESBAL

2.95 ล้านล้าน$เริ่มตึง
เงินสำรองแบงก์ ตั้งแต่ 4 ต.ค. 2023 ถึง 30 ก.ย. 20262.903.243.57เส้นตึง 2.92.95ต.ค. 23เม.ย. 25ก.ย. 26
คลิกเพื่อขยาย
คืออะไร
เงินที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้ที่เฟด เปรียบเหมือนน้ำมันหล่อลื่นของระบบชำระเงิน
อ่านยังไง
ถ้าแห้งเกินไป ตลาดกู้ข้ามคืนจะเริ่มป่วนและเฟดต้องเข้ามาเติม ระดับราว 2.9 ล้านล้านดอลลาร์คือโซนที่ตลาดเริ่มจับตาว่าตึง
วันนี้
2.95 ล้านล้านดอลลาร์ ยังอยู่เหนือเส้นที่ตลาดเฝ้าดู
ช่วง 3 ปี
สูงสุด 3.63 ล้านล้าน$ เมื่อ 6 มี.ค. 2024 · ต่ำสุด 2.85 ล้านล้าน$ เมื่อ 29 ต.ค. 2025

ข้อมูลถึง 30 ก.ย. 2026 · อัปเดตล่าสุด 6 ต.ค. 2026 17:39 น.

ที่มา FRED เงินสำรองแบงก์

ส่วนต่าง SOFR − IORB

ความตึงตลาดเงิน

0 bpเริ่มขาด
ส่วนต่าง SOFR − IORB ตั้งแต่ 4 ต.ค. 2023 ถึง 30 ก.ย. 2026-13+4+200อันตราย +100ต.ค. 23เม.ย. 25ก.ย. 26
คลิกเพื่อขยาย
คืออะไร
ดอกเบี้ยกู้ข้ามคืนที่ตลาดจ่ายจริง ลบด้วยดอกเบี้ยที่เฟดจ่ายให้ธนาคาร หน่วยเป็น basis point
อ่านยังไง
ติดลบคือเงินเหลือสบาย พอเป็นบวกแปลว่าเริ่มมีคนแย่งกู้ ถ้าทะลุ +10 bp คือสัญญาณว่าระบบขาดเงินสดจริง มักโผล่ช่วงสิ้นเดือนหรือสิ้นไตรมาส
วันนี้
0 bp เริ่มมีแรงกดดันในตลาดกู้ข้ามคืน
ช่วง 3 ปี
สูงสุด +22 bp เมื่อ 31 ธ.ค. 2025 · ต่ำสุด -15 bp เมื่อ 20 พ.ค. 2026

ข้อมูลถึง 30 ก.ย. 2026 · อัปเดตล่าสุด 6 ต.ค. 2026 17:39 น.

ที่มา FRED SOFR · FRED IORB

ความสัมพันธ์

สภาพคล่องนำราคาบิตคอยน์

เส้นสภาพคล่องเลื่อนไปข้างหน้า 98 วัน ตามรูปแบบ lead-lag ที่ Michael Howell ใช้

ราคาบิตคอยน์ เทียบสภาพคล่องที่เลื่อนไปข้างหน้า

แกนซ้าย = ราคาบิตคอยน์จริง (ดอลลาร์) แกนขวา = โมเมนตัมสภาพคล่อง 6 สัปดาห์ (%) เลื่อนไปข้างหน้า 98 วัน ดูว่ายอดและก้นของเส้นประ (สภาพคล่อง) มาก่อนยอดและก้นของราคาหรือไม่

ราคาบิตคอยน์เป็นดอลลาร์ เทียบกับโมเมนตัมสภาพคล่อง 6 สัปดาห์ที่เลื่อนไปข้างหน้า$45k$82k$118kวันนี้$86k-4.0%0.0%+3.9%สภาพคล่อง %ม.ค. 24ก.ค. 25ม.ค. 27
ราคาบิตคอยน์ (ดอลลาร์)สภาพคล่อง 6 สัปดาห์ % (เลื่อนไป 98 วัน)

ทดสอบกับข้อมูลจริงของดัชนีนี้: เทียบการเปลี่ยนแปลง 6 สัปดาห์ของดัชนีกับการเปลี่ยนแปลง 6 สัปดาห์ของราคาบิตคอยน์ ที่เลื่อนไปข้างหน้าทีละสัปดาห์ ค่าที่เข้ากันดีที่สุดในรอบ 3 ปีคือเลื่อนไป 14 สัปดาห์ (98 วัน) ได้ค่าสหสัมพันธ์ 0.60 จากจุดข้อมูล 137 จุด ซึ่งใกล้เคียงกับกรอบหนึ่งไตรมาสที่ Howell ใช้ ตัวเลขนี้คำนวณใหม่ทุกครั้งที่ข้อมูลอัปเดต ถ้าวันไหนมันตกลงมาแตะศูนย์ แปลว่าความสัมพันธ์กำลังหมดอายุ และควรเลิกใช้กราฟนี้ตัดสินใจ

สภาพคล่องขยับ 1% สินทรัพย์ไหนขยับแรงสุด

ค่า beta จากข้อมูลจริง 3 ปี คำนวณใหม่ทุกครั้งที่ข้อมูลอัปเดต

5.72%บิตคอยน์
beta ต่อสภาพคล่อง เรียงจากมากไปน้อยบิตคอยน์ช้า 14 สัปดาห์ · r 0.60+5.72%พันธบัตร 20 ปี (ราคาจากยีลด์)ตอบสนองทันที · r 0.49+0.85%ดอลลาร์ตอบสนองทันที · r -0.76-0.60%0 = ไม่ขยับ% ต่อสภาพคล่อง 1%
คลิกเพื่อขยาย
คืออะไร
เทียบการเปลี่ยนแปลง 6 สัปดาห์ของดัชนีสภาพคล่อง กับการเปลี่ยนแปลง 6 สัปดาห์ของแต่ละสินทรัพย์ที่ระยะเลื่อนซึ่งเข้ากันดีที่สุด ความชันของความสัมพันธ์นั้นคือ beta
อ่านยังไง
แท่งยิ่งยาวยิ่งไวต่อสภาพคล่อง แท่งที่ยื่นไปทางซ้ายคือเดินสวนทาง ตัวหนังสือใต้ชื่อบอกว่าตอบสนองช้ากี่สัปดาห์ และ r คือค่าสหสัมพันธ์ (ยิ่งใกล้ 1 ยิ่งแน่น ต่ำกว่า 0.3 ถือว่าอ่อน)
วันนี้
บิตคอยน์ขยับ 5.72% ต่อสภาพคล่องทุก 1% แรงกว่าราคาพันธบัตร 20 ปีราว 6.7 เท่า และตอบสนองช้า 14 สัปดาห์ ผันผวนรายปีราว 45%
ข้อจำกัด
คำนวณจาก 3 ปีล่าสุดเท่านั้น ดอลลาร์ที่ติดลบเป็นความสัมพันธ์เชิงกลไกเพราะดัชนีวัดเป็นดอลลาร์ ไม่ใช่การทำนาย ราคาพันธบัตรคำนวณจากยีลด์ 20 ปี (ยีลด์ลง = ราคาขึ้น) ไม่รวมดอกเบี้ยรับ ส่วนหุ้นกับทองไม่ได้แสดงเพราะยังไม่มีแหล่งข้อมูลที่อนุญาตให้เผยแพร่

ตัวเลขเต็มของกราฟข้างบน

คำนวณใหม่ทุกครั้งที่ข้อมูลอัปเดต จากการเปลี่ยนแปลง 6 สัปดาห์ เทียบที่ระยะเวลาซึ่งเข้ากันดีที่สุดของแต่ละตัว

สินทรัพย์ขยับกี่ %ช้ากี่สัปดาห์ความสัมพันธ์ผันผวน/ปี
บิตคอยน์5.72%140.6045%
พันธบัตร 20 ปี (ราคาจากยีลด์)0.85%ทันที0.4910%
ดอลลาร์-0.60%ทันที-0.765%

บิตคอยน์ไวต่อสภาพคล่องแรงกว่าพันธบัตรหลายเท่า และตอบสนองช้าเป็นไตรมาส ต่างจากพันธบัตรที่ขยับทันที ราคาพันธบัตรคำนวณจากยีลด์ 20 ปี (ยีลด์ลง = ราคาขึ้น) ส่วนดอลลาร์ติดลบเพราะแข็งค่าเวลาสภาพคล่องหด ซึ่งเป็นความสัมพันธ์เชิงกลไกของดัชนีที่วัดเป็นดอลลาร์ ไม่ใช่การทำนาย

อ่านยังไง
ส่วนที่อยู่ขวาของเส้น “วันนี้” คือช่วงที่เส้นสภาพคล่องพูดไปแล้วแต่ราคายังไม่เดินตาม ถ้าความสัมพันธ์ยังทำงานเหมือนที่ผ่านมา ราคามักเดินตามรูปทรงนั้นด้วยความช้าราวหนึ่งไตรมาส
ข้อจำกัด
ความช้าคงที่ 98 วันเป็นค่าประมาณ ของจริงยืดหดได้เป็นเดือนและบางรอบก็หายไปเลย โดยเฉพาะช่วงที่มีข่าวเฉพาะตัวของคริปโตเอง เช่น การล้มของตัวกลางรายใหญ่หรือการเปลี่ยนกฎ กราฟนี้จึงใช้ดูทิศ ไม่ใช่ใช้จับจังหวะรายวัน

สภาพคล่องเปลี่ยน เทียบ ราคาบิตคอยน์เปลี่ยน

ทั้งสองเส้นคือ % เปลี่ยนแปลงใน 6 สัปดาห์ · เส้นสภาพคล่องเลื่อนไปข้างหน้า 14 สัปดาห์แล้ว

0.60ไปด้วยกันแค่ไหน
ราคาบิตคอยน์เปลี่ยนใน 6 สัปดาห์ เทียบกับสภาพคล่องเปลี่ยนใน 6 สัปดาห์ที่เลื่อนไปข้างหน้า 14 สัปดาห์-25%+2%+29%วันนี้+20%-3.2%0.0%+2.1%สภาพคล่อง %ม.ค. 26ก.ค. 26ม.ค. 27
ราคาบิตคอยน์เปลี่ยน 6 สัปดาห์สภาพคล่องเปลี่ยน 6 สัปดาห์
คลิกเพื่อขยาย

โมเมนตัมพีคล่าสุด

+2.47%

9 ก.ย. 2026 ผ่านมาแล้ว 3 สัปดาห์

แรงที่ยังค้างในท่อ

-0.8%

ค่าเฉลี่ย 14 สัปดาห์ล่าสุดที่จะทยอยถึงราคา

เป็นบวกกี่สัปดาห์

5/14

คูณ beta 5.72 = ลมต้านราว 4%

ช่วงที่ยังไม่เกิดกับราคา

ลมต้าน

เส้นสภาพคล่องถูกเลื่อนไปข้างหน้า 14 สัปดาห์แล้ว ส่วนที่อยู่หลังเส้นวันนี้จึงเป็นค่าที่รู้แล้ว แต่ราคายังไม่ตอบสนอง อีก 14 สัปดาห์ข้างหน้าหน้าตาเป็นแบบนี้

  • 7 ต.ค. 2026-2.9%
  • 28 ต.ค. 2026-1.8%
  • 18 พ.ย. 2026-0.6%
  • 9 ธ.ค. 2026+0.2%
  • 30 ธ.ค. 2026-0.7%

เฉลี่ยทั้งช่วงคือ ติดลบ 0.8% แปลว่าสภาพคล่องที่ผ่านมาแล้วยังเป็นแรงกดอยู่ ตัวเลขนี้ไม่ใช่การทำนายราคา มันคือค่าที่เกิดขึ้นจริงไปแล้วซึ่งราคายังไม่ได้ตอบสนองครบ

คืออะไร
เส้นส้มคือราคาบิตคอยน์วันนี้เทียบกับ 6 สัปดาห์ก่อน เส้นน้ำเงินคือสภาพคล่องเทียบกับ 6 สัปดาห์ก่อนเหมือนกัน แต่เลื่อนไปข้างหน้า 14 สัปดาห์ เพื่อให้ตรงกับจังหวะที่ราคามักตอบสนอง
อ่านยังไง
ถ้าสองเส้นขึ้นลงเป็นจังหวะเดียวกันแปลว่าสภาพคล่องนำราคาจริง ช่วงที่สองเส้นแยกกันคือช่วงที่ราคาขยับด้วยเหตุผลอื่น ซึ่งมีอยู่เป็นระยะและเป็นเหตุผลว่าทำไมกรอบนี้ไม่ใช่สูตรทำนาย
วันนี้
ราคาบิตคอยน์ 6 สัปดาห์ล่าสุด บวก 20.4% ส่วนเส้นสภาพคล่องที่เลื่อนแล้ว ชี้ไปถึง 6 ม.ค. 2027 ที่ ติดลบ 1.2% ซึ่งคือสิ่งที่จะมาถึงราคาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าถ้าความสัมพันธ์ยังทำงานอยู่
ข้อจำกัด
สองเส้นใช้คนละสเกล เพราะสภาพคล่องแกว่งไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ราคาบิตคอยน์แกว่งเป็นสิบเปอร์เซ็นต์ ให้ดูที่จังหวะขึ้นลง ไม่ใช่ระยะห่างระหว่างสองเส้น

สัปดาห์ที่สภาพคล่องโต ราคาบิตคอยน์ทำอะไรต่อ

แบ่ง 137 สัปดาห์ย้อนหลัง 3 ปีเป็น 4 กลุ่ม แล้วดูราคาอีก 14 สัปดาห์ถัดมา

ผลตอบแทนบิตคอยน์เฉลี่ยแยกตามว่าสภาพคล่องหดหรือโตแค่ไหนสภาพคล่องหดแรงหดมากกว่า 1% · 58 สัปดาห์-5.7%สภาพคล่องหดนิดหน่อยหดไม่ถึง 1% · 22 สัปดาห์+0.7%สภาพคล่องโตนิดหน่อยโตไม่ถึง 1% · 19 สัปดาห์+2.6%สภาพคล่องโตแรงโตมากกว่า 1% · 38 สัปดาห์+21.8%0 = ราคาเท่าเดิมราคาบิตคอยน์เปลี่ยนเฉลี่ย
คลิกเพื่อขยาย
  • สภาพคล่องหดแรงราคาขึ้น 17 จาก 58 สัปดาห์ (29%)
  • สภาพคล่องหดนิดหน่อยราคาขึ้น 10 จาก 22 สัปดาห์ (45%)
  • สภาพคล่องโตนิดหน่อยราคาขึ้น 11 จาก 19 สัปดาห์ (58%)
  • สภาพคล่องโตแรงราคาขึ้น 37 จาก 38 สัปดาห์ (97%)
อ่านยังไง
แท่งยิ่งลงไปทางซ้ายคือราคาติดลบ ยิ่งไปทางขวาคือบวก ถ้าแท่งเรียงจากลบขึ้นบวกตามลำดับกลุ่ม แปลว่าสภาพคล่องกับราคาไปด้วยกันจริง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
วันนี้
ช่วงที่สภาพคล่องโตแรง ราคาอีก 14 สัปดาห์ถัดมาบวกเฉลี่ย 21.8% และขึ้นถึง 97% ของสัปดาห์ ส่วนช่วงที่สภาพคล่องหดแรง ติดลบเฉลี่ย -5.7% ขึ้นแค่ 29% ของสัปดาห์
ข้อจำกัด
เป็นค่าเฉลี่ยของอดีต 3 ปีเท่านั้น แต่ละสัปดาห์ในกลุ่มเดียวกันก็ต่างกันเองได้มาก และช่วงนี้เป็นช่วงที่บิตคอยน์มี ETF แล้ว ย้อนไปไกลกว่านี้ผลจะไม่เหมือนกัน

สภาพคล่องนำราคาบิตคอยน์กี่สัปดาห์

ค่าสหสัมพันธ์เมื่อเลื่อนราคาไปข้างหน้าทีละสัปดาห์

14 สัปดาห์r = 0.60
ค่าสหสัมพันธ์ตามระยะเลื่อน สูงสุดที่ 14 สัปดาห์-0.190.000.540 = ไม่มีความสัมพันธ์สูงสุด 0.60 ที่ 14 สัปดาห์0481216202426เลื่อนราคาไปข้างหน้า (สัปดาห์)
คลิกเพื่อขยาย
คืออะไร
เอาการเปลี่ยนแปลง 6 สัปดาห์ของดัชนีสภาพคล่อง ไปเทียบกับการเปลี่ยนแปลง 6 สัปดาห์ของราคาบิตคอยน์ที่เลื่อนไปข้างหน้า 0 ถึง 26 สัปดาห์ แล้วดูว่าเลื่อนเท่าไหร่ถึงเข้ากันดีที่สุด
อ่านยังไง
ยอดของเส้นคือระยะที่สภาพคล่องนำราคา ถ้ายอดอยู่ที่ราว 13 ถึง 14 สัปดาห์ แปลว่าราคาวันนี้สะท้อนสภาพคล่องเมื่อหนึ่งไตรมาสก่อน ถ้าวันไหนเส้นทั้งเส้นแบนลงใกล้ศูนย์ แปลว่าความสัมพันธ์กำลังหมดอายุ
วันนี้
เข้ากันดีที่สุดที่ 14 สัปดาห์ (98 วัน) ค่าสหสัมพันธ์ 0.60 จากจุดข้อมูล 137 จุด คำนวณใหม่ทุกครั้งที่ข้อมูลอัปเดต

เงินสด

มีเงินใหม่เข้าตลาดคริปโตจริงไหม

ยอด USDT กับ USDC ที่หมุนเวียนอยู่ บอกว่าเงินไหลเข้าคริปโตโดยตรงหรือยัง

เงินไหลเข้าคริปโตตรง (USDT + USDC)

ยอดหมุนเวียนของ stablecoin สองเหรียญใหญ่สุด ไม่ใช่ทั้งตลาด

$258.3Bไหลเข้า 90 วัน
ยอดหมุนเวียน USDT + USDC ตั้งแต่ 4 ต.ค. 2023 ถึง 30 ก.ย. 2026$250B$258B$267B$258Bต.ค. 25เม.ย. 26ก.ย. 26
คลิกเพื่อขยาย

เปลี่ยนแปลง 30 วัน

+0.07%

เปลี่ยนแปลง 90 วัน

+0.69%

แยกรายเหรียญ

เหรียญยอดคงค้างเปลี่ยน 30 วัน
USDTTether$184.1B+0.41%
USDCUSD Coin (Circle)$74.2B-0.74%
คืออะไร
Stablecoin คือเหรียญที่ผูกค่ากับดอลลาร์ ใช้เป็น "เงินสด" ในตลาดคริปโต คนที่จะซื้อ BTC ส่วนใหญ่ต้องแปลงเงินจริง เป็น stablecoin ก่อน ยอดหมุนเวียนของสองเหรียญใหญ่สุดจึงเป็นตัววัดว่ามีเงินใหม่รอเข้าตลาดอยู่เท่าไหร่ ต่างจากราคา BTC ที่ขยับได้ โดยไม่มีเงินใหม่เข้ามาเลย (แค่คนเดิมซื้อขายกันเอง)
อ่านยังไง
ต้องดูสองเหรียญรวมกัน ไม่ใช่ USDT ตัวเดียว เพราะแต่ละตัวไหลเข้าออกไม่พร้อมกัน ใน 30 วันที่ผ่านมา USDT เปลี่ยน 0.4% ส่วน USDC เปลี่ยน -0.7% ดูตัวเดียวอาจพลาดภาพรวม
วันนี้
USDT + USDC รวม $258.3 พันล้านดอลลาร์ ณ 6 ต.ค. 2026 เพิ่มขึ้นใน 90 วันที่ผ่านมา แปลว่ามีเงินใหม่ทยอยเข้าตลาดจริง
ข้อจำกัด
ยอดคงค้าง stablecoin ไม่เท่ากับเงินที่กำลังจะซื้อ BTC เสมอไป ส่วนใหญ่จอดอยู่ใน exchange หรือ DeFi เพื่อเทรด/ทำ yield ไม่ได้รอซื้อ BTC อย่างเดียว และการลดลงบางส่วนอาจมาจากคนถอนเงินสดออกจากระบบคริปโตทั้งหมด ไม่ใช่แค่ย้ายเป็น BTC ตัวเลขนี้นับแค่ USDT กับ USDC จากยอดที่ผู้ออกเหรียญเปิดเผยเอง ไม่รวม stablecoin เจ้าอื่น

ข้อมูลถึง 6 ต.ค. 2026 · อัปเดตล่าสุด 6 ต.ค. 2026 17:39 น.

ที่มา Tether · Circle

อยากดูฝั่ง on-chain

หน้านี้ดูเฉพาะสภาพคล่อง ส่วนราคาบิตคอยน์เทียบต้นทุนคนถือ (MVRV, NUPL, LTH Supply) แยกไปอยู่ที่ Indicator Dashboard และถ้าอยากได้ตัวเลข on-chain แบบรายวันพร้อมกฎแปลงเป็นตัวคูณ DCA ดูที่ Smart DCA

ลมส่งและลมต้าน

ตัวแปรมาโครที่บีบหรือคลายสภาพคล่อง

ตัวแปรกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ในดัชนี แต่เป็นตัวกำหนดว่าเงินก้อนเดิมทำงานได้แรงแค่ไหน

ดัชนีดอลลาร์

ถ่วงน้ำหนักการค้า

121.0ทิศดอลลาร์
ดัชนีดอลลาร์ ตั้งแต่ 4 ต.ค. 2023 ถึง 30 ก.ย. 2026118.2123.4128.5121.0ต.ค. 23เม.ย. 25ก.ย. 26
คลิกเพื่อขยาย
คืออะไร
ความแข็งของดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินคู่ค้าของสหรัฐ
อ่านยังไง
ดอลลาร์แข็งคือลมต้าน เพราะสภาพคล่องส่วนที่อยู่ในสกุลอื่นแปลงกลับเป็นดอลลาร์ได้น้อยลง และหนี้ดอลลาร์ทั่วโลกจ่ายคืนแพงขึ้น
วันนี้
121.0 จุด ใช้ดูทิศของดอลลาร์เทียบคู่ค้า
ช่วง 3 ปี
สูงสุด 129.3 เมื่อ 1 ม.ค. 2025 · ต่ำสุด 117.5 เมื่อ 11 ก.พ. 2026

ข้อมูลถึง 2 ต.ค. 2026 · อัปเดตล่าสุด 6 ต.ค. 2026 17:39 น.

ที่มา FRED ดัชนีดอลลาร์

ภาวะการเงินด้านเครดิต

NFCI เฟดชิคาโก

-0.06หลวมกว่าค่าเฉลี่ย
ภาวะการเงินด้านเครดิต ตั้งแต่ 4 ต.ค. 2023 ถึง 30 ก.ย. 2026-0.070.030.12ค่าเฉลี่ย 0-0.06ต.ค. 23เม.ย. 25ก.ย. 26
คลิกเพื่อขยาย
คืออะไร
ดัชนีย่อยด้านเครดิตของดัชนีภาวะการเงิน (NFCI) จากเฟดชิคาโก วัดว่าการกู้ยืมและส่วนต่างดอกเบี้ยเครดิตตึงหรือหลวมเทียบค่าเฉลี่ยในอดีต 0 คือค่าเฉลี่ย
อ่านยังไง
มากกว่า 0 คือเครดิตตึงกว่าค่าเฉลี่ย ธุรกิจกู้ยากขึ้นและเงินหาที่เสี่ยงน้อยลง น้อยกว่า 0 คือหลวมกว่าค่าเฉลี่ย ถ้าเส้นเร่งขึ้นเร็ว มักมาก่อนสินทรัพย์เสี่ยงย่อ
วันนี้
-0.06 เครดิตยังหลวมกว่าค่าเฉลี่ย
ช่วง 3 ปี
สูงสุด 0.13 เมื่อ 18 ต.ค. 2023 · ต่ำสุด -0.08 เมื่อ 27 พ.ย. 2024

ข้อมูลถึง 25 ก.ย. 2026 · อัปเดตล่าสุด 6 ต.ค. 2026 17:39 น.

ที่มา Chicago Fed National Financial Conditions Index, via FRED

เยนต่อดอลลาร์

JPY/USD

157.3carry trade
เยนต่อดอลลาร์ ตั้งแต่ 4 ต.ค. 2023 ถึง 30 ก.ย. 2026143.2152.8162.4157.3ต.ค. 23เม.ย. 25ก.ย. 26
คลิกเพื่อขยาย
คืออะไร
อัตราแลกเปลี่ยนเยนกับดอลลาร์ ตัวเลขสูงคือเยนอ่อน
อ่านยังไง
เยนเป็นแหล่งเงินกู้ต้นทุนต่ำของโลก เวลาเยนอ่อนแรงและเร็ว มักมาพร้อมการคลายสถานะ carry trade ซึ่งดูดสภาพคล่องออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเป็นระลอก
วันนี้
157.3 เยนต่อดอลลาร์
ช่วง 3 ปี
สูงสุด 163.9 เมื่อ 29 ก.ค. 2026 · ต่ำสุด 141.7 เมื่อ 11 ก.ย. 2024

ข้อมูลถึง 2 ต.ค. 2026 · อัปเดตล่าสุด 6 ต.ค. 2026 17:39 น.

ที่มา FRED เยนต่อดอลลาร์

ไม่ใช่ QE

เฟดเติมเงินเข้าระบบโดยไม่เรียกว่า QE

ถ้ารอให้ประกาศคำว่า QE จะพลาดเงินก้อนที่เข้าไปแล้ว

เฟดอุ้มโดยไม่เรียกว่า QE

ท่อที่เติมเงินเข้าระบบโดยไม่มีคำว่า QE ในประกาศ

ท่อหลักปิดชั่วคราว

ไทม์ไลน์ ท่อไหนเปิดปิดเมื่อไหร่ ก้อนละเท่าไหร่

  1. 1 ธ.ค. 2025จบ QT
  2. 12 ธ.ค. 2025RMP 4 หมื่นล้าน
  3. 1 เม.ย. 2026eSLR ราว 2.19 แสนล้าน
  4. 14 เม.ย. 2026RMP 2.5 หมื่นล้าน
  5. 22 เม.ย. 2026TGA พีค 1.006 ล้านล้าน
  6. 14 พ.ค. 2026RMP 1 หมื่นล้าน
  7. 14 ส.ค. 2026RMP เป็นศูนย์
  8. 19 ส.ค. 2026buyback ≥4 พันล้าน
  9. 31 ธ.ค. 2026เส้นตาย clearing

ยอดที่เฟดซื้อตั๋วเงินคลังต่อรอบ (พันล้านดอลลาร์)

ยอดที่เฟดนิวยอร์กประกาศต่อรอบ (รอบละราวหนึ่งเดือน) RMP คือเงินใหม่ที่เติมเข้าระบบ ส่วนลงทุนซ้ำแค่กันงบดุลไม่ให้หด

กราฟขั้นบันไดยอดซื้อตั๋วเงินคลังของเฟดต่อรอบ RMP 40 พันล้านสี่รอบแรก ลดเป็น 25 ในรอบกลางเมษายน 2026 เหลือ 10 ตั้งแต่กลางพฤษภาคม และเป็น 0 ตั้งแต่ 14 สิงหาคม 2026 ส่วนลงทุนซ้ำอยู่ระหว่าง 13 ถึง 18 พันล้านต่อรอบ320374010016ธ.ค. 25พ.ค. 26ต.ค. 26
RMP (เงินใหม่)ลงทุนซ้ำ

ฝั่งเฟด เล่นกับปริมาณเงิน

ซื้ออะไรก็เสกเงินสำรองใหม่ขึ้นมาจ่าย เพิ่มปริมาณเงินในระบบจริง

  • ซื้อตั๋วเงินคลังระยะสั้น (RMP)หยุดชั่วคราว รอบนี้ซื้อ 0

    เริ่ม 12 ธ.ค. 2025

    เริ่มที่รอบละ 4 หมื่นล้านแบบเร่งหน้า เพื่อกันเงินสำรองแห้งตอนคนจ่ายภาษีเมษายน ซึ่งดูดเงินเข้าบัญชีคลังทีละหลายแสนล้าน พอถึงกลางเมษายนลดเหลือ 2.5 หมื่นล้าน แล้วเหลือ 1 หมื่นล้านตั้งแต่กลางพฤษภาคม ตั้งแต่รอบ 14 ส.ค. ไม่ซื้อเลย และรอบ 15 ก.ย. ถึง 14 ต.ค. ก็ยังเป็นศูนย์ ท่อนี้จึงปิดอยู่ตอนนี้

  • ลงทุนซ้ำเงินต้นที่ครบกำหนดราว 1.56 หมื่นล้านดอลลาร์รอบนี้

    ทำต่อเนื่อง

    เอาเงินต้นจากตราสารจำนองที่ครบกำหนดไปซื้อตั๋วเงินคลังแทน ไม่ได้เพิ่มขนาดงบดุล แต่กันไม่ให้เงินไหลออก ยอดแกว่งอยู่ระหว่าง 1.34 ถึง 1.76 หมื่นล้านต่อรอบตั้งแต่ ธ.ค. 2025 ตอนนี้เหลือท่อนี้ท่อเดียวของฝั่งเฟดที่ยังเปิดอยู่

  • ผ่อนเกณฑ์ทุนสำรอง (eSLR)ปลดล็อกราว 2.19 แสนล้านดอลลาร์

    บังคับใช้ 1 เม.ย. 2026

    ไม่ได้พิมพ์เงินเลยสักดอลลาร์ แต่ทำให้ธนาคารใหญ่รับพันธบัตรเข้างบดุลได้มากขึ้น เป็นการเพิ่มพื้นที่ ไม่ใช่เพิ่มเงิน ตัวเลข 2.19 แสนล้านนี้เป็นของธนาคารลูกที่รับฝากเงิน ส่วนระดับบริษัทแม่ลดลงราว 1.3 หมื่นล้าน

  • ผ่อนเกณฑ์ทุนสำรองรอบสอง (eSLR)ถูกกดดันจากเส้นตาย 31 ธ.ค. 2026

    ยังไม่มีร่างกฎ

    ข้อเสนอคือถอดพันธบัตรรัฐบาลกับเงินสำรองที่ฝากไว้กับเฟดออกจากตัวหาร SLR ไปเลย (เคยทำชั่วคราวสมัยโควิด) เคยเปิดรับฟังความเห็นตอนร่างกฎรอบแรกแต่ไม่ถูกใส่ในกฎฉบับจริงเดือน พ.ย. 2025 ตอนนี้ถูกบีบด้วยเส้นตาย SEC ที่บังคับให้ธุรกรรมพันธบัตรรัฐบาลต้อง clear ผ่านศูนย์กลาง (31 ธ.ค. 2026 ฝั่งเงินสด, 30 มิ.ย. 2027 ฝั่ง repo) ดีลเลอร์ต้องรับธุรกรรมเข้างบดุลมากขึ้นในวันเดียวกับที่เพดานทุนยังคาอยู่ อุตสาหกรรมจึงกดดันให้เคาะรอบสองให้ทัน แต่ ณ ตอนนี้ยังไม่มีร่างกฎหรือกำหนดการทางการใดๆ

ฝั่งกระทรวงการคลัง เล่นกับโครงสร้างหนี้

ใช้เงินที่มีอยู่แล้วไปสลับอายุหนี้ ไม่มีเงินใหม่เกิดขึ้น แต่คลายจุดที่ตลาดตึงได้ตรงกว่า

  • ซื้อคืนพันธบัตรยาว (buyback)อย่างน้อย 4 พันล้านต่อครั้ง

    ขยายวงเงิน 9 ก.ย. ถึง 4 พ.ย. 2026

    ประกาศ 19 ส.ค. 2026 เพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรอายุ 10 ถึง 30 ปี จากเดิมไม่เกิน 2 พันล้านต่อครั้ง ใช้เงินที่คลังมีอยู่แล้ว (จากการออกหนี้สั้นแทน หรือเงินสดใน TGA) ไม่มีเงินใหม่เกิดขึ้น แต่รับของยาวออกจากมือดีลเลอร์ตรงจุดที่ตลาดตึง 4 พันล้านนี้คือเพดานต่อครั้งเท่านั้น เพดานรวมทั้งไตรมาสของ liquidity support ทุกช่วงอายุอยู่ที่ 3.8 หมื่นล้าน (ก่อนขยายวงเงิน)

  • บัญชีคลังที่เฟด (TGA)ดูดออกอยู่ราว 0.95 ล้านล้าน

    ไหลตามฤดูภาษีทุกปี

    ไม่ใช่นโยบายที่ประกาศ แต่เป็นท่อที่แรงที่สุดของฝั่งคลัง เก็บภาษีหรือออกพันธบัตรทีไรเงินหายจากระบบ เบิกจ่ายทีไรเงินไหลกลับ เดือนเมษายนดูดไปจนแตะจุดสูงสุดของปีที่ 1.006 ล้านล้าน (ค่าเฉลี่ยสัปดาห์ 22 เม.ย.) แล้วคืนกลับราว 2.25 แสนล้านในสี่สัปดาห์ถัดมา ตัวเลข 0.95 ล้านล้านนี้คือ "ยอดทั้งบัญชี" ไม่ใช่วงเงินที่ประกาศจะอัดเข้าตลาด สูงกว่าเป้าหมายยุครัฐบาลก่อน (5.5-6 แสนล้าน) อยู่ราว 3.5-4 แสนล้าน ซึ่งเป็นส่วนที่ดึงมาใช้ได้ในทางทฤษฎี แต่ยังไม่มีตัวเลขทางการว่าจะดึงเท่าไหร่เมื่อไหร่

คืออะไร
หลังจบ QT เมื่อ 1 ธ.ค. 2025 เฟดกลับมาซื้อตั๋วเงินคลังตั้งแต่ 12 ธ.ค. 2025 ในชื่อ Reserve Management Purchases เริ่มที่รอบละ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ลดเหลือ 2.5 หมื่นล้านในรอบกลางเมษายน 2026 เหลือ 1 หมื่นล้านตั้งแต่กลางพฤษภาคม แล้วตั้งแต่รอบ 14 ส.ค. ไม่ซื้อเลย ซึ่งรอบ 15 ก.ย. ถึง 14 ต.ค. ก็ยังเป็นศูนย์
ต่างจาก QE ตรงไหน
QE ซื้อของยาวเพื่อกดดอกเบี้ยทั้งเส้น ส่วนอันนี้ซื้อตั๋วเงินสั้นเพื่อให้เงินสำรองในระบบไม่แห้ง คณะที่ปรึกษาหนี้ของกระทรวงการคลังยืนยันว่ามันแทบไม่กระทบดอกเบี้ยระยะยาว
eSLR รอบสองต่างจากรอบแรกตรงไหน
มองเป็นต้นทุนส่วนเพิ่มง่ายกว่าเข้าใจกว่ามองเป็นขนาดก้อนเงิน: ถ้าแบงก์รับพันธบัตรเพิ่ม 100 หน่วย เกณฑ์เดิมบังคับกันทุนไว้ 6 หน่วยทุกครั้ง รอบแรก (ทำแล้ว) ลดเหลือ 4 หน่วย คือถูกลงแต่ยังต้องจ่ายทุกครั้ง ถ้ารอบสองเกิดขึ้นจริง จะไม่ต้องกันทุนเลย เพราะพันธบัตรรัฐบาลกับเงินสำรองที่ฝากไว้กับเฟดถูกถอดออกจากตัวหารทั้งหมด เม็ดเงินสองรอบพอๆ กัน (2.19 แสนล้าน vs ราว 1.24 แสนล้าน) ความต่างจริงๆ อยู่ที่ต้นทุนส่วนเพิ่มเป็นศูนย์ ไม่ใช่ขนาดก้อนเงิน เกณฑ์ 4% หลังรอบแรกยังแปลว่าทุน 1 ดอลลาร์รองรับ สินทรัพย์ได้ 25 ดอลลาร์ ทุนที่ปลดไป 2.19 แสนล้าน คูณ 25 คือพื้นที่ทางทฤษฎีสูงสุดราว 5.5 ล้านล้าน (เพดานทางทฤษฎีเท่านั้น ยังติดเกณฑ์ risk-based capital กับ stress test อื่นอยู่)
ทำไมกฎ clearing บีบให้ต้องเคาะ
เดิมคู่ค้าซื้อขายพันธบัตรจับคู่กันเอง ดีลเลอร์ไม่ต้องรับความเสี่ยงคู่สัญญา แต่ตั้งแต่ 31 ธ.ค. 2026 ลูกค้าที่ไม่ใช่สมาชิก ศูนย์หักบัญชีต้องส่งธุรกรรมผ่านดีลเลอร์ ซึ่งกลายเป็นผู้ค้ำประกันแทน ธุรกรรมกับหลักประกันจึงไปกองอยู่ในงบดุลดีลเลอร์ แต่กฎเดียวกันมีสองแรงสวนกัน: เพิ่มภาระ (ต้องค้ำประกัน + วางหลักประกันเพิ่ม) กับลดภาระ (หักลบสุทธิได้กว้างขึ้น) สุทธิแล้ว ยังไม่มีใครฟันธงได้ ตัวเลขที่มีอยู่ตอนนี้มาจากบล็อก OFR 29 ม.ค. 2026 ที่ทดสอบย้อนหลังกับ GSIB 6 แห่งในช่วง 8 เดือนแรกปี 2025 พบว่าถ้ากฎ clearing มีผลแล้ว แต่ละแบงก์จะปลดพื้นที่งบดุลได้เฉลี่ย 3.45 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อแห่ง ส่วนตลาด repo ทั้งตลาด clear ผ่านศูนย์กลางไปแล้ว 45% ของยอดคงค้างเฉลี่ยรายวัน และมีศักยภาพเพิ่มได้ถึง 77% ถ้ากฎบังคับเต็มรูปแบบ
ขนาดเทียบเท่าไหร่
สื่อไทยบางสำนักพาดหัวว่าคลัง "จ่อดึง 1 ล้านล้าน" ซึ่งคือยอดทั้งบัญชี TGA ไม่ใช่วงเงินที่ประกาศจะอัด ตามแผนที่ประกาศจริงตอนนี้ เงินใหม่จากเฟดเป็นศูนย์ (RMP หยุดแล้ว) ที่ยังไหลคือลงทุนซ้ำราว 1.56 หมื่นล้านต่อรอบ ซึ่งแค่กัน งบดุลไม่ให้หด กับ buyback อย่างน้อย 4 พันล้านต่อครั้งที่ใช้เงินคลังเดิม เทียบกับ QE3 ที่อัดเงินใหม่เดือนละ 8.5 หมื่นล้าน ถ้าคลังดึงส่วนเกิน TGA ราว 3.5-4 แสนล้านออกมาใช้ภายใน 6 เดือน จะเฉลี่ยราว 5.8-6.7 หมื่นล้านต่อเดือน หรือราว 70-80% ของ QE3 แต่ยังไม่มีตัวเลขทางการว่าจะทำแบบนั้นจริงไหม
ทำไมต้องสน
ท่อ RMP ปิดอยู่ตอนนี้ ซึ่งเป็นข่าวที่คนไม่ค่อยพูดถึงพอๆ กับตอนเปิด ถ้ารอให้ FOMC พูดคำว่า QE ถึงจะนับว่าเงินเข้าออก จะพลาดทั้งสองขา ดัชนีบนหน้านี้ไม่สนว่าเรียกชื่ออะไร มันนับเฉพาะเงินที่เข้าระบบจริง เงินสำรองตอนนี้อยู่ที่ 2.95 ล้านล้านดอลลาร์ ณ 30 ก.ย. 2026
ข้อจำกัด
ตัวเลขในการ์ดนี้เป็นค่าที่ประกาศไว้ ไม่ได้ดึงอัตโนมัติเหมือนการ์ดอื่น เฟดประกาศอัตราซื้อใหม่ทุกรอบราวกลางเดือน ถ้าเปลี่ยนแล้วเรายังไม่ได้แก้ ตัวเลขตรงนี้จะตามช้ากว่าเส้นกราฟ

ฝั่งเฟด อัดเข้ามาแล้วเท่าไหร่ ซื้ออะไร ราคาไปทางไหน

ยอดถือครองจริงที่เปลี่ยนไปตั้งแต่จบ QT เมื่อ 10 ธ.ค. 2025 หน่วยพันล้านดอลลาร์

+257 พันล้านสุทธิ
กระแสเงินแยกตามสินทรัพย์ เทียบราคาบิตคอยน์ พันล้านดอลลาร์ สะสมตั้งแต่จบ QT-2010+481$86kราคา BTCจบ QTeSLRลดรอบ 1ลดรอบ 2หยุดซื้อ10 ธ.ค. 20255 ต.ค. 2026พันล้านดอลลาร์ สะสมตั้งแต่จบ QT
ตั๋วเงินคลังระยะสั้น (RMP)พันธบัตรระยะยาว (ลงทุนซ้ำ)ตราสารจำนอง (ไหลออก)ราคาบิตคอยน์ (แกนขวา)
คลิกเพื่อขยาย

อีเวนต์ในช่วงนี้ ทำอะไรและเท่าไหร่

คอลัมน์ +1 สัปดาห์/+1 เดือน นับราคา BTC ล่วงหน้าจากวันอีเวนต์ วัดปฏิกิริยาระยะสั้น ไม่ใช่กรอบ lead-lag 14 สัปดาห์ของดัชนีสภาพคล่อง (ยาวเกินไปสำหรับอีเวนต์เดี่ยว)

อีเวนต์มูลค่าBTC วันนั้น+1 สัปดาห์+1 เดือน
จบ QT เริ่ม RMP12 ธ.ค. 2025ซื้อเดือนละ 4 หมื่นล้าน$92,240-6.7%-1.2%
eSLR มีผลบังคับ1 เม.ย. 2026ปลดล็อกพื้นที่งบดุล 2.19 แสนล้าน$68,257+3.9%+11.1%
ลดอัตราซื้อรอบแรก13 เม.ย. 2026จาก 4 หมื่นล้าน เหลือ 2.5 หมื่นล้าน/เดือน$70,931+5.7%+12.0%
ลดอัตราซื้อรอบสอง14 พ.ค. 2026จาก 2.5 หมื่นล้าน เหลือ 1 หมื่นล้าน/เดือน$79,419-2.5%-22.8%
หยุดซื้อ RMP13 ส.ค. 2026รอบ 14 ส.ค. ถึง 14 ก.ย. ซื้อ 0$63,208+9.5%+23.4%

แยกรายเดือน มาจากอะไรบ้าง

หน่วยพันล้านดอลลาร์ บวกคือถือเพิ่ม ลบคือปล่อยไหลออก

เดือนตั๋วสั้นพันธบัตรยาวจำนองสุทธิ
ธ.ค. 25+38-3-15+21
ม.ค. 26+40+35-15+59
ก.พ. 26+560-13+43
มี.ค. 26+520-14+39
เม.ย. 26+49+17-16+50
พ.ค. 26+33-3-16+13
มิ.ย. 26+230-3+20
ก.ค. 26+29+9-31+7
ส.ค. 26+28-2-17+8
ก.ย. 26+18-4-16-1
อ่านยังไง
ตารางรายเดือนบอกว่าเดือนไหนเฟดเติมจริงเท่าไหร่ ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ประกาศ จะเห็นว่าตั๋วสั้นเป็นบวกทุกเดือน ส่วนจำนองติดลบทุกเดือน สุทธิจึงน้อยกว่าที่ประกาศเสมอ
วันนี้
ตั๋วเงินคลังเพิ่ม 365 พันล้าน พันธบัตรยาวเพิ่ม 48 พันล้าน ตราสารจำนองไหลออก 156 พันล้าน หักกลบเหลือสุทธิ 257 พันล้าน
ข้อจำกัด
บอกว่าเฟดถืออะไรเพิ่ม ไม่ได้บอกว่าเงินไปถึงตลาดเท่าไหร่ ต้องดูคู่กับการ์ดฝั่งคลังที่ดูดเงินออกพร้อมกัน

ข้อมูลถึง 30 ก.ย. 2026 · อัปเดตล่าสุด 6 ต.ค. 2026 17:39 น.

ที่มา FRED ตั๋วเงินคลังที่เฟดถือ · FRED พันธบัตรระยะยาว · FRED ตราสารหนี้จำนอง

เงินที่จอดนอกระบบธนาคาร ดูดออกเท่าไหร่ ราคาไปทางไหน

ระดับเงินในบัญชีคลัง (TGA) รวมกับเงินกองทุนตลาดเงินที่จอดไว้ที่เฟด (RRP) ณ วันนั้น หน่วยล้านล้านดอลลาร์

0.96 ล้านล้านดูดออกอยู่
กระแสเงินแยกตามสินทรัพย์ เทียบราคาบิตคอยน์ ล้านล้านดอลลาร์ ระดับ ณ วันนั้น0.001.13$86kราคา BTCดูดสูงสุดคืนเงินbuyback10 ธ.ค. 20255 ต.ค. 2026ล้านล้านดอลลาร์ ระดับ ณ วันนั้น
บัญชีคลังที่เฟด (TGA)reverse repo (RRP) เงินกองทุนตลาดเงินราคาบิตคอยน์ (แกนขวา)
คลิกเพื่อขยาย

อีเวนต์ในช่วงนี้ ทำอะไรและเท่าไหร่

คอลัมน์ +1 สัปดาห์/+1 เดือน นับราคา BTC ล่วงหน้าจากวันอีเวนต์ วัดปฏิกิริยาระยะสั้น ไม่ใช่กรอบ lead-lag 14 สัปดาห์ของดัชนีสภาพคล่อง (ยาวเกินไปสำหรับอีเวนต์เดี่ยว)

อีเวนต์มูลค่าBTC วันนั้น+1 สัปดาห์+1 เดือน
บัญชีคลังดูดเงินสูงสุด22 เม.ย. 2026แตะ 1.01 ล้านล้าน จากฤดูภาษี$78,511-3.4%-1.4%
คืนเงินกลับเข้าระบบ20 พ.ค. 2026ปล่อยกลับ 199 พันล้านใน 4 สัปดาห์$77,422-4.2%-16.7%
ประกาศเพิ่มวงเงิน buyback19 ส.ค. 2026พันธบัตร 10-30 ปี จาก 2 เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านต่อครั้ง$69,216+13.5%+9.6%

แยกรายเดือน มาจากอะไรบ้าง

หน่วยพันล้านดอลลาร์ บวกคือดูดเงินออกจากระบบเพิ่ม ลบคือคืนเงินกลับเข้าระบบ

เดือนTGARRPสุทธิ
ธ.ค. 25-22+101+79
ม.ค. 26+86-105-19
ก.พ. 26-350-35
มี.ค. 26-140-14
เม.ย. 26+1080+108
พ.ค. 26-152+1-151
มิ.ย. 26+89+3+92
ก.ค. 26-8-2-10
ส.ค. 26+40-2+38
ก.ย. 26-2+11+9
อ่านยังไง
ตารางรายเดือนคือการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ระดับ เดือนที่เป็นบวกคือเงินไหลออกจากระบบธนาคารเพิ่ม (คลังเก็บมากขึ้น หรือกองทุนจอดเงินที่ RRP มากขึ้น) เดือนที่ติดลบคือไหลกลับเข้าระบบ ซึ่งมีผลต่อสภาพคล่องพอๆ กับที่เฟดซื้อของ
วันนี้
ตั้งแต่จบ QT แกว่งจากต่ำสุด 0.75 ล้านล้าน (8 เม.ย. 2026) ไปสูงสุด 1.01 ล้านล้าน (22 เม.ย. 2026) เท่ากับสวิง 259 พันล้าน ซึ่งใหญ่กว่ายอดสุทธิที่เฟดซื้อสะสมทั้งช่วง
ข้อจำกัด
RRP ไม่ใช่เงินของกระทรวงการคลังโดยตรง เป็นเงินของกองทุนตลาดเงินที่เลือกจอดไว้กับเฟด แต่นับรวมกับ TGA เพราะทั้งคู่คือเงินที่ไม่ใช่เงินสำรองธนาคาร (Reserves = งบดุลเฟด − TGA − RRP) จึงมีผลต่อสภาพคล่องในทิศทางเดียวกัน · กราฟเป็นระดับ ตารางเป็นการเปลี่ยนแปลง อย่าอ่านสลับกัน และ buyback ไม่ได้อยู่ในกราฟนี้เพราะไม่มีซีรีส์รายสัปดาห์ จึงใส่ไว้เป็นอีเวนต์แทน

ข้อมูลถึง 30 ก.ย. 2026 · อัปเดตล่าสุด 6 ต.ค. 2026 17:39 น.

ที่มา FRED บัญชีคลัง · FRED reverse repo · ประกาศคลังเรื่อง buyback

สองรอบเทียบกัน คนละคนทำ ผลลัพธ์แบบเดียวกัน

เด้งแรงทั้งคู่ในปี 2026 แต่คนละหน่วยงานเป็นคนอุ้ม

ไม่ใช่แค่เฟด
ฝั่งเฟด

eSLR + ซื้อเร่งหน้า + คลังคืนเงิน

  • eSLR มีผลบังคับ 1 เม.ย. ปลดล็อกพื้นที่งบดุลธนาคาร 2.19 แสนล้าน
  • เฟดยังซื้อตั๋วเงินคลัง 4 หมื่นล้าน/เดือน ต่อเนื่องถึงกลางเดือน
  • ผ่านภาษีแล้ว บัญชีคลังคืนเงิน 199 พันล้านใน 4 สัปดาห์
1 เม.ย. 2026 → 6 พ.ค. 2026+19.1%

$68,257 → $81,299

ฝั่งคลัง

ประกาศเพิ่มวงเงิน buyback

  • เฟดเพิ่งหยุดซื้อ RMP เป็นศูนย์เมื่อ 13 ส.ค. ราคายังไม่ขึ้น
  • 19 ส.ค. คลังประกาศเพิ่ม buyback พันธบัตรยาวจาก 2 เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านต่อครั้ง
  • ไม่มีเงินใหม่เกิดขึ้นเลย แค่สลับอายุหนี้ยาวเป็นหนี้สั้น
12 ส.ค. 2026 → 19 ส.ค. 2026+9.5%

$63,208 → $69,216

ทำไมต้องดูคู่กัน
เราเคยทดสอบแล้วว่า "เฟดทำ RMP ทีไรราคาขึ้น" ไม่จริง สัปดาห์ที่เฟดซื้อหนักราคากลับติดลบเฉลี่ย (ดูการ์ดสภาพคล่องขยับ 1% ด้านบน) สองรอบนี้ตอบว่าทำไม ตัวขับจริงคือสภาพคล่องสุทธิของทั้งระบบ ไม่ใช่ใครซื้ออะไร
วันนี้
รอบเฟดใช้เวลาราวห้าสัปดาห์ถึงยอด รอบคลังใช้เวลาแค่ไม่กี่วัน และเกิดขึ้นทั้งที่เฟดเพิ่งปิดท่อ RMP ไปหมาดๆ ยืนยันว่าตลาดสนใจ "สภาพคล่องสุทธิเปลี่ยนไหม" มากกว่า "ใครเป็นคนทำ"
ข้อจำกัด
สองเคสไม่ใช่หลักฐานทางสถิติ เป็นการเทียบเชิงคุณภาพจากเหตุการณ์จริงสองครั้ง ต้องรอดูรอบถัดไปว่ารูปแบบนี้ซ้ำอีกไหม

ปฏิทิน

นโยบายที่กำหนดจังหวะสภาพคล่องข้างหน้า

กติกาที่ประกาศแล้วและมีวันบังคับใช้ชัดเจน ไม่ใช่การคาดเดา

วันนี้เฟดคลังเสนอ eSLRมิ.ย. 25eSLR ผ่านพ.ย. 25เริ่ม RMPธ.ค. 25eSLR มีผลเม.ย. 26จบรอบเร่งเม.ย. 26คลังดูดสูงสุดเม.ย. 26ลดเหลือ 1 หมื่นล้านก.ค. 26หยุดซื้อส.ค. 26buyback คูณสองก.ย. 26clearing เงินสดธ.ค. 26clearing repoมิ.ย. 27
  • 25 มิ.ย. 2025eSLR รอบแรก เสนอเฟด

    เฟดเสนอแก้เกณฑ์ทุนสำรอง eSLR ลดบัฟเฟอร์จาก 2% เหลือครึ่งหนึ่งของ GSIB surcharge เป้าหมายคือให้ธนาคารใหญ่ถือพันธบัตรได้มากขึ้นโดยไม่ติดเพดานทุน

  • 25 พ.ย. 2025eSLR ผ่านโหวตเฟด

    บอร์ดเฟดโหวตผ่าน 5 ต่อ 2 ปลดล็อกเงินทุนราว 219 พันล้านดอลลาร์ในระดับธนาคารลูกที่รับฝากเงินของแบงก์ใหญ่ (ระดับบริษัทแม่ลดราว 13 พันล้าน)

  • 12 ธ.ค. 2025เริ่มซื้อตั๋วเงินคลังคืน (RMP)เฟด

    หลัง FOMC หยุดลดขนาดงบดุล (จบ QT 1 ธ.ค. 2025) เฟดนิวยอร์กเริ่มซื้อตั๋วเงินคลังระยะสั้นรอบละ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ตั้งแต่ 12 ธ.ค. ในชื่อ Reserve Management Purchases เฟดย้ำว่าไม่ใช่ QE เพราะซื้อของสั้นเพื่อเติมเงินสำรอง ไม่ใช่ของยาวเพื่อกดดอกเบี้ย แต่ผลต่องบดุลคือโตขึ้นเหมือนกัน

  • 1 เม.ย. 2026eSLR มีผลบังคับเฟด

    เกณฑ์ใหม่เริ่มบังคับใช้ ธนาคารที่พร้อมก่อนเริ่มใช้ได้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2026

  • 15 เม.ย. 2026จบรอบซื้อเร่งหน้าเฟด

    ตั้งแต่กลางเดือน ธ.ค. 2025 เฟดซื้อตั๋วเงินคลังเดือนละ 4 หมื่นล้านแบบเร่งหน้า เพื่อกันเงินสำรองแห้งตอนคนจ่ายภาษีเดือนเมษายน ซึ่งปกติดูดเงินเข้าบัญชีคลังราว 1.75 ถึง 4 แสนล้านดอลลาร์ นี่คือช่วงที่เงินเข้าระบบหนาแน่นที่สุดของรอบนี้ พอถึงรอบกลางเมษายนถึงกลางพฤษภาคม เฟดก็ลดอัตราซื้อลงเหลือราว 2.5 หมื่นล้าน

  • 22 เม.ย. 2026บัญชีคลังดูดเงินสูงสุดของปีกระทรวงการคลัง

    ฤดูจ่ายภาษีทำให้เงินไหลเข้าบัญชีคลังที่เฟดจนยอดเงินที่ถูกดูดออกจากระบบ (บัญชีคลังบวก reverse repo) แตะจุดสูงสุดของปีที่ 1.006 ล้านล้านดอลลาร์ นี่คือเหตุผลที่เฟดต้องซื้อตั๋วเงินคลังล่วงหน้ามาตั้งแต่ธันวาคม หลังจากนี้คลังทยอยจ่ายเงินคืนออกมา 199 พันล้านในสี่สัปดาห์ ซึ่งตรงกับช่วงที่ตลาดเงินหลวมที่สุดของปี

  • 13 ก.ค. 2026คงอัตราซื้อที่ 1 หมื่นล้านเฟด

    หลังผ่านช่วงจ่ายภาษีเดือนเมษายน เฟดลดอัตราซื้อเป็น 2.5 หมื่นล้าน แล้วเหลือ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อรอบตั้งแต่กลางพฤษภาคม และคงไว้ที่ระดับนี้ 3 รอบ บวกการลงทุนซ้ำอีกรอบละราว 1.63 ถึง 1.76 หมื่นล้าน รวมซื้อรอบละราว 2.6 ถึง 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ก่อนหยุด RMP ตั้งแต่รอบ 14 ส.ค.

  • 13 ส.ค. 2026หยุดซื้อ RMP ชั่วคราวเฟด

    เฟดนิวยอร์กประกาศไม่ซื้อตั๋วเงินคลังเพื่อเติมเงินสำรองเลยในรอบ 14 ส.ค. ถึง 14 ก.ย. ลดจากรอบก่อนที่ซื้อ 1 หมื่นล้าน เหลือศูนย์ แปลว่าเฟดมองว่าเงินสำรองพอแล้ว แต่ยังลงทุนซ้ำตราสารจำนองที่ครบกำหนดราว 1.7 หมื่นล้านด้วยการซื้อตั๋วเงินคลังแทน รอบถัดมา 15 ก.ย. ถึง 14 ต.ค. ก็ไม่ซื้อ RMP อีก (ลงทุนซ้ำราว 1.56 หมื่นล้าน) ก่อนหน้านี้ถ้อยแถลง FOMC ก็เปลี่ยนจาก เพิ่มการซื้อ เป็น เพิ่มเมื่อเหมาะสม ซึ่งเป็นการลดคำมั่นลง

  • 9 ก.ย. 2026คลังเพิ่มวงเงิน buybackกระทรวงการคลัง

    กระทรวงการคลังสหรัฐประกาศเมื่อ 19 ส.ค. 2026 ว่าจะเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวช่วงอายุ 10 ถึง 30 ปี จากเดิมไม่เกิน 2 พันล้านดอลลาร์ต่อครั้ง เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านต่อครั้ง เริ่ม 9 ก.ย. ถึง 4 พ.ย. 2026 ไม่ใช่เฟดเป็นคนทำ แต่เป็นการพยุงสภาพคล่องฝั่งพันธบัตรยาวโดยตรง ซึ่งเป็นอีกท่อที่ไม่ต้องใช้คำว่า QE

  • 31 ธ.ค. 2026เส้นตาย clearing ฝั่ง cashกฎตลาด

    SEC บังคับให้ธุรกรรมซื้อขายพันธบัตรสหรัฐฝั่งเงินสดต้องผ่านสำนักหักบัญชี เพิ่มเงินมัดจำและค่าธรรมเนียมทุกดีล ซึ่งกินสภาพคล่องของตลาดพันธบัตร เส้นตายนี้เคยเลื่อนมาแล้วหนึ่งรอบ (จากเดิม 31 ธ.ค. 2025) และเป็นแรงกดดันหลักที่บีบให้เฟดต้องตัดสินใจเรื่อง eSLR รอบสอง เพราะดีลเลอร์ต้องรับธุรกรรมเข้างบดุลมากขึ้นในวันเดียวกับที่เพดานทุนยังคาอยู่

  • 30 มิ.ย. 2027เส้นตาย clearing ฝั่ง repoกฎตลาด

    บังคับ clearing ต่อไปยังฝั่ง repo ซึ่งเป็นหัวใจของตลาดกู้ระยะสั้น บีบงบดุลธนาคารเพิ่มอีกชั้น กดดัน eSLR รอบสองซ้ำอีกรอบ

วิธีใช้

อ่านหน้านี้ยังไงให้ได้เรื่อง

  1. 1

    ดูทิศก่อนดูระดับ

    ตัวเลขว่าสภาพคล่องมีกี่ล้านล้านดอลลาร์แทบไม่มีความหมายในตัวเอง สิ่งที่มีความหมายคือมันกำลังโตหรือหด และเร่งขึ้นหรือช้าลง

  2. 2

    ให้สองกรอบเวลาคุยกัน

    โมเมนตัมสามเดือนบอกจังหวะสั้น โมเมนตัมหนึ่งปีบอกเฟสใหญ่ ถ้าสองอันชี้คนละทาง แปลว่ากำลังอยู่ตรงรอยต่อของวัฏจักร ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาแกว่งแรงที่สุด

  3. 3

    เช็คว่าท่อตันหรือเปล่า

    ต่อให้ธนาคารกลางปล่อยเงิน ถ้าเงินสำรองแบงก์แห้งและส่วนต่าง SOFR กับ IORB เป็นบวก แปลว่าเงินไปไม่ถึงตลาด สภาพคล่องบนกระดาษกับสภาพคล่องที่ใช้ได้จริงเป็นคนละเรื่อง

  4. 4

    เอา on-chain มาทาบ (คนละหน้า)

    ถ้าสภาพคล่องเริ่มกลับทิศขึ้นพร้อมกับ on-chain ที่ยังอยู่โซนต้นทุนต่ำ นั่นคือสองสัญญาณที่ยืนยันกัน แต่ถ้าสภาพคล่องดีขณะที่ on-chain ร้อนจัดแล้ว น้ำหนักจะน้อยลงมาก ตัวชี้วัด on-chain ดูได้ที่ศูนย์รวมดัชนี on-chain และ Smart DCA

  5. 5

    อย่าคาดหวังความแม่นระดับวัน

    ความช้าประมาณหนึ่งไตรมาสคือค่ากลางของอดีต ไม่ใช่นาฬิกา ใช้กรอบนี้ตั้งสมมติฐานแล้วรอให้ราคายืนยัน ดีกว่าใช้สั่งซื้อขายตรงๆ

อยากเข้าใจกรอบคิดเบื้องหลังทั้งหมด

เราเขียนคู่มือฉบับยาวไว้ ตั้งแต่ว่าสภาพคล่องโลกคืออะไร ทำไมบิตคอยน์ถึงขยับตามมันก่อนสินทรัพย์อื่น ไปจนถึงวิธีอ่านทีละการ์ดบนหน้านี้

อ่านคู่มือสภาพคล่องโลกฉบับเต็ม