
ภาษีคริปโตในไทย เสียภาษีตอนไหน เท่าไหร่ อัปเดตล่าสุด 2568-2572
ไขข้อสงสัยภาษีคริปโตในไทย มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้ 5 ปี (2568-2572) คืออะไร ครอบคลุมแค่ไหน พร้อม VAT หัก ณ ที่จ่าย และตัวอย่างคำนวณ
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ "คริปโต 1-100" ต่อจาก กฎหมายคริปโตไทยที่ต้องรู้ ซึ่งอธิบายว่าคริปโตแบบไหนถูกกฎหมาย ต้องขอใบอนุญาตแบบไหน บทความนั้นวางกรอบเรื่อง "อะไรทำได้ตามกฎหมาย" ส่วนบทความนี้โฟกัสเฉพาะเรื่อง "ทำแล้วต้องเสียภาษีไหม เท่าไหร่" อ่านเดี่ยวๆ ได้ ไม่ต้องอ่านบทความนั้นก่อนก็เข้าใจ
ข้อควรทราบก่อนอ่าน: เนื้อหาทั้งหมดในบทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษี การเงิน หรือกฎหมาย กฎเกณฑ์ภาษีคริปโตในไทยเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายรอบในช่วงปี 2565-2568 และมีแนวโน้มเปลี่ยนต่อได้อีกในอนาคต ตัวเลขและตัวอย่างในบทความนี้เป็นการอธิบายกลไกให้เข้าใจภาพรวม ไม่ใช่คำแนะนำให้ยื่นภาษีตามตัวอย่างตรงๆ การตัดสินใจยื่นภาษีจริงของแต่ละคน โดยเฉพาะกรณีที่มีเงินได้จำนวนมากหรือมีธุรกรรมซับซ้อน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือติดต่อกรมสรรพากรโดยตรง
ลองนึกภาพสถานการณ์นี้ดู เพิ่งขายเหรียญที่ซื้อเก็บไว้ได้กำไรก้อนหนึ่ง กำลังดีใจอยู่ดีๆ ก็มีเพื่อนในกลุ่มไลน์ทักมาว่า "อย่าลืมนะ กำไรคริปโตต้องเสียภาษี" ในขณะที่อีกคนในกลุ่มเดียวกันแย้งว่า "ไม่ต้องหรอก ตอนนี้รัฐบาลยกเว้นภาษีคริปโตแล้ว" แล้วยังมีอีกเสียงบอกว่า "ถ้าไม่ถอนเป็นเงินบาทไม่ต้องเสียภาษี" สามคนพูดสามอย่าง ฟังดูขัดแย้งกันไปหมด และที่แย่กว่านั้นคือทุกคนอาจจะพูดถูกบางส่วน เพราะกฎภาษีคริปโตของไทยเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจริงๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนที่จำกฎเมื่อปี 2565 มาใช้ตอนนี้ก็อาจจะเข้าใจผิดได้ง่ายๆ

ภาพ: จำลองสามความเห็นที่ขัดแย้งกันซึ่งคนไทยมักได้ยินเรื่องภาษีคริปโต สะท้อนว่ากฎเปลี่ยนไปหลายรอบจนสับสนได้ง่าย
บทความนี้จะพาไล่เรียงว่ากฎภาษีคริปโตของไทยที่ใช้จริงอยู่ ณ ตอนนี้ (กลางปี 2569) หน้าตาเป็นยังไง มีภาษีกี่ประเภทที่เกี่ยวข้อง อะไรได้รับยกเว้นแล้วบ้าง อะไรยังต้องเสียอยู่ พร้อมตัวอย่างคำนวณแบบง่ายๆ ให้เห็นภาพ และไล่แก้ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด
ทำไมเรื่องนี้ถึงงงขนาดนี้ กฎเปลี่ยนมาแล้วกี่รอบ
ก่อนจะลงรายละเอียด ควรรู้ก่อนว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสร้างความสับสนได้ง่าย เพราะไม่ใช่กฎที่ออกมาครั้งเดียวจบ แต่ทยอยเปลี่ยนเป็นระยะ
จุดเริ่มต้นคือปี 2561 ที่ไทยออกกฎหมายรับรองสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก พร้อมกับกำหนดให้กำไรจากคริปโตเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี จากนั้นปี 2565 มีการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการเทรดผ่านกระดานที่มีใบอนุญาตแบบชั่วคราว ก่อนจะขยายเป็นแบบไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดในปี 2567 ปีเดียวกันนั้นยังมีกฎใหม่เรื่องเงินได้จากต่างประเทศที่กระทบคนเทรดกระดานนอกด้วย และล่าสุดปี 2568 มีการประกาศยกเว้นภาษีเงินได้จากกำไรเทรดคริปโตเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี
ด้วยความที่แต่ละรอบมีเงื่อนไขแตกต่างกัน คนที่ได้ยินข่าวมาคนละช่วงเวลาก็เลยเข้าใจกฎคนละเวอร์ชันกัน นี่คือเหตุผลที่บทความนี้จะโฟกัสที่กฎเวอร์ชันล่าสุดเป็นหลัก พร้อมบอกด้วยว่าอะไรเป็นของเก่าที่เปลี่ยนไปแล้ว
ภาพรวม คริปโตในไทยเกี่ยวข้องกับภาษีกี่ประเภท
เวลาพูดถึง "ภาษีคริปโต" หลายคนมักนึกถึงภาษีตัวเดียว แต่จริงๆ แล้วมีภาษีอย่างน้อย 3 ประเภทที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกรรมคริปโต แต่ละตัวมีเงื่อนไขและสถานะการยกเว้นที่ต่างกัน ต้องแยกให้ออกก่อนถึงจะเข้าใจภาพรวมได้ถูกต้อง
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เก็บจาก "กำไร" ที่เกิดขึ้นจากการซื้อขาย ถือครอง หรือได้รับคริปโตในรูปแบบต่างๆ นี่คือตัวที่คนพูดถึงกันบ่อยที่สุดและมีการเปลี่ยนแปลงล่าสุดในปี 2568
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในทางทฤษฎีการซื้อขายสินค้า/บริการต้องเสีย VAT 7% แต่คริปโตที่เทรดผ่านกระดานที่มีใบอนุญาตได้รับยกเว้นมาตั้งแต่ปี 2565 และขยายเป็นแบบถาวรตั้งแต่ปี 2567
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นกลไกที่ผู้จ่ายเงินต้องหักภาษีไว้ล่วงหน้าก่อนจ่ายให้ผู้รับ ในทางปฏิบัติแทบไม่มีผลกับการเทรดผ่านกระดานทั่วไป ด้วยเหตุผลทางเทคนิคที่จะอธิบายต่อไป

ภาพ: สรุปภาพรวมว่าคริปโตในไทยเกี่ยวข้องกับภาษี 3 ประเภทหลัก และสถานะการยกเว้นล่าสุดของแต่ละตัวต่างกันอย่างไร
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กำไรจากการเทรดนับเป็นเงินได้ประเภทไหน
กำไรที่เกิดจากการขายหรือโอนคริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล ในทางกฎหมายภาษีไทยจัดเป็น "เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ฌ)" ของประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นหมวดเดียวกับเงินได้จากดอกเบี้ยหรือเงินปันผลในบางลักษณะ หมายความว่าถ้าไม่มีมาตรการยกเว้นใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง กำไรส่วนนี้ต้องถูกนำไปรวมกับเงินได้อื่นทั้งหมดในปีภาษีนั้น แล้วคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันไดที่ใช้กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั่วไป ซึ่งเริ่มที่ 5% สำหรับเงินได้สุทธิส่วนแรกที่เกิน 150,000 บาท ไล่ขึ้นไปจนถึง 35% สำหรับเงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 5 ล้านบาท
จุดที่มักเข้าใจผิดกันเยอะคือ "กำไร" ในความหมายของกรมสรรพากรไม่ได้แปลว่าต้องถอนเป็นเงินบาทออกมาก่อนถึงจะนับ เพราะตามหลักการคำนวณกำไรแบบรายธุรกรรม (เอาราคาขายลบต้นทุนของธุรกรรมนั้นๆ) ทุกครั้งที่มีการ "โอน" หรือ "แลกเปลี่ยน" เหรียญ ถ้ามูลค่าที่ได้รับสูงกว่าต้นทุนที่ซื้อมา ก็ถือว่าเกิดกำไรที่ต้องนับเป็นเงินได้แล้ว แม้แต่การเอาเหรียญหนึ่งไปแลกเป็นอีกเหรียญหนึ่งโดยไม่ผ่านเงินบาทเลยก็นับเป็นการโอนที่อาจเกิดกำไรได้เช่นกัน จุดนี้จะอธิบายละเอียดอีกครั้งในหัวข้อความเข้าใจผิดด้านล่าง

ภาพ: สรุปสามสถานการณ์ที่นับเป็น "กำไร" ต้องพิจารณาภาษีตามเกณฑ์กรมสรรพากร แม้ไม่ได้ถอนเป็นเงินบาทก็ตาม
ในการคำนวณต้นทุน ผู้มีเงินได้เลือกวิธีคำนวณได้ 2 แบบคือ วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) ที่นับว่าเหรียญที่ซื้อมาก่อนจะถูกขายออกไปก่อน หรือวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average Cost) ที่คำนวณต้นทุนเฉลี่ยของเหรียญประเภทเดียวกันใหม่ทุกครั้งที่มีการซื้อเพิ่ม เมื่อเลือกวิธีไหนแล้วต้องใช้วิธีนั้นตลอดทั้งปีภาษี เปลี่ยนกลับไปกลับมาระหว่างปีไม่ได้
ข่าวใหญ่ปี 2568 ยกเว้นภาษีเงินได้จากกำไรเทรดคริปโต 5 ปี
นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในรอบหลายปี และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หลายคนได้ยินข่าวว่า "คริปโตไม่ต้องเสียภาษีแล้ว" ทั้งที่ความจริงมีเงื่อนไขค่อนข้างเจาะจง
ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการนี้เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 และมีการออกกฎกระทรวงฉบับที่ 399 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 (ตามการรายงานของ Nishimura & Asahi และสื่อต่างประเทศหลายสำนัก) ให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572 รวมระยะเวลา 5 ปี สาระสำคัญคือ กำไรจากการขายหรือโอนคริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล ที่ทำผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล นายหน้า หรือผู้ค้าที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมด ในช่วงเวลาดังกล่าว
เป้าหมายของมาตรการนี้ตามที่กระทรวงการคลังชี้แจง คือต้องการผลักดันให้ไทยเป็น "ศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล" ของภูมิภาค และจูงใจให้นักลงทุนเทรดผ่านกระดานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของไทย แทนที่จะไปใช้กระดานต่างประเทศที่ไม่มีใบอนุญาต
แต่ต้องย้ำเงื่อนไขให้ชัดเจน เพราะเป็นจุดที่คนมักเข้าใจกว้างเกินจริง มาตรการนี้ครอบคลุมเฉพาะ "กำไรจากการขาย/โอนคริปโต" (capital gains) เท่านั้น ไม่ครอบคลุมรายได้ประเภทอื่น เช่น รายได้จากการ Staking รายได้จากการขุด (Mining) รายได้จาก Airdrop หรือกำไรของนิติบุคคล ซึ่งจากแหล่งข้อมูลที่สืบค้นได้ ยังไม่มีมาตรการยกเว้นแยกต่างหากสำหรับรายได้เหล่านี้ และยังต้องเสียภาษีตามเกณฑ์ปกติ อธิบายรายละเอียดต่อในหัวข้อถัดไป

ภาพ: ไทม์ไลน์สรุปว่ากฎภาษีคริปโตไทยเปลี่ยนแปลงมากี่รอบตั้งแต่ปี 2561 จนถึงมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้ 5 ปีล่าสุดที่จะสิ้นสุดปี 2572
เทรดกระดานต่างประเทศล่ะ ยังต้องเสียภาษีไหม
จุดนี้สำคัญมากเพราะเป็นข้อยกเว้นของข้อยกเว้น มาตรการยกเว้นภาษี 5 ปีที่เพิ่งอธิบายไป ใช้ได้เฉพาะกับการเทรดผ่านกระดานที่มีใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ของไทยเท่านั้น ถ้าเทรดผ่านกระดานต่างประเทศที่ไม่มีใบอนุญาตในไทย (ซึ่งรวมถึงกระดานต่างชาติหลายเจ้าที่คนไทยใช้กันเยอะ) กำไรส่วนนั้นไม่ได้รับการยกเว้นและยังคงต้องเสียภาษีตามเกณฑ์ปกติ
ที่ซับซ้อนขึ้นไปอีกคือกฎเรื่องเงินได้จากต่างประเทศที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ตามหลักการเดิมก่อนหน้านั้น เงินได้จากต่างประเทศจะถูกเก็บภาษีก็ต่อเมื่อนำเงินนั้นกลับเข้าไทยภายในปีภาษีเดียวกับที่ได้รับเงินมา ทำให้คนที่พักเงินไว้นอกประเทศข้ามปีก่อนค่อยโอนกลับ สามารถเลี่ยงภาษีได้ในทางปฏิบัติ แต่กฎใหม่ตัดช่องโหว่นี้ออกไป โดยกำหนดว่า บุคคลที่อยู่ในไทยรวมกันเกิน 180 วันในปีภาษีใดก็ตาม หากนำเงินได้จากต่างประเทศเข้ามาในไทยเมื่อไหร่ก็ต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี โดยไม่คำนึงว่าเงินนั้นได้มาตั้งแต่ปีไหน
ผลคือถ้าเทรดกำไรจากกระดานต่างประเทศเก็บไว้ในกระเป๋าต่างประเทศเฉยๆ ไม่นำเข้าไทย ตามหลักการยังไม่ต้องเสียภาษีในตอนนั้น แต่วันไหนที่โอนเงินนั้นกลับเข้าบัญชีในไทย ก็ต้องนำมารวมเป็นเงินได้ของปีที่โอนเข้ามา ไม่ว่าจะได้กำไรมาตั้งแต่กี่ปีก่อนก็ตาม

ภาพ: สรุปกฎเงินได้ต่างประเทศ 180 วันที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2567 ว่ากำไรจากกระดานต่างประเทศจะถูกเก็บภาษีเมื่อไหร่
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับคริปโต
แยกจากภาษีเงินได้โดยสิ้นเชิง VAT เป็นภาษีที่เก็บจากการขายสินค้าและบริการทั่วไปในอัตรา 7% ซึ่งในทางทฤษฎีการซื้อขายคริปโตอาจเข้าข่ายต้องเสีย VAT ได้เช่นกัน แต่รัฐบาลไทยเลือกยกเว้นให้มาตั้งแต่ปี 2565 เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศ
ช่วงแรกที่ประกาศใช้ (1 เมษายน 2565 ถึงธันวาคม 2566) เป็นการยกเว้นแบบมีกำหนดเวลาสิ้นสุดชัดเจน ครอบคลุมการโอนคริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลผ่านศูนย์ซื้อขายที่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติขยายเวลาต่อ และในปี 2567 มีการออกพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 788 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เปลี่ยนการยกเว้น VAT จากแบบชั่วคราวเป็นแบบไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด และขยายขอบเขตให้ครอบคลุมการทำธุรกรรมผ่านนายหน้าและผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย ไม่ใช่แค่ศูนย์ซื้อขายอย่างเดียว
สรุปคือ ถ้าเทรดคริปโตเคอร์เรนซีหรือ Utility Token ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องจาก ก.ล.ต. ไม่ต้องกังวลเรื่อง VAT เลย เพราะได้รับยกเว้นแบบถาวรในตอนนี้ (จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในอนาคต)

ภาพ: สรุปไทม์ไลน์การยกเว้น VAT คริปโตของไทย จากแบบชั่วคราวสู่แบบไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ทำไมเทรดกระดานทั่วไปไม่โดนหัก 15%
หลักการทั่วไปของประมวลรัษฎากรกำหนดว่า ถ้าผู้จ่ายเงินรู้ตัวตนของผู้รับเงินชัดเจน และรู้จำนวนเงินได้ที่แน่นอน ผู้จ่ายมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตรา 15% ก่อนโอนเงินให้ผู้รับ หลักการนี้ในทางทฤษฎีอาจนำมาใช้กับการซื้อขายคริปโตได้เช่นกัน
แต่ในทางปฏิบัติ การเทรดผ่านกระดานที่มีใบอนุญาตแทบไม่เข้าเงื่อนไขนี้ เพราะระบบจับคู่คำสั่งซื้อขาย (Order Matching) ของกระดานเทรดทำให้ผู้ซื้อไม่รู้ว่ากำลังซื้อเหรียญจากใคร และไม่รู้จำนวนเงินได้ที่แท้จริงของผู้ขายแต่ละราย เมื่อไม่ครบองค์ประกอบทั้งสองข้อ จึงไม่จำเป็นต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% สำหรับธุรกรรมซื้อขายทั่วไปบนกระดาน นี่คือเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ที่เทรดคริปโตผ่านแอปกระดานเทรดไม่เคยเจอการหักภาษีลักษณะนี้เลย

ภาพ: อธิบายว่าทำไมการเทรดผ่านกระดานทั่วไปถึงไม่เข้าเงื่อนไขต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ในทางปฏิบัติ
รายได้คริปโตแบบอื่นที่ภาษีคิดต่างจากการเทรดซื้อขาย
จุดที่สร้างความสับสนอีกจุดคือ คนมักเข้าใจว่า "รายได้คริปโต" หมายถึงกำไรจากการเทรดเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ มีรูปแบบรายได้อื่นที่เกี่ยวข้องกับคริปโตซึ่งกรมสรรพากรจัดประเภทและคิดภาษีต่างกันไป และสำคัญที่สุดคือ รายได้เหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของมาตรการยกเว้นภาษี 5 ปีที่เพิ่งอธิบายไป
- รายได้จากการขุด (Mining) เมื่อขุดเหรียญได้จะยังไม่นับเป็นเงินได้ทันที แต่เมื่อนำเหรียญที่ขุดได้ไปขายหรือแลกเปลี่ยน มูลค่า ณ วันนั้นจะถูกนับเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) นักขุดสามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ มาหักออกจากรายได้ได้
- รายได้จาก Airdrop มูลค่าเหรียญที่ได้รับ ณ วันที่ได้รับ นับเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) เช่นกัน
- รายได้จากการรับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนเป็นคริปโต จัดเป็นเงินได้จากการจ้างแรงงานหรือรับทำงานให้ (มาตรา 40(1) หรือ 40(2) แล้วแต่ลักษณะความสัมพันธ์) ไม่ต่างจากได้รับเป็นเงินบาท
- รายได้จาก Staking หรือฝากใน DeFi (Yield Farming) ในทางปฏิบัติผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีส่วนใหญ่มองว่าควรนับเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเช่นเดียวกับดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนรูปแบบอื่น แต่จากแหล่งข้อมูลที่สืบค้นได้ ยังไม่พบว่ากรมสรรพากรออกแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเฉพาะสำหรับ Staking โดยตรง จุดนี้ผู้เขียนขอระบุไว้ตรงๆ ว่ายังไม่แน่นอน 100% แนะนำให้ตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนหากมีรายได้ประเภทนี้จำนวนมาก

ภาพ: เทียบให้เห็นชัดว่ารายได้คริปโตรูปแบบไหนอยู่ในขอบเขตมาตรการยกเว้นภาษี 5 ปี และรูปแบบไหนยังต้องเสียภาษีตามเกณฑ์ปกติอยู่
ตัวอย่างคำนวณภาษีคริปโตแบบง่ายๆ
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดูตัวอย่างสมมติสองสถานการณ์ ตัวเลขในตัวอย่างเป็นการจำลองเพื่ออธิบายกลไกเท่านั้น ไม่ใช่การคำนวณภาษีจริงที่ครบถ้วนทุกปัจจัย เพราะการคำนวณจริงต้องรวมเงินได้ทุกประเภทของทั้งปี ค่าลดหย่อนต่างๆ และปัจจัยอื่นที่แต่ละคนไม่เหมือนกัน
สถานการณ์ที่ 1 เทรดผ่านกระดานไทยที่มีใบอนุญาต ในปี 2568-2572
สมมติซื้อเหรียญมาด้วยเงิน 50,000 บาท ผ่านแอปกระดานเทรดที่มีใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ถือไว้ระยะหนึ่งแล้วขายออกได้เงิน 80,000 บาท กำไรที่เกิดขึ้นคือ 30,000 บาท เนื่องจากธุรกรรมนี้ทำผ่านกระดานที่มีใบอนุญาตและเกิดขึ้นในช่วงที่มาตรการยกเว้นภาษี 5 ปีมีผลบังคับใช้ (1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572) กำไร 30,000 บาทนี้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมด ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษี
สถานการณ์ที่ 2 เทรดผ่านกระดานต่างประเทศที่ไม่มีใบอนุญาตในไทย แล้วโอนเงินกลับเข้าไทย
สมมติสถานการณ์เดียวกัน ซื้อ 50,000 บาท ขายได้ 80,000 บาท กำไร 30,000 บาท แต่ทำผ่านกระดานต่างประเทศที่ไม่มีใบอนุญาตในไทย กรณีนี้ไม่เข้าเงื่อนไขมาตรการยกเว้น กำไร 30,000 บาทยังคงเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ฌ) ถ้าปีนั้นพักเงินไว้นอกประเทศไม่นำเข้าไทย ตามหลักการยังไม่ต้องนำมาคำนวณภาษีในปีนั้น แต่วันไหนที่โอนเงิน 80,000 บาท (หรือส่วนที่รวมกำไร) กลับเข้าบัญชีในไทย ก็ต้องนำกำไร 30,000 บาทนั้นไปรวมกับเงินได้อื่นทั้งหมดของปีที่โอนเข้ามา แล้วคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า 5-35%
จะเห็นว่าปัจจัยชี้ขาดว่าต้องเสียภาษีหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ "ได้กำไรเท่าไหร่" เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "เทรดผ่านช่องทางไหน" เป็นหลักในช่วง 5 ปีนี้

ภาพ: เปรียบเทียบผลลัพธ์ภาษีของกำไรก้อนเดียวกัน 30,000 บาท ขึ้นอยู่กับว่าเทรดผ่านกระดานไทยที่มีใบอนุญาตหรือกระดานต่างประเทศ
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเรื่องภาษีคริปโต
"ถ้าไม่ถอนเป็นเงินบาท ไม่ต้องเสียภาษี" เป็นความเข้าใจผิด หลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรคือเกิดรายได้เมื่อไหร่นับเป็นเงินได้เมื่อนั้น การขายคริปโตแล้วได้กำไร แม้จะยังไม่ได้ถอนออกมาจากกระดานเทรดเป็นเงินบาทเลย ก็ยังนับเป็นเงินได้ที่ต้องพิจารณาภาษีอยู่ดี รวมถึงการเอาเหรียญหนึ่งไปแลกเป็นอีกเหรียญหนึ่งโดยตรง (เช่น แลก ETH เป็น SOL) ก็นับเป็นการโอนที่อาจเกิดกำไรได้เช่นกันหากมูลค่าที่ได้รับสูงกว่าต้นทุน ไม่ใช่ว่าต้องแลกกลับเป็นเงินบาทก่อนถึงจะนับ
"ตอนนี้คริปโตไม่ต้องเสียภาษีเลย" เป็นความเข้าใจที่กว้างเกินจริง อย่างที่อธิบายไปแล้ว มาตรการยกเว้น 5 ปี (2568-2572) ครอบคลุมเฉพาะกำไรจากการเทรดผ่านกระดานไทยที่มีใบอนุญาตเท่านั้น รายได้จากการขุด Staking Airdrop เงินเดือนที่จ่ายเป็นคริปโต หรือกำไรจากกระดานต่างประเทศที่โอนกลับเข้าไทย ยังคงอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีตามเกณฑ์ปกติ
"กำไรน้อยไม่ต้องเสียภาษี" ต้องแยกสองเรื่องออกจากกัน เรื่องแรกคือหน้าที่ในการนำเงินได้มาคำนวณ ซึ่งตามกฎหมายทุกคนที่มีเงินได้ต้องนำมารวมคำนวณไม่ว่าจำนวนเท่าไหร่ เรื่องที่สองคือภาระภาษีจริงที่ต้องจ่าย ซึ่งเกิดจากอัตราภาษีก้าวหน้าที่มีช่วงเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกเสียภาษี 0% ทำให้คนที่มีเงินได้สุทธิรวมทั้งปีไม่เกินเกณฑ์นี้อาจไม่มีภาษีต้องจ่ายจริง แต่นั่นเป็นผลจากโครงสร้างภาษีเงินได้ทั่วไป ไม่ใช่การยกเว้นเฉพาะคริปโต และในช่วงปี 2568-2572 ที่กำไรจากกระดานไทยได้รับยกเว้นอยู่แล้ว ประเด็นนี้แทบไม่มีผลกับการเทรดผ่านกระดานไทยโดยตรง
"เทรดกระดานต่างประเทศไม่มีทางรู้หรอก" เป็นความคิดที่มีความเสี่ยง นับตั้งแต่กฎเรื่องเงินได้ต่างประเทศมีผลบังคับใช้ปี 2567 การโอนเงินจากต่างประเทศเข้าบัญชีธนาคารในไทยเป็นธุรกรรมที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ในระบบธนาคาร และผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องยื่นแสดงรายการตามกฎหมายอยู่แล้วไม่ว่าจะถูกตรวจสอบหรือไม่ก็ตาม

ภาพ: ไล่แก้ 2 ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดเรื่องภาษีคริปโต เทียบกับหลักการที่ถูกต้องตามเกณฑ์ปัจจุบัน
อยากยื่นภาษีคริปโตต้องทำยังไงบ้าง
สำหรับผู้ที่มีเงินได้จากคริปโตที่ต้องนำมาคำนวณภาษี (เช่น เทรดผ่านกระดานต่างประเทศแล้วโอนเงินกลับไทย หรือมีรายได้จากการขุด/Airdrop) ขั้นตอนคร่าวๆ มีดังนี้
- รวบรวมข้อมูลธุรกรรม ดาวน์โหลดประวัติการซื้อขายจากกระดานเทรดที่ใช้ทั้งหมด รวมถึงเก็บหลักฐานราคา ณ วันที่เกิดธุรกรรม
- คำนวณกำไร/ขาดทุนของแต่ละธุรกรรม ตามวิธี FIFO หรือ Moving Average ที่เลือกใช้ตลอดทั้งปี
- รวมเป็นเงินได้ประเภท 40(4)(ฌ) แล้วนำไปรวมกับเงินได้ประเภทอื่นทั้งหมดในปีภาษีนั้น
- ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี (ภ.ง.ด. 90) ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรที่ efiling.rd.go.th ภายในกำหนดเวลาที่ประกาศในแต่ละปี (โดยทั่วไปประมาณปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนของปีถัดไปสำหรับการยื่นแบบกระดาษ และขยายเวลาเพิ่มอีกราวหนึ่งสัปดาห์สำหรับการยื่นออนไลน์)
- เก็บเอกสารประกอบ กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้มีเงินได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลต้องจัดทำบัญชีแสดงรายการกำไรขาดทุน พร้อมเอกสารประกอบเก็บไว้เป็นหลักฐาน แม้ในปีที่ได้รับยกเว้นภาษีก็ควรเก็บหลักฐานไว้ เผื่อต้องพิสูจน์ในภายหลังว่าธุรกรรมนั้นเข้าเงื่อนไขยกเว้นจริง
ในกรณีที่มีธุรกรรมจำนวนมากหรือหลายกระดาน การคำนวณด้วยมืออาจซับซ้อนและเสี่ยงผิดพลาด ปัจจุบันมีเครื่องมือช่วยคำนวณภาษีคริปโตจากผู้ให้บริการหลายเจ้าที่ดึงข้อมูลจากกระดานเทรดมาคำนวณให้อัตโนมัติ แต่ก็ยังแนะนำให้ตรวจทานผลลัพธ์กับผู้เชี่ยวชาญก่อนยื่นจริงอยู่ดี โดยเฉพาะปีที่มีธุรกรรมซับซ้อนหรือเกี่ยวข้องกับหลายกระดาน

ภาพ: สรุป 5 ขั้นตอนคร่าวๆ สำหรับผู้ที่มีเงินได้จากคริปโตที่ต้องนำมายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
สรุป
ภาษีคริปโตในไทยตอนนี้ (กลางปี 2569) มีภาพรวมคือ กำไรจากการเทรดคริปโตผ่านกระดานที่มีใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเวลา 5 ปี ตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572 ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 399 ส่วน VAT สำหรับการเทรดผ่านกระดานที่มีใบอนุญาตได้รับยกเว้นแบบถาวรมาตั้งแต่ปี 2567 และภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% แทบไม่มีผลกับการเทรดผ่านกระดานทั่วไปในทางปฏิบัติ
แต่มาตรการยกเว้นเหล่านี้มีขอบเขตเจาะจง ไม่ครอบคลุมรายได้จากการขุด Staking Airdrop เงินเดือนที่จ่ายเป็นคริปโต หรือกำไรจากกระดานต่างประเทศที่ไม่มีใบอนุญาตในไทย ซึ่งยังคงต้องเสียภาษีตามเกณฑ์ปกติอยู่ และที่สำคัญที่สุด มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้ 5 ปีนี้มีกำหนดสิ้นสุดชัดเจนในปี 2572 หลังจากนั้นกฎอาจเปลี่ยนอีกครั้ง (ต่ออายุ ปรับเงื่อนไข หรือยกเลิก) ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป
ท้ายที่สุด บทความนี้เป็นเพียงข้อมูลภาพรวมเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถครอบคลุมทุกกรณีเฉพาะของแต่ละคนได้ ผู้ที่มีธุรกรรมคริปโตจำนวนมาก มีรายได้จากหลายช่องทาง หรือไม่แน่ใจว่าสถานการณ์ของตัวเองเข้าเงื่อนไขยกเว้นหรือไม่ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือติดต่อกรมสรรพากรโดยตรงก่อนตัดสินใจยื่นภาษี

ภาพ: สรุปสถานะภาษีคริปโตไทยทั้ง 3 ประเภทในภาพเดียว ก่อนเข้าสู่คำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อย
ตอนนี้เทรดคริปโตในไทยต้องเสียภาษีไหม?
ถ้าเทรดผ่านกระดานที่มีใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ของไทย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572 กำไรที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ถ้าเทรดผ่านกระดานต่างประเทศที่ไม่มีใบอนุญาต หรือมีรายได้จากการขุด/Staking/Airdrop ยังคงต้องเสียภาษีตามเกณฑ์ปกติ
มาตรการยกเว้นภาษีคริปโต 5 ปีคืออะไร?
คือกฎกระทรวงฉบับที่ 399 ที่ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากกำไรการขาย/โอนคริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลผ่านกระดานที่มีใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572
ไม่ถอนเป็นเงินบาท ไม่ต้องเสียภาษีจริงไหม?
ไม่จริง กรมสรรพากรถือว่าเกิดรายได้เมื่อไหร่นับเป็นเงินได้เมื่อนั้น การขายหรือแลกเปลี่ยนคริปโตแล้วได้กำไร แม้ยังไม่ได้ถอนออกมาเป็นเงินบาท ก็ยังนับเป็นเงินได้ที่ต้องพิจารณาภาษีอยู่ดี
เทรดกระดานต่างประเทศต้องเสียภาษีไหม?
กำไรจากกระดานต่างประเทศไม่เข้าเงื่อนไขมาตรการยกเว้น 5 ปี หากพักเงินไว้นอกประเทศไม่นำเข้าไทยยังไม่ต้องเสียภาษีในปีนั้น แต่วันไหนที่โอนเงินกลับเข้าไทย ต้องนำกำไรนั้นมารวมคำนวณภาษีตามกฎเงินได้ต่างประเทศที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2567
VAT กับคริปโตเป็นยังไง?
การเทรดคริปโตเคอร์เรนซีและ Utility Token ผ่านกระดานที่มีใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ได้รับยกเว้น VAT แบบไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 788 ที่มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2567

ภาพ: ทบทวนสามประเด็นหลักที่ต้องจำก่อนไปดูคำถามที่เหลือเกี่ยวกับ Staking และกรณีเฉพาะอื่นๆ
รายได้จาก Staking ต้องเสียภาษีไหม?
จากข้อมูลที่สืบค้นได้ กรมสรรพากรยังไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเฉพาะสำหรับ Staking โดยตรง ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้ถือว่าเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย และควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรหากมีรายได้ประเภทนี้จำนวนมาก
บทความนี้ใช้แทนคำแนะนำจากนักบัญชีภาษีได้ไหม?
ไม่ได้ บทความนี้ให้ข้อมูลภาพรวมเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษี การเงิน หรือกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะของแต่ละคน การยื่นภาษีจริงโดยเฉพาะกรณีที่มีเงินได้จำนวนมากหรือธุรกรรมซับซ้อน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือติดต่อกรมสรรพากรโดยตรง
📖 โครงสร้างเงินได้และวิธีคำนวณภาษีคริปโตเบื้องต้น ผู้เขียนเล่าไว้ในหนังสือ Cryptocurrency & Digital Asset 101 เช่นกัน หาซื้อได้ที่นี่ ส่วนมาตรการยกเว้นภาษี 5 ปีและอัปเดตกฎเกณฑ์ล่าสุดในบทความนี้เป็นข้อมูลใหม่ที่ยังไม่มีในหนังสือ เพราะประกาศใช้ภายหลังหนังสือตีพิมพ์ อยากอ่านกรอบกฎหมายและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องแบบละเอียดกว่านี้ต่อได้ที่ กฎหมายคริปโตไทยที่ต้องรู้