Digicash คืออะไร เงินดิจิทัลที่เกือบสำเร็จก่อน Bitcoin จะเกิด (อัปเดต 2026)
Digicash คือเงินดิจิทัลปี 1989 ที่เกือบสำเร็จก่อน Bitcoin ใช้ Blind Signature รักษาความเป็นส่วนตัว แต่ล้มปี 1998 — Optional 1 ของซีรีส์คริปโต 1-100
บทความนี้เป็น Optional companion ของ เงินดิจิทัลก่อน Bitcoin: ทำไมตายหมดทุกตัว — อ่านเดี่ยวๆ ได้ ไม่ต้องอ่านบทความหลักก่อนก็เข้าใจ

Digicash คือระบบเงินดิจิทัลที่สร้างโดยเดวิด ฌอม (David Chaum) นักเข้ารหัสชาวอเมริกัน เปิดตัวปี 1989 และถือเป็นความพยายามสร้างเงินดิจิทัลที่ใกล้เคียงความสำเร็จมากที่สุดก่อนยุค Bitcoin — มีธนาคารระดับโลกหนุนหลัง มีข้อเสนอลงทุนหลายสิบล้านดอลลาร์เข้ามา แต่สุดท้ายก็ล้มละลายในปี 1998
เรื่องของ Digicash น่าสนใจตรงที่มันไม่ได้ล้มเพราะทำไม่ได้ มันทำได้แล้ว และทำได้ดีกว่าที่หลายคนคิด — ระบบเดินจริง มีธนาคารเปิดให้ใช้จริง มีร้านค้ารับจริง แต่กลับตายด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครในวงการเทคโนโลยีอยากยอมรับ: เทคโนโลยีดีไม่พอที่จะทำให้ธุรกิจรอด
เดวิด ฌอม: คนที่คิดเรื่องความเป็นส่วนตัวก่อนใครเป็นสิบปี
ก่อนจะเข้าใจ Digicash ต้องรู้จักคนสร้างก่อน เพราะเดวิด ฌอมไม่ใช่นักธุรกิจที่มาลองทำเงินดิจิทัล แต่เป็นนักวิทยาการเข้ารหัสที่วางรากฐานทฤษฎีเรื่องความเป็นส่วนตัวดิจิทัลไว้ตั้งแต่ยุคที่แทบไม่มีใครมีคอมพิวเตอร์ที่บ้าน
ฌอมตีพิมพ์งานเรื่อง Blind Signature ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 (นำเสนอในงานประชุมวิชาการ CRYPTO ปี 1982 และตีพิมพ์ในปีถัดมา) ซึ่งเป็นช่วงที่อินเทอร์เน็ตยังเป็นเครือข่ายของมหาวิทยาลัยกับกองทัพ ยังไม่มีเว็บไซต์ ยังไม่มีอีคอมเมิร์ซ แต่ฌอมมองไปข้างหน้าแล้วเห็นปัญหาที่จะมาถึง: ถ้าวันหนึ่งมนุษย์จ่ายเงินผ่านคอมพิวเตอร์กันหมด ทุกการใช้จ่ายก็จะถูกบันทึกและตามรอยได้ทั้งชีวิต
นี่คือเหตุผลที่คนในวงการเรียกฌอมว่าเป็นหนึ่งในบิดาแห่งวิทยาการเข้ารหัสสายความเป็นส่วนตัว และเป็นเหตุผลที่กลุ่ม Cypherpunk ซึ่งเกิดขึ้นทีหลังยกงานของเขาเป็นรากฐานทางความคิด
Digicash ทำงานยังไง: กลไก Blind Signature แบบเข้าใจง่าย
Digicash ใช้เทคนิค Blind Signature (ลายเซ็นแบบไม่เห็นเนื้อหา) ซึ่งแก้โจทย์ที่ฟังดูขัดแย้งกันเองได้สำเร็จ — ทำให้ธนาคารรับรองได้ว่าเงินก้อนนี้ของจริงและยังไม่ถูกใช้ โดยที่ธนาคารไม่รู้เลยว่าเงินก้อนนั้นเป็นของใคร
วิธีเทียบที่เห็นภาพชัดที่สุดคือ ซองจดหมายที่บุด้วยกระดาษคาร์บอน
ขั้นแรก ผู้ใช้สร้าง "เหรียญดิจิทัล" ขึ้นมาก้อนหนึ่งซึ่งมีหมายเลขประจำตัวเฉพาะ แล้วใส่มันลงในซองที่บุคาร์บอนไว้ข้างใน ปิดผนึกให้เรียบร้อย จากนั้นยื่นซองปิดสนิทนั้นให้ธนาคารเซ็นชื่อทับด้านนอกซอง
ลายเซ็นของธนาคารจะทะลุกระดาษคาร์บอนไปติดบนเหรียญข้างในโดยที่ธนาคารไม่เคยเห็นหมายเลขของเหรียญนั้นเลย — ธนาคารรู้เพียงว่า "เราเซ็นรับรองเงินมูลค่าเท่านี้ให้ลูกค้ารายนี้ไปแล้ว และหักเงินจากบัญชีเขาเรียบร้อย" แต่ไม่รู้ว่าเหรียญที่เซ็นให้มีหมายเลขอะไร
พอผู้ใช้เปิดซองออก จะได้เหรียญที่มีลายเซ็นธนาคารติดอยู่ถูกต้อง ใช้จ่ายกับร้านค้าได้ และเมื่อร้านค้านำเหรียญนั้นไปขึ้นเงินกับธนาคาร ธนาคารตรวจสอบได้สองอย่างเท่านั้น: ลายเซ็นนี้ของจริงไหม และ หมายเลขเหรียญนี้เคยถูกนำมาขึ้นเงินแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่เคย ก็จ่ายเงินให้ร้านค้าไป และบันทึกหมายเลขนั้นไว้กันการใช้ซ้ำ
ผลลัพธ์คือได้ทั้งสองอย่างพร้อมกัน — กันการใช้จ่ายซ้ำซ้อน (Double Spending) ได้จริง และรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้จ่ายได้จริง ซึ่งในทางเทคนิคถือเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งมากสำหรับยุคนั้น

แต่สังเกตให้ดีว่ากลไกนี้ยังต้องมีธนาคารอยู่ตรงกลางเสมอ — ธนาคารคือคนเดียวที่จดบัญชีหมายเลขเหรียญที่ถูกใช้แล้ว และนั่นคือจุดอ่อนที่จะย้อนกลับมาทำร้ายมันในภายหลัง
Digicash คือเงินจริงหรือเปล่า: เทียบกับ PromptPay และ USDT ให้เห็นภาพ
ต้องพูดให้ชัดก่อนว่า Digicash ไม่ได้สร้างสกุลเงินใหม่ขึ้นมาเอง — ecash ทุกหน่วยคือดอลลาร์จริงที่แปลงร่างเป็นโทเคนดิจิทัลเท่านั้น ไม่มีค่าของตัวเอง ไม่ผันผวน และผูกกับดอลลาร์ 1:1 ตลอดเวลา
ขั้นตอนจริงคือ ผู้ใช้มีบัญชีเงินฝากดอลลาร์ที่ธนาคารพันธมิตรอยู่แล้ว เวลาจะใช้ ecash ก็ "ถอน" ดอลลาร์จากบัญชีนั้นออกมา ธนาคารหักเงินจริงจากบัญชีแล้วออกโทเคนดิจิทัลมูลค่าเท่ากันให้แทน (ผ่านกลไก Blind Signature ข้างบน) โทเคนนั้นจึงเป็นเหมือน "ใบเสร็จรับรองว่าธนาคารติดหนี้ผู้ถือเท่านี้" พอร้านค้ารับมาก็เอาไปขึ้นเงินคืนเป็นดอลลาร์จริงกับธนาคารอีกที
จุดที่ทำให้เข้าใจง่ายที่สุดคือเทียบกับสองระบบที่คนไทยคุ้นเคย
| หัวข้อเทียบ | พร้อมเพย์ | Digicash (ecash) | USDT |
|---|---|---|---|
| สิ่งที่ "โอน" จริงๆ | ไม่มีโทเคนเลย เป็นคำสั่งแก้ตัวเลขบัญชี | มีโทเคนจริง (เหรียญเซ็นรับรองแบบ Blind Signature) | มีโทเคนจริงบนบล็อกเชนสาธารณะ |
| เงินหลุดจากผู้ออกไหม | ไม่เคยหลุด อยู่ในบัญชีธนาคารตลอด | หลุดออกมาเป็น bearer token ชั่วคราวจนกว่าจะขึ้นเงิน | หลุดออกมาถือ/โอนต่อได้อิสระบนเชน |
| อะไรหนุนหลัง | เงินบาทในบัญชีธนาคารนั้นเอง | เงินฝากดอลลาร์จริงที่ธนาคารพันธมิตร | เงินสด/พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ Tether Ltd. รายงานว่าถือไว้ (ยังไม่เคยผ่าน full audit อิสระ มีแค่ attestation รายไตรมาส) |
| ต้องแก้ Double Spending ไหม | ไม่ต้อง เพราะไม่มีไฟล์ให้ก็อปปี้ | ต้องแก้ — นี่คือเหตุผลที่เกิด Blind Signature | ป้องกันด้วยกลไกฉันทามติของบล็อกเชน ไม่ใช่ผู้ออก |
| ความเป็นส่วนตัว | ต่ำ ธนาคารเห็นทุกธุรกรรม | สูงมาก ธนาคารตามรอยผู้จ่ายไม่ได้ | ต่ำ ทุกธุรกรรมดูได้บนเชนสาธารณะ |
| จุดตายจุดเดียว | ธนาคารผู้ออก (เหมือนกันทุกระบบที่มีคนกลาง) | ธนาคารพันธมิตร/บริษัท Digicash | บริษัท Tether Ltd. |
| รอดจาก network effect ไหม | ไม่เกี่ยว (ผูกกับเงินบาทที่มีอยู่แล้ว) | ไม่รอด — ไม่มีใครใช้มากพอ | รอด — ใช้เทรดคริปโตทั่วโลกจนเลี่ยงไม่ได้ |
พูดให้สั้นที่สุด: พร้อมเพย์ไม่เคยให้เงินหลุดจากธนาคารเลยแม้แต่มิลลิวินาทีเดียว ส่วน Digicash กับ USDT ยอมให้เงินหลุดออกมาเป็นโทเคนที่ถือได้จริง ต่างกันแค่ Digicash รันบนระบบปิดของบริษัทเดียวและไม่มีใครใช้มากพอ ในขณะที่ USDT รันบนบล็อกเชนสาธารณะและมี network effect จากตลาดคริปโตหนุนหลังจนรอดมาได้ — แต่ทั้งคู่ยังแบกความเสี่ยงเดียวกันคือ ถ้าผู้ออกโทเคนมีปัญหา (เจ๊ง โดนฟ้อง เงินสำรองไม่ครบจริง) คนถือโทเคนทั้งหมดเจ็บพร้อมกัน ตรงกับกรอบ "คนกลาง = จุดตายจุดเดียว" ที่บทความนี้พูดถึงตลอด
ใครหนุนหลัง Digicash บ้าง
Digicash ไม่ใช่โปรเจกต์ทดลองของแฮกเกอร์คนเดียว แต่มีสถาบันการเงินระดับโลกเข้าร่วมจริง และมีเงินลงทุนก้อนใหญ่วิ่งเข้ามาหลายทาง
ธนาคารรายแรกที่นำระบบไปเปิดให้ลูกค้าใช้จริงคือ Mark Twain Bank ที่เมืองเซนต์หลุยส์ สหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 1995 ตามด้วย Deutsche Bank ของเยอรมนีในปี 1996 และยังมี Bank of Austria เข้ามาอีกราย
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือข้อเสนอที่วิ่งเข้ามาหา Digicash ในช่วงต้นปี 1996 — มีรายงานว่า Visa เสนอเงินลงทุนราว 40 ล้านดอลลาร์ ให้กับบริษัท แสดงว่านี่ไม่ใช่ไอเดียเล็กๆ ที่ไม่มีใครสนใจ ตรงกันข้ามเลย มีคนสนใจเยอะมากและมีเงินพร้อมจ่าย
พูดง่ายๆ คือ นี่ไม่ใช่กรณีของไอเดียดีที่ไม่มีใครสนใจ ตรงกันข้ามเลย มีคนสนใจเยอะมาก มีเงินพร้อมจ่าย มีธนาคารพร้อมทดลอง แต่มันก็ยังไม่รอด
ตัวเลขที่บอกทุกอย่าง: 5,000 ผู้ใช้ 300 ร้านค้า
จุดที่ชี้ชะตา Digicash ชัดที่สุดคือตัวเลขการใช้งานจริง — เมื่อถึงปี 1998 ซึ่งเป็นปีที่บริษัทล้มละลาย Mark Twain Bank มีร้านค้าที่รับ ecash เพียงราว 300 ร้าน และมีผู้ใช้ราว 5,000 คนเท่านั้น
ตัวเลขนี้เล็กมากเมื่อเทียบกับความคาดหวัง และมันสะท้อนปัญหาคลาสสิกที่ธุรกิจแพลตฟอร์มทุกเจ้าต้องเจอ ซึ่งฌอมเองอธิบายไว้ตรงประเด็นที่สุดหลังบริษัทล้มแล้ว ความว่าเป็นเรื่องยากที่จะหาร้านค้าให้มากพอจนผู้บริโภคอยากใช้ และก็ยากที่จะหาผู้บริโภคให้มากพอจนร้านค้าอยากรับ (สัมภาษณ์กับ Forbes ปี 1999)
นี่คือปัญหา "ไก่กับไข่" ในตำราธุรกิจแพลตฟอร์ม — ผู้ใช้ไม่มาเพราะไม่มีร้านรับ ร้านไม่รับเพราะไม่มีผู้ใช้ และเมื่อไม่มีใครฝ่าวงจรนี้ได้ ระบบก็โตไม่ได้ไม่ว่าเทคโนโลยีจะดีแค่ไหน
ทำไม Digicash ถึงล้มเหลว: 4 สาเหตุที่ทับซ้อนกัน
Digicash ล้มละลายในปี 1998 ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีมีปัญหา แต่เพราะปัจจัยหลายอย่างที่ทับซ้อนกันจนหาทางออกไม่ได้
- ผู้บริโภคยุคนั้นยังไม่แคร์เรื่องความเป็นส่วนตัว — อินเทอร์เน็ตในทศวรรษ 1990 ยังใหม่มาก คนทั่วไปยังไม่รู้สึกว่าการที่ธนาคารหรือบริษัทเห็นประวัติการใช้จ่ายของตัวเองเป็นปัญหา จุดขายหลักของ Digicash จึงขายไม่ออก เพราะมันแก้ปัญหาที่คนยังไม่รู้ว่าตัวเองมี (ซึ่งวันนี้เปลี่ยนไปสิ้นเชิงแล้ว)
- ระบบรองรับแค่จ่ายร้านค้า ไม่รองรับโอนหากันเอง — Digicash ถูกออกแบบมาสำหรับซื้อของกับร้านค้าที่ติดตั้งระบบเป็นหลัก ไม่ได้เปิดให้บุคคลทั่วไปโอนถึงกันโดยตรงแบบที่ Bitcoin ทำได้ ประโยชน์ใช้สอยจึงจำกัดกว่าที่ควร และยิ่งทำให้ปัญหาไก่กับไข่หนักขึ้น เพราะต้องรอร้านค้าอย่างเดียว
- ฌอมคุมบริษัทแน่นเกินไป จนทำดีลใหญ่พังไปหลายรายการด้วยมือตัวเอง — มีเหตุการณ์ที่มักถูกยกมาเล่าซ้ำในวงการคือครั้งหนึ่งธนาคารกลุ่มหนึ่งในเนเธอร์แลนด์เพิ่งลงทุนหลักร้อยล้านกิลเดอร์ในระบบชำระเงินคู่แข่งของตัวเอง (Chipper และ Chipknip) แล้วอยู่ๆ ฌอมก็ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ใหญ่ของเนเธอร์แลนด์ว่าระบบคู่แข่งเหล่านั้น "ไม่ปลอดภัยเลย" เพียงสัปดาห์เดียวก่อนดีลกับธนาคารกลุ่มนั้นจะปิดจริง ผลคือผู้บริหารธนาคารคนหนึ่งตัดสินใจล้มดีลกับ Digicash ทันที นอกจากนี้ยังมีดีลกับ Netscape ที่ล่มเพราะฌอมยืนกรานให้เซ็นสัญญาห้ามเปิดเผยข้อมูลก่อนแม้แต่จะเริ่มคุยกัน และอีกดีลหนึ่งที่มีบริษัทเสนอซื้อสิทธิ์ในราคาราว 100 ล้านดอลลาร์ แต่ฌอมปฏิเสธเพราะต้องการค่าลิขสิทธิ์ 1-2 ดอลลาร์ต่อสำเนาที่ขายได้ ดีลนั้นก็เลยล่มไปด้วย
- จังหวะเวลาผิดพลาดสองชั้น — Digicash มาก่อนยุคที่อีคอมเมิร์ซบูมจริง (Amazon เพิ่งเริ่มปี 1995) และหมดแรงไปก่อนที่ฟองสบู่ดอตคอมจะพาเงินลงทุนไหลเข้าวงการเต็มที่ พอถึงปี 1998 บริษัทก็ไม่เหลือสายป่านให้รออีกต่อไป

จุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่สำคัญกว่าทุกข้อ
นอกจากสาเหตุเชิงธุรกิจข้างบน Digicash ยังมีจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ Lyn Alden ชี้ไว้ในหนังสือ Broken Money ซึ่งสำคัญกว่าทุกข้อรวมกัน: Digicash สร้าง network effect ของตัวเองไม่ได้ เพราะมันผูกติดกับบริษัทเดียวและธนาคารที่ยอมร่วมมือเท่านั้น
ลองคิดตามดู — เงินของ Digicash ใช้ได้เฉพาะในวงที่ Digicash กับธนาคารพันธมิตรจัดการอยู่ ถ้าอยากขยายไปประเทศใหม่ ต้องไปเจรจากับธนาคารในประเทศนั้นทีละราย ถ้าธนาคารไหนไม่เอา คนในประเทศนั้นก็ใช้ไม่ได้ และถ้าบริษัทแม่ล้ม (ซึ่งเกิดขึ้นจริง) ทั้งระบบก็หยุดพร้อมกันหมดโดยที่ผู้ใช้ทำอะไรไม่ได้เลย
เทียบกับ Bitcoin ที่ใครก็ตามที่มีอินเทอร์เน็ตสามารถเข้าร่วมเครือข่ายได้เองโดยไม่ต้องขออนุญาตใคร ไม่ต้องรอธนาคารในประเทศตัวเองอนุมัติ และถ้าบริษัทหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหายไป เครือข่ายก็ยังเดินต่อ — นี่คือความต่างเชิงโครงสร้างที่ทำให้ผลลัพธ์ต่างกันคนละโลก (Broken Money, บทที่ 20, น.PDF309)
Digicash ทิ้งมรดกอะไรไว้ให้ Bitcoin
แม้ Digicash จะล้มเหลวในเชิงธุรกิจ แต่มันทิ้งมรดกไว้ 3 อย่างที่ตามไปปรากฏใน Bitcoin ทั้งหมด
หนึ่ง คือการพิสูจน์ว่าเงินดิจิทัลที่รักษาความเป็นส่วนตัวทำได้จริงในทางเทคนิค ก่อน Digicash เรื่องนี้เป็นแค่ทฤษฎีบนกระดาษ หลังจากนั้นมันกลายเป็นของที่เดินได้จริง มีคนใช้จริง ซึ่งเปลี่ยนบทสนทนาทั้งวงการ
สอง คือการเป็นแรงบันดาลใจโดยตรงให้กลุ่ม Cypherpunk ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1992 กลุ่มนี้เอาแนวคิดของฌอมมาต่อยอดและถกเถียงกันในอีเมลลิสต์เป็นสิบปี จนออกมาเป็นข้อเสนอเงินดิจิทัลอีกหลายตัว รวมถึง Bit Gold ของนิก ซาโบ (Nick Szabo) และ B-money ของเวย ได (Wei Dai) ที่ White Paper ของ Bitcoin อ้างอิงถึงในภายหลัง
สาม คือการทิ้งบทเรียนเชิงลบที่มีค่าไม่แพ้กัน — Digicash แสดงให้เห็นชัดว่าถ้าเงินดิจิทัลยังต้องพึ่งบริษัทกลาง มันก็มีเพดานการเติบโตและมีวันหมดอายุตายตัว ซาโตชิ นากาโมโตะออกแบบ Bitcoin โดยตัดจุดนี้ออกไปทั้งหมด ซึ่งเป็นการเรียนจากความล้มเหลวของ Digicash โดยตรง
พูดให้ชัดคือ Digicash ไม่ได้ล้มเหลวเปล่าประโยชน์ มันเป็นก้าวที่จำเป็นในเส้นทาง 20 ปีที่นำไปสู่ Bitcoin เพียงแต่คนที่เดินก้าวนั้นไม่ได้เป็นคนที่ไปถึงปลายทาง
คำถามที่พบบ่อย
Digicash คืออะไร?
ระบบเงินดิจิทัลที่เดวิด ฌอมสร้างขึ้นในปี 1989 ใช้เทคนิค Blind Signature ทำให้จ่ายเงินออนไลน์ได้โดยธนาคารรับรองความถูกต้องได้แต่ตามรอยไม่ได้ว่าใครจ่ายให้ใคร ถือเป็นเงินดิจิทัลที่ใกล้เคียงความสำเร็จมากที่สุดก่อนยุค Bitcoin
Blind Signature ทำงานยังไง?
เทียบง่ายๆ เหมือนใส่เหรียญลงซองที่บุกระดาษคาร์บอนแล้วให้ธนาคารเซ็นทับด้านนอกซอง ลายเซ็นทะลุไปติดบนเหรียญโดยธนาคารไม่เคยเห็นหมายเลขเหรียญ ผลคือธนาคารยืนยันได้ว่าเงินของจริงและยังไม่ถูกใช้ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเงินของใคร
Digicash ล้มละลายเมื่อไหร่ เพราะอะไร?
ล้มละลายปี 1998 สาเหตุหลักคือปัญหาไก่กับไข่ (ผู้ใช้ไม่มาเพราะร้านไม่รับ ร้านไม่รับเพราะไม่มีผู้ใช้) ตอนปิดตัวมีผู้ใช้เพียงราว 5,000 คนและร้านค้าราว 300 ร้าน บวกกับผู้บริโภคยุคนั้นยังไม่แคร์ความเป็นส่วนตัว ระบบไม่รองรับการโอนหากันเอง และดีลกับพันธมิตรใหญ่หลายรายไม่จบ
มีธนาคารไหนใช้ Digicash จริงบ้าง?
Mark Twain Bank ในสหรัฐฯ เปิดให้ลูกค้าใช้จริงปลายปี 1995 ตามด้วย Deutsche Bank ของเยอรมนีในปี 1996 และ Bank of Austria นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอลงทุนจาก Visa ราว 40 ล้านดอลลาร์
Digicash ต่างจาก Bitcoin ยังไง?
Digicash ยังต้องพึ่งธนาคารเป็นคนจดบัญชีว่าเหรียญไหนถูกใช้แล้ว ถ้าบริษัทล้มหรือธนาคารถอนตัว ระบบก็หยุดทันที ส่วน Bitcoin ไม่มีบริษัทหรือธนาคารใดคุมบัญชี ทุกคนในเครือข่ายช่วยกันตรวจสอบ จึงไม่มีจุดเดียวให้ปิดได้
ทำไม Digicash ถึงสำคัญต่อประวัติศาสตร์ Bitcoin?
เพราะมันพิสูจน์ว่าเงินดิจิทัลที่มีความเป็นส่วนตัวทำได้จริง เป็นแรงบันดาลใจโดยตรงให้กลุ่ม Cypherpunk ที่ต่อยอดไปสู่ B-money และ Bit Gold ซึ่ง White Paper ของ Bitcoin อ้างอิงถึง และในเวลาเดียวกันก็ทิ้งบทเรียนว่าการมีบริษัทกลางคือเพดานที่ทำให้ระบบโตไม่ได้และมีวันตาย
📖 เรียบเรียงจากหนังสือ Bitcoin & Blockchain 101 เงินดิจิทัลเปลี่ยนโลก (ฉบับ UPDATE 2024) โดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว ผู้ก่อตั้ง Blockchain Review
เสริมข้อมูลจากคลังหนังสือของไมเคิล: Broken Money (Lyn Alden) — Blind signature (Chaum) และข้อจำกัดร่วมของโปรเจกต์ก่อน Bitcoin (บทที่ 20, น.PDF308-309)