ความเสี่ยงในการลงทุนคริปโตมีอะไรบ้าง เช็กลิสต์ก่อนเอาเงินก้อนแรกเข้าตลาด
ความรู้พื้นฐานโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

ความเสี่ยงในการลงทุนคริปโตมีอะไรบ้าง เช็กลิสต์ก่อนเอาเงินก้อนแรกเข้าตลาด

ความเสี่ยงของการลงทุนคริปโตไม่ได้มีแค่ราคาขึ้นลง บทความนี้ไล่ครบ 8 หมวด ตั้งแต่ความเสี่ยงด้านราคา การเก็บรักษา คู่สัญญาอย่างกรณี FTX Smart Contract กฎระเบียบ Stablecoin หลุด Peg มิจฉาชีพ ไปจนถึงความเสี่ยงทางจิตวิทยา พร้อมกฎ ก.ล.ต. ไทยที่บังคับให้แพลตฟอร์มต้องแจ้งเตือนความเสี่ยง

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ "คริปโต 1-100" หมวดลงมือลงทุนจริง เชื่อมกับ วัฏจักรตลาดคริปโต (Market Cycle) คืออะไร, Narrative คืออะไร, Tokenomics คืออะไร และ ความเสี่ยง DeFi / Rug Pull อ่านเดี่ยวๆ ได้ ไม่ต้องอ่านบทอื่นก่อนก็เข้าใจ

ลองนึกภาพวันหนึ่งที่เปิดฟีดเฟซบุ๊กหรือกลุ่มไลน์ที่มีเพื่อนสนใจคริปโตอยู่ด้วย แล้วเจอสองโพสต์ที่ขัดแย้งกันสุดขั้วในวันเดียวกัน โพสต์แรกเป็นอินฟลูเอนเซอร์คนหนึ่งอวดพอร์ตที่โตขึ้นหลายเท่าตัวภายในไม่กี่เดือน พร้อมแคปชั่นทำนอง "ใครไม่เข้าคริปโตตอนนี้ คือพลาดโอกาสครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต" ส่วนอีกโพสต์เป็นข่าวว่ามีคนไทยกลุ่มหนึ่งสูญเงินเก็บทั้งชีวิตให้กับแพลตฟอร์มลงทุนคริปโตที่ปิดหนีไปเฉยๆ สองข้อความนี้พูดถึงสิ่งเดียวกันแต่ให้ความรู้สึกตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง และคนส่วนใหญ่ที่ยังไม่เคยลงทุนก็มักจะเจอทางแยกทางความคิดแบบนี้เป็นประสบการณ์แรกกับคริปโตโดยไม่รู้ตัว

ปัญหาคือทั้งสองฝั่งมักอธิบายความเสี่ยงด้วยประโยคเดียวกันว่า "คริปโตราคาขึ้นลงแรง ต้องรับความเสี่ยงได้" ซึ่งจริงอยู่บางส่วน แต่ก็ทำให้เข้าใจผิดได้ง่ายว่าความเสี่ยงทั้งหมดของการลงทุนคริปโตมีแค่เรื่องราคาผันผวนอย่างเดียว ทั้งที่ในความเป็นจริงยังมีความเสี่ยงอีกหลายชั้นที่ไม่เกี่ยวกับกราฟราคาเลยแม้แต่น้อย บางคนเสียเงินทั้งที่ราคาเหรียญที่ถือไม่ได้ตกลงเลย เพียงเพราะแพลตฟอร์มที่ฝากเงินไว้ล้มละลาย หรือเผลอทำ Seed Phrase หลุดไปอยู่ในมือคนอื่น บทความนี้จะพาไล่แยกความเสี่ยงของการลงทุนคริปโตออกเป็นหมวดหมู่ที่ชัดเจน เพื่อให้เห็นภาพครบก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่แค่มองผ่านๆ ว่า "เสี่ยงเพราะราคาขึ้นลง" เพียงอย่างเดียว

ความเสี่ยงของการลงทุนคริปโตไม่ได้มีแค่ "ราคาขึ้น-ลง" อย่างที่หลายคนเข้าใจ

เวลาพูดถึงความเสี่ยงของการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ทองคำ หรือคริปโต หลักการพื้นฐานที่ใช้ทั่วไปคือการแยกว่าเงินที่ลงไปอาจสูญเสียมูลค่าได้จากช่องทางไหนบ้าง ไม่ใช่แค่ "ราคาสินทรัพย์ตก" ช่องทางเดียว สำหรับหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่มีการกำกับดูแลมาอย่างยาวนาน ความเสี่ยงส่วนใหญ่มักกระจุกอยู่ที่ความเสี่ยงด้านราคาและความเสี่ยงของธุรกิจที่ลงทุนเป็นหลัก เพราะมีกลไกคุ้มครองนักลงทุนและกำกับดูแลตัวกลางที่ค่อนข้างรัดกุมรองรับอยู่แล้ว

แต่คริปโตเป็นสินทรัพย์ที่อายุยังน้อยมากเมื่อเทียบกับตลาดการเงินดั้งเดิม โครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านกฎหมาย เทคโนโลยี และความเข้าใจของคนทั่วไปยังตามไม่ทันความเร็วที่ตลาดนี้เติบโต ทำให้ความเสี่ยงของการลงทุนคริปโตมีชั้นซ้อนกันอยู่หลายชั้นมากกว่าสินทรัพย์ดั้งเดิม บางชั้นเกิดจากตัวสินทรัพย์เอง บางชั้นเกิดจากคนกลางที่ผู้ลงทุนต้องพึ่งพา และบางชั้นเกิดจากพฤติกรรมของผู้ลงทุนเองล้วนๆ การเข้าใจว่าความเสี่ยงแต่ละแบบมาจากไหน คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประเมินสถานการณ์ของตัวเองได้แม่นยำขึ้น มากกว่าจะฟังแค่ว่า "เสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูง" ลอยๆ โดยไม่รู้ว่าความเสี่ยงนั้นจับต้องได้แบบไหนบ้าง

ภาพรวม 8 หมวดความเสี่ยงของการลงทุนคริปโตที่บทความนี้จะไล่อธิบายทีละหมวด

ภาพ: ภาพรวม 8 หมวดความเสี่ยงของการลงทุนคริปโตที่บทความนี้จะไล่อธิบายทีละหมวด ตั้งแต่ความเสี่ยงด้านราคาที่คนคุ้นเคยที่สุด ไปจนถึงความเสี่ยงทางจิตวิทยาที่มักถูกมองข้าม

ความเสี่ยงด้านราคาและความผันผวน (Market Risk) เมื่อคริปโตหวือหวากว่าสินทรัพย์อื่นมาก

ความเสี่ยงที่คนคุ้นเคยที่สุดคือความผันผวนของราคา และตัวเลขในอดีตก็ยืนยันว่าคริปโตผันผวนกว่าสินทรัพย์ดั้งเดิมจริง ตลอดหลายรอบตลาดที่ผ่านมา จุดสูงสุดสู่จุดต่ำสุดของราคาบิตคอยน์ในรอบขาลงแต่ละครั้งเคยร่วงลงมากถึงระดับ 75-80% เป็นกรณีเลวร้ายที่สุดที่ผู้ลงทุนเคยเจอมาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง และแม้แต่ในช่วงตลาดกระทิงที่ราคาโดยรวมพุ่งแรง ระหว่างทางก็ยังมีการปรับฐาน (Correction) ระดับ 20-30% เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่สัญญาณผิดปกติแต่อย่างใด นี่คือความจริงที่ต้องยอมรับก่อนว่าเป็นธรรมชาติของสินทรัพย์ประเภทนี้ ไม่ใช่เหตุการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นนานๆ ครั้ง

ความผันผวนนี้ยังไม่กระจายเท่ากันในทุกเหรียญด้วย บิตคอยน์ซึ่งเป็นเหรียญที่มีมูลค่าตลาดใหญ่ที่สุดมักรักษาตำแหน่งอันดับ 1 ได้เสมอมา แต่เหรียญ Altcoin อื่นๆ นั้นเปราะบางกว่ามาก ในแต่ละรอบตลาดขาลง เหรียญจำนวนมากที่เคยติดอันดับ Top 30 ของตลาดจะหลุดออกจากอันดับไปเลย บางตัวที่เคยเป็นกระแสแรงมากในช่วงหนึ่งก็ไม่มีใครพูดถึงอีกในอีกไม่กี่ปีถัดมา และเมื่อบิตคอยน์ปรับตัวลง 20% เหรียญ Altcoin ที่มูลค่าตลาดเล็กกว่ามักจะร่วงแรงกว่าเป็นเท่าตัว เพราะสภาพคล่องบางกว่าและอ่อนไหวต่อแรงเทขายง่ายกว่ามาก

รูปแบบการขึ้นลงเป็นรอบซ้ำเดิมแบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีกรอบความคิดที่อธิบายได้ค่อนข้างชัด ตั้งแต่เฟสสะสมที่ราคานิ่งไม่มีใครสนใจ ไปจนถึงเฟสความโลภสุดขีดที่ทุกคนแห่เข้าตลาด อ่านรายละเอียดเต็มๆ ได้ที่บทความ วัฏจักรตลาดคริปโต (Market Cycle) คืออะไร ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพว่าทำไมนักลงทุนจำนวนมากถึงซื้อตอนแพงที่สุดด้วยความตื่นเต้น แล้วขายทิ้งตอนถูกที่สุดด้วยความกลัว

เปรียบเทียบความผันผวนของ Bitcoin กับ Altcoin เมื่อตลาดปรับฐาน

ภาพ: เปรียบเทียบว่าเมื่อ Bitcoin ปรับตัวลง เหรียญ Altcoin ที่มูลค่าตลาดเล็กกว่ามักร่วงแรงกว่าเป็นเท่าตัว เพราะสภาพคล่องบางกว่าและอ่อนไหวต่อแรงเทขายง่ายกว่ามาก

ความเสี่ยงด้านการเก็บรักษา (Custody Risk) เงินหายได้แม้ราคาจะไม่ตกเลยสักบาท

ความเสี่ยงหมวดนี้เป็นสิ่งที่ทำให้คริปโตต่างจากสินทรัพย์ดั้งเดิมอย่างชัดเจนที่สุด เพราะในโลกการเงินแบบเดิม ถ้าเป็นเจ้าของหุ้นหรือเงินฝาก ก็มีสถาบันตัวกลางคอยดูแลบันทึกความเป็นเจ้าของให้ ต่อให้ทำสมุดบัญชีหายก็ยังพิสูจน์ความเป็นเจ้าของและขอออกใหม่ได้ แต่คริปโตทำงานต่างออกไปโดยสิ้นเชิง กรรมสิทธิ์ในเหรียญคริปโตผูกอยู่กับ Private Key เท่านั้น ใครก็ตามที่ถือ Private Key หรือ Seed Phrase ของกระเป๋าใบนั้นอยู่ ก็เท่ากับเป็นเจ้าของเหรียญทั้งหมดในกระเป๋าโดยอัตโนมัติ ไม่มีใครยืนยันตัวตนซ้ำหรือช่วยกู้คืนให้ได้เลยถ้าทำหาย

นี่คือเหตุผลที่ทุกปีจะมีข่าวคนทำ Seed Phrase หาย ลืมรหัสเข้ากระเป๋าตัวเอง หรือเผลอกดยืนยันธุรกรรมโอนเหรียญให้มิจฉาชีพผ่านเว็บปลอมที่หน้าตาเหมือนของจริงทุกอย่าง เงินที่หายไปในลักษณะนี้ไม่มีทางเรียกคืนได้เลยไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ต่างจากกรณีบัตรเครดิตถูกขโมยที่อย่างน้อยยังมีกระบวนการอายัดและขอคืนเงินได้ในหลายกรณี ความเสี่ยงหมวดนี้เกี่ยวโยงโดยตรงกับความเข้าใจพื้นฐาน 3 เรื่องที่ผู้ลงทุนคริปโตทุกคนควรรู้จักไว้ก่อนเริ่มถือเงินจำนวนมาก คือความต่างระหว่าง Hot Wallet กับ Cold Wallet ว่าแบบไหนเหมาะกับใช้งานประจำวันและแบบไหนเหมาะกับเก็บระยะยาว, การดูแล Seed Phrase ที่ห้ามให้ใครเห็นเด็ดขาดไม่ว่ากรณีใด และการใช้ Hardware Wallet สำหรับเงินก้อนที่ไม่ต้องการเคลื่อนไหวบ่อย

เปรียบเทียบความเสี่ยงด้านการเก็บรักษาสองแบบ คือความเสี่ยงจากตัวผู้ถือเงินเอง กับความเสี่ยงจากแพลตฟอร์มที่ฝากเงินไว้

ภาพ: เปรียบเทียบความเสี่ยงด้านการเก็บรักษาสองแบบ คือความเสี่ยงที่เกิดจากความผิดพลาดของผู้ถือเงินเอง กับความเสี่ยงที่เกิดจากแพลตฟอร์มที่ฝากเงินไว้ ซึ่งต้องป้องกันด้วยวิธีคนละแบบ

ความเสี่ยงจากคู่สัญญาหรือแพลตฟอร์ม (Counterparty Risk) เมื่อปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเหรียญเลย

ความเสี่ยงหมวดนี้ต่างจากความเสี่ยงด้านการเก็บรักษาตรงที่ผู้ลงทุนไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดเลยแม้แต่นิดเดียว แต่เงินหายไปเพราะแพลตฟอร์มตัวกลางที่ฝากเงินไว้มีปัญหาเอง ไม่ว่าจะเป็นเว็บเทรด แพลตฟอร์มปล่อยกู้ หรือบริการรับฝากเหรียญเพื่อรับดอกเบี้ย เคสที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คริปโตคือการล่มสลายของ FTX ซึ่งเคยเป็นเว็บเทรดคริปโตอันดับ 3 ของโลกด้วยมูลค่าบริษัทกว่า 32,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต้นเดือนพฤศจิกายน 2565 มีรายงานเปิดโปงว่าบริษัทลูกของ FTX นำเงินฝากของลูกค้ากว่า 8,000 ล้านดอลลาร์ไปใช้ในการเทรดเสี่ยงของอีกบริษัทหนึ่งในเครือเดียวกันโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อข่าวแพร่ออกไป ลูกค้าจำนวนมากพากันแห่ถอนเงินพร้อมกัน แพลตฟอร์มขาดสภาพคล่องจนต้องระงับการถอนเงินทั้งหมด และยื่นล้มละลายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 เพียงไม่ถึงสองสัปดาห์หลังปัญหาเริ่มถูกเปิดเผย ผู้ที่ฝากเงินไว้จำนวนมากยังไม่ได้เงินคืนเต็มจำนวนแม้จะผ่านกระบวนการฟื้นฟูมาหลายปีแล้ว

เคสนี้สอนบทเรียนสำคัญว่า ต่อให้แพลตฟอร์มมีขนาดใหญ่ มีนักลงทุนสถาบันหนุนหลัง และดูน่าเชื่อถือแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าเงินที่ฝากไว้จะปลอดภัย 100% เพราะสุดท้ายผู้ลงทุนต้องพึ่งพาความซื่อสัตย์และการบริหารความเสี่ยงภายในของบริษัทเอกชนแห่งนั้นเป็นหลัก ประเทศไทยเองก็เคยเจอเหตุการณ์ทำนองเดียวกันในระดับที่เล็กกว่า จากวิกฤต Zipmex ปี 2565 ที่ระงับการถอนเงินของผู้ใช้จำนวนมาก ซึ่งมีรายละเอียดและมาตรการกำกับดูแลที่ตามมาอธิบายไว้ในบทความ วัฏจักรตลาดคริปโต (Market Cycle) คืออะไร แล้ว

ไทม์ไลน์การล่มสลายของ FTX เดือนพฤศจิกายน 2565 ตัวอย่างความเสี่ยงจากคู่สัญญา

ภาพ: ไทม์ไลน์การล่มสลายของ FTX ในเดือนพฤศจิกายน 2565 ตัวอย่างความเสี่ยงจากคู่สัญญาที่แสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่สุดในตลาดก็ล้มได้เร็วภายในไม่กี่วัน

ความเสี่ยงจาก Smart Contract และโปรโตคอล เมื่อโค้ดที่ควรเชื่อถือได้กลับมีช่องโหว่

สำหรับผู้ลงทุนที่ก้าวข้ามจากการถือเหรียญธรรมดาไปสู่การใช้งานแพลตฟอร์ม DeFi เช่น การปล่อยกู้ การเป็น Liquidity Provider หรือการทำ Yield Farming จะเจอความเสี่ยงอีกชั้นหนึ่งที่ไม่มีในการถือเหรียญเฉยๆ นั่นคือความเสี่ยงจากตัวโค้ด Smart Contract เอง แพลตฟอร์ม DeFi ทำงานผ่านโปรแกรมที่รันอัตโนมัติบนบล็อกเชน ถ้าโค้ดนั้นมีช่องโหว่ แฮกเกอร์สามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นั้นดึงเงินออกจากระบบได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องแฮ็กใครเป็นรายบุคคลเลย ต่างจากการแฮ็กบัญชีธนาคารทั่วไปที่ต้องเจาะเข้าไปทีละบัญชี

นอกจากช่องโหว่ทางเทคนิคแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่เกิดจากความตั้งใจของผู้สร้างโครงการเองตั้งแต่แรก ที่เรียกกันว่า Rug Pull คือทีมพัฒนาสร้างโทเคนและแพลตฟอร์มขึ้นมา ดึงดูดให้คนนำเงินเข้ามาลงทุนหรือฝากสภาพคล่อง แล้วดึงเงินทั้งหมดออกไปทิ้งโปรเจกต์หนีไปเฉยๆ เพราะโลก DeFi เปิดให้ใครก็สร้างโทเคนและแพลตฟอร์มได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากใคร ซึ่งเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในเวลาเดียวกัน รายละเอียดเชิงลึกของความเสี่ยงประเภทนี้ ทั้งรูปแบบของ Rug Pull และสัญญาณเตือนที่สังเกตได้ก่อนเงินจะหาย อ่านเพิ่มได้ที่บทความ ความเสี่ยง DeFi มีอะไรบ้าง Rug Pull คืออะไร

ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ (Regulatory Risk) เมื่อกติกาเปลี่ยนได้ตลอดเวลา

คริปโตเป็นสินทรัพย์ที่แต่ละประเทศยังมีมุมมองทางกฎหมายไม่ตรงกัน และกฎเกณฑ์ก็ยังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามสถานการณ์ ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดในระดับโลกคือช่วงกลางปี 2564 ที่รัฐบาลจีนสั่งห้ามการขุดและซื้อขายคริปโตในประเทศอย่างเข้มงวด ทำให้นักขุดจำนวนมากต้องอพยพอุปกรณ์ไปยังประเทศอื่นแทบจะข้ามคืน หรือในสหรัฐฯ ที่หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง SEC เคยฟ้องร้องเว็บเทรดคริปโตรายใหญ่หลายเจ้าในข้อหาขายสินทรัพย์ที่เข้าข่ายหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนที่ท่าทีของหน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศจะเริ่มผ่อนคลายลงในช่วงหลัง ความเสี่ยงตรงนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่ากฎหมายจะ "ห้าม" คริปโตหรือไม่เท่านั้น แต่รวมถึงการที่แพลตฟอร์มที่เคยใช้งานได้ปกติอาจถูกจำกัดสิทธิ์การให้บริการในบางประเทศแบบไม่ทันตั้งตัว หรือกฎเกณฑ์ภาษีเปลี่ยนแปลงจนกระทบต้นทุนการลงทุนโดยตรง

สำหรับประเทศไทย ผู้ลงทุนควรติดตามความเคลื่อนไหวของกฎหมายและประกาศจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างสม่ำเสมอ เพราะเป็นหน่วยงานหลักที่กำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศ รายละเอียดเชิงลึกเรื่องกฎหมายคริปโตไทยที่ต้องรู้จะอธิบายแยกไว้อีกบทความหนึ่งในซีรีส์นี้

ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ตั้งแต่กติกาเปลี่ยนระดับประเทศไปจนถึงผลกระทบต่อผู้ลงทุน

ภาพ: อธิบายว่าความเสี่ยงด้านกฎระเบียบไม่ได้จำกัดแค่การถูกสั่งห้ามลงทุนคริปโตทั้งหมด แต่รวมถึงผลกระทบทางอ้อมอย่างการถูกจำกัดสิทธิ์ใช้แพลตฟอร์มหรือภาระภาษีที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ความเสี่ยงจาก Stablecoin หลุด Peg เมื่อ "เหรียญราคาคงที่" ก็ไม่ได้คงที่เสมอไป

หลายคนเข้าใจว่า Stablecoin อย่าง USDT หรือ USDC เป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดในโลกคริปโตเพราะราคาผูกกับดอลลาร์สหรัฐไว้คงที่ที่ 1 ดอลลาร์เสมอ ซึ่งเป็นความจริงสำหรับ Stablecoin ที่มีเงินสดหรือสินทรัพย์จริงหนุนหลังเต็มจำนวน แต่ไม่ใช่ทุกเหรียญที่เรียกตัวเองว่า Stablecoin จะมีกลไกแบบเดียวกัน เดือนพฤษภาคม 2565 เหรียญ UST ที่เคยติดอันดับ Stablecoin ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ราคาหลุดจาก 1 ดอลลาร์จนเหลือแทบเป็นศูนย์ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ พร้อมกับเหรียญคู่หูอย่าง LUNA ที่มูลค่าตลาดเคยสูงถึงกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ก็ร่วงตามไปด้วยเกือบหมดตัว

สาเหตุที่ Stablecoin ประเภทนี้เปราะบางกว่ากลุ่มที่มีเงินสดหนุนหลังจริง เพราะไม่มีสินทรัพย์จริงมาค้ำมูลค่าเลย ต้องอาศัยกลไกทางคณิตศาสตร์และความเชื่อมั่นของตลาดล้วนๆ เมื่อความเชื่อมั่นเริ่มสั่นคลอน กลไกที่ควรจะดึงราคากลับเข้าที่กลับกลายเป็นตัวเร่งให้ปัญหาลุกลามเร็วขึ้นแทน สำหรับผู้ลงทุนที่ใช้ Stablecoin เป็นที่พักเงินระหว่างรอจังหวะตลาดหรือใช้ในการทำ Yield Farming การรู้จักแยกประเภท Stablecoin ที่ถืออยู่จึงสำคัญไม่แพ้การเลือกเหรียญที่จะลงทุนเลย เรื่องนี้จะอธิบายกลไกและกรณีศึกษาเต็มๆ ไว้อีกบทความหนึ่งในซีรีส์นี้ (เร็วๆ นี้)

ความเสี่ยงจากมิจฉาชีพและกลโกง (Scam Risk)

ความเสี่ยงหมวดนี้ต่างจากความเสี่ยงจาก Smart Contract ตรงที่ไม่ได้เกิดจากช่องโหว่ทางเทคนิค แต่เกิดจากความตั้งใจหลอกลวงตั้งแต่ต้น รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดคือเว็บไซต์หรือแอปปลอมที่ทำหน้าตาเหมือนแพลตฟอร์มจริงทุกอย่าง หลอกให้กรอก Seed Phrase หรือเชื่อมกระเป๋าเพื่อขโมยเงินทันที รองลงมาคือแพลตฟอร์มลงทุนปลอมที่สัญญาผลตอบแทนสูงผิดปกติแบบคงที่ทุกวัน ซึ่งมักจบด้วยการที่แพลตฟอร์มปิดหนีพร้อมเงินของสมาชิกทั้งหมด และรูปแบบที่ระบาดหนักในช่วงหลังคือการหลอกให้ลงทุนผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัวที่สร้างขึ้นมาก่อน ทั้งทางไลน์หรือแอปหาคู่ ก่อนจะค่อยๆ ชักชวนให้โอนเงินเข้าแพลตฟอร์มปลอมที่คนร้ายควบคุมเอง

จุดร่วมของกลโกงเหล่านี้คือมักอาศัยความโลภและความกลัวตกขบวนของเหยื่อเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ต่างจากกลโกงในโลกการเงินแบบเดิม เพียงแต่เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์มาเป็นคริปโตที่ฟังดูทันสมัยและตรวจสอบยากกว่าสำหรับคนทั่วไป รายละเอียดวิธีสังเกตสัญญาณเตือนและกลโกงแต่ละรูปแบบที่พบบ่อยในตลาดไทย จะอธิบายแยกไว้อีกบทความหนึ่งในซีรีส์นี้ที่ รู้ทันสแกมคริปโต

สามรูปแบบกลโกงคริปโตที่พบบ่อยที่สุด ตั้งแต่เว็บปลอมไปจนถึงกลโกงผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัว

ภาพ: สามรูปแบบกลโกงคริปโตที่พบบ่อยที่สุด ตั้งแต่เว็บปลอมที่ขโมยเงินทันที ไปจนถึงกลโกงที่อาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นเครื่องมือหลอกล่อ

ความเสี่ยงทางจิตวิทยา (Behavioral Risk) ศัตรูที่อยู่ในตัวนักลงทุนเอง

ความเสี่ยงหมวดสุดท้ายนี้ไม่มีใครมาหลอกลวง ไม่มีแพลตฟอร์มไหนล้มละลาย และไม่มีโค้ดไหนมีช่องโหว่เลย แต่เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการตัดสินใจของผู้ลงทุนเอง เพราะตลาดคริปโตเป็นตลาดที่ราคาสามารถวิ่งได้แรงและเร็วผิดปกติ ทำให้อารมณ์เข้ามามีบทบาทมากกว่าตลาดการเงินแบบเดิมมาก อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ FOMO (Fear of Missing Out) หรือความกลัวตกขบวน ที่ทำให้คนเข้าซื้อในจังหวะที่ราคาพุ่งขึ้นแรงที่สุดด้วยความตื่นเต้น โดยไม่ทันได้ประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และตรงข้ามกันคือการเทขายด้วยความตื่นตระหนก (Panic Selling) เมื่อราคาร่วงแรง ทั้งที่บางครั้งไม่มีเหตุผลพื้นฐานอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย

อีกรูปแบบหนึ่งที่พบเฉพาะในตลาดคริปโตคือการไล่ตามกระแสหรือ Narrative ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามธีมที่กำลังถูกพูดถึง ณ ช่วงเวลานั้น ซึ่งสามารถดันราคาเหรียญขึ้นได้แรงโดยไม่ต้องมีปัจจัยพื้นฐานรองรับเลยก็ได้ ปัญหาคือกระแสเหล่านี้จางหายไปได้เร็วพอๆ กับที่มันก่อตัวขึ้น คนที่เข้าซื้อช้าไปหนึ่งจังหวะอาจกลายเป็นคนที่ถือเหรียญตอนกระแสหมดแรงพอดี ถ้าอยากเข้าใจกลไกเบื้องหลังว่าทำไมกระแสถึงขับเคลื่อนราคาได้รุนแรงขนาดนี้ อ่านต่อได้ที่ Narrative คืออะไร ซึ่งอธิบายเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ

สองอาการทางจิตวิทยาที่พบบ่อยที่สุด คือ FOMO กับ Panic Selling

ภาพ: สองอาการทางจิตวิทยาที่พบบ่อยที่สุดในตลาดคริปโต คือ FOMO ที่ทำให้ซื้อตอนแพงที่สุด กับ Panic Selling ที่ทำให้ขายตอนถูกที่สุด ซึ่งทั้งคู่เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการตัดสินใจของผู้ลงทุนเอง ไม่ใช่จากตลาด

กรอบคิดจัดการความเสี่ยงเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนเฉพาะเจาะจง

เมื่อเห็นภาพครบทั้ง 8 หมวดแล้ว คำถามที่ตามมาคือแล้วจะรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ยังไง จุดที่ต้องย้ำให้ชัดเจนก่อนคือบทความนี้จะไม่บอกว่าควรลงทุนกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเก็บ หรือสัดส่วนไหนคือ "ปลอดภัย" เพราะตัวเลขแบบนั้นขึ้นอยู่กับสถานะการเงิน อายุ ภาระค่าใช้จ่าย และความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคนที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง สิ่งที่พอจะสรุปเป็นหลักการทั่วไปได้อย่างปลอดภัยมีอยู่ 4 ข้อ

หนึ่ง เงินที่นำมาลงทุนในคริปโตควรเป็นเงินที่ยอมรับได้ว่าอาจสูญเสียไปทั้งหมดโดยไม่กระทบชีวิตประจำวัน เพราะจากทุกหมวดความเสี่ยงที่ไล่มา มีความเป็นไปได้จริงที่เงินก้อนนั้นจะหายไปทั้งหมดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งก็ได้ ไม่ใช่แค่ราคาตกอย่างเดียว

สอง ห้ามนำเงินที่มีกำหนดใช้ในระยะสั้นมาลงทุน เช่น เงินสำรองฉุกเฉิน ค่าเทอมลูก หรือเงินดาวน์บ้านที่ต้องใช้ในไม่กี่เดือนข้างหน้า เพราะความผันผวนของคริปโตอาจทำให้ต้องขายขาดทุนหนักในจังหวะที่จำเป็นต้องใช้เงินพอดี

สาม ต้องทำความเข้าใจสุขอนามัยด้านความปลอดภัยขั้นพื้นฐานก่อนถือเงินจำนวนมาก ทั้งการแยกเก็บ Seed Phrase ให้ปลอดภัย การใช้ Hardware Wallet สำหรับเงินก้อนใหญ่ที่ไม่ได้ใช้บ่อย และการตรวจสอบทุกลิงก์ก่อนกรอกข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวกับกระเป๋าเงิน

สี่ ก่อนใช้งานแพลตฟอร์มไหนก็ตาม ควรตรวจสอบว่าได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายในประเทศที่ใช้งานหรือไม่ อ่านนโยบายการเก็บรักษาทรัพย์สินลูกค้าของแพลตฟอร์มนั้นให้เข้าใจ และไม่เชื่อคำสัญญาผลตอบแทนที่สูงผิดปกติจนไม่สมเหตุสมผล

4 หลักการจัดการความเสี่ยงเบื้องต้นที่เป็นแนวคิดทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะเจาะจง

ภาพ: 4 หลักการจัดการความเสี่ยงเบื้องต้นที่เป็นแนวคิดทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะเจาะจงเรื่องสัดส่วนเงินลงทุน เพราะขึ้นอยู่กับสถานะการเงินของแต่ละคน

ก.ล.ต. บังคับให้แพลตฟอร์มคริปโตไทยต้องแจ้งเตือนความเสี่ยง นี่คือสิ่งที่กฎหมายกำหนดไว้จริง

คนไทยที่เคยลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์มาก่อนน่าจะคุ้นเคยกับประโยค "การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน" ที่ปรากฏอยู่ท้ายโฆษณากองทุนหรือหนังสือชี้ชวนแทบทุกฉบับ วัฒนธรรมการแจ้งเตือนความเสี่ยงแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มาจากกฎเกณฑ์ที่หน่วยงานกำกับดูแลบังคับไว้ ในฝั่งตลาดคริปโตไทยเองก็มีกลไกทำนองเดียวกันอยู่แล้วเช่นกัน เพียงแต่หลายคนอาจไม่เคยสังเกตเห็น

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกหลักเกณฑ์บังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องในประเทศไทย ต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการประเมินฐานะทางการเงิน วิธีการเก็บรักษาทรัพย์สินของลูกค้า และการบริหารความเสี่ยงของแพลตฟอร์มให้ผู้ใช้งานทราบอย่างชัดเจน รวมถึงต้องแจ้งว่าเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าไว้กับผู้ให้บริการรายอื่นหรือไม่ และเชื่อมต่อกับศูนย์ซื้อขายเจ้าไหนบ้าง โดยต้องเปิดเผยผ่านทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน พร้อมแจ้งให้ลูกค้าทั้งรายเก่าและรายใหม่ทราบตั้งแต่ขั้นตอนเปิดบัญชี หลักเกณฑ์นี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 เป็นต้นมา

จุดที่ผู้ลงทุนควรตระหนักไว้คือ กติกาแบบนี้บังคับใช้ได้เฉพาะกับแพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องในประเทศไทยเท่านั้น หมายความว่าถ้าเลือกใช้แพลตฟอร์มต่างประเทศที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ ก.ล.ต. ก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองระดับนี้เลย นี่คือเหตุผลหนึ่งที่การตรวจสอบว่าแพลตฟอร์มที่ใช้งานมีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ ควรเป็นขั้นตอนแรกๆ ก่อนฝากเงินก้อนใหญ่เข้าไป ไม่ต่างจากที่นักลงทุนหุ้นไทยคุ้นเคยกับการตรวจสอบว่าโบรกเกอร์ที่ใช้งานได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. จริงหรือเปล่าเช่นกัน

เปรียบเทียบแพลตฟอร์มที่มีใบอนุญาต ก.ล.ต. ไทย กับแพลตฟอร์มต่างประเทศที่ไม่มีใบอนุญาต

ภาพ: เปรียบเทียบว่าแพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องจาก ก.ล.ต. ไทย ต้องแจ้งเตือนความเสี่ยงตามกฎหมาย ต่างจากแพลตฟอร์มต่างประเทศที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนซึ่งไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับนี้เลย

สรุป

ความเสี่ยงของการลงทุนคริปโตไม่ได้มีแค่เรื่องราคาขึ้นลงอย่างที่คนทั่วไปมักเข้าใจ แต่แบ่งออกเป็นหลายหมวดที่แยกจากกันชัดเจน ตั้งแต่ความเสี่ยงด้านราคาที่คุ้นเคยที่สุด ความเสี่ยงด้านการเก็บรักษาที่ผูกกับ Seed Phrase และกระเป๋าเงินของตัวเอง ความเสี่ยงจากคู่สัญญาอย่างแพลตฟอร์มที่ฝากเงินไว้ ความเสี่ยงจากช่องโหว่ของ Smart Contract ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ความเสี่ยงจาก Stablecoin ที่หลุด Peg ความเสี่ยงจากมิจฉาชีพที่หลอกลวงตั้งแต่ต้น ไปจนถึงความเสี่ยงทางจิตวิทยาที่เกิดจากการตัดสินใจของผู้ลงทุนเอง แต่ละหมวดต้องการวิธีป้องกันที่ต่างกัน และการเข้าใจว่าความเสี่ยงที่กำลังเผชิญอยู่จัดอยู่ในหมวดไหน คือจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจที่รอบคอบขึ้น

บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน และไม่ได้ชี้ชวนให้ลงทุนหรือหลีกเลี่ยงคริปโตแต่อย่างใด เป็นเพียงการรวบรวมประเภทความเสี่ยงที่มีอยู่จริงในตลาดนี้ให้เห็นภาพครบก่อนตัดสินใจ การจะลงทุนหรือไม่ ลงทุนเท่าไหร่ และรับความเสี่ยงระดับไหนได้ เป็นการตัดสินใจส่วนบุคคลที่ควรพิจารณาจากสถานะการเงินและเป้าหมายของแต่ละคนเองเสมอ

ทบทวนภาพรวม 8 หมวดความเสี่ยงอีกครั้งก่อนเข้าสู่คำถามที่พบบ่อย

ภาพ: ทบทวนภาพรวม 8 หมวดความเสี่ยงอีกครั้งก่อนเข้าสู่คำถามที่พบบ่อย ย้ำว่าแต่ละหมวดต้องการวิธีป้องกันที่ต่างกัน

คำถามที่พบบ่อย

ความเสี่ยงของการลงทุนคริปโตมีกี่ประเภท อะไรบ้าง?

แบ่งได้เป็น 8 หมวดหลักคือ ความเสี่ยงด้านราคา ความเสี่ยงด้านการเก็บรักษา ความเสี่ยงจากคู่สัญญาหรือแพลตฟอร์ม ความเสี่ยงจาก Smart Contract ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ความเสี่ยงจาก Stablecoin หลุด Peg ความเสี่ยงจากมิจฉาชีพ และความเสี่ยงทางจิตวิทยา

ทำไมความเสี่ยงด้านการเก็บรักษาถึงต่างจากความเสี่ยงด้านราคา?

เพราะเงินสามารถหายไปได้แม้ราคาเหรียญจะไม่ตกเลยแม้แต่บาทเดียว ถ้า Private Key หรือ Seed Phrase หลุดไปอยู่ในมือคนอื่น เนื่องจากกรรมสิทธิ์ในคริปโตผูกกับกุญแจเท่านั้น ไม่มีตัวกลางช่วยกู้คืนให้เหมือนบัญชีธนาคาร

แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ปลอดภัยกว่าแพลตฟอร์มเล็กเสมอไปหรือไม่?

ไม่เสมอไป กรณี FTX เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าแพลตฟอร์มที่เคยใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกก็ล้มละลายได้ภายในไม่ถึงสองสัปดาห์ ขนาดของแพลตฟอร์มไม่ได้รับประกันความปลอดภัยของเงินฝาก ต้องดูโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงและความโปร่งใสประกอบด้วย

ก.ล.ต. บังคับให้แพลตฟอร์มคริปโตไทยแจ้งเตือนความเสี่ยงอะไรบ้าง?

ต้องเปิดเผยข้อมูลการประเมินฐานะทางการเงิน วิธีเก็บรักษาทรัพย์สินลูกค้า การบริหารความเสี่ยง และรายชื่อผู้ให้บริการหรือศูนย์ซื้อขายที่เชื่อมต่อด้วย ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 16 พฤศจิกายน 2566 แต่ใช้ได้เฉพาะแพลตฟอร์มที่มีใบอนุญาตถูกต้องในไทยเท่านั้น

บทความนี้บอกว่าควรลงทุนคริปโตกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเก็บหรือเปล่า?

ไม่ได้บอก เพราะสัดส่วนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสถานะการเงิน อายุ ภาระค่าใช้จ่าย และความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคนที่ต่างกัน บทความนี้ให้แค่หลักการทั่วไปว่าควรเป็นเงินที่ยอมรับได้ว่าอาจสูญเสียทั้งหมด ไม่ใช่ตัวเลขสัดส่วนเฉพาะเจาะจง

ความเสี่ยงทางจิตวิทยาต่างจากความเสี่ยงด้านราคายังไง?

ความเสี่ยงด้านราคาคือความผันผวนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของตลาด ส่วนความเสี่ยงทางจิตวิทยาคือความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนสร้างขึ้นเองจากการตัดสินใจภายใต้อารมณ์ เช่น ซื้อตามความกลัวตกขบวนตอนราคาแพงที่สุด หรือขายตัดขาดทุนด้วยความตื่นตระหนกตอนราคาถูกที่สุด

📖 เรื่องความเสี่ยงในการลงทุนคริปโตแบบละเอียดกว่านี้ ผู้เขียนเล่าไว้ในหนังสือ Bitcoin & Blockchain 101 เงินดิจิทัลเปลี่ยนโลก หาซื้อฉบับเต็มได้ที่นี่

บทความทั้งหมด