
FTX ล้มใน 9 วัน พฤศจิกายน 2022 เงินลูกค้าหายไปไหน และได้คืนแค่ไหน
2 พฤศจิกายน 2022 CoinDesk เปิดงบของ Alameda ว่าตั้งอยู่บนเหรียญ FTT ที่ FTX ออกเอง อีกเก้าวัน FTX ก็ยื่นล้มละลาย บทความนี้เปิดคำให้การต่อศาลของ John Ray ข่าวแจกของ DOJ และ ก.ล.ต. สหรัฐฯ และแผนคืนเงิน ไล่ดูว่าเงินลูกค้าหายไปไหน ได้คืนแค่ไหน และทำไมได้คืนเป็นดอลลาร์ไม่ใช่เหรียญ
เช้าวันที่ 2 พฤศจิกายน 2022 FTX ยังเป็นเว็บเทรดคริปโตที่คนทั้งวงการรู้จัก มีนักลงทุนหลายสิบรายถือหุ้น และมีลูกค้าฝากเงินและเหรียญไว้หลายพันล้านดอลลาร์ อีกเก้าวันต่อมา วันที่ 11 พฤศจิกายน 2022 FTX Trading กับบริษัทในเครือยื่นขอล้มละลายตามกฎหมาย Chapter 11 ของสหรัฐฯ ลูกค้าถอนเงินไม่ได้ และคนที่เข้ามารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ก็พบว่าบริษัทแทบไม่มีบัญชีที่เชื่อถือได้เลย FTX ไม่ได้ล้มลำพัง ก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือนผู้ให้บริการปล่อยกู้คริปโตหลายแห่งล้มไปก่อนแล้ว ซึ่งเราเล่าไว้ใน วิกฤตสินเชื่อคริปโตปี 2565 บทความนี้เปิดเอกสารต้นทางทีละฉบับ ตั้งแต่ข่าวของ CoinDesk ที่เป็นชนวน คำให้การต่อศาลของซีอีโอคนใหม่ ข่าวแจกของกระทรวงยุติธรรมและ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ไปจนถึงแผนคืนเงินเจ้าหนี้ ไล่ดูว่าเงินลูกค้าหายไปไหน ได้คืนแค่ไหน และทำไมคนถือ Bitcoin ควรจำเรื่องนี้ไว้
FTX ก่อนล้ม: เว็บเทรดที่ดูปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่ง
FTX ตั้งฐานอยู่ที่บาฮามาส ผู้ก่อตั้งคือ Sam Bankman-Fried หรือที่วงการเรียกสั้นๆ ว่า SBF ในเครือเดียวกันยังมี Alameda Research บริษัทเทรดคริปโตที่ SBF ก่อตั้งเช่นกัน ตามหลักแล้วสองบริษัทนี้ต้องแยกจากกัน เว็บเทรดมีหน้าที่ดูแลเงินลูกค้า ส่วนบริษัทเทรดใช้เงินของตัวเองเสี่ยงในตลาด ถ้าสองอย่างนี้ปนกันเมื่อไร เงินลูกค้าจะกลายเป็นทุนให้บริษัทเทรดโดยที่ลูกค้าไม่รู้ตัว
ภาพที่ FTX สื่อออกไปคือเว็บเทรดที่มีการจัดการความเสี่ยงดีที่สุดในวงการ คำฟ้องของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ระบุภายหลังว่าตั้งแต่อย่างน้อยเดือนพฤษภาคม 2019 FTX ระดมเงินจากนักลงทุนที่ซื้อหุ้นได้มากกว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ ในนี้ราว 1.1 พันล้านดอลลาร์มาจากนักลงทุนในสหรัฐฯ ราว 90 ราย และ SBF โปรโมตกับนักลงทุนเหล่านี้ว่า FTX มีระบบวัดความเสี่ยงอัตโนมัติที่ซับซ้อนคอยปกป้องทรัพย์สินลูกค้า
อีกชิ้นส่วนที่ต้องรู้คือเหรียญ FTT เหรียญนี้ FTX ออกเอง คนถือได้ส่วนลดค่าธรรมเนียมเทรด และ FTX นำรายได้ส่วนหนึ่งไปซื้อ FTT คืนแล้วเผาทิ้งเพื่อพยุงราคา มูลค่าของ FTT จึงผูกอยู่กับความเชื่อมั่นใน FTX โดยตรง ถ้าวันไหนคนเลิกเชื่อ FTX ราคา FTT ก็ไม่มีอะไรรองรับ
2 พฤศจิกายน 2022: งบดุลที่ไม่ควรหลุดออกมา
ชนวนของทุกอย่างคือบทความของ Ian Allison นักข่าว CoinDesk ที่เผยแพร่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2022 ชื่อว่า Divisions in Sam Bankman-Fried's Crypto Empire Blur on His Trading Titan Alameda's Balance Sheet ใจความคือ CoinDesk ได้เห็นเอกสารการเงินภายในของ Alameda และเส้นแบ่งระหว่าง FTX กับ Alameda ที่ควรชัดเจน กลับพร่าเลือนอยู่บนงบดุลของ Alameda เอง
ภาพ: บทความ CoinDesk วันที่ 2 พฤศจิกายน 2022 ส่วนหัวข่าวและย่อหน้าที่ระบุตัวเลขในงบดุล
ตัวเลขในบทความชัดมาก ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2022 Alameda มีทรัพย์สินรวม 14.6 พันล้านดอลลาร์ ทรัพย์สินก้อนใหญ่ที่สุดคือ unlocked FTT มูลค่า 3.66 พันล้านดอลลาร์ ก้อนใหญ่อันดับสามคือ FTT collateral อีก 2.16 พันล้านดอลลาร์ ส่วนหนี้สินรวมราว 8 พันล้านดอลลาร์ ในนั้นเป็นเงินกู้ 7.4 พันล้านดอลลาร์ งบยังมีเหรียญ SOL ของ Solana อีกหลายก้อน รวมถึงเหรียญในเครือของ SBF อย่าง SRM อีกด้วย
ความหมายคือบริษัทเทรดที่ดูใหญ่โต ยืนอยู่บนเหรียญที่บริษัทพี่น้องพิมพ์ขึ้นมาเอง ไม่ใช่เงินสดหรือเหรียญที่มีตลาดรองรับเป็นอิสระ บทความเขียนข้อสังเกตนี้ไว้ตรงๆ และยกคำพูดของ Cory Klippsten ซีอีโอของ Swan Bitcoin มาประกอบ
"น่าสนใจมากที่ได้เห็นว่ามูลค่าส่วนทุนส่วนใหญ่ของธุรกิจ Alameda จริงๆ แล้วคือเหรียญของ FTX เอง เหรียญที่ควบคุมจากศูนย์กลางและพิมพ์ขึ้นมาจากอากาศ"
Cory Klippsten ซีอีโอ Swan Bitcoin ใน CoinDesk วันที่ 2 พฤศจิกายน 2022 ต้นฉบับ "It's fascinating to see that the majority of the net equity in the Alameda business is actually FTX's own centrally controlled and printed-out-of-thin-air token."
บทความยังมีเชิงอรรถจากเอกสารของ Alameda เองที่บอกว่าเหรียญที่ติดล็อกถูกตีราคาไว้ที่ 50% ของมูลค่ายุติธรรมอิงจากสมุดคำสั่งซื้อขายบน FTX และระบุว่าตอนนั้นมี FTT หมุนเวียนราว 197 ล้านเหรียญ มูลค่ารวมราว 5.1 พันล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลบนเว็บของ FTX ปัญหาคือเหรียญที่มีมูลค่ารวมบนกระดาษขนาดนี้ ถ้าต้องขายจริงพร้อมกันเป็นก้อนใหญ่ ตลาดไม่มีทางรับไหว ราคาบนหน้าจอจึงไม่ใช่เงินที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้จริง
ทำไมเหรียญที่ออกเองถึงค้ำอะไรไม่ได้
ลองนึกภาพร้านค้าที่พิมพ์คูปองส่วนลดของตัวเองขึ้นมา แล้วเอาคูปองนั้นไปค้ำเงินกู้ธนาคาร วันที่ร้านขายดี คูปองดูมีค่า เพราะคนอยากได้ส่วนลด แต่วันที่ข่าวออกว่าร้านอาจเจ๊ง คนจะเลิกอยากได้คูปองทันที มูลค่าของหลักประกันจึงหายไปพร้อมกับความเชื่อมั่นในร้าน ตรงจังหวะที่เจ้าหนี้ต้องการหลักประกันมากที่สุด
FTT กับ Alameda อยู่ในสถานการณ์เดียวกันแบบนั้น ความเสี่ยงของ FTX กับความเสี่ยงของหลักประกันที่ Alameda ถือ เป็นความเสี่ยงก้อนเดียวกัน ถ้า FTX มีปัญหา FTT ตก และ Alameda ก็จนลงพร้อมกันทันที ในทางกลับกัน ถ้า Alameda มีปัญหาและต้องเทขาย FTT ความเชื่อมั่นใน FTX ก็พังตาม วงจรนี้ป้อนกันเองได้ทั้งสองทิศ
6 ถึง 11 พฤศจิกายน: เก้าวันที่ FTX หมดลมหายใจ
หลังข่าวของ CoinDesk ความสงสัยในตลาดก็เริ่มเร่งตัว ช่วงวันที่ 6 ถึง 7 พฤศจิกายน Changpeng Zhao หรือ CZ ซีอีโอของ Binance ประกาศว่า Binance จะขาย FTT ที่ถือไว้ทั้งหมด Binance ได้ FTT ก้อนนี้มาตั้งแต่ปี 2021 ตอนที่ FTX ซื้อหุ้นคืนจาก Binance และ CZ อ้างว่าตัดสินใจขายเพราะเรื่องที่เพิ่งเปิดเผยออกมา การประกาศของเว็บเทรดรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของวงการว่าจะเทขายเหรียญของคู่แข่ง ทำให้ลูกค้าจำนวนมากรีบถอนเงินออกจาก FTX ทันที
สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2022 ว่า FTX เจอลูกค้าถอนเงินราว 6 พันล้านดอลลาร์ภายใน 72 ชั่วโมง วันเดียวกันนั้น SBF ประกาศว่า FTX เจอปัญหาสภาพคล่อง และ Binance ตกลงเบื้องต้นว่าจะซื้อกิจการ FTX แต่เพียงวันเดียว วันที่ 9 พฤศจิกายน Binance ก็ถอนตัว สื่อหลายสำนักรายงานว่า Binance เห็นสภาพบัญชีของ FTX แล้วไม่ขอรับ และหน้าเว็บของ FTX ก็ขึ้นว่ายังไม่ได้ดำเนินการคำขอถอนเงินในตอนนั้น
$24.28
ข่าว CoinDesk
$25.02
ร่วงในวันเดียว
$5.50
ยื่นล้มละลาย
$2.60
$1.43
กราฟราคา FTT ด้านบนเล่าเหตุการณ์ได้ตรงที่สุด ตลอดเดือนตุลาคม FTT ยืนอยู่แถว 22 ถึง 26 ดอลลาร์ ราคาปิดวันที่ 7 พฤศจิกายนยังอยู่ที่ 22.08 ดอลลาร์ วันถัดมาคือวันที่ 8 พฤศจิกายน ราคาปิดเหลือ 5.50 ดอลลาร์ หายไปราวสามในสี่ในวันเดียว และลงต่อจนต่ำกว่า 1.50 ดอลลาร์ในวันที่ 13 พฤศจิกายน หลักประกันก้อนใหญ่ที่สุดในงบของ Alameda จึงแทบไม่เหลือมูลค่า ภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์
เช้ามืดวันที่ 11 พฤศจิกายน 2022 John J. Ray III ตกลงรับตำแหน่งซีอีโอแทน SBF และวันเดียวกันนั้นเอง FTX Trading กับบริษัทในเครือก็ยื่นขอคุ้มครองตามกฎหมายล้มละลาย Chapter 11 ต่อศาลล้มละลายเขตเดลาแวร์ ส่วนที่เหลือยื่นตามในวันที่ 14 พฤศจิกายน ข้อมูลจากหน้าคดีของ Kroll ผู้ดูแลเอกสารคดี ระบุว่ามีบริษัทลูกหนี้รวม FTX Trading กับบริษัทในเครืออีก 101 แห่ง
สิ่งที่ซีอีโอคนใหม่เจอ: แย่กว่า Enron
John Ray ไม่ใช่มือใหม่ เขาเป็นคนที่เข้าไปจัดการซากบริษัทล้มละลายครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ มาแล้วหลายแห่ง รวมถึง Enron ที่เป็นคดีฉ้อโกงทางบัญชีระดับตำนาน วันที่ 17 พฤศจิกายน 2022 เขายื่นคำให้การต่อศาลหรือ first day declaration เอกสารหมายเลข 24 ในคดีหมายเลข 22-11068 เพื่ออธิบายว่าทำไมบริษัทต้องเข้ากระบวนการล้มละลาย ย่อหน้าที่สี่และห้าของเอกสารนี้กลายเป็นประโยคที่ถูกยกไปอ้างมากที่สุดของคดี
ภาพ: คำให้การของ John J. Ray III คดีหมายเลข 22-11068 เอกสารหมายเลข 24 หน้า 2
"ตลอดอาชีพของผม ผมไม่เคยเห็นความล้มเหลวของการควบคุมภายในองค์กรที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้ และไม่เคยเห็นข้อมูลการเงินที่เชื่อถือไม่ได้เลยขนาดนี้มาก่อน"
John J. Ray III ซีอีโอ FTX ในคำให้การต่อศาล ย่อหน้าที่ 5 ต้นฉบับ "Never in my career have I seen such a complete failure of corporate controls and such a complete absence of trustworthy financial information as occurred here."
รายละเอียดในเอกสารยิ่งอ่านยิ่งเห็นภาพ Ray เขียนว่าบริษัทในเครือหลายแห่ง โดยเฉพาะที่จดทะเบียนในแอนติกาและบาฮามาส ไม่มีธรรมาภิบาลที่เหมาะสม และหลายแห่งไม่เคยมีการประชุมคณะกรรมการเลย กลุ่มบริษัทไม่ได้ควบคุมเงินสดจากศูนย์กลาง ไม่มีรายชื่อบัญชีธนาคารและผู้มีอำนาจลงนามที่ถูกต้อง และไม่มีฝ่ายบัญชีเป็นของตัวเอง ต้องจ้างข้างนอกทำ
เรื่องงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบก็น่าตกใจไม่แพ้กัน Ray เขียนว่ากลุ่มบริษัทฝั่ง FTX.com ใช้บริษัทตรวจสอบบัญชีชื่อ Prager Metis ซึ่งเขาไม่รู้จัก และเว็บของบริษัทนี้ประกาศว่าเป็นบริษัทบัญชีแห่งแรกที่เปิดสำนักงานใหญ่ใน metaverse บนแพลตฟอร์ม Decentraland เขาบอกศาลตรงๆ ว่าไม่ควรมีใครเชื่องบที่ตรวจสอบแล้วเหล่านี้ว่าสะท้อนสถานะการเงินจริง ส่วน Alameda กับฝั่ง Ventures นั้นหางบที่ผ่านการตรวจสอบไม่เจอเลย
เรื่องคนก็ยุ่งพอกัน ณ วันยื่นล้มละลาย บริษัทยังทำรายชื่อไม่ได้ด้วยซ้ำว่าใครทำงานให้กลุ่ม FTX บ้าง และจ้างด้วยเงื่อนไขอะไร พยายามติดต่อพนักงานบางคนเพื่อยืนยันสถานะหลายรอบก็ยังหาไม่เจอ ขณะเดียวกัน Ray ก็เขียนชมพนักงานกลุ่มหนึ่งที่ยังอยู่ทำงานต่อระหว่างวิกฤต และบอกว่าเชื่อว่าพนักงานหลายคน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงบางคน ไม่รู้เรื่องเงินขาดหรือการเอาทรัพย์สินดิจิทัลไปปนกัน
ภาพ: คำให้การของ John J. Ray III เอกสารหมายเลข 24 หน้า 22 หัวข้อการควบคุมการจ่ายเงิน
ย่อหน้าที่ 62 คือประโยคที่หลายคนอ่านแล้วต้องอ่านซ้ำ พนักงานของกลุ่ม FTX ส่งคำขอเบิกจ่ายเงินผ่านแพลตฟอร์มแชตออนไลน์ แล้วหัวหน้ากลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้มีสายบังคับบัญชาชัดเจนอนุมัติการจ่ายเงินด้วยการกดอีโมจิตอบ ไม่มีระบบอนุมัติการจ่ายแบบที่บริษัทขนาดนี้ควรมี ย่อหน้าถัดไปยังเขียนว่าที่บาฮามาส เงินของบริษัทถูกใช้ซื้อบ้านและของส่วนตัวให้พนักงานและที่ปรึกษา บางรายการไม่มีเอกสารว่าเป็นเงินกู้ และบ้านบางหลังจดทะเบียนเป็นชื่อส่วนตัวของคนเหล่านั้น
แต่ส่วนที่คนถือคริปโตควรอ่านช้าที่สุดคือหัวข้อ Digital Asset Custody หรือการเก็บรักษาทรัพย์สินดิจิทัล เพราะนี่คือหัวใจของธุรกิจเว็บเทรด ลูกค้าฝากเหรียญไว้ก็เพราะเชื่อว่าเว็บเก็บกุญแจไว้อย่างปลอดภัย
ภาพ: คำให้การของ John J. Ray III เอกสารหมายเลข 24 หน้า 22 ถึง 23 หัวข้อการเก็บรักษาทรัพย์สินดิจิทัล
ย่อหน้าที่ 65 ระบุว่ากลุ่ม FTX ไม่ได้เก็บบัญชีและระบบความปลอดภัยของทรัพย์สินดิจิทัลอย่างเหมาะสม SBF กับ Gary Wang ผู้ร่วมก่อตั้ง คุมการเข้าถึงทรัพย์สินดิจิทัลของธุรกิจหลักไว้ แนวทางการจัดการที่ Ray ใช้คำว่ายอมรับไม่ได้มีหลายข้อ ข้อแรกคือใช้บัญชีอีเมลกลุ่มที่ไม่มีระบบป้องกันเป็นผู้ใช้สิทธิ์สูงสุดเพื่อเข้าถึงกุญแจส่วนตัวและข้อมูลสำคัญของบริษัททั่วโลก ข้อต่อมาคือไม่มีการกระทบยอดเหรียญบนบล็อกเชนรายวัน มีการใช้ซอฟต์แวร์เพื่อปกปิดการเอาเงินลูกค้าไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และมีการยกเว้น Alameda อย่างลับๆ จากระบบบังคับปิดสถานะอัตโนมัติของ FTX.com
ย่อหน้าที่ 66 บอกสถานะเงินในวันนั้น บริษัทหาและเก็บทรัพย์สินดิจิทัลไว้ได้เพียงเสี้ยวเดียวของที่หวังว่าจะกู้คืนได้ ย้ายคริปโตมูลค่าราว 740 ล้านดอลลาร์เข้ากระเป๋าเย็นใบใหม่ ยังไม่รวมเงินที่หลุดจากการควบคุมไปแล้ว คือการโอนที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างน้อย 372 ล้านดอลลาร์ในวันยื่นล้มละลาย และการผลิต FTT เพิ่มราว 300 ล้านดอลลาร์โดยผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตหลังวันยื่นล้มละลาย
เงินลูกค้าหายไปไหน
คำถามที่ทุกคนอยากรู้คือเงินที่ลูกค้าฝากไว้หายไปไหน คำตอบอยู่ในคำฟ้องของ ก.ล.ต. และข่าวแจกของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ซึ่งสรุปจากคำฟ้อง หลักฐานในศาล และเอกสารคดี ใจความคือ FTX ไม่ได้แค่ขาดทุน แต่เงินลูกค้าถูกโยกไปให้ Alameda ใช้ตั้งแต่แรก
กระทรวงยุติธรรมสรุปว่า SBF บอกลูกค้า นักลงทุน และสาธารณะซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเงินฝากของลูกค้าถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัย แยกจากทรัพย์สินของบริษัท FTX จะไม่นำไปใช้ และ Alameda ไม่มีสิทธิพิเศษบน FTX ทุกข้อนี้ไม่เป็นความจริง เงินฝากหลายพันล้านดอลลาร์ถูกส่งจาก FTX ไปที่ Alameda แล้วถูกใช้ลงทุน บริจาคให้นักการเมือง และซื้ออสังหาริมทรัพย์
วิธีการที่ถูกระบุไว้มีทั้งเรื่องโค้ดและเรื่องเอกสาร SBF สั่งให้ผู้ร่วมขบวนการแก้โค้ดของ FTX ให้ Alameda ถอนคริปโตจากเว็บได้แบบแทบไม่จำกัด ก.ล.ต. ใช้คำว่า Alameda ได้วงเงินเครดิตแบบแทบไม่จำกัดที่เงินลูกค้าเป็นคนจ่าย และได้รับการยกเว้นจากมาตรการลดความเสี่ยงสำคัญของเว็บ นอกจากนี้ยังมีการทำงบการเงินเท็จให้เจ้าหนี้ของ Alameda ตกแต่งตัวเลขรายได้และกำไรของ FTX ที่ให้นักลงทุน และย้อนวันที่ในสัญญากับเอกสารเพื่อปิดบังสิ่งที่ทำ
พอเงินถูกโยกออกไปแบบนี้ ยอดคงเหลือที่ลูกค้าเห็นในแอปก็ไม่มีเหรียญจริงรองรับครบ ตราบใดที่ลูกค้าไม่ถอนพร้อมกัน ไม่มีใครรู้ แต่พอข่าวงบดุลของ Alameda ออกมาและ Binance ประกาศขาย FTT ลูกค้าแห่ถอนพร้อมกัน เงินที่ควรอยู่ในเว็บกลับไม่อยู่ ระบบที่ดูมั่นคงจึงพังในไม่กี่วัน
คดีอาญา: จากการฟ้องถึงโทษจำคุก 25 ปี
วันที่ 13 ธันวาคม 2022 ก.ล.ต. สหรัฐฯ ยื่นฟ้อง SBF ในข้อหาฉ้อโกงนักลงทุนที่ซื้อหุ้น FTX ในวันเดียวกันนั้น อัยการเขตใต้ของนิวยอร์กและ CFTC หน่วยงานกำกับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าของสหรัฐฯ ก็ประกาศตั้งข้อหาต่อเขาคู่ขนานกันไป
ภาพ: ข่าวแจกของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ หมายเลข 2022-219 บน sec.gov
Gary Gensler ประธาน ก.ล.ต. ในตอนนั้น เปรียบว่า SBF สร้างบ้านที่ทำจากไพ่บนฐานรากของการหลอกลวง ขณะที่บอกนักลงทุนว่านี่คืออาคารที่ปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งในวงการคริปโต คำเปรียบนี้ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง FTX ดูแข็งแรงก็เพราะไม่มีใครเห็นฐานราก และพอฐานรากคือเหรียญที่พิมพ์เองกับเงินลูกค้าที่ถูกยืมไป บ้านทั้งหลังก็ล้มทันทีที่มีคนดึงไพ่ใบเดียวออก
คดีอาญาเดินเร็วมาก วันที่ 2 พฤศจิกายน 2023 ครบหนึ่งปีพอดีหลังข่าวของ CoinDesk คณะลูกขุนตัดสินว่า SBF มีความผิดทั้ง 7 ข้อหา ประกอบด้วยฉ้อโกงทางสายโทรคมนาคม 2 ข้อหา สมคบกันฉ้อโกงทางสายโทรคมนาคม 2 ข้อหา สมคบกันฉ้อโกงหลักทรัพย์ สมคบกันฉ้อโกงสินค้าโภคภัณฑ์ และสมคบกันฟอกเงิน Damian Williams อัยการเขตใต้ของนิวยอร์ก บอกหลังคำตัดสินว่าคดีนี้เดินเร็วเหมือนสายฟ้า และความเร็วนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการตัดสินใจ
ภาพ: ข่าวแจกของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ หมายเลข 24-366 บน justice.gov
วันที่ 28 มีนาคม 2024 ผู้พิพากษา Lewis A. Kaplan ตัดสินจำคุก SBF 25 ปี คุมประพฤติ 3 ปีหลังพ้นโทษ และสั่งริบทรัพย์ 11 พันล้านดอลลาร์ ข่าวแจกระบุว่าเขายักยอกเงินลูกค้าที่ฝากไว้กับ FTX หลายพันล้านดอลลาร์ ฉ้อโกงนักลงทุนใน FTX มากกว่า 1.7 พันล้านดอลลาร์ และฉ้อโกงเจ้าหนี้ของ Alameda มากกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ ผู้พิพากษายังอนุญาตให้รัฐนำเงินที่ริบได้ไปชดเชยผู้เสียหาย
"Samuel Bankman-Fried วางแผนการฉ้อโกงทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ขโมยเงินลูกค้าของเขาไปมากกว่า 8 พันล้านดอลลาร์"
Damian Williams อัยการเขตใต้ของนิวยอร์ก ในข่าวแจกวันที่ 28 มีนาคม 2024 ต้นฉบับ "Samuel Bankman-Fried orchestrated one of the largest financial frauds in history, stealing over $8 billion of his customers' money."
ข่าวแจกฉบับเดียวกันยังพูดถึงความเสียหายที่วัดเป็นตัวเลขไม่ได้ Williams บอกว่าขนาดของอาชญากรรมไม่ได้วัดแค่จากเงินที่ถูกขโมย แต่วัดจากความเสียหายต่อผู้เสียหาย ซึ่งบางคนเงินเก็บทั้งชีวิตหายไปในชั่วข้ามคืน
ได้เงินคืนแค่ไหน
ฝั่งคดีล้มละลายเดินคู่ขนานไป ทีมของ Ray ใช้เวลาเกือบสองปีไล่เก็บทรัพย์สินทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนที่ Alameda และ FTX Ventures ถือไว้ กับสิทธิเรียกร้องทางคดี วันที่ 7 พฤษภาคม 2024 ลูกหนี้ยื่นแผนฟื้นฟูกิจการฉบับแก้ไขต่อศาล พร้อมประมาณว่ามูลค่าทรัพย์สินที่เก็บได้และแปลงเป็นเงินสดพร้อมแจกจ่ายจะอยู่ระหว่าง 14.5 ถึง 16.3 พันล้านดอลลาร์
ภาพ: ข่าวแจกของ FTX ผ่าน PR Newswire วันที่ 7 พฤษภาคม 2024
ประโยคที่สำคัญที่สุดสำหรับคนถือ Bitcoin อยู่ในข่าวแจกฉบับนี้ FTX เขียนเองว่าตอนยื่นล้มละลายในเดือนพฤศจิกายน 2022 FTX.com ขาดเหรียญก้อนมหึมา ถือ Bitcoin อยู่เพียง 0.1% และ Ethereum เพียง 1.2% ของที่ลูกค้าเชื่อว่าเว็บถือไว้ให้ พูดง่ายๆ คือถ้าลูกค้าทั้งหมดเห็นยอด Bitcoin รวมกัน 1,000 เหรียญในแอป ในกระเป๋าจริงของเว็บมีอยู่ราว 1 เหรียญ
ข่าวแจกยังบอกผลที่ตามมาด้วย เพราะเหรียญพวกนี้หายไปแล้ว ลูกหนี้จึงไม่ได้ประโยชน์จากราคาเหรียญที่ขึ้นระหว่างคดี และต้องหาเงินจากแหล่งอื่นมาคืนเจ้าหนี้แทน แผนนี้สร้างกลุ่มเจ้าหนี้พิเศษสำหรับคนที่มีหนี้ไม่เกิน 50,000 ดอลลาร์ ลูกหนี้คาดว่าเจ้าหนี้ราว 98% ตามจำนวนคนจะได้เงินราว 118% ของหนี้ที่ศาลรับรองภายใน 60 วันหลังแผนมีผล
จากนั้นทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน วันที่ 8 ตุลาคม 2024 ศาลมีคำสั่งยืนยันแผน วันที่ 3 มกราคม 2025 แผนมีผลบังคับใช้ และวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2025 การจ่ายเงินรอบแรกก็เริ่มขึ้นกับกลุ่มเจ้าหนี้รายย่อย ผ่านผู้ให้บริการจ่ายเงินสองรายคือ BitGo และ Kraken ข่าวแจกวันที่ 17 กรกฎาคม 2026 ประกาศการจ่ายรอบที่ห้าราว 900 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 หลังรอบนี้ กลุ่มเจ้าหนี้รายย่อยได้รับรวม 120% ของหนี้ที่ศาลรับรอง ส่วนลูกค้าของ FTX.com ได้รับรวม 105% จนถึงรอบนั้น
ได้คืนเป็นดอลลาร์ ไม่ใช่เป็นเหรียญ
ตัวเลข 118% หรือ 120% ฟังดูเหมือนลูกค้าได้คืนมากกว่าที่เสีย แต่มีรายละเอียดที่คนถือ Bitcoin ต้องเข้าใจ หนี้ของลูกค้าทุกคนไม่ได้ถูกนับเป็นจำนวนเหรียญ แต่ถูกแปลงเป็นดอลลาร์ด้วยราคา ณ วันยื่นล้มละลาย วันที่ 11 พฤศจิกายน 2022 แล้วจ่ายคืนเป็นเงินสด
ตารางที่ใช้แปลงมีชื่อว่า Digital Assets Conversion Table ลูกหนี้ยื่นต่อศาลเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2023 เป็นเอกสารแนบของเอกสารหมายเลข 5202 และตามหน้าช่วยเหลือของ FTX ศาลมีคำสั่งอนุมัติตารางนี้ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2024 ตามเอกสารหมายเลข 7090 ในตารางนั้น 1 BTC ถูกตีราคาไว้ที่ 16,871.63 ดอลลาร์ 1 ETH ที่ 1,258.84 ดอลลาร์ และ 1 SOL ที่ราว 16.25 ดอลลาร์ ส่วน FTT ถูกแยกไปอยู่อีกหมวด และรายงานของผู้เชี่ยวชาญที่ลูกหนี้ใช้ประกอบสรุปว่า FTT ไม่มีมูลค่าพื้นฐานเลย
ลองคิดเป็นตัวอย่าง ลูกค้าคนหนึ่งมี 1 BTC ค้างอยู่ใน FTX หนี้ของเขาถูกตีไว้ที่ 16,871.63 ดอลลาร์ ซึ่งไม่เกิน 50,000 ดอลลาร์ จึงอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้รายย่อย ถ้าได้คืนรวม 120% จะได้เงินสดราว 20,246 ดอลลาร์ แต่ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2025 ที่การจ่ายรอบแรกเริ่ม ราคาเฉลี่ยของ Bitcoin ตามข้อมูลของ Blockchain.com อยู่ที่ราว 95,771 ดอลลาร์ เงินที่ได้คืนจึงซื้อ Bitcoin กลับมาได้เพียงราว 0.21 BTC หรือราวหนึ่งในห้าของเหรียญที่เคยมี
ยื่นล้มละลาย
$17,550
จ่ายรอบแรก
$95,771
จ่ายรอบห้า
$64,721
กราฟนี้เทียบราคา Bitcoin ในวันสำคัญของคดี กับราคาที่ศาลใช้ล็อกหนี้ไว้ วันยื่นล้มละลายราคาเฉลี่ยอยู่ราว 17,550 ดอลลาร์ ใกล้กับราคาในตาราง พอถึงวันตัดสินโทษ SBF ราคาขึ้นไปราว 69,447 ดอลลาร์ วันที่แผนมีผลราว 96,854 ดอลลาร์ และวันจ่ายรอบที่ห้าเดือนกรกฎาคม 2026 ราว 64,721 ดอลลาร์ ทุกจุดสูงกว่าราคาที่ใช้ล็อกหนี้หลายเท่า ส่วนต่างทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่ลูกค้าที่ฝาก Bitcoin ไว้กับ FTX ไม่ได้รับ ในขณะที่คนที่ถือ Bitcoin ไว้ในกระเป๋าของตัวเองได้รับเต็มๆ
ความไม่ยุติธรรมนี้ไม่ใช่ความผิดของศาลหรือทีมฟื้นฟู กฎหมายล้มละลายของสหรัฐฯ ตีมูลค่าหนี้ ณ วันยื่นล้มละลายเป็นหลักอยู่แล้ว และเหรียญก็ไม่มีให้คืนตั้งแต่แรก เพราะเว็บถือ Bitcoin อยู่แค่ 0.1% ของที่ควรมี ปัญหาจริงเกิดตั้งแต่วันที่ลูกค้าเลือกฝากเหรียญไว้กับคนอื่น ไม่ใช่วันที่ศาลตัดสิน
บทเรียนสำหรับคนถือ Bitcoin
บทเรียนข้อแรกเป็นประโยคที่วงการ Bitcoin พูดกันมานาน not your keys, not your coins ถ้าไม่ได้ถือกุญแจเอง เหรียญก็ไม่ใช่ของเรา ยอดในแอปของเว็บเทรดเป็นแค่คำสัญญาว่าเว็บจะจ่ายให้เมื่อเราขอถอน ไม่ใช่เหรียญที่อยู่ในมือเรา ถ้าวันหนึ่งเว็บไม่มีเหรียญจริงพอ คำสัญญานั้นก็เป็นแค่ตัวเลขบนหน้าจอ และกว่าจะได้อะไรคืนก็ต้องผ่านกระบวนการศาลหลายปี
ข้อที่สอง ความน่าเชื่อถือภายนอกไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับกระเป๋าจริง FTX มีทั้งนักลงทุนที่ถือหุ้นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ แต่คำให้การของ Ray เผยว่าไม่มีการกระทบยอดเหรียญบนเชนรายวัน กุญแจส่วนตัวเข้าถึงได้ผ่านอีเมลกลุ่มที่ไม่ปลอดภัย และเงินลูกค้าถูกโยกออกไปด้วยโค้ดที่ตั้งใจเขียน สิ่งเหล่านี้ไม่มีทางเห็นได้จากภายนอก
ข้อที่สาม ระวังทรัพย์สินที่มูลค่าขึ้นกับบริษัทที่ออกมันเอง Alameda ดูรวยเพราะถือ FTT แต่ FTT มีค่าเพราะคนเชื่อ FTX พอความเชื่อหายไป ทั้งสองอย่างก็หายไปพร้อมกัน ต่างจาก Bitcoin ที่ไม่มีบริษัทไหนพิมพ์เพิ่มได้ และไม่มีใครต้องเชื่อคำสัญญาของใครเพื่อตรวจสอบว่าเหรียญของตัวเองยังอยู่ครบ หลัง FTX ล่ม เว็บเทรดหลายแห่งหันมาเปิดหลักฐานการถือครองสินทรัพย์ หรือ Proof of Reserve ซึ่งเราเคยเทียบไว้ใน บทเปรียบเทียบ Proof of Reserve ของเว็บเทรด และภาพใหญ่ของวงการอยู่ใน ประวัติเว็บเทรดคริปโต
ทางปฏิบัติสำหรับคนทั่วไปไม่ได้ยาก เว็บเทรดยังจำเป็นสำหรับซื้อขายและแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท แต่ Bitcoin ที่ตั้งใจเก็บยาวควรย้ายออกมาไว้ในกระเป๋าที่เราถือกุญแจเอง ถ้าเก็บจำนวนมากควรใช้ กระเป๋าฮาร์ดแวร์ และเข้าใจความต่างระหว่าง กระเป๋าร้อนกับกระเป๋าเย็น ก่อนเลือกวิธีเก็บ ส่วนถ้าอยากเข้าใจว่าคดีคริปโตระดับโลกมักจบอย่างไร เรื่องของ Bitcoin ของกลางจากคดี Silk Road ก็เป็นอีกกรณีที่เงินเดินทางผ่านศาลมาหลายปี
ภาพ: บทความบน bitcoinaddict.com ที่เผยแพร่วันที่ 15 พฤษภาคม 2021 ช่วงที่ FTX ยังรุ่งเรือง
เรื่องของ FTX ยังเตือนด้วยว่าคนในวงการเองก็พลาดได้ บทความเก่าหลายชิ้นบนเว็บเราเอง เช่น ประวัติ Sam Bankman-Fried และ บทความเรื่องเหรียญ FTT เขียนขึ้นในช่วงที่ FTX ยังรุ่งเรือง และสะท้อนมุมมองของตลาดในตอนนั้น การอ่านย้อนกลับไปพร้อมกับเอกสารคดีในบทความนี้ ช่วยให้เห็นว่าภาพจากภายนอกกับความจริงข้างในห่างกันได้มากแค่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
FTX ล้มละลายเมื่อไร
FTX Trading กับบริษัทในเครือยื่นขอคุ้มครองตามกฎหมายล้มละลาย Chapter 11 ต่อศาลล้มละลายเขตเดลาแวร์เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2022 และบางบริษัทยื่นตามในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2022 นับจากวันที่ CoinDesk เผยแพร่ข่าวงบดุลของ Alameda ใช้เวลาเพียงเก้าวัน
Sam Bankman-Fried ได้รับโทษอะไร
คณะลูกขุนตัดสินว่ามีความผิดทั้ง 7 ข้อหาเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2023 และวันที่ 28 มีนาคม 2024 ศาลตัดสินจำคุก 25 ปี คุมประพฤติ 3 ปี และสั่งริบทรัพย์ 11 พันล้านดอลลาร์
ลูกค้า FTX ได้เงินคืนไหม
ได้ แต่เป็นเงินสดดอลลาร์ ไม่ใช่เหรียญ หนี้ถูกตีมูลค่าด้วยราคา ณ วันยื่นล้มละลาย เช่น 1 BTC เท่ากับ 16,871.63 ดอลลาร์ การจ่ายเริ่มวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2025 และหลังรอบที่ห้าในเดือนกรกฎาคม 2026 กลุ่มเจ้าหนี้รายย่อยได้รับรวม 120% ของหนี้ที่ศาลรับรอง
ทำไมได้คืนเกิน 100% แต่ยังถือว่าขาดทุน
เพราะ 100% ในที่นี้คือมูลค่าเป็นดอลลาร์ ณ เดือนพฤศจิกายน 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคา Bitcoin ต่ำมาก พอถึงวันที่ได้เงินจริง ราคา Bitcoin สูงขึ้นหลายเท่า เงินที่ได้คืนจึงซื้อ Bitcoin กลับมาได้น้อยกว่าที่เคยมีมาก
จะป้องกันไม่ให้เจอแบบ FTX ได้อย่างไร
เก็บ Bitcoin ที่ไม่ได้ใช้เทรดไว้ในกระเป๋าที่เราถือกุญแจเอง ใช้เว็บเทรดเฉพาะตอนซื้อขาย และอย่าเชื่อความน่าเชื่อถือภายนอกของบริษัทแทนการตรวจสอบว่าเหรียญอยู่ในมือเราจริง
สรุป
FTX ไม่ได้ล้มเพราะตลาดคริปโตตกอย่างเดียว แต่ล้มเพราะเงินลูกค้าถูกโยกไปให้บริษัทในเครือใช้ ค้ำด้วยเหรียญที่บริษัทพิมพ์ขึ้นเอง และบริหารด้วยระบบที่ซีอีโอผู้เคยจัดการ Enron บอกศาลว่าเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยเห็น ข่าวเดียวของ CoinDesk ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2022 ก็พอให้ทุกอย่างพังภายในเก้าวัน สี่ปีต่อมา เจ้าหนี้ได้เงินคืนเป็นดอลลาร์เกินกว่ามูลค่าหนี้ แต่ลูกค้าที่ฝาก Bitcoin ไว้กลับได้กำลังซื้อคืนมาเพียงราวหนึ่งในห้าของเหรียญที่เคยมี บทเรียนที่ชัดที่สุดของเรื่องนี้จึงเป็นประโยคเก่าที่วงการ Bitcoin พูดมาตลอด ถ้าไม่ได้ถือกุญแจเอง เหรียญก็ไม่ใช่ของเรา