Mark Zuckerberg คือใคร ประวัติผู้ก่อตั้ง Facebook และ Meta ตั้งแต่ Libra ถึง Stablecoin
07 November 2022•บทความ•อ่าน 53 นาที•โดย Rawiwarn Owattasanee

Mark Zuckerberg คือใคร ประวัติผู้ก่อตั้ง Facebook และ Meta ตั้งแต่ Libra ถึง Stablecoin

ประวัติ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ตั้งแต่หอพัก Harvard การเข้าตลาดหุ้นปี 2012 เรื่อง Cambridge Analytica โครงการเงินดิจิทัล Libra และ Diem ที่ถูกรัฐบาลทั่วโลกต่อต้าน การเปลี่ยนชื่อเป็น Meta เพื่อเดิมพัน Metaverse NFT บน Instagram จนถึงการจ่ายเงินครีเอเตอร์เป็น USDC ในปี 2026

Mark Zuckerberg คือผู้ร่วมก่อตั้ง ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Meta Platforms บริษัทแม่ของ Facebook, Instagram, WhatsApp และ Messenger ซึ่งในเดือนมิถุนายน 2026 มีคนใช้งานแอปในเครือรวมกันเฉลี่ย 3.60 พันล้านคนต่อวัน สำหรับคนในวงการคริปโต ชื่อของเขาไม่ได้ผูกอยู่กับโซเชียลมีเดียอย่างเดียว แต่ผูกอยู่กับโครงการ Libra เงินดิจิทัลของ Facebook ที่ถูกรัฐบาลทั่วโลกรุมต่อต้านจนต้องปิดตัว การเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Meta เพื่อเดิมพันกับ Metaverse การเปิดให้โชว์ NFT บน Instagram แล้วถอยภายในไม่ถึงปี และการกลับมาจ่ายเงินให้ครีเอเตอร์เป็น Stablecoin ในปี 2026

เรื่องของ Zuckerberg น่าสนใจสำหรับคนถือคริปโตเพราะเขาเป็นตัวอย่างชัดที่สุดของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่พยายามสร้างเงินของตัวเอง แล้วได้เรียนรู้ว่าอำนาจเหนือเงินเป็นเรื่องที่รัฐไม่ยอมปล่อยง่ายๆ บทความนี้ไล่ประวัติของเขาตั้งแต่วัยเด็กในรัฐ New York การก่อตั้ง Facebook ในหอพักมหาวิทยาลัย Harvard การเข้าตลาดหุ้น เรื่องอื้อฉาวด้านข้อมูลส่วนตัว ไปจนถึงเส้นทางของ Meta กับคริปโตจนถึงเดือนตุลาคม 2026 ตัวเลขสำคัญอ้างอิงจากเอกสารที่ Meta ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) ข่าวแจกบนเว็บไซต์ทางการของ Meta และบันทึกการไต่สวนของสภาคองเกรสสหรัฐ

Mark Zuckerberg ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Meta Platforms ปี 2025

Mark Zuckerberg ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธาน และ CEO ของ Meta Platforms กันยายน 2025 ภาพ: Jeff Sainlar, Meta (CC BY-SA 4.0) ผ่าน Wikimedia Commons

Mark Zuckerberg คือใคร

Mark Zuckerberg คือโปรแกรมเมอร์และนักธุรกิจชาวอเมริกันที่เปิดตัว Facebook ในปี 2004 ตอนเรียนอยู่ที่ Harvard นำบริษัทเข้าตลาดหุ้นในปี 2012 และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Meta ในปี 2021 ในวงการคริปโต เขาคือคนที่ผลักดันโครงการ Libra (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Diem) ซึ่งเป็น Stablecoin ระดับโลกที่ถูกหน่วยงานกำกับดูแลต่อต้านจนต้องขายทรัพย์สินให้ Silvergate ในปี 2022

สิ่งที่ทำให้ Zuckerberg ต่างจากผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีส่วนใหญ่คืออำนาจควบคุม เอกสารประจำปีของ Meta ระบุว่าเขาใช้สิทธิออกเสียงได้เกินครึ่งของหุ้นทั้งหมด เพราะบริษัทมีหุ้นสองประเภทที่หุ้นคลาส B มีสิทธิออกเสียงมากกว่าหุ้นทั่วไปสิบเท่า แปลว่าการตัดสินใจครั้งใหญ่อย่างการเปลี่ยนชื่อบริษัท หรือการทุ่มเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ให้ Metaverse เกิดขึ้นได้เพราะเขาตัดสินใจคนเดียวได้จริง

ข้อมูลส่วนตัวโดยย่อของ Mark Zuckerberg มีดังนี้

  • ชื่อเต็ม: Mark Elliot Zuckerberg
  • เกิด: 14 พฤษภาคม 1984 ที่เมือง White Plains รัฐ New York สหรัฐอเมริกา เติบโตที่ Dobbs Ferry
  • การศึกษา: โรงเรียน Phillips Exeter Academy และเข้าเรียนที่ Harvard ในปี 2002 ก่อนลาออกกลางคันเพื่อทำ Facebook
  • ตำแหน่งปัจจุบัน: ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธานกรรมการ และ CEO ของ Meta Platforms
  • ครอบครัว: แต่งงานกับ Priscilla Chan เมื่อ 19 พฤษภาคม 2012 มีลูกสาวสามคน
  • ความมั่งคั่ง: Forbes ประเมินไว้ราว 245.6 พันล้านดอลลาร์ ณ 8 ตุลาคม 2026 อยู่อันดับ 6 ของโลก
  • ที่พักอาศัย: Palo Alto รัฐ California

Mark Zuckerberg ในยุคแรกของ Facebook ปี 2009

Mark Zuckerberg ในเดือนมกราคม 2009 ช่วงที่ Facebook กำลังขยายไปทั่วโลก ภาพ: Eirik Solheim (CC BY-SA 2.0) ผ่าน Wikimedia Commons

วัยเด็กของลูกชายหมอฟัน ที่เขียนโปรแกรมตั้งแต่อายุราวสิบเอ็ดขวบ

Zuckerberg เกิดในครอบครัวชาวยิว พ่อคือ Edward Zuckerberg ทันตแพทย์ ส่วนแม่คือ Karen Zuckerberg จิตแพทย์ เขามีพี่น้องผู้หญิงสามคนคือ Randi, Donna และ Arielle ครอบครัวอาศัยอยู่ที่ Dobbs Ferry เมืองเล็กทางตอนเหนือของนครนิวยอร์ก

เขาเริ่มเขียนโปรแกรมตั้งแต่เด็ก เรื่องที่ถูกเล่าบ่อยคือโปรแกรมชื่อ ZuckNet ที่เขาเขียนตอนอายุราวสิบเอ็ดปี เพื่อให้คอมพิวเตอร์ในบ้านกับคอมพิวเตอร์ในคลินิกทำฟันของพ่อส่งข้อความหากันได้ เหมือนระบบแชตภายในเล็กๆ ช่วงมัธยมปลาย เขาสร้างโปรแกรมเล่นเพลงชื่อ Synapse ที่ใช้ Machine Learning เรียนรู้รสนิยมการฟังเพลงของผู้ใช้ ซึ่งมีคนพูดถึงในชุมชนคนทำซอฟต์แวร์อย่าง Slashdot

เขาย้ายจากโรงเรียนมัธยม Ardsley ไปเรียนที่ Phillips Exeter Academy โรงเรียนประจำชื่อดังในรัฐ New Hampshire และเป็นกัปตันทีมฟันดาบ รายละเอียดเล็กๆ ที่ภายหลังมีความหมายมากคือ Exeter มีสมุดรวมรูปและข้อมูลนักเรียนที่นักเรียนเรียกกันว่า "The Facebook" สมุดรวมรูปแบบนี้เป็นของธรรมดาในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเอกชนของสหรัฐ และกลายเป็นต้นแบบของชื่อเว็บไซต์ที่เขาสร้างในอีกไม่กี่ปีต่อมา

Harvard, Facemash และการเปิดตัว Thefacebook ปี 2004

Zuckerberg เข้าเรียนที่ Harvard ในปี 2002 เรียนจิตวิทยาและวิทยาการคอมพิวเตอร์ ตอนนั้นเขามีชื่อเสียงในหมู่นักศึกษาแล้วว่าเขียนโปรแกรมเก่ง ในปีที่สองเขาสร้างโปรแกรม CourseMatch ที่ให้นักศึกษาดูว่าเพื่อนลงวิชาอะไร แล้วตามมาด้วย Facemash เว็บที่เอารูปนักศึกษาจากสมุดรูปของหอพักมาให้คนโหวตเทียบกันทีละคู่ว่าใครหน้าตาดีกว่า เว็บนี้ดังเร็วมากจนระบบเครือข่ายของมหาวิทยาลัยรับไม่ไหว และถูกปิดภายในไม่กี่วัน นักศึกษาหลายคนไม่พอใจที่รูปของตัวเองถูกเอาไปใช้โดยไม่ได้ขออนุญาต และ Zuckerberg ต้องขอโทษต่อสาธารณะ

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2004 Zuckerberg เปิดตัวเว็บไซต์ "Thefacebook" ที่โดเมน thefacebook.com ร่วมกับเพื่อนร่วมห้องอีกสี่คน คือ Eduardo Saverin, Andrew McCollum, Dustin Moskovitz และ Chris Hughes ช่วงแรกเปิดให้เฉพาะนักศึกษา Harvard ก่อนขยายไปมหาวิทยาลัยอื่นอย่าง Columbia, Stanford และ Yale

ไม่กี่วันหลังเปิดตัว นักศึกษารุ่นพี่สามคน คือฝาแฝด Cameron และ Tyler Winklevoss กับ Divya Narendra กล่าวหาว่า Zuckerberg หลอกให้พวกเขาเชื่อว่าจะช่วยสร้างเว็บโซเชียลชื่อ HarvardConnection (ภายหลังเรียกว่า ConnectU) แต่กลับเอาไอเดียไปสร้างเว็บคู่แข่ง คดีจบด้วยการไกล่เกลี่ยในปี 2008 ที่ Facebook โอนหุ้นให้มากกว่า 1.2 ล้านหุ้นและจ่ายเงินสด 20 ล้านดอลลาร์ ที่เกี่ยวกับวงการคริปโตคือ ฝาแฝด Winklevoss ภายหลังหันมาลงทุนใน Bitcoin และก่อตั้งศูนย์ซื้อขายคริปโต Gemini ในปี 2014 จึงพูดได้ว่าคู่กรณีคนแรกๆ ของ Zuckerberg กลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ของวงการคริปโตก่อนที่ Facebook จะสนใจเรื่องนี้หลายปี

Mark Zuckerberg ในงานแถลงข่าว e-G8 ระหว่างการประชุม G8 ที่ Deauville ประเทศฝรั่งเศส ปี 2011

Mark Zuckerberg ในงานแถลงข่าว e-G8 forum ระหว่างการประชุมสุดยอด G8 ที่ Deauville ฝรั่งเศส 26 พฤษภาคม 2011 ภาพ: Guillaume Paumier (CC BY 3.0) ผ่าน Wikimedia Commons

ย้ายไป Palo Alto และเติบโตจนมีผู้ใช้ห้าร้อยล้านคน

Zuckerberg ลาออกจาก Harvard ในปีที่สองเพื่อทำ Facebook เต็มตัว ช่วงฤดูร้อนปี 2004 เขาและทีมย้ายไปเช่าบ้านหลังเล็กใน Palo Alto รัฐ California ใช้เป็นทั้งที่พักและสำนักงาน ช่วงเดียวกันนั้นเขาได้พบ Peter Thiel ผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal ซึ่งกลายเป็นนักลงทุนภายนอกรายแรกของบริษัท ตอนแรกกลุ่มนี้ตั้งใจจะกลับไปเรียนต่อ แต่สุดท้ายตัดสินใจอยู่ที่ Silicon Valley ต่อ และปฏิเสธข้อเสนอซื้อกิจการจากบริษัทใหญ่หลายราย

Facebook เปิดให้คนทั่วไปที่ไม่ใช่นักศึกษาสมัครได้ในเวลาต่อมา และโตเร็วมาก วันที่ 21 กรกฎาคม 2010 Zuckerberg ประกาศว่า Facebook มีผู้ใช้ทะลุ 500 ล้านคน ปีเดียวกันนั้นนิตยสาร Time ยกให้เขาเป็นบุคคลแห่งปี และภาพยนตร์เรื่อง The Social Network ที่เล่าช่วงก่อตั้ง Facebook ออกฉายเมื่อ 1 ตุลาคม 2010 ตัวหนังสร้างจากหนังสือที่ถูกวิจารณ์ว่าแต่งเติมเพื่อความสนุก และผู้เขียนบทเองก็ยอมรับว่าไม่ได้ยึดความถูกต้องของข้อเท็จจริงเป็นหลัก

วัฒนธรรมของบริษัทช่วงนั้นสรุปด้วยคำว่า "Hacker Way" คือสร้างของให้เร็ว ทดลองบ่อย และยอมให้มีของพังบ้างเพื่อให้ได้ของที่ดีกว่า คติ "move fast and break things" กลายเป็นภาพจำของ Facebook ยุคแรก และเป็นวิธีคิดที่ภายหลังทำให้บริษัทเจอปัญหาเมื่อของที่พังคือข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้หลายสิบล้านคน

เข้าตลาดหุ้นปี 2012: ระดมทุน 16 พันล้านดอลลาร์ แต่ Zuckerberg ยังคุมเสียงข้างมาก

Facebook ยื่นเอกสารขอเข้าตลาดหุ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2012 และหนังสือชี้ชวนฉบับสุดท้ายลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2012 กำหนดราคาขายหุ้นละ 38 ดอลลาร์ จำนวนหุ้นที่เสนอขายรวม 421,233,615 หุ้น คิดเป็นเงินรวมราว 16.0 พันล้านดอลลาร์ หุ้นเข้าซื้อขายในตลาด Nasdaq ด้วยชื่อย่อ FB ในเดือนพฤษภาคม 2012

จุดที่นักลงทุนต้องรู้คือโครงสร้างหุ้น หนังสือชี้ชวนระบุว่าหุ้นคลาส B แต่ละหุ้นมีสิทธิออกเสียง 10 เสียง ขณะที่หุ้นคลาส A ที่ขายให้คนทั่วไปมี 1 เสียง และหลังเข้าตลาด Zuckerberg จะถือหรือควบคุมสิทธิออกเสียงได้ราว 55.9% ของทั้งหมด โครงสร้างนี้ยังอยู่จนถึงปัจจุบัน แบบ 10-K ประจำปี 2025 ยังเขียนไว้ว่าเขาสามารถกำหนดผลของทุกเรื่องที่ต้องให้ผู้ถือหุ้นลงมติได้ รวมถึงการเลือกกรรมการและการควบรวมกิจการ

หน้าปกหนังสือชี้ชวนเสนอขายหุ้นของ Facebook ปี 2012 ระบุ 421,233,615 หุ้น ราคาหุ้นละ 38 ดอลลาร์

หน้าปกหนังสือชี้ชวนเสนอขายหุ้นของ Facebook ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2012 ระบุราคาหุ้นละ 38 ดอลลาร์ และสิทธิออกเสียงราว 55.9% ของ Zuckerberg ภาพ: SEC EDGAR

ในหนังสือชี้ชวนมีจดหมายจาก Zuckerberg ถึงนักลงทุน เปิดด้วยประโยคที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุดประโยคหนึ่งของเขา

"Facebook ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นบริษัทตั้งแต่แรก แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำภารกิจทางสังคม"

Mark Zuckerberg จดหมายในหนังสือชี้ชวนเสนอขายหุ้นของ Facebook (แบบ 424B4 ที่ยื่นต่อ SEC ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2012) ต้นฉบับ "Facebook was not originally created to be a company. It was built to accomplish a social mission"

ภารกิจที่เขาหมายถึงคือการทำให้โลกเปิดกว้างและเชื่อมต่อกันมากขึ้น ซึ่งเป็นพันธกิจที่เขียนไว้ในหนังสือชี้ชวนฉบับเดียวกัน และในจดหมายผู้ก่อตั้งปี 2021 เขายังยกประโยคจากจดหมายฉบับนี้มาใช้ซ้ำว่าบริษัทไม่ได้สร้างบริการเพื่อหาเงิน แต่หาเงินเพื่อสร้างบริการที่ดีกว่า

สองวันหลังจากนั้น วันที่ 19 พฤษภาคม 2012 Zuckerberg แต่งงานกับ Priscilla Chan แฟนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียน Harvard งานจัดที่บ้านของเขาและเป็นงานฉลองเรียนจบแพทย์ของ Chan ไปพร้อมกัน ต่อมาตั้งแต่ปี 2013 เขารับเงินเดือนพื้นฐานจากบริษัทเพียง 1 ดอลลาร์ต่อปี ความมั่งคั่งของเขาแทบทั้งหมดจึงมาจากหุ้นของบริษัท

ในแง่ผู้ใช้ Facebook โตต่อเนื่องอีกเกือบสิบปีหลังเข้าตลาด จากราว 1.06 พันล้านคนต่อเดือนในสิ้นปี 2012 จนแตะ 3.07 พันล้านคนในสิ้นปี 2023 กราฟด้านล่างใช้ตัวเลขจากแบบ 10-K ทุกปี ข้อควรรู้คือตั้งแต่ปี 2024 Meta เลิกรายงานจำนวนผู้ใช้ของ Facebook แยกออกมา แล้วหันไปรายงานจำนวนคนที่ใช้แอปในเครืออย่างน้อยหนึ่งแอปต่อวันแทน ซึ่งในเดือนธันวาคม 2025 อยู่ที่ 3.58 พันล้านคน และเดือนมิถุนายน 2026 อยู่ที่ 3.60 พันล้านคน

ผู้ใช้ Facebook ที่ใช้งานรายเดือน ณ 31 ธันวาคมของแต่ละปี (พันล้านคน): 2012 ปีที่เข้าตลาดหุ้น 1.06 พันล้านคน, 2018 ปีที่โดนสอบเรื่อง Cambridge Analytica 2.32 พันล้านคน, 2021 ปีที่เปลี่ยนชื่อเป็น Meta 2.91 พันล้านคน, 2023 ปีสุดท้ายที่รายงานตัวเลขนี้ 3.07 พันล้านคน

ซื้อ Instagram, WhatsApp และ Oculus: สามดีลที่สร้าง Meta

ก่อนเข้าตลาดไม่นาน วันที่ 9 เมษายน 2012 Facebook ประกาศซื้อ Instagram แอปแชร์รูปบนมือถือที่ตอนนั้นยังมีพนักงานไม่กี่คน มูลค่าที่ประกาศคือราว 1 พันล้านดอลลาร์ ทั้งเงินสดและหุ้น แต่เมื่อดีลปิดในเดือนสิงหาคม 2012 ราคาหุ้น Facebook ลดลงไปมาก แบบ 10-K ปี 2012 จึงบันทึกราคาซื้อไว้ที่ 521 ล้านดอลลาร์ ประกอบด้วยเงินสด 300 ล้านดอลลาร์และหุ้นราว 12 ล้านหุ้น ปัจจุบัน Instagram เป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของ Meta และเป็นแพลตฟอร์มที่บริษัทใช้ทดลองเรื่อง NFT ในปี 2022

ข่าวแจก Facebook ประกาศซื้อ Instagram เมษายน 2012

ข่าวแจกวันที่ 9 เมษายน 2012 ที่ Facebook ประกาศซื้อ Instagram ด้วยมูลค่าราว 1 พันล้านดอลลาร์ ภาพ: Meta Newsroom

ปี 2014 Facebook ปิดดีลใหญ่อีกสองดีล ดีลแรกคือ WhatsApp ที่ประกาศเมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2014 มูลค่ารวมราว 16 พันล้านดอลลาร์ เป็นเงินสดราว 4 พันล้านดอลลาร์และหุ้นราว 12 พันล้านดอลลาร์ บวกหุ้นที่จะทยอยให้ผู้ก่อตั้งและพนักงานอีก 3 พันล้านดอลลาร์ ดีลปิดในเดือนตุลาคม 2014 ตอนนั้น WhatsApp มีคนใช้งานรายเดือนมากกว่า 450 ล้านคน และภายหลังกลายเป็นช่องทางที่ Meta วางแผนให้คนส่งเงินหากันผ่านกระเป๋า Novi

ดีลที่สองคือ Oculus VR ผู้ผลิตแว่นความจริงเสมือน (VR) ที่ประกาศเมื่อ 25 มีนาคม 2014 มูลค่ารวมราว 2 พันล้านดอลลาร์ เป็นเงินสด 400 ล้านดอลลาร์และหุ้น 23.1 ล้านหุ้น บวกเงินตามผลงานอีกสูงสุด 300 ล้านดอลลาร์ ดีลนี้คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ภายหลังกลายเป็นหน่วยธุรกิจ Reality Labs และเป็นรากฐานของการเดิมพันกับ Metaverse ในปี 2021 แบบ 10-K ปี 2014 ยอมรับตรงๆ ว่าบริษัทไม่เคยมีประสบการณ์ทำฮาร์ดแวร์สำหรับผู้บริโภคหรือเทคโนโลยี VR มาก่อน

ข่าวแจก Facebook ประกาศซื้อ Oculus VR มีนาคม 2014

ข่าวแจกวันที่ 25 มีนาคม 2014 ที่ Facebook ประกาศซื้อ Oculus VR จุดเริ่มต้นของ Reality Labs ภาพ: Meta Newsroom

ช่วงเดียวกันนี้ Zuckerberg เริ่มบทบาทด้านการกุศลอย่างจริงจัง ในเดือนธันวาคม 2015 หลังลูกสาวคนแรกเกิด เขาและ Priscilla Chan ประกาศว่าจะบริจาคหุ้น Facebook ที่ถือ 99% ตลอดช่วงชีวิต ผ่านองค์กร Chan Zuckerberg Initiative และวันที่ 25 พฤษภาคม 2017 เขากลับไปขึ้นพูดในพิธีรับปริญญาของ Harvard พร้อมรับปริญญากิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยที่เขาลาออกกลางคันเมื่อสิบสามปีก่อน

Cambridge Analytica ปี 2018: วันที่ Zuckerberg ต้องนั่งตอบคำถามวุฒิสภา

ปี 2018 เป็นปีที่ภาพของ Facebook เปลี่ยนไปมาก หลังมีรายงานว่าบริษัทที่ปรึกษาการเมือง Cambridge Analytica ได้ข้อมูลผู้ใช้ Facebook ไปจากแอปแบบทดสอบบุคลิกภาพ ในการไต่สวนร่วมของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐวันที่ 10 เมษายน 2018 วุฒิสมาชิก John Thune ระบุว่าแอปที่มีคนใช้ราว 300,000 คนทำให้ข้อมูลของผู้ใช้ Facebook ราว 87 ล้านคนตกไปอยู่กับ Cambridge Analytica Zuckerberg ให้การต่อวุฒิสภาในวันที่ 10 เมษายน และต่อคณะกรรมาธิการพลังงานและพาณิชย์ของสภาผู้แทนราษฎรในวันถัดมา 11 เมษายน 2018

Mark Zuckerberg ขึ้นเวทีงาน F8 ปี 2018 หลังเรื่อง Cambridge Analytica

Mark Zuckerberg บนเวทีงานนักพัฒนา F8 วันที่ 30 เมษายน 2018 ไม่กี่สัปดาห์หลังให้การต่อวุฒิสภา ภาพ: Anthony Quintano (CC BY 2.0) ผ่าน Wikimedia Commons

ในคำแถลงเปิด เขารับผิดชอบเต็มๆ ด้วยประโยคที่ถูกนำไปอ้างซ้ำหลายครั้ง

"เราไม่ได้มองความรับผิดชอบของเราให้กว้างพอ และนั่นคือความผิดพลาดครั้งใหญ่ เป็นความผิดพลาดของผม และผมขอโทษ ผมเป็นคนก่อตั้ง Facebook ผมเป็นคนบริหาร และผมรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่"

Mark Zuckerberg คำแถลงต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐ 10 เมษายน 2018 (บันทึกการไต่สวน S. Hrg. 115-683) ต้นฉบับ "We didn't take a broad enough view of our responsibility, and that was a big mistake. It was my mistake, and I'm sorry. I started Facebook, I run it, and I'm responsible for what happens here."

อีกช่วงที่คนจำได้คือตอนที่วุฒิสมาชิก Orrin Hatch ถามว่า Facebook จะทำธุรกิจต่อไปได้อย่างไรในเมื่อผู้ใช้ไม่ต้องจ่ายเงิน Zuckerberg ตอบสั้นๆ ว่า "Senator, we run ads." หรือ "ท่านวุฒิสมาชิก เราขายโฆษณาครับ" คำตอบนี้กลายเป็นภาพสรุปช่องว่างความเข้าใจระหว่างนักการเมืองกับบริษัทเทคโนโลยี และเป็นภาพที่ติดตัวไปถึงตอนที่เขาต้องกลับไปตอบคำถามเรื่อง Libra ในปีถัดมา

บันทึกการไต่สวนวุฒิสภาสหรัฐปี 2018 ช่วงที่ Zuckerberg ตอบว่า Senator, we run ads

บันทึกการไต่สวนร่วมของวุฒิสภาสหรัฐ เมษายน 2018 เรื่องข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้ Facebook ภาพ: U.S. Government Publishing Office (govinfo)

ผลตามมาคือวันที่ 24 กรกฎาคม 2019 คณะกรรมการการค้าแห่งสหพันธรัฐสหรัฐ (FTC) ประกาศให้ Facebook จ่ายค่าปรับ 5 พันล้านดอลลาร์ ฐานละเมิดคำสั่งเดิมเมื่อปี 2012 ด้วยการหลอกลวงผู้ใช้เรื่องการควบคุมข้อมูลส่วนตัว FTC ระบุว่าเป็นค่าปรับด้านความเป็นส่วนตัวที่สูงที่สุดเท่าที่เคยเรียกจากบริษัทใดๆ และบังคับให้ตั้งคณะกรรมการด้านความเป็นส่วนตัวที่เป็นอิสระในบอร์ด เพื่อลดอำนาจที่ Zuckerberg เคยใช้ตัดสินเรื่องข้อมูลผู้ใช้ได้เพียงลำพัง ค่าปรับนี้ประกาศในช่วงเดียวกับที่ Libra กำลังถูกสภาคองเกรสสอบถาม ทำให้ประเด็นความน่าเชื่อถือของ Facebook ถูกหยิบมาใช้โจมตีโครงการเงินดิจิทัลโดยตรง

Zuckerberg สนใจคริปโตตั้งแต่เมื่อไร

สัญญาณแรกต่อสาธารณะมาในวันที่ 4 มกราคม 2018 Zuckerberg โพสต์เป้าหมายประจำปีของตัวเองว่าจะใช้ปี 2018 แก้ปัญหาของ Facebook ทั้งเรื่องข้อความสร้างความเกลียดชังและข่าวปลอม ในโพสต์นั้นมีย่อหน้าที่ทำให้คนในวงการคริปโตตื่นเต้น

"มีกระแสที่สวนทางเรื่องนี้ที่สำคัญอยู่ อย่างการเข้ารหัสและคริปโตเคอร์เรนซี ที่ดึงอำนาจออกจากระบบรวมศูนย์แล้วคืนกลับไปอยู่ในมือของผู้คน"

Mark Zuckerberg โพสต์บน Facebook วันที่ 4 มกราคม 2018 (รายงานโดย The Next Web) ต้นฉบับ "There are important counter-trends to this ... like encryption and cryptocurrency ... that take power from centralized systems and put it back into people's hands."

ในโพสต์เดียวกัน เขายอมรับว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มาพร้อมความเสี่ยงที่ควบคุมได้ยากขึ้น และบอกว่าสนใจจะศึกษาทั้งด้านดีและด้านเสีย รวมถึงวิธีที่ดีที่สุดในการนำมาใช้ในบริการของ Facebook

ข้อควรระวังคือโพสต์นั้นไม่ได้พูดถึง Bitcoin เลย สื่อบางแห่งตีความเกินไปว่า Facebook จะรับ Bitcoin ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดจริงในเดือนเดียวกันกลับตรงข้าม วันที่ 30 มกราคม 2018 Facebook ประกาศนโยบายโฆษณาใหม่ ห้ามโฆษณาที่โปรโมตไบนารีออปชัน ICO และคริปโตเคอร์เรนซี ทั้งบน Facebook, Instagram และเครือข่ายโฆษณาของบริษัท เหตุผลที่ให้คือมีบริษัทจำนวนมากที่โฆษณาสินค้าเหล่านี้แบบไม่สุจริต

ประกาศนโยบายโฆษณาของ Facebook ห้ามโฆษณาคริปโตและ ICO มกราคม 2018

ประกาศของ Facebook วันที่ 30 มกราคม 2018 ห้ามโฆษณาไบนารีออปชัน ICO และคริปโตเคอร์เรนซี ภาพ: Facebook Business ผ่าน Wayback Machine

นโยบายนี้ผ่อนลงทีละขั้น วันที่ 26 มิถุนายน 2018 Facebook เริ่มให้ผู้ลงโฆษณาที่ผ่านการอนุมัติล่วงหน้าโฆษณาคริปโตได้ แต่ยังห้าม ICO และไบนารีออปชัน และวันที่ 1 ธันวาคม 2021 Meta ขยายจำนวนใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลที่ยอมรับจาก 3 รายการเป็น 27 รายการ อ่านรายละเอียดเหตุการณ์ช่วงนี้เพิ่มได้ที่ Facebook, Google, Twitter แบนโฆษณาคริปโตปี 2018

เบื้องหลังที่สำคัญกว่าคือทีมงาน ในเดือนพฤษภาคม 2018 David Marcus อดีตประธาน PayPal ที่คุม Messenger อยู่ ย้ายมาเป็นหัวหน้าหน่วยบล็อกเชนที่ตั้งขึ้นใหม่ของ Facebook ก่อนหน้านั้นเขาเพิ่งเข้าเป็นกรรมการของ Coinbase ช่วงปลายปี 2017 ภายในต้นปี 2019 มีวิศวกรทำโครงการนี้มากกว่า 50 คน และสื่อเริ่มเรียกโครงการว่า "GlobalCoin" หรือ "Facebook Coin" ก่อนชื่อจริงจะถูกเปิดเผย

Libra คืออะไร: แผนสร้างเงินดิจิทัลของโลกที่ประกาศเมื่อ 18 มิถุนายน 2019

วันที่ 18 มิถุนายน 2019 Facebook เปิดตัว Libra พร้อมเอกสาร White Paper บนเว็บไซต์ libra.org ประโยคแรกของเอกสารบอกเป้าหมายไว้ใหญ่มาก

"พันธกิจของ Libra คือการสร้างสกุลเงินโลกที่เรียบง่ายและโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ให้อำนาจแก่ผู้คนหลายพันล้านคน"

Libra White Paper เผยแพร่ 18 มิถุนายน 2019 (สำเนาใน Wayback Machine) ต้นฉบับ "Libra's mission is to enable a simple global currency and financial infrastructure that empowers billions of people."

White Paper อธิบายว่า Libra มีสามส่วน ส่วนแรกคือบล็อกเชนชื่อ Libra Blockchain ที่เปิดซอร์สโค้ด ส่วนที่สองคือกองสินทรัพย์สำรอง (Reserve) ที่ใช้หนุนมูลค่าของเหรียญให้ผันผวนต่ำ และส่วนที่สามคือสมาคม Libra Association องค์กรไม่แสวงกำไรที่ตั้งอยู่ในนครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ทำหน้าที่ดูแลเครือข่ายและกองสำรอง เอกสารยังระบุว่าโลกมีผู้ใหญ่ราว 1.7 พันล้านคนที่ไม่มีบัญชีธนาคาร ทั้งที่หนึ่งพันล้านคนในกลุ่มนี้มีโทรศัพท์มือถือ นี่คือเหตุผลหลักที่ Facebook ใช้อธิบายว่าทำไมโลกต้องมี Libra

หน้าแรก Libra White Paper ปี 2019 บนเว็บไซต์ libra.org

Libra White Paper ฉบับเผยแพร่วันที่ 18 มิถุนายน 2019 ภาพ: libra.org ผ่าน Wayback Machine

สมาชิกกลุ่มแรกที่จะเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมมี 28 องค์กร รวม Facebook ผ่านบริษัทลูกชื่อ Calibra ด้วย รายชื่อแบ่งตามอุตสาหกรรมได้ดังนี้

  • การชำระเงิน: Mastercard, PayPal, PayU, Stripe และ Visa
  • เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มค้าขาย: Booking Holdings, eBay, Facebook/Calibra, Farfetch, Lyft, Mercado Pago, Spotify และ Uber
  • โทรคมนาคม: Iliad และ Vodafone
  • บล็อกเชน: Anchorage, Bison Trails, Coinbase และ Xapo
  • กองทุนร่วมลงทุน: Andreessen Horowitz, Breakthrough Initiatives, Ribbit Capital, Thrive Capital และ Union Square Ventures
  • องค์กรไม่แสวงกำไรและสถาบันการศึกษา: Creative Destruction Lab, Kiva, Mercy Corps และ Women's World Banking

ประเด็นที่นักวิจารณ์ชี้ทันทีคือ Libra ไม่ได้กระจายอำนาจแบบ Bitcoin ตัว White Paper เขียนเองว่า Libra จะเริ่มต้นเป็นบล็อกเชนแบบต้องได้รับอนุญาต (Permissioned) คือเฉพาะสมาชิกสมาคมเท่านั้นที่รันโหนดตรวจสอบธุรกรรมได้ และตั้งเป้าว่าจะเริ่มเปลี่ยนเป็นแบบเปิดให้ใครก็รันโหนดได้ภายในห้าปี ส่วนเรื่องอำนาจของ Facebook เอกสารระบุว่า Facebook จะมีบทบาทนำตลอดปี 2019 และหลังเปิดเครือข่ายจะมีสิทธิเท่ากับสมาชิกรายอื่น

แผนภาพโครงสร้าง Libra ประกอบด้วยบล็อกเชน กองสินทรัพย์สำรอง สมาคม Libra Association และกระเป๋า Calibra

โครงสร้างของ Libra ตามแผนปี 2019 บล็อกเชนแบบต้องได้รับอนุญาต กองสินทรัพย์สำรอง และสมาคมสมาชิกที่ดูแลเครือข่าย ภาพ: Bitcoin Addict

วันเดียวกัน Facebook ประกาศตั้ง Calibra บริษัทลูกที่จะทำกระเป๋าเงินดิจิทัลสำหรับ Libra ให้ใช้ได้ใน Messenger, WhatsApp และเป็นแอปแยก กำหนดเปิดตัวในปี 2020 ข่าวแจกเน้นว่าผู้คนจะส่ง Libra หากันได้ง่ายเหมือนส่งข้อความ และสัญญาว่าข้อมูลการเงินของลูกค้าจะไม่ถูกส่งให้ Facebook หรือบุคคลที่สามโดยไม่ได้รับความยินยอม ยกเว้นกรณีจำกัด และจะไม่นำไปใช้ยิงโฆษณา ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2020 Calibra เปลี่ยนชื่อเป็น Novi

ข่าวแจก Facebook เปิดตัวกระเป๋า Calibra สำหรับ Libra มิถุนายน 2019

ข่าวแจก Coming in 2020: Calibra วันที่ 18 มิถุนายน 2019 กระเป๋าเงินดิจิทัลสำหรับ Libra ภาพ: Meta Newsroom

ทำไมรัฐบาลทั่วโลกต่อต้าน Libra

ปฏิกิริยาจากหน่วยงานรัฐมาเร็วมาก วันที่ประกาศ Bruno Le Maire รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส ให้สัมภาษณ์วิทยุว่า Libra จะกลายเป็นสกุลเงินที่มีอำนาจอธิปไตยไม่ได้ และในเดือนกันยายน 2019 เขาประกาศว่าฝรั่งเศสจะไม่ยอมให้พัฒนา Libra ในสหภาพยุโรป เพราะเป็นภัยต่ออำนาจอธิปไตยทางการเงินของรัฐ

ในสหรัฐ Maxine Waters ประธานคณะกรรมาธิการการเงินของสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้ Facebook หยุดพัฒนา Libra ทันที วันที่ 10 กรกฎาคม 2019 Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐ บอกสภาคองเกรสว่า Fed มีความกังวลอย่างจริงจังเรื่องการฟอกเงิน การคุ้มครองผู้บริโภค และเสถียรภาพทางการเงิน อ่านประวัติของ Powell ได้ที่ Jerome Powell คือใคร วันรุ่งขึ้น ประธานาธิบดี Donald Trump ทวีตว่าถ้า Facebook และบริษัทอื่นอยากเป็นธนาคาร ก็ต้องขอใบอนุญาตธนาคารและอยู่ใต้กฎหมายธนาคารทั้งหมด

เหตุผลเบื้องหลังที่รัฐบาลกลัวคือขนาด ณ ตอนนั้น Facebook มีผู้ใช้รายเดือนราว 2.4 ถึง 2.5 พันล้านคน ถ้าแม้แต่ส่วนเล็กๆ ของผู้ใช้หันมาเก็บเงินเป็น Libra เงินที่ไหลออกจากระบบธนาคารของประเทศเล็กๆ อาจมีขนาดใหญ่กว่าระบบธนาคารของประเทศนั้นเอง อีกประเด็นคือ Libra รุ่นแรกออกแบบให้หนุนด้วยตะกร้าเงินหลายสกุล ไม่ได้ผูกกับดอลลาร์อย่างเดียว ทำให้มันอาจกลายเป็นสกุลเงินคู่ขนานที่อยู่นอกการควบคุมของธนาคารกลางทุกแห่ง วิเคราะห์มุมนี้แบบละเอียดได้ที่ ทำไม Libra ตาย แต่ USDT รอด

วันที่ 19 กันยายน 2019 Zuckerberg เข้าพบประธานาธิบดี Trump ที่ทำเนียบขาว แต่แรงกดดันไม่ได้ลดลง ในเดือนตุลาคม 2019 พันธมิตรรายใหญ่ทยอยถอนตัว PayPal ถอนตัวเมื่อ 4 ตุลาคม ตามด้วย eBay, Mastercard, Stripe, Visa และ Mercado Pago ในวันที่ 11 ตุลาคม และ Booking Holdings ในวันที่ 14 ตุลาคม สมาคมจึงประชุมครั้งแรกโดยเหลือสมาชิก 21 ราย และไม่มีเครือข่ายบัตรหรือผู้ให้บริการชำระเงินรายใหญ่ของสหรัฐเหลืออยู่

ประธานาธิบดี Donald Trump พบ Mark Zuckerberg ที่ห้องทำงานรูปไข่ ทำเนียบขาว กันยายน 2019

ประธานาธิบดี Donald Trump พบ Mark Zuckerberg ที่ Oval Office ทำเนียบขาว 19 กันยายน 2019 ช่วงที่ Libra ถูกหน่วยงานรัฐต่อต้าน ภาพ: The White House (สาธารณสมบัติ) ผ่าน Wikimedia Commons

23 ตุลาคม 2019: Zuckerberg ให้การต่อสภาผู้แทนราษฎรเรื่อง Libra

วันที่ 23 ตุลาคม 2019 Zuckerberg เป็นพยานคนเดียวในการไต่สวนของคณะกรรมาธิการการเงิน สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ หัวข้อ "An Examination of Facebook and Its Impact on the Financial Services and Housing Sectors" Maxine Waters เปิดการไต่สวนด้วยการบอกว่าเธอสรุปแล้วว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายถ้า Facebook แก้ข้อบกพร่องที่มีอยู่มากมายก่อนจะเดินหน้า Libra ต่อ

คำแถลงของ Zuckerberg พยายามทำสองอย่างพร้อมกัน คือยอมรับว่า Facebook ไม่ใช่คนที่เหมาะจะเสนอเรื่องนี้ และวาง Libra เป็นเรื่องการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีน

"ผมเชื่อว่านี่คือสิ่งที่ต้องสร้างขึ้น แต่ผมเข้าใจว่าตอนนี้ผมไม่ใช่ผู้ส่งสารที่เหมาะที่สุดสำหรับเรื่องนี้"

Mark Zuckerberg ให้การต่อคณะกรรมาธิการการเงิน สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ 23 ตุลาคม 2019 (บันทึกการไต่สวน Serial No. 116-63) ต้นฉบับ "I believe this is something that needs to get built, but I get that I am not the ideal messenger for this right now."

เขายังให้คำมั่นที่มีผลผูกพันกับอนาคตของโครงการทั้งหมด

"ผมอยากพูดให้ชัด Facebook จะไม่เป็นส่วนหนึ่งของการเปิดระบบชำระเงิน Libra ที่ไหนในโลก แม้แต่นอกสหรัฐ จนกว่าหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐจะอนุมัติ"

Mark Zuckerberg ให้การต่อคณะกรรมาธิการการเงิน สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ 23 ตุลาคม 2019 ต้นฉบับ "I want to be clear: Facebook will not be a part of launching the Libra payment system anywhere in the world, even outside the U.S., until the U.S. regulators approve."

บันทึกการไต่สวนสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ 23 ตุลาคม 2019 ช่วงที่ Zuckerberg พูดถึง Libra

บันทึกการไต่สวนของคณะกรรมาธิการการเงิน สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ เรื่อง Libra วันที่ 23 ตุลาคม 2019 ภาพ: U.S. Government Publishing Office (govinfo)

ในคำแถลงเดียวกัน เขาบอกว่าจีนกำลังเร่งเปิดตัวแนวคิดคล้ายกันในอีกไม่กี่เดือน และบอกว่า Libra จะหนุนด้วยเงินดอลลาร์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเขาเชื่อว่าจะขยายความเป็นผู้นำทางการเงินของสหรัฐไปทั่วโลก ถ้าสหรัฐไม่สร้างนวัตกรรม ความเป็นผู้นำนั้นก็ไม่ได้มีหลักประกัน เหตุผลชุดนี้ไม่ได้ทำให้สมาชิกสภาส่วนใหญ่เปลี่ยนใจในตอนนั้น แต่ประเด็นเรื่อง Stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์เป็นเครื่องมือขยายอำนาจของดอลลาร์ ภายหลังกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผู้สนับสนุนกฎหมาย Stablecoin ของสหรัฐยกขึ้นมาในปี 2025

ข้อสังเกตที่สำคัญคือคำมั่นว่าจะรอการอนุมัติจากสหรัฐ ทำให้ชะตาของ Libra ขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่ต่อต้านโครงการโดยตรง ในทางปฏิบัติ คำมั่นนี้ทำให้ Facebook ไม่มีทางเปิด Libra ได้เลยตราบใดที่ Fed และกระทรวงการคลังยังไม่เห็นด้วย

จาก Libra 2.0 สู่ Diem และกระเป๋า Novi

หลังโดนต่อต้านหนัก วันที่ 16 เมษายน 2020 สมาคมเปิดแผนที่เรียกกันว่า Libra 2.0 แทนที่จะมีเหรียญเดียวที่หนุนด้วยตะกร้าเงินหลายสกุล จะออกเหรียญหลายตัวที่แต่ละตัวผูกกับสกุลเงินเดียว เช่น ดอลลาร์หรือยูโร และเริ่มคุยกับหน่วยงานกำกับดูแลของสวิตเซอร์แลนด์เพื่อขอใบอนุญาตระบบชำระเงิน

วันที่ 1 ธันวาคม 2020 สมาคม Libra เปลี่ยนชื่อเป็น Diem Association คำว่า Diem มาจากภาษาละตินแปลว่า "วัน" ข่าวแจกระบุว่าชื่อใหม่สื่อถึงวันใหม่ของโครงการ และย้ำเรื่องความเป็นอิสระจาก Facebook สมาคมมี Stuart Levey อดีตปลัดกระทรวงการคลังสหรัฐคนแรกที่ดูแลด้านการก่อการร้ายและข่าวกรองทางการเงิน เป็น CEO ซึ่งเป็นการเลือกคนที่ตั้งใจส่งสัญญาณให้หน่วยงานรัฐเห็นว่าโครงการจริงจังเรื่องการป้องกันการฟอกเงิน

ประกาศเปลี่ยนชื่อ Libra เป็น Diem ธันวาคม 2020

ประกาศของสมาคม Diem วันที่ 1 ธันวาคม 2020 เปลี่ยนชื่อจาก Libra เป็น Diem ภาพ: diem.com ผ่าน Wayback Machine

วันที่ 12 พฤษภาคม 2021 Diem ประกาศย้ายฐานการดำเนินงานหลักจากสวิตเซอร์แลนด์มาสหรัฐ ถอนคำขอใบอนุญาตกับหน่วยงานกำกับของสวิส และจับมือกับ Silvergate Bank ธนาคารที่ให้บริการบริษัทคริปโตจำนวนมาก ให้เป็นผู้ออกเหรียญ Diem USD แต่เพียงผู้เดียวและดูแลกองสำรอง แผนตอนนั้นคือเริ่มทดลองเหรียญ Diem USD ในสหรัฐ

ระหว่างรอ Diem วันที่ 19 ตุลาคม 2021 Facebook เปิดทดลองกระเป๋า Novi ในสหรัฐและกัวเตมาลา ให้คนส่งเงินข้ามประเทศได้ทันทีโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม แต่เหรียญที่ใช้ไม่ใช่ Diem กลับเป็น USDP หรือ Pax Dollar ของบริษัท Paxos โดยมี Coinbase เป็นผู้รับฝากสินทรัพย์ David Marcus อธิบายว่าการใช้ USDP ไม่ได้แปลว่าเลิกสนับสนุน Diem และจะย้าย Novi ไปใช้เครือข่าย Diem เมื่อได้รับอนุมัติ ข้อนี้เป็นจุดที่ย้อนแย้งที่สุดของเรื่องทั้งหมด เพราะสินค้าชิ้นแรกที่ Facebook ปล่อยออกมาจริงใช้ Stablecoin ของคนอื่น ไม่ใช่เหรียญที่ตัวเองสร้าง

ข่าว Facebook เปิดทดลองกระเป๋า Novi ด้วยเหรียญ USDP แทน Diem ตุลาคม 2021

Facebook เปิดทดลองกระเป๋า Novi ในสหรัฐและกัวเตมาลาด้วยเหรียญ USDP ของ Paxos 19 ตุลาคม 2021 ภาพ: Finovate

อีกเรื่องที่ทำให้เห็นว่าโครงการเริ่มสะดุดคือคน วันที่ 30 พฤศจิกายน 2021 David Marcus ประกาศว่าจะออกจาก Meta ช่วงสิ้นปี 2021 หลังทำงานที่บริษัทมาเจ็ดปี Stephane Kasriel อดีต CEO ของ Upwork ขึ้นมาดูแล Novi แทน และเป็นคนเดียวกับที่ภายหลังประกาศปิดฟีเจอร์ NFT ของ Meta

จุดจบของ Diem: ขายให้ Silvergate 182 ล้านดอลลาร์ และ Novi ปิดตัว

ปลายปี 2021 ถึงต้นปี 2022 สื่อสหรัฐรายงานว่า Fed และกระทรวงการคลังไม่สนับสนุนการเปิด Diem แม้จะลดขนาดลงมาเหลือเหรียญดอลลาร์ที่ธนาคารในสหรัฐเป็นผู้ออกแล้วก็ตาม วันที่ 31 มกราคม 2022 Silvergate Capital ประกาศซื้อทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยีที่ใช้รันเครือข่ายชำระเงินบนบล็อกเชนจากกลุ่ม Diem ข่าวแจกที่ Silvergate ยื่นต่อ SEC ระบุรายละเอียดดีลไว้ดังนี้

  • สิ่งที่ซื้อ: ซอฟต์แวร์ เครื่องมือ และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรันเครือข่ายชำระเงินบนบล็อกเชน ที่วิศวกรพัฒนามาสองปีและยังอยู่ในขั้นก่อนเปิดใช้งาน
  • ราคา: หุ้นสามัญคลาส A ของ Silvergate 1,221,217 หุ้น บวกเงินสด 50 ล้านดอลลาร์ รวมมูลค่า 182 ล้านดอลลาร์ ตามราคาปิดหุ้น SI วันที่ 31 มกราคม 2022
  • เป้าหมายของผู้ซื้อ: Silvergate ระบุว่าตั้งใจใช้เทคโนโลยีนี้ออก Stablecoin ดอลลาร์ของตัวเองภายในปี 2022

Stuart Levey กล่าวในข่าวแจกว่าภูมิใจกับความพยายามของสมาชิกและทีมงานที่พัฒนาเครือข่ายชำระเงิน Diem ที่มีระบบป้องกันผู้บริโภคและอาชญากรรมทางการเงินอย่างแข็งแรง ส่วนแผนของ Silvergate ก็ไม่ได้ไปถึงไหน Silvergate ตัดมูลค่าเงินลงทุนใน Diem ทั้งหมดในเดือนมกราคม 2023 และธนาคาร Silvergate ปิดตัวในเดือนมีนาคม 2023 ท่ามกลางวิกฤตธนาคารสหรัฐ

ชิ้นสุดท้ายของโครงการคือ Novi วันที่ 1 กรกฎาคม 2022 Meta แจ้งบนเว็บไซต์ของ Novi ว่าโครงการทดลองกำลังจะจบ และกระเป๋าจะหยุดให้บริการในวันที่ 1 กันยายน 2022 หลังเปิดทดลองได้เพียงราว 11 เดือน ผู้ใช้ถูกขอให้ถอนเงินออกโดยเร็ว ส่วนเงินที่เหลือ Meta จะพยายามโอนคืนเข้าบัญชีธนาคารหรือบัตรเดบิตของผู้ใช้ ปิดฉากความพยายามสร้างระบบเงินดิจิทัลของ Facebook ที่ใช้เวลาตั้งแต่ประกาศจนปิดราวสามปี

ข่าว CNBC Meta ปิดกระเป๋า Novi วันที่ 1 กันยายน 2022

Meta ประกาศปิดกระเป๋า Novi ชิ้นสุดท้ายของโครงการ Diem 1 กรกฎาคม 2022 ภาพ: CNBC

Facebook เปลี่ยนชื่อเป็น Meta: เดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดของ Zuckerberg

ขณะที่ Diem ใกล้จบ Zuckerberg หันไปทุ่มกับเรื่องที่ใหญ่กว่า วันที่ 28 ตุลาคม 2021 ในงาน Connect 2021 เขาประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทจาก Facebook, Inc. เป็น Meta และบอกว่าเป้าหมายของบริษัทคือทำให้ Metaverse เกิดขึ้นจริง ข่าวแจกอธิบายว่า Metaverse คือประสบการณ์ออนไลน์ที่ผสมโซเชียลแบบเดิมเข้ากับภาพสามมิติหรือภาพที่ซ้อนบนโลกจริง ให้คนรู้สึกเหมือนอยู่ด้วยกันแม้อยู่คนละที่ บริษัทยังประกาศว่าจะเริ่มรายงานผลประกอบการแยกเป็นสองกลุ่ม คือ Family of Apps ที่รวมแอปโซเชียลทั้งหมด และ Reality Labs ที่รวมงาน VR และ AR

ข่าวแจก Facebook เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Meta ตุลาคม 2021

ข่าวแจก Introducing Meta: A Social Technology Company วันที่ 28 ตุลาคม 2021 ภาพ: Meta Newsroom

ในจดหมายผู้ก่อตั้งปี 2021 ที่เผยแพร่วันเดียวกัน Zuckerberg อธิบายว่าทำไมต้องเปลี่ยนชื่อ และตั้งเป้าที่วัดผลได้ภายในสิบปี

"นับจากนี้ไป เราจะให้ Metaverse มาก่อน ไม่ใช่ Facebook มาก่อน"

Mark Zuckerberg จดหมายผู้ก่อตั้งปี 2021 (Founder's Letter, 2021) วันที่ 28 ตุลาคม 2021 ต้นฉบับ "From now on, we will be metaverse-first, not Facebook-first."

จดหมายฉบับเดียวกันระบุความหวังว่าภายในทศวรรษหน้า Metaverse จะเข้าถึงคนหนึ่งพันล้านคน มีการค้าขายสินค้าดิจิทัลมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ และสร้างงานให้ครีเอเตอร์และนักพัฒนาหลายล้านคน เขายังพูดถึงสินค้าดิจิทัลที่ต้องย้ายข้ามแพลตฟอร์มได้ ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับที่คนในวงการคริปโตใช้อธิบาย NFT อ่านพื้นฐานเรื่อง Metaverse เพิ่มได้ที่ Metaverse คืออะไร

จดหมายผู้ก่อตั้งปี 2021 ของ Mark Zuckerberg ท่อน metaverse-first

จดหมายผู้ก่อตั้งปี 2021 ที่ Zuckerberg ประกาศว่าบริษัทจะให้ Metaverse มาก่อน 28 ตุลาคม 2021 ภาพ: Meta Newsroom

ชื่อย่อหุ้นก็เปลี่ยนตาม เดิมบริษัทจองชื่อ MVRS ไว้ แต่สุดท้ายหุ้นเริ่มซื้อขายในตลาด Nasdaq ด้วยชื่อย่อ META ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2022 แทนชื่อ FB ที่ใช้มาตั้งแต่ IPO ปี 2012

Reality Labs ขาดทุนไปเท่าไหร่

คำถามที่นักลงทุนถามซ้ำทุกไตรมาสคือ Metaverse ใช้เงินไปเท่าไร ตัวเลขจากแบบ 10-K ของ Meta ตอบได้ชัด Reality Labs ขาดทุนจากการดำเนินงาน 4.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2019 เพิ่มเป็น 10.2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2021 ปีที่เปลี่ยนชื่อ แล้วขาดทุนสูงขึ้นทุกปีจนถึง 19.2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 รวมเจ็ดปีตั้งแต่ 2019 ถึง 2025 ขาดทุนสะสมราว 88.1 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่รายได้ของ Reality Labs ทั้งปี 2025 อยู่ที่ 2.2 พันล้านดอลลาร์

ผลขาดทุนจากการดำเนินงานของ Reality Labs ทั้งปี (พันล้านดอลลาร์): 2019 $4.5 พันล้านดอลลาร์, 2021 ปีที่เปลี่ยนชื่อเป็น Meta $10.2 พันล้านดอลลาร์, 2025 ขาดทุนสูงสุด $19.2 พันล้านดอลลาร์

ในไตรมาสที่สองของปี 2026 Reality Labs ยังขาดทุน 4.62 พันล้านดอลลาร์ จากรายได้เพียง 431 ล้านดอลลาร์ แบบ 10-K ประจำปี 2025 คาดว่าผลขาดทุนของ Reality Labs ในปี 2026 จะใกล้เคียงกับปี 2025 สิ่งที่ทำให้ Meta ทนแบกการขาดทุนระดับนี้ได้คือธุรกิจโฆษณาของกลุ่ม Family of Apps ที่ทำกำไรจากการดำเนินงาน 102.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และโครงสร้างหุ้นที่ทำให้ Zuckerberg ไม่ต้องขอความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นรายอื่น

ผลงานที่จับต้องได้ของ Reality Labs ในปี 2026 คือแว่น Meta Quest และแว่นอัจฉริยะ Ray-Ban Meta กับ Oakley Meta ที่มีผู้ช่วย AI ในตัว ในปี 2025 บริษัทเปิดตัว Meta Ray-Ban Display ที่มีจอในเลนส์และสายรัดข้อมือ Meta Neural Band ที่อ่านสัญญาณกล้ามเนื้อเพื่อสั่งงานแว่น ทิศทางของหน่วยงานนี้จึงค่อยๆ เปลี่ยนจากโลกเสมือนเต็มรูปแบบมาเป็นแว่นที่ใช้ร่วมกับ AI

NFT บน Instagram: เปิดเดือนพฤษภาคม 2022 ปิดเดือนมีนาคม 2023

ในช่วงที่ NFT กำลังเป็นกระแส Zuckerberg ขึ้นเวที SXSW ในเดือนมีนาคม 2022 และบอกว่า Instagram กำลังทำระบบรองรับ NFT ตามที่ Engadget รายงาน เขายกตัวอย่างว่าหวังว่าเสื้อผ้าของอวาตาร์ใน Metaverse จะทำเป็น NFT แล้วพาไปใช้ข้ามที่ต่างๆ ได้ ประกาศทางการตามมาในวันที่ 10 พฤษภาคม 2022 Meta เริ่มทดสอบฟีเจอร์ Digital Collectibles กับครีเอเตอร์และนักสะสมกลุ่มเล็กในสหรัฐ ให้เชื่อมกระเป๋าคริปโตแล้วโชว์ NFT ที่สร้างหรือซื้อมาบน Instagram ได้

ฟีเจอร์นี้ขยายเร็วมากภายในปีเดียว ไทม์ไลน์จากหน้าประกาศของ Meta เป็นดังนี้

  • 10 พฤษภาคม 2022: เริ่มทดสอบในสหรัฐ รองรับเครือข่าย Ethereum และ Polygon กับกระเป๋า Rainbow, MetaMask และ Trust Wallet ไม่มีค่าธรรมเนียมการโพสต์
  • 4 สิงหาคม 2022: ขยายไป 100 ประเทศในแอฟริกา เอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และทวีปอเมริกา เพิ่มกระเป๋า Coinbase Wallet กับ Dapper และเครือข่าย Flow
  • 29 กันยายน 2022: ทุกคนในสหรัฐเชื่อมกระเป๋าและแชร์ NFT ได้ทั้งบน Facebook และ Instagram
  • 2 พฤศจิกายน 2022: ประกาศว่าครีเอเตอร์จะสร้างและขาย NFT ได้ใน Instagram เริ่มบนเครือข่าย Polygon และเพิ่มการรองรับ Solana กับกระเป๋า Phantom
  • 31 มีนาคม 2023: หยุดให้บริการ Digital Collectibles บน Instagram และ Facebook โพสต์เดิมยังอยู่แต่ไม่แสดงข้อมูลบล็อกเชนแล้ว

หน้าประกาศ Digital Collectibles บน Instagram พร้อมอัปเดตปิดฟีเจอร์ มีนาคม 2023

หน้าประกาศ NFT บน Instagram ของ Meta ที่มีอัปเดตตั้งแต่เปิดทดสอบพฤษภาคม 2022 จนปิดฟีเจอร์ 31 มีนาคม 2023 ภาพ: Meta Newsroom

การปิดฟีเจอร์ประกาศครั้งแรกเมื่อ 13 มีนาคม 2023 โดย Stephane Kasriel หัวหน้าฝ่ายพาณิชย์และเทคโนโลยีการเงินของ Meta เขียนบน Twitter ว่ากำลังปิดฟีเจอร์ Digital Collectibles ไปก่อน เพื่อหันไปโฟกัสวิธีอื่นในการสนับสนุนครีเอเตอร์ ผู้ใช้ และธุรกิจ จังหวะนี้ตรงกับช่วงตลาดคริปโตขาลงหลัง FTX ล้มในเดือนพฤศจิกายน 2022 และช่วงที่ Zuckerberg ประกาศให้ปี 2023 เป็น "ปีแห่งประสิทธิภาพ" ของ Meta ซึ่งบริษัทเลิกจ้างพนักงานราว 11,000 คนในเดือนพฤศจิกายน 2022 และประกาศลดคนอีกราว 10,000 คนในเดือนมีนาคม 2023

"เรากำลังปิดฟีเจอร์ Digital Collectibles (NFT) ไปก่อน เพื่อโฟกัสวิธีอื่นในการสนับสนุนครีเอเตอร์ ผู้คน และธุรกิจ"

Stephane Kasriel หัวหน้าฝ่ายพาณิชย์และเทคโนโลยีการเงินของ Meta โพสต์บน Twitter 13 มีนาคม 2023 (รายงานโดย Engadget) ต้นฉบับ "We're winding down digital collectibles (NFTs) for now to focus on other ways to support creators, people, and businesses."

บทเรียนจาก NFT บน Instagram คือแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ไม่ได้ทำให้สินค้าคริปโตติดตลาดได้เอง Meta ทำทุกอย่างที่คนในวงการเคยเรียกร้อง ทั้งไม่เก็บค่าธรรมเนียม รองรับหลายเครือข่าย และเชื่อมกระเป๋าแบบ Self-Custody ได้ แต่เมื่อความต้องการ NFT ในตลาดหายไป ฟีเจอร์ก็อยู่ได้ไม่ถึงปี

แพะชื่อ Bitcoin และคำถามว่า Zuckerberg ถือคริปโตหรือไม่

เรื่องเล็กที่คนในวงการคริปโตจำได้คือวันที่ 10 พฤษภาคม 2021 Zuckerberg โพสต์รูปแพะสองตัวบน Facebook พร้อมบอกว่าชื่อ Max และ Bitcoin ตามรายงานของ Gizmodo คนในวงการรีบตีความว่าเป็นสัญญาณว่าเขาสนับสนุน Bitcoin หรือ Facebook อาจซื้อ Bitcoin เข้าบริษัท แต่ Zuckerberg ไม่เคยอธิบายที่มาของชื่อ และไม่มีหลักฐานต่อสาธารณะว่า Meta ถือ Bitcoin เป็นสินทรัพย์ของบริษัท

ข่าว Gizmodo เรื่องแพะของ Zuckerberg ชื่อ Max และ Bitcoin

ข่าวเรื่องแพะสองตัวของ Zuckerberg ชื่อ Max และ Bitcoin พฤษภาคม 2021 ภาพ: Gizmodo

ส่วนตัว Zuckerberg เองไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะว่าถือคริปโตเป็นการส่วนตัวหรือไม่ บทความนี้จึงไม่ระบุว่าเขาถือหรือไม่ถือ สิ่งที่ยืนยันได้คือการตัดสินใจของบริษัทเขาผ่านเอกสารทางการเท่านั้น แบบ 10-K ประจำปี 2025 ของ Meta ไม่มีการกล่าวถึงการถือสินทรัพย์ดิจิทัลหรือ Stablecoin เลย ต่างจากบริษัทจดทะเบียนอย่าง Strategy หรือ Tesla ที่รายงาน Bitcoin ในงบดุล

จาก Metaverse สู่ AI: Meta ยุคหลังปี 2023

หลังปีแห่งประสิทธิภาพ Zuckerberg เปลี่ยนโฟกัสอีกครั้งจาก Metaverse ไปที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปี 2023 Meta เปิดโมเดลภาษาขนาดใหญ่ชื่อ Llama และวันที่ 5 กรกฎาคม 2023 เปิดตัว Threads แอปโพสต์ข้อความสั้นที่สร้างโดยทีม Instagram แบบ 10-K ปี 2025 ระบุว่าบริษัทลงทุนในหุ้นส่วนน้อยของ Scale AI 13.80 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งปิดดีลในปี 2025 และประกาศวิสัยทัศน์ "personal superintelligence for everyone" หรือ AI ที่เก่งกว่ามนุษย์สำหรับทุกคน

เงินที่ใช้ทำทั้งหมดนี้มาจากโฆษณา รายได้รวมของ Meta โตจาก 5.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2012 เป็น 201.0 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ปีเดียวที่รายได้ลดลงคือปี 2022 ซึ่งแบบ 10-K ปีนั้นระบุว่าการเปลี่ยนนโยบายข้อมูลในระบบ iOS ของ Apple ตั้งแต่ปี 2021 ทำให้การยิงโฆษณาแบบเจาะกลุ่มและการวัดผลทำได้ยากขึ้น ในไตรมาสที่สองของปี 2026 รายได้อยู่ที่ 60.8 พันล้านดอลลาร์ โต 28% จากปีก่อน ขณะที่บริษัทลดพนักงานอีกราว 8,000 คนในเดือนพฤษภาคม 2026

รายได้รวมทั้งปีของ Facebook และ Meta (พันล้านดอลลาร์): 2012 ปีที่เข้าตลาดหุ้น $5.1 พันล้านดอลลาร์, 2022 ปีเดียวที่รายได้ลดลง $116.6 พันล้านดอลลาร์, สิ้นปี 2025 $201.0 พันล้านดอลลาร์

การเปลี่ยนทิศหลายครั้งนี้ทำให้เห็นวิธีทำงานของ Zuckerberg ชัดขึ้น เขาพร้อมเดิมพันก้อนใหญ่กับเทคโนโลยีที่เชื่อว่าจะเป็นแพลตฟอร์มถัดไป ไม่ว่าจะเป็นมือถือ VR เงินดิจิทัล หรือ AI และพร้อมถอยเร็วเมื่อสิ่งนั้นไม่เวิร์ก โดยใช้กำไรจากโฆษณาเป็นทุนสำรอง แบบ 10-K ปี 2025 บรรยาย Meta ว่าเป็นบริษัทที่สร้างเทคโนโลยีให้คนเชื่อมต่อ หาชุมชน และขยายธุรกิจ และกำลังสร้างนวัตกรรม AI ทั่วทั้งกลุ่มแอปและแพลตฟอร์มใหม่

ข่าวแจก Meta เปิดตัวแอป Threads กรกฎาคม 2023

Meta เปิดตัว Threads แอปโพสต์ข้อความที่สร้างโดยทีม Instagram 5 กรกฎาคม 2023 ภาพ: Meta Newsroom

ปี 2025 ถึง 2026: Meta กลับมาหา Stablecoin แต่ไม่ออกเหรียญเอง

หลัง Diem ปิด Meta เงียบเรื่องคริปโตไปหลายปี จนในเดือนพฤษภาคม 2025 Fortune รายงานว่า Meta กำลังคุยกับบริษัทคริปโตหลายรายเรื่องใช้ Stablecoin จ่ายเงินให้ครีเอเตอร์ทั่วโลก เพราะเร็วกว่าและค่าธรรมเนียมต่ำกว่าการโอนข้ามประเทศแบบเดิม และว่าบริษัทจ้าง Ginger Baker อดีตผู้บริหาร Plaid มาเป็นรองประธานด้านผลิตภัณฑ์การเงินช่วงต้นปี 2025 จังหวะนี้มาก่อนที่สหรัฐจะผ่านกฎหมาย GENIUS Act กฎหมายกำกับ Stablecoin ฉบับแรกของประเทศในเดือนกรกฎาคม 2025

สิ่งที่เกิดจริงมาในวันที่ 29 เมษายน 2026 Meta อัปเดตหน้าช่วยเหลือว่าครีเอเตอร์ที่ได้รับเลือกในโคลอมเบียและฟิลิปปินส์รับเงินเป็น USDC ของ Circle ได้ ผ่านเครือข่าย Solana หรือ Polygon โดยเชื่อมกระเป๋าคริปโตอย่าง MetaMask, Phantom หรือกระเป๋าของ Binance สื่อคริปโตรายงานว่า Stripe ซึ่งซื้อบริษัทโครงสร้างพื้นฐาน Stablecoin ชื่อ Bridge ในปลายปี 2024 เป็นผู้ให้บริการเบื้องหลัง และ Meta บอกสื่อว่าไม่ได้ออก Stablecoin ของตัวเอง ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2026 หน้าช่วยเหลือของ Meta ระบุว่าฟีเจอร์นี้เปิดให้ครีเอเตอร์ที่ได้รับเลือกในอาร์เจนตินา โคลอมเบีย เปรู และฟิลิปปินส์

หน้าช่วยเหลือของ Meta เรื่องรับเงินครีเอเตอร์เป็น USDC บน Solana และ Polygon

หน้าช่วยเหลือ About stablecoin payouts with Meta ระบุประเทศที่ครีเอเตอร์รับเงินเป็น USDC ได้ ณ ตุลาคม 2026 ภาพ: Meta Business Help Centre

เมื่อเทียบกับปี 2019 นี่คือการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ออกเงินมาเป็นลูกค้า สมัย Libra Facebook พยายามคุมทุกชั้นพร้อมกัน ทั้งเหรียญ กองสำรอง เครือข่าย และกระเป๋า ทำให้หน่วยงานรัฐเห็นจุดเดียวที่ต้องสกัด ส่วนในปี 2026 Circle เป็นผู้ออกเหรียญ Stripe เป็นคนโอนเงิน เครือข่ายสาธารณะอย่าง Solana และ Polygon เป็นคนประมวลผล Meta มีหน้าที่เดียวคือพาผู้ใช้หลายพันล้านคนเข้าสู่ระบบ ซึ่งแทบไม่ต้องขออนุญาตใหม่จากหน่วยงานใดเลย

แผนภาพเทียบโมเดล Libra ปี 2019 ที่ Facebook คุมทุกชั้น กับโมเดลจ่าย USDC ปี 2026 ที่ Meta เป็นลูกค้า

จากผู้ออกเงินสู่ลูกค้า โมเดล Libra ปี 2019 เทียบกับการจ่ายเงินครีเอเตอร์เป็น USDC ปี 2026 ภาพ: Bitcoin Addict

สำหรับคนถือคริปโต ประเด็นนี้สำคัญเพราะแสดงให้เห็นว่า Stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์และออกโดยบริษัทที่ถูกกำกับ กลายเป็นทางที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ใช้เข้าสู่คริปโตได้โดยไม่ชนกับรัฐ ต่างจาก Libra ที่ถูกมองว่าเป็นสกุลเงินคู่แข่ง อ่านพื้นฐานเรื่อง Stablecoin ได้ที่ Stablecoin คืออะไร

Zuckerberg มองการกำกับดูแลอย่างไร

จุดยืนของ Zuckerberg ต่อกฎหมายเปลี่ยนไปตามบริบท ช่วงหลัง Cambridge Analytica เขาเรียกร้องให้รัฐเข้ามามีบทบาทมากขึ้น วันที่ 30 มีนาคม 2019 ไม่กี่เดือนก่อนเปิดตัว Libra เขาเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ The Washington Post ชื่อ "The Internet needs new rules" เสนอให้มีกฎใหม่สี่ด้าน คือเนื้อหาที่เป็นอันตราย ความโปร่งใสของการเลือกตั้ง ความเป็นส่วนตัว และการย้ายข้อมูลข้ามบริการ

"ผมเชื่อว่าเราต้องการให้รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้น"

Mark Zuckerberg บทความ "Four Ideas to Regulate the Internet" เผยแพร่ครั้งแรกใน The Washington Post 30 มีนาคม 2019 (ฉบับบนเว็บไซต์ Meta) ต้นฉบับ "I believe we need a more active role for governments and regulators."

บทความ Four Ideas to Regulate the Internet ของ Mark Zuckerberg มีนาคม 2019

บทความของ Zuckerberg ที่เรียกร้องกฎใหม่สำหรับอินเทอร์เน็ต เผยแพร่ครั้งแรกใน The Washington Post 30 มีนาคม 2019 ภาพ: Meta Newsroom

ในบทความเดียวกัน เขาบอกว่าจะเป็นผลดีต่ออินเทอร์เน็ตถ้าประเทศต่างๆ ใช้กฎหมายแบบ GDPR ของยุโรปเป็นกรอบร่วมกัน ส่วนเรื่องคริปโต ท่าทีของเขาตอนให้การปี 2019 คือ Facebook จะไม่ทำอะไรที่ไม่ถูกกำกับหรือกระจายอำนาจเต็มรูปแบบ และจะทำงานร่วมกับรัฐบาลให้ได้มาตรฐานด้านการป้องกันการฟอกเงินเท่ากับระบบชำระเงินชั้นนำของโลก

ช่วงหลังน้ำเสียงเปลี่ยนไปทางลดการควบคุม วันที่ 7 มกราคม 2025 Meta ประกาศนโยบาย "More Speech and Fewer Mistakes" ยกเลิกโครงการตรวจข้อเท็จจริงโดยบุคคลที่สามในสหรัฐ แล้วเปลี่ยนไปใช้ระบบ Community Notes ซึ่ง Meta ระบุเองว่าเห็นว่าใช้ได้ผลบน X ลดข้อจำกัดการพูดในบางหัวข้อ และเน้นบังคับใช้กฎกับเนื้อหาผิดกฎหมายหรือร้ายแรงเท่านั้น ประกาศนี้ออกมาสองสัปดาห์ก่อนพิธีสาบานตนของประธานาธิบดี Donald Trump สมัยที่สอง

ประกาศ More Speech and Fewer Mistakes ของ Meta มกราคม 2025

Meta ประกาศยกเลิกโครงการตรวจข้อเท็จจริงโดยบุคคลที่สามในสหรัฐและหันไปใช้ Community Notes 7 มกราคม 2025 ภาพ: Meta Newsroom

เมื่อมองรวมกัน อาจตีความได้ว่าท่าทีของ Zuckerberg ต่อการกำกับดูแลเปลี่ยนไปตามบริบทของบริษัทและบรรยากาศการเมือง บทเรียนจาก Libra อาจเป็นตัวกำหนดท่าทีนี้มากที่สุด เพราะเป็นครั้งเดียวที่เงินทุนมหาศาลและผู้ใช้หลายพันล้านคนของเขาไม่พอจะชนะหน่วยงานรัฐ

มุมไทย: โฆษณาคริปโตบน Facebook ในประเทศไทยต้องมีใบอนุญาต ก.ล.ต.

สำหรับคนไทย ผลกระทบที่จับต้องได้ที่สุดจากนโยบายของ Meta คือเรื่องโฆษณา หน้านโยบายโฆษณาผลิตภัณฑ์และบริการคริปโตบน Meta Transparency Center ระบุรายการใบอนุญาตที่ยอมรับแยกตามประเทศ และสำหรับประเทศไทยเขียนไว้ว่าต้องเป็นใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ออกโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แปลว่าธุรกิจคริปโตที่ไม่มีใบอนุญาตในไทยไม่ควรโฆษณาบน Facebook หรือ Instagram ที่ยิงหาคนไทยได้ตามนโยบายของแพลตฟอร์ม

หน้านโยบายโฆษณาผลิตภัณฑ์และบริการคริปโตบน Meta Transparency Center

หน้านโยบายโฆษณาผลิตภัณฑ์และบริการคริปโตบน Meta Transparency Center ภาพ: Meta

ในทางกลับกัน ผู้ใช้ควรรู้ว่านโยบายบนกระดาษไม่ได้กันโฆษณาหลอกลวงได้ทั้งหมด โฆษณาที่แอบอ้างชื่อคนดังหรือสัญญาผลตอบแทนสูงยังหลุดขึ้นมาให้เห็นเป็นระยะ ก่อนลงทุนผ่านช่องทางที่เห็นในโฆษณา ให้ตรวจรายชื่อผู้ได้รับอนุญาตบนเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. ก่อนทุกครั้ง อ่านกฎหมายคริปโตไทยแบบสรุปได้ที่ กฎหมายคริปโตในไทย ส่วน Libra, Novi และ NFT บน Instagram ไม่เคยเปิดให้บริการในประเทศไทย และฟีเจอร์รับเงินเป็น USDC ของ Meta ณ ต้นเดือนตุลาคม 2026 ยังไม่มีประเทศไทยอยู่ในรายชื่อ

ความมั่งคั่ง ครอบครัว และการกุศล

Zuckerberg เป็นมหาเศรษฐีที่สร้างตัวเองได้อายุน้อยที่สุดในโลกเมื่อปี 2008 ตอนอายุ 23 ปี ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2026 Forbes ประเมินความมั่งคั่งแบบเรียลไทม์ของเขาไว้ที่ 245.6 พันล้านดอลลาร์ อยู่อันดับ 6 ของโลก และระบุว่าเขาถือหุ้น Meta ราว 13% ตัวเลขนี้เปลี่ยนทุกวันตามราคาหุ้น Meta และแหล่งอื่นอาจประเมินต่างกัน

เขาและ Priscilla Chan มีลูกสาวสามคน คนแรกเกิดเดือนธันวาคม 2015 คนที่สองเดือนสิงหาคม 2017 และคนที่สามเดือนมีนาคม 2023 ทั้งคู่ใช้ Chan Zuckerberg Initiative เป็นช่องทางหลักของการกุศล ในเดือนกันยายน 2016 ทั้งสองประกาศใช้เงิน 3 พันล้านดอลลาร์ในสิบปีแรก เพื่อเป้าหมายรักษา ป้องกัน หรือจัดการโรคทั้งหมดให้ได้ภายในสิ้นศตวรรษนี้ นอกจากที่ดินขนาดใหญ่บนเกาะ Kauai ในฮาวายแล้ว สื่อยังรายงานการซื้อบ้านและเรือยอชต์หลายครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจคริปโต

ในด้านภาพลักษณ์ส่วนตัว ช่วงหลังปี 2022 Zuckerberg เริ่มฝึกศิลปะการต่อสู้แบบผสม (MMA) และบราซิเลียนยิวยิตสู และลงแข่งยิวยิตสูได้เหรียญทองกับเหรียญเงินในเดือนพฤษภาคม 2023

หน้าโปรไฟล์ Mark Zuckerberg บน Forbes แสดงความมั่งคั่งแบบเรียลไทม์

ความมั่งคั่งของ Mark Zuckerberg ตามการประเมินของ Forbes ณ ต้นเดือนตุลาคม 2026 ภาพ: Forbes

บทเรียนจากเส้นทางของ Mark Zuckerberg สำหรับคนในวงการคริปโต

บทเรียนข้อแรกคือเงินเป็นเรื่องของรัฐ Libra มีพันธมิตรระดับโลก เงินทุน และผู้ใช้มากกว่าสองพันล้านคน แต่ไม่เคยได้เปิดใช้จริงสักวัน เพราะการออกแบบให้เป็นสกุลเงินระดับโลกที่บริษัทเอกชนคุม ไปชนกับอำนาจที่ธนาคารกลางหวงที่สุด ขณะที่ Stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์อย่าง USDT และ USDC โตต่อได้เพราะเสริมอำนาจของดอลลาร์แทนที่จะแข่ง

ข้อที่สองคือความน่าเชื่อถือของคนเสนอสำคัญพอๆ กับตัวเทคโนโลยี Zuckerberg ยอมรับเองในสภาว่าเขาไม่ใช่ผู้ส่งสารที่เหมาะสม และเรื่อง Cambridge Analytica กับค่าปรับ FTC 5 พันล้านดอลลาร์ถูกหยิบมาโจมตี Libra โดยตรง บริษัทที่มีประวัติเรื่องข้อมูลส่วนตัวจะขอให้คนฝากเงินไว้ด้วยย่อมยากกว่าบริษัทการเงินทั่วไป

ข้อที่สามคือกระแสกับการใช้งานจริงไม่ใช่เรื่องเดียวกัน Meta เปลี่ยนชื่อบริษัทตามกระแส Metaverse และเปิด NFT บน Instagram ในช่วงพีค แต่ Reality Labs ขาดทุนสะสมเกือบ 90 พันล้านดอลลาร์ใน 7 ปี และ NFT บน Instagram อยู่ได้ไม่ถึงปี สิ่งที่อยู่รอดคือของที่ช่วยแก้ปัญหาที่มีอยู่จริง อย่างการจ่ายเงินข้ามประเทศให้ครีเอเตอร์ด้วย Stablecoin

ข้อสุดท้ายคือการกระจายอำนาจมีราคาของมัน Libra เลือกเป็นบล็อกเชนแบบต้องได้รับอนุญาตเพื่อให้รัฐยอมรับ แต่ก็ยังไม่พอ ส่วน Bitcoin ที่ไม่มีบริษัทหรือผู้บริหารให้เรียกไปให้การ กลับผ่านช่วงเวลาเดียวกันมาได้โดยไม่มีใครสั่งปิดได้ นี่คือเหตุผลที่คนในวงการคริปโตมักยกกรณี Libra เป็นตัวอย่างว่าทำไมการไม่มีศูนย์กลางจึงสำคัญ อ่านพื้นฐานเรื่องนี้ได้ที่ Bitcoin คืออะไร

ไทม์ไลน์ชีวิต Mark Zuckerberg ตั้งแต่เกิดจนถึงปี 2026

สรุปเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของ Mark Zuckerberg และเส้นทางของ Facebook กับคริปโต เรียงตามลำดับเวลา ช่วงแรกคือการสร้าง Facebook จนเป็นบริษัทจดทะเบียน

  • 14 พฤษภาคม 1984: เกิดที่ White Plains รัฐ New York
  • ปี 2002: จบจาก Phillips Exeter Academy และเข้าเรียนที่ Harvard
  • 4 กุมภาพันธ์ 2004: เปิดตัว Thefacebook กับเพื่อนร่วมห้องอีกสี่คน
  • ปี 2004: ย้ายไป Palo Alto และได้ Peter Thiel เป็นนักลงทุนภายนอกรายแรก
  • ปี 2008: ไกล่เกลี่ยคดี ConnectU กับฝาแฝด Winklevoss และ Divya Narendra
  • 21 กรกฎาคม 2010: Facebook มีผู้ใช้ทะลุ 500 ล้านคน
  • 9 เมษายน 2012: ประกาศซื้อ Instagram ราว 1 พันล้านดอลลาร์
  • 17 พฤษภาคม 2012: หนังสือชี้ชวน IPO ราคาหุ้นละ 38 ดอลลาร์ ระดมทุนราว 16.0 พันล้านดอลลาร์
  • 19 พฤษภาคม 2012: แต่งงานกับ Priscilla Chan
  • ปี 2014: ปิดดีลซื้อ Oculus (กรกฎาคม) และ WhatsApp (ตุลาคม)
  • ธันวาคม 2015: ประกาศบริจาคหุ้น 99% ผ่าน Chan Zuckerberg Initiative

Mark Zuckerberg ขึ้นพูดในงาน TechCrunch Disrupt ที่ซานฟรานซิสโก กันยายน 2012

Mark Zuckerberg ขึ้นพูดในงาน TechCrunch Disrupt ที่ซานฟรานซิสโก 11 กันยายน 2012 ไม่กี่เดือนหลัง Facebook เข้าตลาดหุ้น ภาพ: TechCrunch (CC BY 2.0) ผ่าน Wikimedia Commons

ช่วงที่สองคือเรื่องข้อมูลส่วนตัว คริปโต และการเปลี่ยนเป็น Meta

  • 4 มกราคม 2018: โพสต์ว่าจะศึกษาการเข้ารหัสและคริปโตเคอร์เรนซี
  • 30 มกราคม 2018: Facebook แบนโฆษณาคริปโต ICO และไบนารีออปชัน
  • 10 ถึง 11 เมษายน 2018: ให้การต่อวุฒิสภา (10 เมษายน) และสภาผู้แทนราษฎร (11 เมษายน) เรื่อง Cambridge Analytica
  • 18 มิถุนายน 2019: เปิดตัว Libra และ Calibra
  • 24 กรกฎาคม 2019: FTC ปรับ Facebook 5 พันล้านดอลลาร์
  • ตุลาคม 2019: PayPal, Visa, Mastercard และพันธมิตรอื่นถอนตัวจาก Libra
  • 23 ตุลาคม 2019: ให้การต่อคณะกรรมาธิการการเงินของสภาผู้แทนราษฎร
  • 1 ธันวาคม 2020: Libra เปลี่ยนชื่อเป็น Diem
  • 19 ตุลาคม 2021: เปิดทดลองกระเป๋า Novi ด้วยเหรียญ USDP
  • 28 ตุลาคม 2021: เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Meta
  • 31 มกราคม 2022: Silvergate ซื้อทรัพย์สินของ Diem มูลค่า 182 ล้านดอลลาร์
  • 10 พฤษภาคม 2022: เริ่มทดสอบ NFT บน Instagram
  • 9 มิถุนายน 2022: หุ้นเปลี่ยนชื่อย่อจาก FB เป็น META
  • 1 กันยายน 2022: กระเป๋า Novi ปิดให้บริการ
  • 13 มีนาคม 2023: Meta ประกาศปิดฟีเจอร์ NFT
  • 5 กรกฎาคม 2023: เปิดตัว Threads
  • 7 มกราคม 2025: ประกาศเลิกโครงการตรวจข้อเท็จจริงโดยบุคคลที่สามในสหรัฐ
  • ปี 2025: Reality Labs ขาดทุน 19.2 พันล้านดอลลาร์ สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
  • 29 เมษายน 2026: เริ่มจ่ายเงินให้ครีเอเตอร์บางประเทศเป็น USDC

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Mark Zuckerberg

Mark Zuckerberg เป็นคนชาติอะไร อายุเท่าไหร่

Mark Zuckerberg เป็นชาวอเมริกัน เกิดวันที่ 14 พฤษภาคม 1984 ที่เมือง White Plains รัฐ New York ในเดือนตุลาคม 2026 เขาอายุ 42 ปี

Mark Zuckerberg ยังเป็น CEO ของ Meta อยู่ไหม

ยังเป็นอยู่ ณ เดือนตุลาคม 2026 เขาเป็นทั้งประธานกรรมการและ CEO ของ Meta Platforms และควบคุมสิทธิออกเสียงเกินครึ่งของหุ้นทั้งหมดผ่านหุ้นคลาส B

Libra คืออะไร ทำไมถึงล้มเหลว

Libra คือ Stablecoin ระดับโลกที่ Facebook ประกาศเมื่อ 18 มิถุนายน 2019 บริหารโดยสมาคมที่มีสมาชิกผู้ก่อตั้ง 28 องค์กร โครงการล้มเหลวเพราะหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกกังวลเรื่องอำนาจอธิปไตยทางการเงิน การฟอกเงิน และความเป็นส่วนตัว พันธมิตรรายใหญ่ถอนตัว และ Fed กับกระทรวงการคลังสหรัฐไม่สนับสนุน จนต้องขายทรัพย์สินให้ Silvergate ในเดือนมกราคม 2022

Mark Zuckerberg บนเวทีงาน F8 เดือนเมษายน 2019 ปีเดียวกับที่เปิดตัว Libra

Mark Zuckerberg บนเวทีงาน F8 วันที่ 30 เมษายน 2019 ไม่กี่สัปดาห์ก่อนเปิดตัว Libra ภาพ: Anthony Quintano (CC BY 2.0) ผ่าน Wikimedia Commons

Libra กับ Diem ต่างกันอย่างไร

เป็นโครงการเดียวกัน Libra เปลี่ยนชื่อเป็น Diem เมื่อ 1 ธันวาคม 2020 พร้อมลดขนาดแผนจากเหรียญที่หนุนด้วยตะกร้าเงินหลายสกุล มาเป็นเหรียญที่ผูกกับสกุลเงินเดียว และภายหลังย้ายฐานจากสวิตเซอร์แลนด์มาสหรัฐ

Novi คืออะไร

Novi คือกระเป๋าเงินดิจิทัลของ Facebook เดิมชื่อ Calibra เปิดทดลองเมื่อ 19 ตุลาคม 2021 ในสหรัฐและกัวเตมาลา ใช้เหรียญ USDP ของ Paxos แทน Diem และมี Coinbase เป็นผู้รับฝาก ปิดให้บริการวันที่ 1 กันยายน 2022

Meta ขาดทุนกับ Metaverse ไปเท่าไหร่

ตามแบบ 10-K หน่วย Reality Labs ขาดทุนจากการดำเนินงานรวมราว 88.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2019 ถึง 2025 โดยปี 2025 ปีเดียวขาดทุน 19.2 พันล้านดอลลาร์ และไตรมาสที่สองของปี 2026 ขาดทุนอีก 4.62 พันล้านดอลลาร์

Mark Zuckerberg ถือ Bitcoin ไหม

ไม่มีข้อมูลยืนยันต่อสาธารณะ เขาเคยโพสต์รูปแพะชื่อ Bitcoin ในปี 2021 แต่ไม่เคยอธิบายความหมาย และเอกสารที่ Meta ยื่นต่อ SEC ไม่ได้รายงานว่าบริษัทถือ Bitcoin

Meta จะออก Stablecoin ของตัวเองไหม

ณ เดือนตุลาคม 2026 ยังไม่มี Meta เลือกใช้ USDC ของ Circle จ่ายเงินให้ครีเอเตอร์ที่ได้รับเลือกในบางประเทศ ผ่านเครือข่าย Solana และ Polygon และบอกสื่อว่าไม่ได้ออก Stablecoin ของตัวเอง

สรุป: Mark Zuckerberg ผู้พิสูจน์ว่าเงินไม่ใช่แค่ซอฟต์แวร์

Mark Zuckerberg คือผู้ก่อตั้ง Facebook ที่สร้างเครือข่ายโซเชียลใหญ่ที่สุดในโลกจากหอพักใน Harvard นำบริษัทเข้าตลาดหุ้นโดยยังคุมเสียงข้างมาก และพยายามขยายอาณาจักรไปสู่เงินดิจิทัล Metaverse NFT และ AI ในวงการคริปโต เขาคือคนที่ยืนยันด้วยตัวเองว่าบริษัทเอกชนที่ใหญ่แค่ไหนก็ยังสร้างสกุลเงินโลกไม่ได้ถ้ารัฐไม่ยอม

เส้นทางของ Meta ตั้งแต่ Libra ในปี 2019 จนถึงการจ่าย USDC ในปี 2026 แสดงให้เห็นว่าบริษัทเรียนรู้แล้วว่าทางที่เดินได้คือการเป็นผู้ใช้ Stablecoin ที่ถูกกำกับ ไม่ใช่ผู้ออกเงินแข่งกับรัฐ คำถามต่อไปคือถ้าฟีเจอร์จ่ายเงินเป็น Stablecoin ขยายไปถึงผู้ใช้หลายพันล้านคนจริง Meta จะกลายเป็นประตูที่พาคนเข้าสู่คริปโตมากที่สุดในโลกหรือไม่ โดยที่ไม่ต้องสร้างเหรียญของตัวเองเลย

บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ที่สนใจลงทุนในคริปโตควรศึกษาความเสี่ยง และเลือกซื้อขายผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. อ่านเรื่องการเก็บรักษาเหรียญเพิ่มเติมได้ที่ Hot Wallet และ Cold Wallet

อ่านประวัติบุคคลสำคัญคนอื่นในโลกคริปโตต่อได้ที่ แฟ้มบุคคลในโลกคริปโต และประวัติผู้ก่อตั้ง Coinbase ซึ่งเป็นผู้รับฝากสินทรัพย์ของกระเป๋า Novi ได้ที่ Brian Armstrong คือใคร

ภาพบุคคล: Mark Zuckerberg โดย Jeff Sainlar, Meta (CC BY-SA 4.0) โดย Eirik Solheim (CC BY-SA 2.0) โดย Guillaume Paumier (CC BY 3.0) โดย Anthony Quintano (CC BY 2.0) โดย TechCrunch (CC BY 2.0) ผ่าน Wikimedia Commons และภาพจากทำเนียบขาว (สาธารณสมบัติ)

ภาพปก: Mark Zuckerberg โดย Jeff Sainlar, Meta (CC BY-SA 4.0) ผ่าน Wikimedia Commons ดัดแปลงโดย Bitcoin Addict ภาพปกฉบับดัดแปลงเผยแพร่ภายใต้ CC BY-SA 4.0

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความทั้งหมด