ทำไม Libra ตาย แต่ USDT รอด: Stablecoin กลายเป็นแผนของอเมริกา

ทำไม Libra ตาย แต่ USDT รอด: Stablecoin กลายเป็นแผนของอเมริกา

Libra ของ Facebook ถูกบดขยี้ภายใน 3 ปี แต่ USDT กับ USDC กลับโตทะลุ 300,000 ล้านดอลลาร์ เจาะ GENIUS Act และเคส Howard Lutnick ที่ทำให้ Stablecoin กลายเป็นแผนของ

ปี 2019 Facebook ประกาศเปิดตัว Libra สกุลเงินดิจิทัลระดับโลกที่มีพันธมิตรระดับ Visa, Mastercard, PayPal, eBay, Uber, Spotify มาร่วมก่อตั้งด้วยกันกว่า 27 บริษัท เป้าหมายคือทำให้คนกว่า 2,000 ล้านคนที่ใช้ Facebook ส่งเงินหากันได้ทั่วโลกเหมือนส่งข้อความ

ผ่านไปไม่ถึงเดือน Jerome Powell ประธาน Fed ออกมาพูดต่อสาธารณะว่า Libra สร้างความกังวลร้ายแรงเรื่องความเป็นส่วนตัว การฟอกเงิน การคุ้มครองผู้บริโภค และเสถียรภาพทางการเงิน สภาคองเกรสเรียก Facebook ไปชี้แจงถึง 3 รอบ Maxine Waters ประธานคณะกรรมาธิการการเงินของสภาผู้แทนราษฎรถึงขั้นขอให้ Facebook หยุดพัฒนาโครงการนี้ไปเลย ตุลาคม 2019 Zuckerberg ต้องไปนั่งชี้แจงต่อสภาคองเกรสเอง แล้วพันธมิตรตัวใหญ่อย่าง Visa, Mastercard, PayPal ก็ถอนตัวออกจาก Libra Association ก่อนที่สมาคมจะตั้งตัวได้เสร็จด้วยซ้ำ โครงการพยายามเปลี่ยนชื่อเป็น Diem ปลายปี 2020 เพื่อลดกระแสต่อต้าน แต่ก็ไปไม่รอด สุดท้ายขายทรัพย์สินทิ้งให้ Silvergate Capital มูลค่า 182 ล้านดอลลาร์ในมกราคม 2022 ปิดตำนานเงินดิจิทัลของ Facebook ใช้เวลาไม่ถึง 3 ปีเต็มตั้งแต่ประกาศจนตาย

Mark Zuckerberg ปี 2019

ภาพ: Mark Zuckerberg ปี 2019 ปีเดียวกับที่ Libra เปิดตัวและถูกสภาคองเกรสเรียกไปชี้แจง (ภาพ: Anthony Quintano, สัญญาอนุญาต CC BY 2.0, ที่มา Wikimedia Commons)

ทีนี้มาดู USDT กับ USDC ที่ทำเรื่องเดียวกันเป๊ะ คือออกโทเค็นดิจิทัลที่คนทั่วโลกใช้ส่งเงินหากันได้โดยไม่ต้องผ่านธนาคาร ความเสี่ยงที่ Powell พูดถึง Libra ทั้งเรื่องฟอกเงิน ความเป็นส่วนตัว เสถียรภาพทางการเงิน ก็เป็นความเสี่ยงเดียวกันเป๊ะที่มีคนพูดถึง USDT มาตลอดหลายปี แต่ผลลัพธ์กลับตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง ล่าสุด ณ วันที่ 10 กันยายน 2026 มูลค่าตลาดรวมของ Stablecoin อยู่ที่ประมาณ 302,800 ล้านดอลลาร์ โดย USDT ครองส่วนแบ่ง 60.57% และ USDC ครองอีก 24.5% ไม่มีใครมาเรียก CEO ของ Tether หรือ Circle ไปชี้แจงสภาคองเกรสแบบที่ Zuckerberg โดน ไม่มีใครบังคับให้ยุบบริษัท ปริมาณธุรกรรมของ Stablecoin ทั้งระบบในปี 2025 ก็สูงถึงประมาณ 33 ล้านล้านดอลลาร์ โตขึ้น 72% จากปี 2024 คิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของธุรกรรมบน Blockchain ทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนโลก ตัวเลขระดับนี้คือสิ่งที่ Libra เองก็ไม่เคยมีโอกาสได้พิสูจน์ตัวเองเลยด้วยซ้ำ เพราะโดนสกัดตายตั้งแต่ก่อนเปิดใช้งานจริง

คำถามที่น่าสนใจจริงๆ ไม่ใช่ว่าทำไม Stablecoin ถึงชนะ CBDC แต่คือทำไม Libra ถึงตาย ในขณะที่ USDT กับ USDC โตต่อเนื่องมาตลอด ทั้งที่เป็นความเสี่ยงแบบเดียวกัน

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ความเสี่ยง แต่อยู่ที่ว่าสกุลเงินไหนหนุนหลัง

จุดต่างที่สำคัญที่สุดระหว่าง Libra กับ USDT คือ Libra ในตอนแรกออกแบบให้หนุนหลังด้วยตะกร้าเงินหลายสกุล ไม่ใช่ดอลลาร์ล้วน แบ่งเป็นดอลลาร์ 50% ยูโร 18% เยน 14% ปอนด์ 11% และดอลลาร์สิงคโปร์ 7% ตามที่ระบุในเอกสารของ Libra เอง ควบคุมโดยบริษัทเทคเอกชนที่ไม่ใช่สัญชาติอเมริกันล้วน แปลว่าถ้า Libra โตสำเร็จจริง มันจะกลายเป็นสกุลเงินคู่ขนานที่ลดความจำเป็นในการถือดอลลาร์ของคนทั่วโลกลงไปเรื่อยๆ นี่คือเหตุผลที่ไม่ใช่แค่สหรัฐที่ตื่นตัว แต่รัฐมนตรีคลังของกลุ่ม G7 ทั้งกลุ่มออกแถลงการณ์ร่วมกันคัดค้าน โดยระบุตรงๆ ว่าโครงการแบบ Libra กระทบต่ออำนาจอธิปไตยทางการเงินและการทำงานของระบบการเงินระหว่างประเทศ Bruno Le Maire รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศสถึงขั้นพูดในที่ประชุม G7 ว่า "ไม่มีเอกชนรายไหนควรมีอำนาจทางการเงินแบบเดียวกับที่รัฐอธิปไตยมี โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้กติกาหรือพันธะแบบเดียวกัน" และย้ำอีกครั้งว่า "อำนาจอธิปไตยทางการเงินของเรากำลังตกอยู่ในความเสี่ยง" ฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี ถึงขั้นเตรียมออกกฎกันไม่ให้ Libra พัฒนาในยุโรปได้เลย

Libra กับ USDT/USDC หนุนหลังด้วยสกุลเงินไหน
สกุลเงินหนุนหลัง Libra (2019) USDT / USDC
ดอลลาร์สหรัฐ (USD)50%100%
ยูโร (EUR)18%-
เยนญี่ปุ่น (JPY)14%-
ปอนด์อังกฤษ (GBP)11%-
ดอลลาร์สิงคโปร์ (SGD)7%-
ควบคุมโดยเอกชนข้ามชาติ (Libra Association)หนุนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ
USDT (Tether) มูลค่าตลาดจริง ม.ค. 2025 ถึง ก.ย. 2026
ม.ค. 25
$137.75B
ก.ค. 25
GENIUS Act ลงนาม 18 ก.ค. 2025
$158.75B
พ.ค. 26
จุดสูงสุด
$189.54B
ก.ย. 26
$183.35B
ม.ค. 25มิ.ย. 25พ.ย. 25เม.ย. 26ก.ย. 26
ที่มา: DeFiLlama stablecoincharts API (มูลค่าหมุนเวียนรายเดือน, ดึงข้อมูล 16 ก.ย. 2026)

ที่มา: DeFiLlama (มูลค่าตลาด USDT รายเดือน)

ในทางกลับกัน USDT และ USDC ผูกกับดอลลาร์ 1 ต่อ 1 และสินทรัพย์ค้ำประกันส่วนใหญ่คือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ทุกครั้งที่มีคนซื้อ USDT เพิ่ม 1 เหรียญ เท่ากับมีเงินไหลไปซื้อพันธบัตรสหรัฐเพิ่ม 1 เหรียญโดยอัตโนมัติ พูดง่ายๆ คือ Libra พยายามลดการพึ่งพาดอลลาร์ของโลก ส่วน USDT กับ USDC กลับเพิ่มความต้องการพันธบัตรดอลลาร์ให้สหรัฐโดยตรง อันหนึ่งเป็นภัยต่อระบบที่ดอลลาร์ครองอยู่ อีกอันหนึ่งกลายเป็นเครื่องมือขยายอำนาจของระบบนั้นออกไปทั่วโลก ความเสี่ยงเรื่องฟอกเงินหรือเสถียรภาพทางการเงินเป็นแค่ข้ออ้างที่หยิบมาใช้ได้กับทั้งคู่ แต่สิ่งที่ตัดสินว่าใครรอดใครตายคือคำถามที่ว่าสกุลเงินไหนได้ประโยชน์ ไม่ใช่ความเสี่ยงทางเทคนิค

GENIUS Act คือการเอาสิ่งที่ Libra เคยพยายามทำ มาทำใหม่ให้ถูกทาง

เรื่อง Stablecoin แบบ USDT มีมานานตั้งแต่ก่อน Libra ด้วยซ้ำ แต่จุดหักเหครั้งใหญ่ที่สุดที่ทำให้มันกลายเป็นนโยบายหลักของรัฐคือกฎหมาย Guiding and Establishing National Innovation for US Stablecoins Act of 2025 หรือ GENIUS Act ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามเมื่อ 18 กรกฎาคม 2025

ก่อนหน้านี้สหรัฐเองก็เคยมีแผนทำ CBDC เหมือนกัน แต่พับไปเพราะโดนต่อต้านในประเทศหนักมาก ประชาชนไม่ต้องการให้รัฐควบคุมเงินของตัวเองระดับนั้น สุดท้ายสิ่งที่สหรัฐเลือกทำแทนคือออกกฎหมายรองรับให้เอกชนออก Stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์ได้อย่างถูกกฎหมาย จากที่เดิมทีเรื่องนี้อยู่ในพื้นที่สีเทามาตลอด เท่ากับว่าสิ่งที่ Libra เคยพยายามทำเมื่อปี 2019 แล้วโดนบดขยี้ กลายเป็นสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐเองอนุมัติและส่งเสริมเต็มที่ในปี 2025 ต่างกันแค่ว่าคราวนี้มันผูกกับดอลลาร์ล้วนๆ ไม่ใช่ตะกร้าเงินหลายสกุลเหมือน Libra

ตัวกฎหมายเองก็เขียนไว้ชัดว่าใครจะออก Stablecoin แบบนี้ได้ต้องทำอะไรบ้าง คือต้องสำรองสินทรัพย์แบบ 1 ต่อ 1 ด้วยเงินสดหรือพันธบัตรระยะสั้นของสหรัฐเท่านั้น ห้ามเอาสินทรัพย์สำรองไปจำนำต่อหรือใช้ซ้ำ ต้องแยกบัญชีสำรองออกจากทรัพย์สินบริษัทและรายงานต่อสาธารณะทุกเดือน ห้ามจ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนให้คนถือเหรียญเฉยๆ เพื่อไม่ให้เข้าข่ายเป็นผลิตภัณฑ์การลงทุน และที่สำคัญคือถ้าบริษัทผู้ออกล้มละลาย เงินสำรองจะไม่ถูกนับเป็นทรัพย์สินของบริษัทที่ต้องเอาไปแบ่งให้เจ้าหนี้ทั่วไป แต่ผู้ถือ Stablecoin มีสิทธิ์เรียกร้องคืนจากเงินสำรองนั้นก่อนเจ้าหนี้รายอื่นเกือบทั้งหมด พูดง่ายๆ คือกฎหมายฉบับนี้ออกแบบมาให้คนถือ USDT หรือ USDC มั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าเงินจะไม่หายไปง่ายๆ แม้บริษัทจะเจ๊ง ซึ่งเป็นการรับประกันที่ Libra ไม่เคยมีโอกาสได้เสนอเลยเพราะโดนเตะออกจากสนามไปก่อน

ผลที่เกิดขึ้นหลัง GENIUS Act ผ่านคือชัดเจนมาก แม้ USDC จะเริ่มโตมาบ้างแล้วก่อนหน้านั้น (จากประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์ปลายปี 2024) แต่หลังกฎหมายผ่านเดือนกรกฎาคม 2025 ก็โตต่อเนื่องขึ้นไปแตะจุดสูงสุดราว 77,000 ล้านดอลลาร์ช่วงต้นปี 2026 ก่อนย่อตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 74,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ส่วน PayPal USD หรือ PYUSD ที่ยังเป็นเหรียญเล็กมูลค่าไม่ถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ตอนต้นปี 2025 กลับโตขึ้นไปแตะจุดสูงสุดกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2026 หรือประมาณ 8 เท่า ก่อนย่อตัวลงมาบ้างเช่นกัน กราฟทั้งสองด้านล่างนี้เป็นตัวเลขจริงรายเดือนจาก DeFiLlama ไม่ใช่แค่เทียบก่อน-หลังสองจุด

USDC (Circle) มูลค่าตลาดจริง ม.ค. 2025 ถึง ก.ย. 2026
ม.ค. 25
$43.91B
ก.ค. 25
GENIUS Act ลงนาม 18 ก.ค. 2025
$61.23B
ก.ย. 26
$73.68B
ม.ค. 25มิ.ย. 25พ.ย. 25เม.ย. 26ก.ย. 26
ที่มา: DeFiLlama stablecoincharts API (มูลค่าหมุนเวียนรายเดือน, ดึงข้อมูล 15 ก.ย. 2026)
PYUSD (PayPal) มูลค่าตลาดจริง ม.ค. 2025 ถึง ก.ย. 2026
ม.ค. 25
$0.50B
ก.ค. 25
GENIUS Act ลงนาม 18 ก.ค. 2025
$0.95B
มี.ค. 26
จุดสูงสุดหลัง Act ~8 เท่า
$4.20B
ก.ย. 26
$2.88B
ม.ค. 25มิ.ย. 25พ.ย. 25เม.ย. 26ก.ย. 26
ที่มา: DeFiLlama stablecoincharts API (มูลค่าหมุนเวียนรายเดือน, ดึงข้อมูล 15 ก.ย. 2026)

พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ถูก Tokenize ก็โตจาก 3,000 ล้านดอลลาร์ เป็นเกือบ 9,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน ทุกตัวเลขชี้ไปทางเดียวกันคือเงินไหลเข้าไปหนุนพันธบัตรสหรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านช่องทาง Stablecoin

ทีนี้มีทฤษฎีที่หลายคนพูดกันมานานว่า GENIUS Act ไม่ใช่แค่เรื่องกำกับดูแล แต่เป็นเครื่องมือให้สหรัฐส่งออกพันธบัตรของตัวเองไปทั่วโลกผ่าน Stablecoin โดยที่รัฐไม่ต้องเปื้อนมือเอง ให้บริษัทเอกชนเป็นคนทำแทน ถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นก็จัดการที่ตัวบริษัทได้ง่ายกว่า เรื่องนี้เคยฟังดูเหมือนทฤษฎีสมคบคิดเฉยๆ จนกระทั่งมีเคสที่ทำให้มันดูมีมูลมากขึ้นเยอะ

เคสที่ทำให้ทฤษฎีสมคบคิดกลายเป็นเรื่องมีหลักฐาน

Howard Lutnick รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ เคยเป็น CEO ของ Cantor Fitzgerald บริษัทการเงินที่ถือหุ้น 5% ใน Tether ผู้ออก USDT ผ่านการซื้อ Convertible Bond มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2024 และเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินหลักให้ Tether ด้วย ข้อมูลไตรมาสแรกปี 2026 ระบุว่า Tether ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมกันสูงถึง 141,000 ล้านดอลลาร์ โดย Cantor เป็นผู้ดูแลทรัพย์สินส่วนใหญ่ตรงนี้ กินค่าธรรมเนียม custody หลักสิบล้านดอลลาร์ต่อปี

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือช่วงที่ Lutnick ขายหุ้นของตัวเองใน Cantor ให้ลูกทั้งสี่คนเพื่อเลี่ยงข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อน หลังรับตำแหน่งได้ราว 8 เดือน (โอนหุ้นเสร็จสมบูรณ์ 6 ตุลาคม 2025) วันถัดมามีเอกสารสินเชื่อยื่นในนิวยอร์กแสดงว่า Tether ปล่อยกู้ให้ทรัสต์ชื่อ Dynasty Trust A ซึ่งลูกทั้งสี่คนของ Lutnick เป็นผู้รับผลประโยชน์ วุฒิสมาชิก Elizabeth Warren และ Ron Wyden ส่งจดหมายถึงทั้ง Lutnick และ CEO ของ Tether อย่างเป็นทางการเมื่อปลายเมษายน 2026 เพื่อสอบถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและความเสี่ยงด้านความมั่นคง

ที่ทำให้เรื่องนี้ย้อนแย้งหนักขึ้นไปอีกคือ Tether เองก็ไม่ใช่บริษัทที่ประวัติสะอาดขนาดนั้น ก.พ. 2021 อัยการสูงสุดรัฐนิวยอร์กบังคับให้ Tether และ Bitfinex จ่ายค่าปรับ 18.5 ล้านดอลลาร์ จากข้อกล่าวหาปกปิดผลขาดทุนและโกหกว่าเหรียญแต่ละหน่วยมีดอลลาร์หนุนหลังเต็ม 100% ตลอดเวลา ตามมาด้วย ต.ค. 2021 ที่ CFTC หน่วยงานกำกับตลาดล่วงหน้าของสหรัฐ สั่งปรับ Tether อีก 41 ล้านดอลลาร์ฐานให้ข้อมูลเท็จหรือทำให้เข้าใจผิด โดยผลสอบสวนพบว่าในช่วง 26 เดือนตั้งแต่ปี 2016 ถึง 2018 มีแค่ประมาณหนึ่งในสี่ของเวลาทั้งหมดเท่านั้นที่ USDT มีเงินสำรองครบเต็ม 100% จริง ที่เหลือ Tether เอาเงินสำรองไปปนกับเงินของบริษัทเองและถือในสินทรัพย์ที่ไม่ใช่เงินสด พูดง่ายๆ คือบริษัทที่เคยถูกพิสูจน์แล้วว่าโกหกเรื่องเงินสำรองจริงๆ ไม่ใช่แค่ทฤษฎี กลับเป็นบริษัทที่ได้รับการต้อนรับด้วยกฎหมาย GENIUS Act ในปี 2025 ในขณะที่ Libra ซึ่งไม่เคยแม้แต่จะได้เปิดตัวจริงหรือโกหกอะไรใครเลยสักครั้ง กลับโดนบดขยี้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม

บอกตรงๆ ผมไม่มีทางรู้ว่าเบื้องหลังจริงๆ เป็นแผนที่วางไว้ตั้งแต่ต้นหรือเป็นแค่ผลประโยชน์ที่มาบรรจบกันพอดี แต่เอาจากหลักฐานเท่าที่มีตอนนี้ คนที่กุมนโยบายสั่งการพันธบัตรกับคนที่ได้ประโยชน์จากการที่ Stablecoin โตนั้นเป็นเครือข่ายเดียวกันจริงๆ Libra ตายเพราะพยายามทำสิ่งที่ลดอำนาจดอลลาร์ โดยที่คนทำไม่มีเส้นสายอะไรในวอชิงตันเลย ส่วน USDT โตเพราะทำตรงข้ามและมีคนอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีคอยดูแลผลประโยชน์ทับซ้อนของตัวเองไปด้วยพร้อมกัน

เส้นทางผลประโยชน์ระหว่าง Howard Lutnick, Cantor Fitzgerald และ Tether

ภาพ: เส้นทางผลประโยชน์ระหว่าง Howard Lutnick, Cantor Fitzgerald และ Tether (ภาพ: gen โดยเอม ผ่านตรวจเข้มแล้ว)

ดูแล้วจะเห็นแพทเทิร์นเดียวกันซ้ำทั่วโลก

พอเข้าใจกรอบนี้แล้ว ลองไปดูท่าทีของแต่ละประเทศ จะเห็นว่าทุกที่เล่นเกมเดียวกันคือ ใครแตะดอลลาร์แรงเกินไปโดนเล่นงาน ใครทำแค่ในประเทศตัวเองไม่แตะระบบโลกจะถูกปล่อยผ่าน

รัสเซียเป็นเคสที่ชัดที่สุด เพราะเปลี่ยนท่าทีจากที่เคยต่อต้านคริปโตแบบสุดโต่งในปี 2022 มาเป็นยอมรับ เมื่อเห็นว่า Stablecoin ของตัวเองอย่าง A7A5 ช่วยหลบมาตรการคว่ำบาตรได้จริง เรื่องนี้เขียนละเอียดไว้แล้วในบทความ กฎหมายคริปโตฉบับแรกของรัสเซีย สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ A7A5 โดนสหรัฐคว่ำบาตรตรงตั้งแต่สิงหาคม 2025 และโดน EU แบนตามในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน เพราะมันคือ Stablecoin ของรัฐคู่แข่งที่ออกแบบมาเพื่อหนีระบบดอลลาร์โดยเฉพาะ ได้รับการปฏิบัติไม่ต่างจาก Libra เมื่อเจ็ดปีก่อน ส่วน Digital Ruble หรือ CBDC ของรัสเซียเองก็เพิ่งบังคับใช้จริงกับธนาคารใหญ่ 12 แห่งและร้านค้ารายใหญ่ตั้งแต่ 1 กันยายน 2026 หลังเลื่อนมาตั้งแต่ปี 2020

จีนคือประเทศที่แบน Stablecoin หนักที่สุดในโลก แบนอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2021 ห้ามธนาคารและบริษัทให้บริการเกี่ยวข้อง ห้ามใช้จ่าย ห้ามขุด ห้ามทำ ICO แล้วหันไปเดินหน้าเงินหยวนดิจิทัลหรือ e-CNY เต็มที่แทน เหตุผลไม่ใช่แค่กลัวความเสี่ยงทางการเงิน แต่เพราะจีนรู้ดีว่าถ้าปล่อยให้ Stablecoin ดอลลาร์เข้ามาแทรกซึมในประเทศได้ง่ายๆ เท่ากับยอมให้เงินหยวนของตัวเองอ่อนแอลงในสนามที่ตัวเองอยากคุมเบ็ดเสร็จ อย่างไรก็ตาม Chainalysis รายงานว่าเครือข่ายฟอกเงินที่ใช้ภาษาจีน ครอบคลุมทั้งจีน ฮ่องกง ไต้หวัน ยังฟอกเงินผ่านคริปโตไปกว่า 16,100 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 ส่วนใหญ่ผ่าน Stablecoin แปลว่าต่อให้แบนหนักแค่ไหน ความต้องการใช้ดอลลาร์ผ่านช่องทางนี้ก็ไม่หายไป แค่ย้ายไปอยู่ใต้ดินแทน นอกจากนี้จีนยังไม่ได้สู้แค่ในทางรับ แต่เดินเกมรุกด้วยการเป็นแกนหลักของ Project mBridge ร่วมกับฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และไทย เป็นแพลตฟอร์มโอนเงินข้ามประเทศระหว่าง CBDC ของแต่ละชาติโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านระบบ SWIFT ที่สหรัฐมีอิทธิพลอยู่ ปัจจุบันประมวลผลธุรกรรมไปแล้วกว่า 55,500 ล้านดอลลาร์ในกว่า 4,000 รายการ นี่คือความพยายามสร้างเส้นทางการเงินโลกอีกเส้นที่ไม่ต้องพึ่งดอลลาร์เลยแม้แต่นิดเดียว เพียงแต่ยังเล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดของ Stablecoin ดอลลาร์

ท่าทีของ 6 ประเทศต่อ Stablecoin และ CBDC

ภาพ: ท่าทีของรัสเซีย จีน ยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น และไทย ต่อ Stablecoin และ CBDC (ภาพ: gen โดยเอม ผ่านตรวจเข้มแล้ว)

ยุโรปเลือกเล่นอีกแบบ คือไม่ห้ามแต่บังคับให้เล่นตามกติกาตัวเองผ่านกฎหมาย MiCA ตั้งแต่ปี 2024 ผลคือ USDT ถูกเขี่ยออกจากแพลตฟอร์มที่มีใบอนุญาต MiCA ในยุโรปไปเลย เพราะ Tether ไม่ยอมขอใบอนุญาต e-money ส่วน USDC ของ Circle ได้ใบอนุญาตเต็มรูปแบบและกลายเป็นตัวหลักแทน ฝั่ง EURC ของ Circle เองก็โตขึ้น 128% ในรอบปี ครองส่วนแบ่งกว่าครึ่งของตลาด Stablecoin สกุลยูโรที่ผ่าน MiCA ทั้งหมด แต่ต้องพูดตามตรงว่าถึงจะดูโตแรง ตลาด Stablecoin สกุลยูโรทั้งหมดรวมกันยังไม่ถึง 1% ของตลาด Stablecoin โลก ทั้งที่ยูโรโซนเป็นเศรษฐกิจขนาด 19 ล้านล้านดอลลาร์ มีประชากรกว่า 350 ล้านคน ตัวเลขนี้พูดชัดกว่าคำอธิบายไหนๆ ว่าต่อให้เป็นเศรษฐกิจใหญ่แค่ไหน ถ้าไม่มีดอลลาร์หนุนหลัง ก็แข่งในสนามนี้ไม่ได้อยู่ดี

อินเดียน่าสนใจตรงที่ยอมรับตรงๆ ว่าเห็นปัญหานี้แล้วเลือกสู้กลับ ประเทศกำลังจะออก Stablecoin ของตัวเองชื่อ ARC หนุนหลังด้วยพันธบัตรรัฐบาลอินเดีย พัฒนาโดย Polygon Labs ร่วมกับ Anq บริษัทฟินเทคในเบงกาลูรู วางแผนเปิดตัวไตรมาสแรกปี 2026 เหตุผลหลักคือธุรกรรมโอนเงินข้ามประเทศของประชาชนอินเดียจำนวนมากไหลไปอยู่กับ USDT อยู่แล้ว ถ้าไม่ทำอะไรเลย เงินก็จะไหลออกไปอยู่ในระบบดอลลาร์มากขึ้นเรื่อยๆ โดย ARC จะทำงานคู่ขนานไปกับ CBDC ของธนาคารกลางอินเดียที่มีอยู่แล้ว ไม่ได้แทนที่กัน

ญี่ปุ่นออกกฎหมายให้ใช้ Stablecoin ได้ตั้งแต่ปี 2023 ตัวที่ดังที่สุดคือ DCJPY ออกโดยกลุ่มธนาคารใหญ่ร่วมกันหลายแห่ง แต่ใช้แค่ชำระเงินระหว่างธนาคารและจ่ายเงินเดือนบางบริษัทในประเทศเท่านั้น ไม่ได้ออกไปแข่งกับใครในสนามโลก ก็เลยไม่มีใครมาแบนหรือคว่ำบาตร เพราะไม่ได้ไปแตะอำนาจของใคร

ไทยเล่นสองสนามพร้อมกันโดยที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว

ไทยมี พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลมาตั้งแต่ปี 2561 จัดให้ Stablecoin เป็นคริปโตประเภทหนึ่ง ในทางทฤษฎีใช้จ่ายได้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งห้ามธนาคารพาณิชย์และผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตอำนวยความสะดวกให้คนใช้คริปโตซื้อสินค้าและบริการ ส่วน CBDC ของไทยที่เรียกว่าบาทดิจิทัล ธปท. ศึกษามาตั้งแต่ปี 2564 จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เปิดให้ประชาชนทั่วไปใช้งาน ไทยไม่มีแผนแบบอินเดียที่จะสร้าง Stablecoin สกุลบาทของตัวเองเพื่อกันเงินไหลออก

แต่ที่คนทั่วไปอาจไม่รู้คือธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้ง Project mBridge ร่วมกับจีน ฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบียที่พูดถึงไปข้างต้น โครงการนี้ริเริ่มโดยธนาคารแห่งประเทศไทยเองร่วมกับฮ่องกงตั้งแต่แรก แปลว่าในระดับรัฐ ไทยมีเดิมพันอยู่ในฝั่งที่พยายามสร้างเส้นทางการเงินที่ไม่ต้องพึ่งดอลลาร์เหมือนกัน เพียงแต่เป็นเรื่องระหว่างธนาคารกลางที่คนทั่วไปแทบไม่เคยได้ยิน ในขณะเดียวกัน ภาคประชาชนกลับเดินสวนทางกันโดยสิ้นเชิง

ไทยเล่นสองสนามพร้อมกัน ธนาคารกลางผ่าน mBridge vs ประชาชนเข้าหา USDT

ภาพ: ระดับธนาคารกลางไทยพยายามหนีดอลลาร์ผ่าน mBridge ขณะที่ระดับประชาชนไหลเข้าหาดอลลาร์ผ่าน USDT/USDC (ภาพ: gen โดยเอม ผ่านตรวจเข้มแล้ว)

ผลคือคนไทยก็ใช้ USDT กับ USDC กันไปตามธรรมชาติของตลาด ไทยติดอันดับ 17 ของโลกด้านการยอมรับคริปโตตาม Chainalysis Global Crypto Adoption Index ปี 2025 ส่วนหนึ่งเพราะไทยเป็นประเทศที่มีธุรกรรมโอนเงินระหว่างประเทศสูงมาก การใช้ USDT หรือ USDC โอนเงินก็ถูกกว่าและเร็วกว่าช่องทางธนาคารดั้งเดิมพอสมควร ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมทั่วโลกที่ Stablecoin คิดเป็นสัดส่วนถึง 30% ของธุรกรรมคริปโตบน Blockchain ทั้งหมดตามที่พูดไปตอนต้นบทความ ทิศทางคือชัดว่า Stablecoin กำลังแย่งส่วนแบ่งจากช่องทางธนาคารดั้งเดิมไปเรื่อยๆ พูดตรงๆ คือรัฐไทยเดินเกมสองสนามพร้อมกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ระดับธนาคารกลางพยายามสร้างทางเลือกที่ไม่พึ่งดอลลาร์ผ่าน mBridge แต่ในระดับประชาชนกลับปล่อยให้ตลาดพัดคนเข้าไปพึ่งดอลลาร์ผ่าน Stablecoin มากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีนโยบายอะไรมาคานเลย ไม่ได้แบนแบบจีน ไม่ได้สร้าง Stablecoin สกุลบาทแบบที่อินเดียทำกับ ARC สองสนามนี้เดินสวนทางกันอยู่โดยที่แทบไม่มีใครพูดถึงพร้อมกันทั้งคู่

ความเห็นส่วนตัว

ถ้ามองภาพใหญ่ที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเรื่องนี้คือการท้าทายระบบการเงินที่ถูกผูกขาดมาตลอด แต่เดิมสกุลเงินคือสิ่งที่รัฐแต่ละประเทศคุมอำนาจไว้เบ็ดเสร็จในเขตแดนของตัวเอง จะพิมพ์เท่าไหร่ ใครใช้ธุรกรรมแบบไหนได้บ้าง รัฐกำหนดได้เกือบทั้งหมด จนวันหนึ่งมีคนสร้างเงินขึ้นมาแบบที่ทำลายกำแพงนั้นลง เป็นเงินที่ไม่มีศูนย์กลางให้สั่งปิด หยุดไม่ได้ และพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าสร้างประโยชน์จริง ทั้งโอนเร็วกว่าถูกกว่าระบบธนาคารเดิมหลายเท่า พอถึงจุดนั้นรัฐก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกลับมาพิจารณาเรื่องนี้กันใหม่ทั้งระบบ เหมือนที่เห็นแล้วจากทั้งเคสจีนและ GENIUS Act ที่เล่าไปก่อนหน้า

เรื่องทั้งหมดนี้ทำให้ผมมองว่าการมาเถียงกันว่า CBDC หรือ Stablecoin อะไรดีกว่ากันเป็นการเถียงผิดจุด เพราะทั้งคู่ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีทางการเงินเฉยๆ มันคือสงครามแย่งอำนาจค่าเงินแบบเดิมที่มนุษย์เล่นกันมาเป็นร้อยปี แค่ใส่ชุดคริปโตเข้ามาใหม่ Libra พิสูจน์ให้เห็นชัดที่สุดว่าไม่มีสกุลเงินไหนเป็นกลางจริงๆ ทุกตัวรับใช้อำนาจใดอำนาจหนึ่งอยู่แล้ว คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ว่ามันปลอดภัยแค่ไหน แต่เป็นว่ามันรับใช้ใคร

แต่ถ้ามองอีกชั้นหนึ่งที่ลึกลงไปกว่าเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เงินโดยธรรมชาติดั้งเดิมของมันไม่เคยถูกออกแบบมาให้ใครควบคุมได้ขนาดนี้ เงินสดในกระเป๋าเราวันนี้ ใครจะเอาไปซื้อของถูกกฎหมายหรือเอาไปทำเรื่องผิดกฎหมายก็ทำได้ทั้งนั้น ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีใครนั่งตรวจว่าแบงก์ใบนี้ผ่านมือใครมาบ้าง มันเป็นแค่เครื่องมือ จะถูกใช้ไปในทางไหนก็อยู่ที่คนใช้ ไม่ใช่อยู่ที่ตัวเงินเอง Stablecoin จริงๆ แล้วก็แค่เอาคุณสมบัติแบบเงินสดตรงนี้กลับมาในรูปดิจิทัล ใครจะโหลดแอปมาใช้ก็ได้โดยไม่ต้องขอใคร ส่วน CBDC คือความพยายามเอาเงินไปบิดให้ทำได้แค่บางอย่างตามที่รัฐกำหนด ต้องขออนุญาตก่อนเข้าระบบ ต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกธุรกรรม นี่ไม่ใช่แค่เรื่องรัฐอยากควบคุมประชาชนอย่างเดียว แต่มันคือการเข้าไปบิดเบือนกลไกตลาดของเงินตั้งแต่ระดับการออกแบบ และของที่ถูกบิดเบือนให้ทำได้น้อยลงก็ย่อมแข่งกับของที่ยังเป็นเครื่องมือเปิดอิสระไม่ทันอยู่ดี ต่อให้ตัดเรื่องดอลลาร์ออกไปทั้งหมดก็ยังจะเป็นแบบนี้อยู่ดี

ต้องพูดให้แฟร์กับทุกฝั่งด้วย เหตุผลของรัฐบาลที่อยากได้ CBDC แบบที่เห็นจากรัสเซีย จีน และอินเดีย เป็นเหตุผลจริง ไม่ใช่แค่อยากควบคุมประชาชนอย่างเดียวตามที่คนในวงคริปโตชอบเหมารวม ส่วนฝั่ง Stablecoin ที่หลายคนชอบมองว่าเป็นเรื่องอิสรภาพทางการเงินล้วนๆ ก็ต้องยอมรับตามหลักฐานที่มีตอนนี้ว่ามันแบกวาระของรัฐบาลสหรัฐไปด้วยในตัว ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีเปิดเสรีเฉยๆ อย่างที่ Case ของ Lutnick แสดงให้เห็น

ถ้าให้พูด อาจจะเป็นว่า ไม่ว่าจะเป็นเงินของรัฐหรือเงินของเอกชน สุดท้ายมันก็มีคนได้ประโยชน์อยู่ดี คำถามที่น่าถามจริงๆ อาจไม่ใช่ว่าจะเลือกฝั่งไหน แต่เป็นว่าเรารู้ตัวหรือเปล่าว่าตอนนี้เราถืออะไรอยู่ และใครได้ประโยชน์จากการที่เราถือมันไว้ เพราะอย่างที่เห็นในเคสไทย บางทีเราก็แค่ถูกดึงเข้าไปอยู่ในเกมโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามีเกมอยู่


ที่มา: CNN Business, CoinDesk, swissinfo.ch, france24, g7.utoronto.ca (ประวัติ Libra/Diem และคำแถลง G7/Le Maire), SEC.gov, congress.gov, Paul Hastings, DLA Piper (ข้อกำหนด GENIUS Act), banking.senate.gov (จดหมาย Warren-Wyden ถึง Lutnick และ Tether), CFTC.gov, CoinDesk (ค่าปรับ Tether ปี 2021), stablecoinbeat.com (ข้อมูล market cap 10 กันยายน 2026), BIS.org, Ledger Insights (Project mBridge), The Block, PaymentExpert (digital ruble), Chainalysis, decta.com/cryptopolitan (MiCA), TradingView/CoinDesk (India ARC), ธนาคารแห่งประเทศไทย, Behind The Crypto EP.20

บทความทั้งหมด