Brian Armstrong คือใคร ประวัติผู้ก่อตั้ง Coinbase กระดานเทรดคริปโตใหญ่ของสหรัฐ
07 October 2026•บทความ•โดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

Brian Armstrong คือใคร ประวัติผู้ก่อตั้ง Coinbase กระดานเทรดคริปโตใหญ่ของสหรัฐ

ประวัติ Brian Armstrong ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Coinbase ตั้งแต่ Airbnb และ Y Combinator การเข้าตลาดหุ้นปี 2021 คดีกับ SEC จนถึง Base และ Coinbase ในปี 2026

Brian Armstrong คือผู้ร่วมก่อตั้ง ประธานคณะกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Coinbase ศูนย์ซื้อขายคริปโตรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา เขาเริ่มบริษัทในปี 2012 จากโปรเจกต์ที่เขียนโค้ดตอนกลางคืนระหว่างทำงานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ Airbnb จนพา Coinbase เข้าตลาดหุ้น Nasdaq ในปี 2021 และเข้าดัชนี S&P 500 ในปี 2025 ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2026 Forbes ประเมินความมั่งคั่งของเขาไว้ราว 8.7 พันล้านดอลลาร์

เส้นทางของ Armstrong ไม่ได้มีแค่ช่วงรุ่งเรือง เขาผ่านทั้งการเลิกจ้างพนักงานหลายรอบในช่วงตลาดขาลง การถูกคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) ฟ้องในปี 2023 เหตุข้อมูลลูกค้ารั่วในปี 2025 ไปจนถึงการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อผลักดันกฎหมายคริปโตในสภาคองเกรสที่ยังไม่สำเร็จจนถึงเดือนกันยายน 2026 บทความนี้ไล่ประวัติของเขาตั้งแต่วัยเรียนจนถึงต้นเดือนตุลาคม 2026 ตัวเลขของบริษัทอ้างอิงจากเอกสารที่ Coinbase ยื่นต่อ SEC เป็นหลัก

Brian Armstrong คือใคร

Brian Armstrong คือนักธุรกิจและวิศวกรซอฟต์แวร์ชาวอเมริกัน เกิดปี 1983 ผู้ก่อตั้ง Coinbase ร่วมกับ Fred Ehrsam ในปี 2012 และเป็น CEO มาตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน เขาเป็นหนึ่งในผู้บริหารที่มีบทบาทมากที่สุดในการผลักดันกฎหมายคริปโตของสหรัฐ และเป็นผู้ถือเสียงโหวตใหญ่ที่สุดของบริษัท

ในสายตาคนวงการคริปโต Armstrong เป็นตัวแทนของฝั่งที่เชื่อว่าคริปโตควรเติบโตไปพร้อมกับกฎหมาย ไม่ใช่หลบเลี่ยงกฎหมาย Coinbase จึงเลือกจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ เปิดเผยงบการเงินทุกไตรมาส และสู้คดีกับ SEC ในศาลแทนที่จะย้ายฐานไปต่างประเทศ ขณะเดียวกันเขาก็ถูกวิจารณ์หลายเรื่อง ตั้งแต่นโยบายห้ามคุยการเมืองในที่ทำงาน การใช้เงินบริษัทสนับสนุนกลุ่มการเมือง ไปจนถึงการพูดในงานแถลงผลประกอบการที่ทำให้ตลาดพนันออนไลน์ต้องจ่ายเงินรางวัล

ข้อมูลส่วนตัวโดยย่อของ Brian Armstrong มีดังนี้

  • ชื่อ: Brian Armstrong
  • เกิด: 25 มกราคม 1983 ใกล้เมือง San Jose รัฐ California สหรัฐอเมริกา
  • การศึกษา: Rice University ปริญญาตรีด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเศรษฐศาสตร์ (ปี 2005) และปริญญาโทด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ (ปี 2006)
  • ตำแหน่งปัจจุบัน: ผู้ร่วมก่อตั้ง CEO และประธานคณะกรรมการ Coinbase Global (ประธานบอร์ดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2021)
  • สิทธิ์ออกเสียงในบริษัท: ราว 49.6% ของเสียงโหวตทั้งหมด ณ 31 มีนาคม 2026 ตามเอกสารเชิญประชุมผู้ถือหุ้นปี 2026
  • ความมั่งคั่ง: Forbes ประเมินราว 8.7 พันล้านดอลลาร์ ณ 7 ตุลาคม 2026 อันดับที่ 435 ของโลก (ตัวเลขเรียลไทม์ เปลี่ยนรายวัน)
  • ธุรกิจอื่น: ผู้ก่อตั้ง ResearchHub และผู้ร่วมก่อตั้ง NewLimit สตาร์ทอัพด้านการชะลอวัย
  • ครอบครัว: แต่งงานกับ Angela Meng ในเดือนตุลาคม 2024

Brian Armstrong ซีอีโอ Coinbase บนเวที TechCrunch Disrupt 2018

Brian Armstrong ที่งาน TechCrunch Disrupt 2018 ภาพ: Steve Jennings/TechCrunch (CC BY 2.0)

วัยเด็กและการศึกษาของ Brian Armstrong

Armstrong เกิดวันที่ 25 มกราคม 1983 และเติบโตในย่าน San Jose ซึ่งเป็นใจกลางของ Silicon Valley พ่อและแม่ของเขาเป็นวิศวกรทั้งคู่ตามที่ Forbes เคยรายงาน เขาเรียนมัธยมที่ Bellarmine College Preparatory ก่อนจะย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ Rice University ในรัฐ Texas

ที่ Rice เขาเรียนควบสองสาขาในระดับปริญญาตรี คือวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) กับเศรษฐศาสตร์ (Economics) จบในปี 2005 แล้วเรียนต่อปริญญาโทด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จบในปี 2006 การผสมความรู้ด้านโค้ดเข้ากับความรู้เรื่องเงินและตลาดแบบนี้ ต่อมากลายเป็นพื้นฐานของสิ่งที่เขาทำกับ Coinbase โดยตรง เพราะการสร้างศูนย์ซื้อขายต้องเข้าใจทั้งระบบซอฟต์แวร์ ความปลอดภัย และกลไกการเงินไปพร้อมกัน

Armstrong เริ่มทำธุรกิจตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ตามเอกสารที่ Coinbase ยื่นต่อ SEC เขาก่อตั้งและเป็น CEO ของ Universitytutor.com เว็บไซต์รวมรายชื่อครูสอนพิเศษออนไลน์ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2003 ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2012 นับเป็นธุรกิจที่เขาทำควบคู่กับการเรียนและงานประจำมาเกือบสิบปี

ประสบการณ์ทำงานในองค์กรใหญ่ของเขามีไม่มาก ตามเอกสารของบริษัท เขาเคยเป็นที่ปรึกษาในฝ่ายบริหารความเสี่ยงองค์กรของ Deloitte & Touche ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน 2005 และตามข้อมูลของ Wikipedia เขาเคยทำงานเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ IBM ด้วย หลังเรียนจบเขายังใช้เวลาราวหนึ่งปีอยู่ที่กรุง Buenos Aires ประเทศอาร์เจนตินา ทำงานให้บริษัทด้านการศึกษา อาร์เจนตินาเป็นประเทศที่เจอปัญหาเงินเฟ้อและค่าเงินผันผวนมาหลายทศวรรษ ประสบการณ์ในประเทศแบบนี้ช่วยให้เห็นว่าระบบการเงินที่มั่นคงไม่ใช่เรื่องที่ทุกประเทศมีเหมือนกัน

Brian Armstrong รู้จัก Bitcoin ได้อย่างไร

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 2010 เมื่อ Armstrong ได้อ่านเอกสาร Whitepaper ของ Bitcoin ที่เผยแพร่ในชื่อ Satoshi Nakamoto เอกสารฉบับนี้อธิบายระบบเงินดิจิทัลที่ส่งหากันได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านธนาคาร สำหรับวิศวกรที่เคยใช้ชีวิตในประเทศที่ค่าเงินไม่มั่นคง แนวคิดนี้จึงน่าสนใจเป็นพิเศษ

ปีถัดมา เดือนพฤษภาคม 2011 Armstrong เข้าทำงานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ Airbnb ตอนนั้น Airbnb ให้บริการในราว 190 ประเทศ ทีมของเขาต้องจัดการเรื่องการรับจ่ายเงินระหว่างประเทศ เขาจึงได้เห็นว่าการโอนเงินข้ามพรมแดนทั้งช้า แพง และซับซ้อนแค่ไหน โดยเฉพาะการส่งเงินไปยังประเทศในอเมริกาใต้

ช่วงกลางคืนและวันหยุด Armstrong เริ่มเขียนโค้ดด้วยภาษา Ruby และ JavaScript เพื่อสร้างระบบที่ช่วยให้คนทั่วไปซื้อและเก็บ Bitcoin ได้ง่าย ในยุคนั้นการซื้อ Bitcoin ต้องผ่านขั้นตอนทางเทคนิคหลายอย่าง ทั้งการติดตั้งโปรแกรมกระเป๋าเงิน การจัดการ Private Key เอง และการหาคนขายผ่านเว็บบอร์ด ซึ่งคนส่วนใหญ่ทำไม่เป็น ไอเดียของเขาคือทำให้ Bitcoin ใช้งานง่ายเหมือนบัญชีออนไลน์ทั่วไป

เอกสาร S-1 ที่ Coinbase ยื่นก่อนเข้าตลาดหุ้นในปี 2021 สรุปจุดเริ่มต้นนี้ไว้ว่า บริษัทเริ่มต้นในปี 2012 จากไอเดียที่ว่าทุกคนไม่ว่าอยู่ที่ไหนควรส่งและรับ Bitcoin ได้อย่างง่ายและปลอดภัย

หน้าบริษัท Coinbase บนเว็บ Y Combinator ระบุรุ่น Summer 2012

Coinbase บน Y Combinator รุ่น Summer 2012 ภาพ: ycombinator.com

ก่อตั้ง Coinbase ปี 2012 กับ Fred Ehrsam

ปี 2012 Armstrong สมัครเข้าโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ Y Combinator หรือ YC ซึ่งเป็นโครงการที่เคยปั้นบริษัทอย่าง Airbnb และ Dropbox หน้าข้อมูลบริษัทบนเว็บไซต์ YC ระบุว่า Coinbase อยู่ในรุ่น Summer 2012 และตามรายงานของหลายแหล่ง เขาได้เงินลงทุนตั้งต้น 150,000 ดอลลาร์จากโครงการ หน้าเดียวกันระบุว่าบริษัทก่อตั้งในเดือนมิถุนายน 2012 ส่วนเอกสารที่บริษัทยื่นต่อ SEC ระบุว่าเขาเป็น CEO และกรรมการตั้งแต่บริษัทเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคม 2012

Armstrong ไม่ได้เริ่มคนเดียว เขาออกตามหาผู้ร่วมก่อตั้งอยู่นาน ตามที่ Wikipedia บันทึกไว้ เขานัดคุยกับคนที่สนใจมากกว่า 50 คน ก่อนจะได้เจอ Fred Ehrsam อดีตเทรดเดอร์ของ Goldman Sachs ที่สนใจ Bitcoin เหมือนกัน การจับคู่ระหว่างวิศวกรที่เขียนระบบได้กับคนที่เข้าใจตลาดการเงิน กลายเป็นทีมผู้ก่อตั้งของ Coinbase

หลังจบโครงการ YC บริษัทระดมทุนได้ต่อเนื่อง ตามข้อมูลที่รวบรวมใน Wikipedia มีรอบสำคัญดังนี้

  • พฤษภาคม 2013: ระดมทุนรอบ Series A 5 ล้านดอลลาร์ นำโดย Union Square Ventures
  • ธันวาคม 2013: ระดมทุนเพิ่ม 25 ล้านดอลลาร์ จาก Andreessen Horowitz, Union Square Ventures และ Ribbit Capital
  • มกราคม 2015: ระดมทุนรอบใหญ่ 75 ล้านดอลลาร์
  • ตุลาคม 2018: ระดมทุนที่มูลค่าบริษัทราว 8.1 พันล้านดอลลาร์ แม้ราคา Bitcoin จะร่วงหนักในปีนั้น

ช่วงต้นปี 2014 Mt. Gox ศูนย์ซื้อขาย Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้นล้มละลาย ผู้ใช้จำนวนมากหันไปหาผู้ให้บริการที่ดูน่าเชื่อถือกว่า TechCrunch รายงานเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2014 ว่า Coinbase มีกระเป๋าผู้ใช้เกิน 1 ล้านราย ในปีเดียวกันบริษัทเปิดระบบ Vault สำหรับเก็บ Bitcoin แบบปลอดภัยขึ้น และทำประกันคุ้มครอง Bitcoin ที่เก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท

เรื่องเล็กๆ ที่คนในวงการชอบเล่าคือ กระเป๋าเงินรุ่นแรกของ Coinbase ชื่อ Toshi ตั้งตามชื่อ Satoshi Nakamoto และ Armstrong ก็ตั้งชื่อแมวของตัวเองว่า Toshi ด้วยเช่นกัน

Coinbase เติบโตอย่างไรในยุคแรก (2014-2019)

หลังผ่านช่วงตั้งตัว Coinbase เริ่มขยายจากบริการซื้อขายง่ายๆ สำหรับรายย่อย ไปสู่ศูนย์ซื้อขายเต็มรูปแบบสำหรับนักเทรดและสถาบัน เดือนพฤษภาคม 2016 บริษัทเปลี่ยนชื่อศูนย์ซื้อขายสำหรับนักเทรดจาก Coinbase Exchange เป็น GDAX ย่อมาจาก Global Digital Asset Exchange ก่อนจะเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น Coinbase Pro เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2018

ข่าว TechCrunch ปี 2014 Coinbase มีผู้ใช้เกิน 1 ล้านกระเป๋า

ข่าว TechCrunch 27 ก.พ. 2014 รายงานว่า Coinbase มีกระเป๋าผู้ใช้เกิน 1 ล้านราย ภาพ: techcrunch.com

เดือนมกราคม 2017 Fred Ehrsam ประกาศลงจากงานประจำที่ Coinbase แต่ยังนั่งเป็นกรรมการบริษัทต่อ ต่อมาเขาไปร่วมก่อตั้ง Paradigm บริษัทลงทุนด้านคริปโต และจนถึงปี 2026 เอกสารของ Coinbase ยังระบุว่าเขาเป็นกรรมการมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2013 หลังจากนั้น Armstrong จึงกลายเป็นหน้าตาหลักของบริษัทเพียงคนเดียว

ปลายปี 2017 เป็นช่วงที่ Coinbase ดังเป็นวงกว้างครั้งแรก ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นไปเกิน 17,000 ดอลลาร์ในเดือนธันวาคม คนทั่วไปแห่สมัครบัญชีจนแอป Coinbase ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของแอปฟรีใน App Store สหรัฐ ตามรายงานของ Bloomberg และ CNBC การที่แอปคริปโตขึ้นแซงแอปโซเชียลยอดนิยมได้ถือเป็นสัญญาณว่าคริปโตเริ่มเข้าถึงคนทั่วไปจริง

อีกก้าวที่สำคัญมากในระยะยาวคือ Stablecoin ในเดือนกันยายน 2018 Circle และ Coinbase เปิดตัว USDC ผ่านกิจการร่วมชื่อ Centre ซึ่ง USDC เป็น Stablecoin ที่ผูกค่ากับเงินดอลลาร์ ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2023 ทั้งสองบริษัทยุบ Centre และ Coinbase เข้าถือหุ้นส่วนน้อยใน Circle พร้อมข้อตกลงแบ่งรายได้ดอกเบี้ยจากเงินสำรองที่หนุน USDC รายได้ส่วนนี้กลายเป็นรายได้ก้อนสำคัญที่ไม่ขึ้นกับปริมาณการซื้อขาย

ปี 2018 ยังเป็นปีที่ Armstrong เริ่มทำงานการกุศลอย่างเป็นทางการ เดือนมิถุนายน 2018 เขาเปิด GiveCrypto.org องค์กรที่แจกคริปโตให้คนยากจนโดยตรง เริ่มด้วยเงินส่วนตัว 1 ล้านดอลลาร์ และในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน เขาประกาศร่วม The Giving Pledge โครงการที่ Bill Gates และ Warren Buffett ก่อตั้งขึ้น ซึ่งผู้เข้าร่วมสัญญาว่าจะบริจาคทรัพย์สินส่วนใหญ่ของตัวเองเพื่อการกุศล The Block รายงานว่าเขาเป็นผู้ประกอบการสายคริปโตคนแรกที่ร่วมโครงการนี้

ระหว่างทาง Armstrong ยังได้รับการยอมรับจากสื่อธุรกิจ นิตยสาร Fortune จัดให้เขาอยู่อันดับ 10 ในรายชื่อ 40 Under 40 ปี 2017 และนิตยสาร TIME ใส่ชื่อเขาในรายชื่อ TIME 100 Next ปี 2019

Coinbase is a Mission Focused Company: นโยบายปี 2020 ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด

ปลายเดือนกันยายน 2020 Armstrong เขียนบล็อกชื่อ Coinbase is a Mission Focused Company ประกาศว่าบริษัทจะโฟกัสที่พันธกิจหลัก คือการสร้างระบบการเงินที่เปิดกว้างให้คนทั้งโลก และจะไม่เข้าไปยุ่งกับประเด็นการเมืองหรือสังคมวงกว้างที่ไม่เกี่ยวกับพันธกิจนี้ ทั้งในนามบริษัทและในการถกเถียงระหว่างพนักงานในที่ทำงาน

บล็อก Coinbase is a Mission Focused Company ของ Brian Armstrong ปี 2020

บล็อกที่ Brian Armstrong เขียนเมื่อเดือนกันยายน 2020 ประกาศให้ Coinbase โฟกัสพันธกิจ ภาพ: coinbase.com

บล็อกนี้ออกมาในช่วงที่บริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐหลายแห่งมีพนักงานออกมาเรียกร้องให้บริษัทแสดงจุดยืนทางสังคม ก่อนหน้านั้นในเดือนมิถุนายน 2020 Armstrong เองก็เคยทวีตสนับสนุนขบวนการ Black Lives Matter หลังเหตุการณ์ George Floyd ข้อความในบล็อกจึงถูกมองว่าเป็นการขีดเส้นใหม่ให้วัฒนธรรมองค์กร

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่คือข้อเสนอที่มาพร้อมกัน บริษัทเปิดให้พนักงานที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ลาออกพร้อมเงินชดเชย ตามรายงานของ The Block แพ็กเกจมีเงินชดเชยสูงสุดราว 6 เดือนตามอายุงาน และขยายเวลาใช้สิทธิ์ซื้อหุ้นของพนักงานได้ถึง 7 ปี วันที่ 8 ตุลาคม 2020 Armstrong เปิดเผยว่ามีพนักงานราว 60 คน หรือราว 5% ของบริษัทตอนนั้น ตัดสินใจรับแพ็กเกจนี้

ปฏิกิริยาต่อบล็อกนี้แบ่งเป็นสองฝั่งชัดเจน ฝั่งที่เห็นด้วยมองว่าเป็นการบริหารที่ตรงไปตรงมา บริษัทมีเป้าหมายชัด และพนักงานที่ไม่เห็นด้วยก็มีทางออกที่ได้เงินชดเชยดี ฝั่งที่วิจารณ์มองว่าการบอกว่าบริษัท "ไม่ยุ่งการเมือง" เป็นจุดยืนทางการเมืองแบบหนึ่งอยู่แล้ว และย้อนแย้งกับการที่ Coinbase เองก็ทุ่มเงินกับการเมืองเรื่องกฎหมายคริปโตอย่างหนักในอีกไม่กี่ปีต่อมา

ไม่ว่าจะมองแบบไหน นโยบายนี้กลายเป็นตัวอย่างที่ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพอีกหลายแห่งในสหรัฐนำไปใช้ และทำให้ชื่อของ Armstrong เป็นที่รู้จักนอกวงการคริปโตเป็นครั้งแรก

Coinbase เข้าตลาด Nasdaq แบบ Direct Listing ปี 2021

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2021 Coinbase Global ยื่นเอกสาร S-1 ต่อ SEC เพื่อเข้าตลาดหุ้น เอกสารนี้เปิดตัวเลขของบริษัทต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกแบบละเอียด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2020 มีตัวเลขสำคัญดังนี้

  • ผู้ใช้รายย่อย: ราว 43 ล้านราย ใน 100 กว่าประเทศ เพิ่มจากราว 13,000 รายในปี 2012
  • ลูกค้าสถาบัน: ราว 7,000 ราย และพันธมิตรในระบบนิเวศราว 115,000 ราย
  • มูลค่าการซื้อขายสะสม: มากกว่า 456 พันล้านดอลลาร์ตั้งแต่ก่อตั้ง
  • สินทรัพย์บนแพลตฟอร์ม: มากกว่า 90 พันล้านดอลลาร์
  • ผลประกอบการปี 2020: รายได้รวมราว 1.3 พันล้านดอลลาร์ กำไรสุทธิ 322.3 ล้านดอลลาร์ เทียบกับปี 2019 ที่มีรายได้ 533.7 ล้านดอลลาร์และขาดทุน 30.4 ล้านดอลลาร์

Coinbase เลือกเข้าตลาดด้วยวิธี Direct Listing แทนการทำ IPO แบบปกติ ความต่างคือบริษัทไม่ได้ออกหุ้นใหม่ขายผ่านวาณิชธนกิจ แต่ให้ผู้ถือหุ้นเดิม เช่น พนักงานและกองทุนที่ลงทุนไว้ นำหุ้นออกมาขายในตลาดได้ทันที ราคาเปิดจึงมาจากแรงซื้อขายจริงในวันแรก ไม่ใช่ราคาที่ธนาคารกำหนด

เอกสาร S-1 ของ Coinbase ที่ยื่นต่อ SEC เดือนกุมภาพันธ์ 2021

เอกสาร S-1 ที่ Coinbase ยื่นต่อ SEC เมื่อ 25 ก.พ. 2021 ก่อนเข้าตลาด Nasdaq ภาพ: sec.gov

วันที่ 14 เมษายน 2021 หุ้น Coinbase เริ่มซื้อขายในตลาด Nasdaq ด้วยชื่อย่อ COIN ตลาดกำหนดราคาอ้างอิงไว้ที่ 250 ดอลลาร์ แต่หุ้นเปิดที่ 381 ดอลลาร์ ขึ้นไปสูงสุดระหว่างวัน 429.54 ดอลลาร์ แล้วปิดวันที่ 328.28 ดอลลาร์ The Block คำนวณว่ามูลค่าบริษัท ณ สิ้นวันแรกอยู่ที่ราว 85.7 พันล้านดอลลาร์

การเข้าตลาดครั้งนี้มีความหมายเกินกว่าตัวบริษัท เพราะเป็นครั้งแรกที่บริษัทคริปโตขนาดใหญ่เข้าตลาดหุ้นหลักของสหรัฐ นักลงทุนสถาบันจำนวนมากที่ซื้อคริปโตตรงไม่ได้ สามารถลงทุนในธุรกิจคริปโตผ่านหุ้น COIN แทนได้ เอกสารของบริษัทยังระบุว่าตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2021 Armstrong และกิจการที่เกี่ยวข้องถือเสียงโหวตเกินครึ่ง ทำให้ Coinbase มีสถานะเป็นบริษัทที่มีผู้ควบคุม (Controlled Company) ตามเกณฑ์ของตลาด Nasdaq

ไม่กี่เดือนหลังเข้าตลาด ข่าวส่วนตัวของ Armstrong ก็เป็นที่สนใจ The Real Deal รายงานว่าในเดือนธันวาคม 2021 เขาซื้อบ้านในย่าน Bel Air เมือง Los Angeles ราคา 133 ล้านดอลลาร์ บ้านหลังนี้ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอังกฤษ John Pawson และถูกรายงานว่าเป็นการซื้อบ้านที่แพงที่สุดครั้งหนึ่งของ Los Angeles ในช่วงนั้น

รายได้ของ Coinbase ขึ้นลงตามตลาดคริปโตแค่ไหน

ถ้าจะเข้าใจการบริหารของ Armstrong ต้องเข้าใจก่อนว่ารายได้ของ Coinbase ผูกกับวัฏจักรตลาดคริปโตอย่างแนบแน่น รายได้หลักในยุคแรกมาจากค่าธรรมเนียมซื้อขาย เอกสาร S-1 ระบุว่าในปี 2020 รายได้จากธุรกรรมคิดเป็นมากกว่า 96% ของรายได้สุทธิ เมื่อตลาดคึกคัก คนซื้อขายมาก รายได้ก็พุ่ง เมื่อตลาดซบเซา รายได้ก็หายไปเร็วพอกัน

กราฟด้านล่างแสดงรายได้รวมรายปีของ Coinbase ตั้งแต่ปี 2019 ถึงปี 2025 ตามงบการเงินประจำปีที่ยื่นต่อ SEC รายได้กระโดดจากราว 1.28 พันล้านดอลลาร์ในปี 2020 ไปเป็นราว 7.84 พันล้านดอลลาร์ในปี 2021 ซึ่งเป็นปีตลาดกระทิง แล้วร่วงลงเหลือราว 3.19 พันล้านดอลลาร์ในปี 2022 และราว 3.11 พันล้านดอลลาร์ในปี 2023 ก่อนจะฟื้นกลับมาเป็นราว 6.56 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 และราว 7.18 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025

รายได้รวมรายปีของ Coinbase (ล้านดอลลาร์): 2019 $533.7, 2021 สูงสุดในชุดข้อมูล $7,839.4, 2023 ขาลงต่อเนื่อง $3,108.4, 2025 ฟื้นตัว $7,181.3

ตัวเลขชุดนี้อธิบายการตัดสินใจหลายอย่างของ Armstrong ในช่วงหลัง ทั้งการเลิกจ้างในปี 2022 และ 2023 และความพยายามสร้างรายได้ที่ไม่ขึ้นกับการซื้อขาย เช่น รายได้จาก USDC บริการ Staking สมาชิกแบบเสียเงินรายเดือน Coinbase One และบริการรับฝากทรัพย์สินให้สถาบัน ซึ่งบริษัทเรียกรวมว่ารายได้จาก Subscription and Services ในสไลด์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 บริษัทระบุว่ารายได้กลุ่มนี้คิดเป็นราว 48% ของรายได้สุทธิในไตรมาสนั้น

ขาลงปี 2022-2023: เลิกจ้างสองรอบและบทเรียนเรื่องการจ้างคนเกิน

ปี 2022 เป็นปีที่ตลาดคริปโตเจอวิกฤตต่อเนื่อง ทั้งการล่มของ Terra ในเดือนพฤษภาคม การล้มของผู้ให้กู้คริปโตหลายราย และการล่มสลายของ FTX ในเดือนพฤศจิกายน ราคา Bitcoin ร่วงลงหนักตลอดทั้งปี ขาดทุนสุทธิของ Coinbase ในปี 2022 อยู่ที่ราว 2.6 พันล้านดอลลาร์ตามเอกสารของบริษัท

วันที่ 14 มิถุนายน 2022 Armstrong ประกาศเลิกจ้างพนักงานราว 18% หรือราว 1,100 คน ในบล็อกที่ประกาศเรื่องนี้ เขายอมรับว่าบริษัทจ้างคนมากเกินไปในช่วงตลาดขาขึ้น หลังจากจำนวนพนักงานโตขึ้นเกือบ 4 เท่าในช่วง 18 เดือนก่อนหน้า ตามรายงานของ TechCrunch Bloomberg รายงานว่าพนักงานจำนวนมากตกใจกับวันเลิกจ้างที่เกิดขึ้นอย่างวุ่นวายและกะทันหัน

ไม่ถึงปีต่อมา วันที่ 10 มกราคม 2023 บริษัทประกาศเลิกจ้างอีกราว 950 คน หรือราว 20% ของพนักงานที่เหลือ Armstrong ให้เหตุผลว่าต้องลดค่าใช้จ่ายเพื่อเพิ่มโอกาสที่บริษัทจะผ่านไปได้ในทุกสถานการณ์ของตลาด ผลจากการลดค่าใช้จ่ายสองรอบ ทำให้ปี 2023 Coinbase กลับมามีกำไรสุทธิเล็กน้อยตามเอกสารของบริษัท แม้รายได้ทั้งปีจะยังต่ำใกล้เคียงปี 2022

ช่วงขาลงนี้ความต่างระหว่าง Coinbase กับ FTX ถูกยกมาพูดถึงบ่อย FTX ล้มเพราะนำเงินลูกค้าไปใช้ ส่วน Coinbase เป็นบริษัทจดทะเบียนที่ต้องเปิดเผยงบการเงินทุกไตรมาส Armstrong ใช้จุดนี้ผลักดันว่าคริปโตต้องมีกฎหมายที่ชัดเจน

Coinbase สู้คดีกับ SEC อย่างไร

เรื่องที่กำหนดภาพลักษณ์ของ Armstrong มากที่สุดในช่วงปี 2022 ถึง 2025 คือการต่อสู้กับ SEC ภายใต้การนำของประธาน Gary Gensler ซึ่งมองว่าเหรียญคริปโตจำนวนมากเป็นหลักทรัพย์ และศูนย์ซื้อขายที่ลิสต์เหรียญเหล่านั้นต้องจดทะเบียนเป็นตลาดหลักทรัพย์ ฝั่ง Coinbase โต้ว่าไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนให้ปฏิบัติตาม และ SEC ไม่ยอมออกกฎ แต่เลือกใช้วิธีฟ้องร้องแทน

ลำดับเหตุการณ์ของข้อพิพาทนี้มีดังนี้

  • กรกฎาคม 2022: Coinbase ยื่นคำร้องขอให้ SEC ออกกฎสำหรับหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในรูปแบบดิจิทัล
  • 22 มีนาคม 2023: Coinbase ได้รับหนังสือ Wells Notice ซึ่งเป็นการแจ้งล่วงหน้าว่า SEC เตรียมดำเนินคดี
  • เมษายน 2023: Coinbase ยื่นต่อศาลให้บังคับ SEC ตอบคำร้องเรื่องการออกกฎ
  • 6 มิถุนายน 2023: SEC ฟ้อง Coinbase ว่าดำเนินการเป็นตลาดหลักทรัพย์ นายหน้า และสำนักหักบัญชีโดยไม่จดทะเบียน และกล่าวหาเรื่องบริการ Staking
  • 13 มกราคม 2025: ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ของสหรัฐชี้ว่าการที่ SEC ปฏิเสธคำร้องของ Coinbase ขาดเหตุผลรองรับเพียงพอ และสั่งให้ SEC อธิบายใหม่
  • 27 กุมภาพันธ์ 2025: SEC ประกาศถอนคดีที่ฟ้อง Coinbase

ข่าวแจก SEC ฟ้อง Coinbase วันที่ 6 มิถุนายน 2023

ข่าวแจกของ SEC วันที่ 6 มิ.ย. 2023 ประกาศฟ้อง Coinbase ภาพ: sec.gov

ในข่าวแจกวันที่ 6 มิถุนายน 2023 SEC กล่าวหาว่าตั้งแต่ปี 2019 เป็นอย่างน้อย Coinbase หาเงินได้หลายพันล้านดอลลาร์จากการเป็นตัวกลางซื้อขายสิ่งที่ SEC มองว่าเป็นหลักทรัพย์คริปโตโดยผิดกฎหมาย และ Gurbir Grewal ผู้อำนวยการฝ่ายบังคับใช้กฎหมายของ SEC ให้ความเห็นไว้อย่างแข็งกร้าว

"คุณจะเพิกเฉยต่อกฎไม่ได้เพียงเพราะไม่ชอบมัน หรือเพราะอยากได้กฎแบบอื่น ผลกระทบต่อผู้ลงทุนทั่วไปนั้นใหญ่เกินไป"

Gurbir S. Grewal ผู้อำนวยการฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย SEC ในข่าวแจกประกาศฟ้อง Coinbase วันที่ 6 มิ.ย. 2023 ต้นฉบับ "You simply can't ignore the rules because you don't like them or because you'd prefer different ones: the consequences for the investing public are far too great."

Armstrong เลือกสู้คดีอย่างเปิดเผย จุดยืนหลักของ Coinbase ตลอดคดีคือบริษัทพร้อมปฏิบัติตามกฎถ้ามีกฎที่ชัดเจนให้ปฏิบัติตาม ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่ยื่นคำร้องให้ SEC ออกกฎตั้งแต่ปี 2022 และในเดือนสิงหาคม 2023 Coinbase เปิดตัวกลุ่มรณรงค์ Stand With Crypto เพื่อรวมพลังผู้ถือคริปโตในสหรัฐให้ติดต่อผู้แทนของตัวเอง CoinDesk รายงานว่าในช่วงแรกกลุ่มนี้ได้เงินบริจาคราว 2 ล้านดอลลาร์จากผู้บริจาคราว 80,000 ราย โดยครึ่งหนึ่งหรือราว 1 ล้านดอลลาร์มาจาก Armstrong เอง

ช่วงที่คดียังค้างอยู่ ศูนย์ซื้อขายหลายแห่งเลือกย้ายฐานหรือลดบริการในสหรัฐ แต่ Coinbase ยังให้บริการต่อและขยายธุรกิจไปต่างประเทศควบคู่กัน ท่าทีนี้ทำให้ Armstrong ได้รับการยอมรับจากคนในวงการว่าเป็นคนที่ยอมรับความเสี่ยงทางกฎหมายแทนอุตสาหกรรม เพราะถ้า Coinbase แพ้คดี ผลจะกระทบศูนย์ซื้อขายเกือบทุกแห่งที่ให้บริการในสหรัฐ

สถานการณ์เปลี่ยนหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเดือนพฤศจิกายน 2024 และการเปลี่ยนผู้นำของ SEC วันที่ 21 มกราคม 2025 SEC ตั้งคณะทำงานด้านคริปโต (Crypto Task Force) และวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2025 SEC ประกาศว่ายื่นเอกสารร่วมกับ Coinbase เพื่อถอนคดี โดยเป็นการถอนแบบฟ้องซ้ำไม่ได้ (with prejudice) ไม่มีค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายฝั่งใด และ SEC ระบุว่าการถอนคดีไม่ได้มาจากการประเมินว่าข้อกล่าวหาถูกหรือผิด Mark Uyeda รักษาการประธาน SEC ระบุในข่าวแจกว่า ที่ผ่านมามุมมองของ SEC ต่อคริปโตถูกแสดงออกผ่านการฟ้องร้องเป็นหลักโดยไม่ได้รับฟังความเห็นของสาธารณะ และถึงเวลาที่ต้องปรับวิธีการให้โปร่งใสขึ้น

ข่าวแจก SEC ถอนคดี Coinbase วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2025

ข่าวแจกของ SEC วันที่ 27 ก.พ. 2025 ประกาศถอนคดีที่ฟ้อง Coinbase ภาพ: sec.gov

การถอนคดีไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงทางกฎหมายหมดไปทั้งหมด วันที่ 18 เมษายน 2025 อัยการสูงสุดของรัฐ Oregon ยื่นฟ้อง Coinbase ภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐ ข้อหาส่งเสริมการขายเหรียญที่ควรจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์ให้ประชาชนในรัฐ โดยอัยการระบุว่ารัฐต้องเข้ามาดูแลแทนในช่วงที่หน่วยงานรัฐบาลกลางถอยออกไป

Base คืออะไร และทำไม Armstrong ถึงสร้างเครือข่ายของตัวเอง

ระหว่างที่สู้คดีกับ SEC Armstrong ก็ขยับ Coinbase จากการเป็นแค่ศูนย์ซื้อขาย ไปสู่การเป็นผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานบนบล็อกเชนเอง ผลงานที่ใหญ่ที่สุดในด้านนี้คือ Base เครือข่าย Layer 2 ที่ทำงานอยู่บน Ethereum

Layer 2 คือเครือข่ายที่สร้างซ้อนบนบล็อกเชนหลัก เพื่อให้ทำธุรกรรมได้เร็วขึ้นและค่าธรรมเนียมถูกลง โดยธุรกรรมจำนวนมากจะถูกประมวลผลบน Layer 2 ก่อน แล้วจึงรวบยอดส่งข้อมูลกลับไปบันทึกบน Ethereum ซึ่งเป็น Layer 1 เพื่ออาศัยความปลอดภัยของเครือข่ายหลัก

ไทม์ไลน์ของ Base มีดังนี้

  • 23 กุมภาพันธ์ 2023: Coinbase ประกาศสร้าง Base และเปิด Testnet โดยใช้ซอฟต์แวร์ OP Stack ของ Optimism เป็นฐาน
  • 13 กรกฎาคม 2023: เปิด Mainnet ให้นักพัฒนาเริ่มนำแอปขึ้นเครือข่าย
  • 9 สิงหาคม 2023: เปิดให้สาธารณะใช้งาน พร้อมกิจกรรม Onchain Summer ที่มีแบรนด์ใหญ่ร่วมด้วย
  • 16 กรกฎาคม 2025: Coinbase เปลี่ยนชื่อแอปกระเป๋า Coinbase Wallet เป็น Base App ที่รวมการเงิน แชต และโซเชียลไว้ด้วยกัน
  • กันยายน 2025: Jesse Pollak ผู้นำโปรเจกต์ Base กล่าวว่าทีมเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ในการออกเหรียญของเครือข่าย ซึ่งกลับจากจุดยืนเดิมที่ไม่มีแผนออกเหรียญ
  • 10 กันยายน 2026: Crypto Briefing รายงานว่า Coinbase เปลี่ยนชื่อ Base App กลับเป็น Coinbase Wallet และหันกลับไปเน้นฟีเจอร์กระเป๋าเงินหลัก

รายงานประจำปี 2025 ของ Coinbase อธิบายว่า Base เป็นเครือข่าย Layer 2 แบบกระจายศูนย์ที่ประมวลผลธุรกรรมไปแล้วหลายพันล้านรายการ และตั้งเป้าว่าจะพานักพัฒนา 1 ล้านคนและผู้ใช้ 1 พันล้านคนเข้าสู่โลก Onchain Coinbase มีรายได้จากค่าธรรมเนียม Sequencer ทุกครั้งที่มีธุรกรรมบนเครือข่าย ณ ต้นเดือนตุลาคม 2026 ยังไม่มีเหรียญของ Base ออกมาจริง

ไดอะแกรมการทำงานของ Layer 2 อย่าง Base ที่ส่งข้อมูลกลับไปบันทึกบน Ethereum

ภาพอธิบายหลักการของเครือข่าย Layer 2 อย่าง Base ภาพ: Bitcoin Addict

สำหรับ Armstrong Base คือการเดิมพันว่าอนาคตของคริปโตไม่ได้อยู่ที่การซื้อขายเหรียญอย่างเดียว แต่อยู่ที่การย้ายบริการการเงินทั้งหมดขึ้นไปทำงานบนบล็อกเชน ทั้งการชำระเงินด้วย Stablecoin การกู้ยืมผ่าน DeFi และการออกโทเคนแทนหุ้น ข้อได้เปรียบของ Coinbase คือมีผู้ใช้จำนวนมากที่เชื่อมเข้าเครือข่ายได้ทันทีจากแอปเดียว ส่วนคำวิจารณ์คือ Base ยังพึ่ง Sequencer ที่ Coinbase ควบคุม ซึ่งทำให้ถูกตั้งคำถามว่ากระจายศูนย์จริงแค่ไหน

Armstrong กับการเมืองสหรัฐ: Fairshake และ Stand With Crypto

หลังจากเคยประกาศให้บริษัทไม่ยุ่งกับการเมืองทั่วไปในปี 2020 Armstrong กลับกลายเป็นหนึ่งในผู้บริหารที่ลงทุนกับการเมืองเรื่องคริปโตมากที่สุดในสหรัฐ คำอธิบายที่ฝั่งบริษัทใช้ได้คือ กฎหมายคริปโตเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพันธกิจของบริษัทโดยตรง ต่างจากประเด็นการเมืองทั่วไปที่บล็อกปี 2020 ขอให้หลีกเลี่ยง

เครื่องมือหลักคือ Fairshake ซึ่งเป็น Super PAC หรือคณะกรรมการระดมทุนทางการเมืองที่ใช้เงินได้ไม่จำกัด โดยมีบริษัทคริปโตรายใหญ่หลายรายร่วมให้ทุน ตัวอย่างที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกรัฐ Ohio ในเดือนพฤศจิกายน 2024 ที่ Fairshake ใช้เงินราว 40 ล้านดอลลาร์สนับสนุน Bernie Moreno จนชนะ Sherrod Brown ประธานกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาที่เป็นผู้วิจารณ์คริปโต

สำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 Coinbase ประกาศเมื่อเดือนตุลาคม 2024 ว่าจะให้เงิน Fairshake อีก 25 ล้านดอลลาร์ โดยจ่ายในปี 2025 ตามรายงานของ Bloomberg, Decrypt และ The Block ช่วงปลายปี 2024 Armstrong ยังได้พบหารือกับ Donald Trump แบบปิด และในวันที่ 7 มีนาคม 2025 เขาเป็นหนึ่งในผู้บริหารคริปโตที่ร่วมงาน White House Crypto Summit ครั้งแรกที่ทำเนียบขาว

มุมมองทางการเมืองของ Armstrong มีด้านที่ถูกวิจารณ์ด้วย นิตยสาร The New Republic เขียนถึงความสนใจของเขาในแนวคิด Network State ที่อดีต CTO ของ Coinbase อย่าง Balaji Srinivasan ผลักดัน และในเดือนมกราคม 2025 Coinbase Ventures ประกาศลงทุนใน Próspera เขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศฮอนดูรัส ที่มีกฎระเบียบแยกจากรัฐบาลปกติ ฝั่งผู้สนับสนุนมองว่าเป็นการทดลองเรื่องเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ส่วนฝั่งที่วิจารณ์มองว่าเป็นแนวคิดที่ลดบทบาทของรัฐมากเกินไป

ปี 2025: S&P 500, Deribit และสถิติสูงสุดของหุ้น COIN

ถ้าปี 2023 เป็นปีที่ยากที่สุดของ Armstrong ปี 2025 ก็เป็นปีที่หลายอย่างเป็นไปตามที่เขาต้องการ หลังคดี SEC จบลงในเดือนกุมภาพันธ์ ข่าวดีก็ตามมาต่อเนื่อง

วันที่ 12 พฤษภาคม 2025 S&P Dow Jones Indices ประกาศว่า Coinbase จะเข้าเป็นสมาชิกดัชนี S&P 500 แทน Discover Financial Services ซึ่งกำลังถูก Capital One ซื้อกิจการ โดยมีผลก่อนเปิดตลาดวันที่ 19 พฤษภาคม 2025 สื่อหลายแห่งรายงานว่า Coinbase เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจคริปโตเป็นหลักรายแรกที่ได้เข้าดัชนีนี้ การเข้าดัชนีหมายความว่ากองทุนดัชนีทั่วโลกที่อ้างอิง S&P 500 ต้องซื้อหุ้น COIN เข้าพอร์ต

ประกาศ S&P Dow Jones Indices ให้ Coinbase เข้าดัชนี S&P 500

ประกาศของ S&P Dow Jones Indices วันที่ 12 พ.ค. 2025 ให้ Coinbase เข้าดัชนี S&P 500 ภาพ: press.spglobal.com

อีกก้าวใหญ่คือการซื้อกิจการ วันที่ 8 พฤษภาคม 2025 Coinbase ลงนามซื้อ Deribit ศูนย์ซื้อขาย Options คริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตามเอกสาร 8-K เงื่อนไขคือจ่ายเงินสด 700 ล้านดอลลาร์ และออกหุ้น Class A ของ Coinbase ให้ผู้ถือหุ้น Deribit จำนวน 10,997,881 หุ้น ดีลปิดในวันที่ 14 สิงหาคม 2025 และรายงานประจำปี 2025 ระบุว่ามูลค่าที่จ่ายรวมทั้งเงินสดและหุ้นอยู่ที่ราว 4.3 พันล้านดอลลาร์

Deribit ทำให้ Coinbase ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดอนุพันธ์คริปโตทั่วโลก ทั้งในด้านปริมาณ Options และ Open Interest และกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่โตเร็วที่สุดของบริษัท ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นไตรมาส 4 ปี 2025 บริษัทระบุว่า Deribit ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งในไตรมาสนั้น ต่อมาในวันที่ 8 ตุลาคม 2025 Coinbase ยังซื้อ Echo แพลตฟอร์มระดมทุนแบบ Onchain เพื่อเสริมธุรกิจด้านตลาดทุน

ตลาดหุ้นตอบรับแรง ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2025 ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐผ่านร่างกฎหมายคริปโตหลายฉบับรวมถึง GENIUS Act ที่ว่าด้วย Stablecoin หุ้น COIN ทำจุดสูงสุดใหม่ราว 444 ดอลลาร์ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2025 และ The Block รายงานว่ามูลค่าตลาดของ Coinbase เกิน 100 พันล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก ราคาหุ้นกลับขึ้นไปเหนือราคาเปิดวันแรกที่ 381 ดอลลาร์

เอกสาร 8-K ข้อตกลงซื้อ Deribit ของ Coinbase

เอกสาร 8-K วันที่ 8 พ.ค. 2025 ระบุเงื่อนไขซื้อ Deribit ภาพ: sec.gov

ปลายปี 2025 Coinbase ยังทำเรื่องโครงสร้างบริษัทที่สำคัญ วันที่ 15 ธันวาคม 2025 บริษัทย้ายที่จดทะเบียนจากรัฐ Delaware ไปเป็นรัฐ Texas ตามเอกสาร 8-K ที่ยื่นต่อ SEC โดยบริษัทยืนยันว่าไม่กระทบธุรกิจ พนักงาน หรือผู้บริหาร Coinbase ยังคงเป็นบริษัทที่ทำงานทางไกลเป็นหลัก (Remote-first) และไม่มีสำนักงานใหญ่ ณ สิ้นปี 2025 บริษัทมีพนักงาน 4,951 คน

เหตุข้อมูลลูกค้า Coinbase รั่วปี 2025 เกิดอะไรขึ้น

ปี 2025 ไม่ได้มีแต่ข่าวดี วันที่ 15 พฤษภาคม 2025 ไม่กี่วันหลังประกาศเข้า S&P 500 Coinbase ยื่นเอกสาร 8-K แจ้ง SEC ว่าเกิดเหตุด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่มีนัยสำคัญ รายละเอียดตามเอกสารมีดังนี้

  • การขู่กรรโชก: วันที่ 11 พฤษภาคม 2025 บริษัทได้อีเมลจากคนร้ายที่อ้างว่ามีข้อมูลลูกค้าและเอกสารภายใน และเรียกเงินแลกกับการไม่เปิดเผยข้อมูล
  • วิธีที่ข้อมูลหลุด: คนร้ายจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างหรือพนักงานฝ่ายบริการลูกค้าหลายรายที่ทำงานอยู่นอกสหรัฐ ให้ดึงข้อมูลจากระบบภายในที่พวกเขาเข้าถึงได้ตามหน้าที่
  • ข้อมูลที่รั่ว: ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล เลขประกันสังคม 4 หลักท้าย เลขบัญชีธนาคารบางส่วน ภาพบัตรประจำตัวอย่างใบขับขี่หรือพาสปอร์ต และข้อมูลยอดคงเหลือกับประวัติธุรกรรม
  • สิ่งที่ไม่รั่ว: รหัสผ่านและ Private Key ไม่ถูกเข้าถึง และคนร้ายไม่สามารถเข้าถึงเงินของลูกค้าได้โดยตรง
  • ค่าใช้จ่ายที่ประเมิน: ราว 180 ถึง 400 ล้านดอลลาร์ สำหรับการแก้ไขระบบและการคืนเงินลูกค้า

เอกสาร 8-K ของ Coinbase แจ้งเหตุข้อมูลลูกค้ารั่วเดือนพฤษภาคม 2025

เอกสาร 8-K วันที่ 15 พ.ค. 2025 ที่ Coinbase แจ้ง SEC เรื่องเหตุข้อมูลลูกค้ารั่ว ภาพ: sec.gov

Coinbase ไม่จ่ายเงินที่คนร้ายเรียกไว้ราว 20 ล้านดอลลาร์ แต่ตั้งรางวัลนำจับมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์แทน บริษัทประกาศจะคืนเงินให้ลูกค้ารายย่อยที่ถูกหลอกโอนเงินให้คนร้ายเพราะข้อมูลที่รั่ว และเปิดศูนย์บริการลูกค้าแห่งใหม่ในสหรัฐ เอกสารที่บริษัทยื่นต่ออัยการรัฐ Maine ระบุว่ามีผู้ได้รับผลกระทบ 69,461 ราย และการเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบเริ่มตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2024

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าจุดอ่อนของศูนย์ซื้อขายไม่ได้อยู่ที่ระบบเทคนิคอย่างเดียว แต่อยู่ที่คนที่เข้าถึงข้อมูลด้วย ข้อมูลที่รั่วถูกนำไปใช้หลอกลวงแบบ Social Engineering คือการโทรหรือส่งข้อความปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ Coinbase เพื่อหลอกให้ลูกค้าโอนคริปโตออกไป บทเรียนสำหรับผู้ใช้ทุกแพลตฟอร์มคือ เจ้าหน้าที่ศูนย์ซื้อขายจริงจะไม่ขอให้โอนเหรียญไปยังกระเป๋าอื่นเพื่อ "ความปลอดภัย"

เหตุการณ์ Prediction Market ในงานแถลงผลประกอบการ

อีกเรื่องที่ทำให้ Armstrong ถูกวิจารณ์ในปลายปี 2025 เกิดขึ้นตอนจบงานแถลงผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2025 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2025 เขาพูดว่ากำลังติดตามตลาดคาดการณ์ (Prediction Market) ที่ให้คนพนันว่า Coinbase จะพูดคำไหนในงานแถลง แล้วไล่พูดคำว่า Bitcoin, Ethereum, blockchain, staking และ Web3 ก่อนปิดงาน

คำเหล่านี้เป็นคำที่มีคนวางเดิมพันอยู่บนแพลตฟอร์ม Kalshi และ Polymarket มูลค่ารวมราว 84,000 ดอลลาร์ตามที่ Bloomberg รายงาน การพูดครั้งนี้ทำให้ผลการเดิมพันถูกตัดสินทันที Armstrong โพสต์ภายหลังว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเองโดยไม่ได้วางแผน และมองว่าเป็นเรื่องสนุก แต่ Bloomberg และสื่ออื่นตั้งคำถามว่าเป็นการแทรกแซงตลาด และเผยจุดอ่อนของตลาดคาดการณ์ที่คนที่รู้ผลล่วงหน้าสามารถเปลี่ยนผลได้เอง

เรื่องนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะในช่วงปลายปี 2025 ถึงปี 2026 Coinbase เองก็เปิดบริการ Prediction Market บนแพลตฟอร์ม และในสไลด์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 บริษัทระบุว่าบริการนี้ทำรายได้คิดเป็นรายปีเกิน 100 ล้านดอลลาร์แล้ว

ข่าว TechCrunch เรื่อง Brian Armstrong พูดคำที่ตรงกับตลาดคาดการณ์ในงานแถลงผลประกอบการ

ข่าว TechCrunch วันที่ 1 พ.ย. 2025 เรื่องการพูดคำที่ตรงกับเดิมพันในตลาดคาดการณ์ช่วงท้ายงานแถลงผลประกอบการ ภาพ: TechCrunch

ปี 2026: ปีที่ Armstrong เจอแรงกดดันรอบใหม่

ปี 2026 เริ่มต้นด้วยตลาดคริปโตที่ซบเซากว่าปีก่อน และเรื่องที่ร้อนแรงที่สุดคือร่างกฎหมาย CLARITY Act หรือ Digital Asset Market Clarity Act ที่จะกำหนดว่าคริปโตแต่ละประเภทอยู่ใต้การกำกับของ SEC หรือคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าล่วงหน้า (CFTC) ร่างนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 และ Armstrong เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันหลัก

แต่เมื่อวุฒิสภาเขียนร่างของตัวเองออกมา Armstrong กลับเป็นคนแรกๆ ที่ถอนการสนับสนุน วันที่ 14 มกราคม 2026 ไม่กี่ชั่วโมงก่อนกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาจะเริ่มพิจารณา เขาโพสต์บน X ว่า Coinbase สนับสนุนร่างฉบับนั้นไม่ได้ ประเด็นที่เขาคัดค้านรวมถึงการแบนหุ้นในรูปโทเคนโดยพฤตินัย ข้อจำกัดต่อ DeFi การลดอำนาจของ CFTC และการตัดสิทธิ์ให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือ Stablecoin

"มีปัญหามากเกินไป... ร่างฉบับนี้จะแย่กว่าสถานะปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ ไม่มีกฎหมายเลยยังดีกว่ามีกฎหมายที่แย่"

Brian Armstrong โพสต์บน X วันที่ 14 ม.ค. 2026 (อ้างผ่าน Bloomberg Government) ต้นฉบับ "There are too many issues... this version would be materially worse than the current status quo. We'd rather have no bill than a bad bill."

การพิจารณาของกรรมาธิการถูกเลื่อนออกไปหลังโพสต์นี้ ทำให้เห็นว่าเสียงของ Armstrong มีน้ำหนักในวอชิงตันมากแค่ไหน แต่ก็ทำให้เกิดรอยร้าวในอุตสาหกรรม เพราะบริษัทอื่นบางรายยังสนับสนุนร่างต่อ

ด้านผลประกอบการ จดหมายถึงผู้ถือหุ้นที่ออกวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 ระบุว่าปี 2025 Coinbase มีรายได้รวม 7.2 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อน ปริมาณการซื้อขายรวมทั้งปีอยู่ที่ราว 5.2 ล้านล้านดอลลาร์ และมีคริปโตมากกว่า 12% ของโลกเก็บอยู่บน Coinbase บริษัทวางเป้าหมายหลักสามข้อสำหรับปี 2026 ได้แก่การขยาย Everything Exchange ที่รวมสินทรัพย์ทุกประเภทไว้ในแพลตฟอร์มเดียว การขยายธุรกิจ Stablecoin และการชำระเงิน และการพาผู้ใช้เข้าสู่โลก Onchain ผ่าน Base พร้อมเตือนในจดหมายฉบับเดียวกันว่าคริปโตเป็นวัฏจักร สถานการณ์ไม่เคยดีหรือแย่อย่างที่เห็นในแต่ละช่วง

จดหมายถึงผู้ถือหุ้น Coinbase ไตรมาส 4 ปี 2025

จดหมายถึงผู้ถือหุ้นไตรมาส 4 ปี 2025 ของ Coinbase ลงวันที่ 12 ก.พ. 2026 ภาพ: investor.coinbase.com

แต่รายได้รายไตรมาสในปี 2026 สะท้อนตลาดที่อ่อนตัวลง กราฟด้านล่างแสดงรายได้รวมรายไตรมาสตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2023 ถึงไตรมาส 2 ปี 2026 ตามสไลด์ผลประกอบการที่ยื่นต่อ SEC รายได้ขึ้นไปสูงสุดราว 2,272 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 4 ปี 2024 หลังการเลือกตั้งสหรัฐ แล้วค่อยๆ ลดลงจนเหลือราว 1,413 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 1 ปี 2026 และราว 1,220 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 ปี 2026

รายได้รวมรายไตรมาสของ Coinbase (ล้านดอลลาร์): Q2/2023 $708, Q4/2024 หลังเลือกตั้งสหรัฐ $2,272, Q2/2026 ล่าสุด $1,220

ตามข้อมูลงบการเงินรายไตรมาส Coinbase ขาดทุนสุทธิราว 394 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 1 ปี 2026 และราว 359.5 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 ปี 2026 อย่างไรก็ดี บริษัทยังรายงานว่าส่วนแบ่งตลาดการซื้อขายคริปโตขึ้นไปแตะ 10.3% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 2 ปี 2026 และคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นผ่านการซื้อหุ้นคืนไปแล้วมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์

Armstrong ตอบสนองด้วยการลดค่าใช้จ่ายอีกครั้ง วันที่ 5 พฤษภาคม 2026 Coinbase แจ้ง SEC ว่าจะปรับโครงสร้างโดยลดพนักงานราว 700 คน หรือราว 14% ของพนักงานทั่วโลก เพื่อคุมค่าใช้จ่ายตามสภาพตลาด และปรับการทำงานของบริษัทให้เหมาะกับยุค AI โดยประเมินค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างไว้ราว 50 ถึง 60 ล้านดอลลาร์ ต่อจากนั้นในช่วงกลางปีถึงปลายเดือนกันยายน ผู้บริหารระดับสูงหลายคนแจ้งลาออกหรือเกษียณ ได้แก่ Paul Grewal ประธานฝ่ายกฎหมาย Lawrence Brock ประธานฝ่ายบุคคล และ Jennifer Jones ประธานฝ่ายบัญชี

CLARITY Act ไม่ผ่านวุฒิสภา และความร่วมมือกับ Citi

หลังการเจรจาหลายเดือน ร่าง CLARITY Act ฉบับแก้ไขถูกนำเข้าวุฒิสภาอีกครั้ง Armstrong กลับมาสนับสนุน และให้สัมภาษณ์ CNBC เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2026 ว่าเชื่อว่าร่างพร้อมจะผ่าน แต่ในวันที่ 15 กันยายน 2026 การลงมติเพื่อยุติการอภิปราย (Cloture) ไม่ผ่านด้วยคะแนน 49 ต่อ 50 ห่างจาก 60 เสียงที่ต้องการอยู่มาก CoinDesk รายงานว่าจุดที่ตกลงกันไม่ได้คือบทบัญญัติด้านจริยธรรมที่จะจำกัดการถือคริปโตของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง

ข่าว CoinDesk ร่าง Clarity Act ไม่ผ่านการโหวตในวุฒิสภาสหรัฐ

ข่าว CoinDesk วันที่ 15 ก.ย. 2026 รายงานว่าร่าง Clarity Act ไม่ผ่านการโหวต cloture ในวุฒิสภา ภาพ: CoinDesk (สำเนา Wayback Machine)

ความล้มเหลวครั้งนี้ทำให้อุตสาหกรรมต้องหันไปพึ่งการออกกฎโดยหน่วยงานกำกับอย่าง SEC และ CFTC แทน ซึ่งมีข้อเสียคือเปลี่ยนได้ง่ายถ้าผู้นำหน่วยงานเปลี่ยน CoinDesk รายงานด้วยว่ากลุ่มอย่าง Fairshake ต้องประเมินกลยุทธ์ใหม่ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน 2026 สำหรับ Armstrong นี่คือบทพิสูจน์ว่าเงินและอิทธิพลทางการเมืองยังไม่พอจะผ่านกฎหมายได้ ถ้าไม่สามารถหาเสียงสนับสนุนจากทั้งสองพรรค

ข่าวดีของ Armstrong ในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2026 มาจากภาคธนาคาร Coinbase ประกาศความร่วมมือกับ Citigroup ให้ลูกค้าสถาบันของ Citi รวมถึงบริษัทข้ามชาติ รับชำระเงินด้วย Stablecoin ผ่านบริการรับชำระเงินของธนาคาร Armstrong โพสต์ถึงความร่วมมือนี้โดยย้อนไปถึงวันที่เริ่มต้นบริษัท

"ตอนที่เริ่มทำ Coinbase การหาธนาคารสักแห่งที่ยอมทำงานด้วยแทบเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้ Citi มาร่วมมือนำ Stablecoin ไปสู่สถาบันการเงิน เดินทางมาไกลมากแล้วนับจากปี 2012"

Brian Armstrong โพสต์บน X วันที่ 3 ต.ค. 2026 (อ้างผ่าน Benzinga/Yahoo Finance) ต้นฉบับ "When I started Coinbase, getting a bank to work with us at all was nearly impossible. Now Citi is partnering with us to bring stablecoins to institutions. We've come a long way from 2012."

ข่าว Brian Armstrong โพสต์ถึงความร่วมมือกับ Citi เรื่อง stablecoin

ข่าว Benzinga เรื่องโพสต์ของ Armstrong วันที่ 3 ต.ค. 2026 ถึงความร่วมมือกับ Citi ภาพ: Yahoo Finance (Benzinga)

ในเดือนกันยายน 2026 Armstrong ให้สัมภาษณ์ในวิดีโอของ Bloomberg ว่าเขาเชื่อว่าราคา Bitcoin ผ่านจุดต่ำสุดของรอบนี้ไปแล้ว ตามที่ The Motley Fool รายงานเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2026 ช่วงนั้นราคา Bitcoin อยู่ราว 83,000 ดอลลาร์ และหุ้น COIN ราว 180 ดอลลาร์ ต่ำกว่าจุดสูงสุดในเดือนกรกฎาคม 2025 มากกว่าครึ่ง ความเห็นนี้เป็นมุมมองส่วนตัวของผู้บริหารที่ธุรกิจได้ประโยชน์จากตลาดขาขึ้นโดยตรง ผู้อ่านจึงควรฟังอย่างมีวิจารณญาณ

Brian Armstrong คุม Coinbase ได้มากแค่ไหน

Coinbase มีหุ้นสองประเภท หุ้น Class A ที่ซื้อขายในตลาดมีสิทธิ์โหวต 1 เสียงต่อหุ้น ส่วนหุ้น Class B ที่ผู้ก่อตั้งและผู้ลงทุนยุคแรกถือมีสิทธิ์โหวต 20 เสียงต่อหุ้น โครงสร้างแบบนี้ทำให้ผู้ก่อตั้งคุมทิศทางบริษัทได้ แม้จะถือหุ้นจริงไม่ถึงครึ่ง

เอกสารเชิญประชุมผู้ถือหุ้น (DEF 14A) ที่ยื่นต่อ SEC เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2026 ระบุตัวเลข ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026 ไว้ดังนี้

  • หุ้น Class B: Armstrong ถือ 25,639,618 หุ้น หรือราว 62.5% ของหุ้น Class B ทั้งหมด ผ่านทรัสต์ที่เขาเป็นผู้ดูแล
  • หุ้น Class A: 8,167,972 หุ้น ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นสิทธิ์ซื้อหุ้น (Stock Option) ที่ใช้สิทธิ์ได้ภายใน 60 วัน
  • เสียงโหวตรวม: ราว 49.6% ของเสียงโหวตทั้งหมดของบริษัท
  • ทรัสต์ที่มีผู้ดูแลอิสระ: ทรัสต์ที่ Armstrong ตั้งขึ้นในปี 2025 โดยมีผู้ดูแลอิสระ ถือหุ้น Class B อีก 9,865,967 หุ้น คิดเป็นราว 18.9% ของเสียงโหวต

ตารางการถือหุ้นของ Brian Armstrong ในเอกสารเชิญประชุมผู้ถือหุ้น Coinbase ปี 2026

ตารางสัดส่วนการถือหุ้นและเสียงโหวตในเอกสาร DEF 14A ที่ Coinbase ยื่นต่อ SEC เมื่อ 24 เม.ย. 2026 ภาพ: sec.gov

เมื่อรวมเสียงของทรัสต์ที่เขาตั้งขึ้นในปี 2025 อีกราว 18.9% เอกสารฉบับเดียวกันจึงระบุว่า Armstrong คุมเสียงข้างมากของบริษัท Coinbase จึงได้รับยกเว้นจากเกณฑ์บางข้อของตลาด Nasdaq เช่น ไม่จำเป็นต้องมีกรรมการอิสระเป็นเสียงข้างมาก แต่บริษัทก็เลือกให้กรรมการส่วนใหญ่เป็นกรรมการอิสระอยู่แล้ว คณะกรรมการชุดปัจจุบันมีชื่อดังอย่าง Marc Andreessen ผู้ร่วมก่อตั้ง Andreessen Horowitz และ Tobias Lütke ผู้ก่อตั้ง Shopify

ในด้านค่าตอบแทน เอกสารระบุว่าปี 2025 Armstrong ได้เงินเดือน 1 ล้านดอลลาร์ และไม่ได้รับหุ้นหรือสิทธิ์ซื้อหุ้นใหม่ในปีนั้น แต่บริษัทจ่ายค่าใช้จ่ายอื่นให้ราว 8.71 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นค่ารักษาความปลอดภัยส่วนตัวราว 7.64 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้สะท้อนว่าความปลอดภัยส่วนตัวกลายเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ของผู้บริหารคริปโตที่เป็นที่รู้จัก

ความมั่งคั่งและชีวิตส่วนตัวของ Brian Armstrong

ความมั่งคั่งของ Armstrong ขึ้นลงตามราคาหุ้น COIN เกือบทั้งหมด Forbes ประเมินว่าเขาเคยมีทรัพย์สินราว 2.4 พันล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม 2022 ช่วงตลาดขาลง ก่อนจะขยับขึ้นเป็นราว 11.2 พันล้านดอลลาร์ในรายชื่อเศรษฐีคริปโตของ Forbes ปี 2024 ซึ่งเขาอยู่อันดับสอง ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2026 Forbes ประเมินไว้ที่ราว 8.7 พันล้านดอลลาร์ อยู่อันดับที่ 435 ของโลก และระบุว่าเขาถือหุ้น Coinbase ราว 17%

ในชีวิตส่วนตัว Armstrong ประกาศเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2024 ว่าเพิ่งแต่งงานกับ Angela Meng Forbes ระบุว่าปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ที่ San Francisco

นอกจาก Coinbase เขายังมีธุรกิจด้านวิทยาศาสตร์อีกสองแห่ง แห่งแรกคือ ResearchHub ที่เขาก่อตั้งในเดือนมกราคม 2020 เป็นแพลตฟอร์มให้คนเผยแพร่และถกเถียงงานวิจัยแบบเปิด ได้แรงบันดาลใจจาก GitHub และเขายังเป็น CEO ของบริษัทนี้ แห่งที่สองคือ NewLimit ที่เขาร่วมก่อตั้งในเดือนธันวาคม 2021 เว็บไซต์ของบริษัทระบุว่ากำลังคิดค้นยาเพื่อเพิ่มจำนวนปีที่มีสุขภาพดีให้คน โดยเน้นงานวิจัยด้าน Epigenetic Reprogramming หรือการปรับโปรแกรมการทำงานของยีนในเซลล์ที่เสื่อมตามวัย

NewLimit ระดมทุนต่อเนื่อง รอบ Series A 40 ล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม 2023 รอบ Series B 130 ล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม 2025 ที่มูลค่าบริษัทราว 810 ล้านดอลลาร์ และวันที่ 2 มิถุนายน 2026 STAT รายงานว่า NewLimit ระดมทุนได้อีก 435 ล้านดอลลาร์ ที่มูลค่าราว 3.1 พันล้านดอลลาร์ นำโดย Founders Fund เพื่อเริ่มการทดลองทางคลินิกครั้งแรกกับยาสำหรับตับ

ข่าวสตาร์ทอัพ NewLimit ของ Brian Armstrong ระดมทุน 435 ล้านดอลลาร์

ข่าวการระดมทุน 435 ล้านดอลลาร์ของ NewLimit เดือนมิถุนายน 2026 ภาพ: Quartz (qz.com)

ด้านการกุศล นอกจาก GiveCrypto และ The Giving Pledge ที่เล่าไปแล้ว Armstrong เคยอธิบายเหตุผลที่ร่วม The Giving Pledge ไว้ว่า เมื่อความมั่งคั่งถึงระดับหนึ่ง การใช้เงินกับตัวเองเพิ่มอีกแทบไม่ให้ประโยชน์อะไรเพิ่ม ขณะเดียวกันการซื้อบ้านราคา 133 ล้านดอลลาร์ในปี 2021 ก็ถูกยกมาเทียบกับคำพูดนี้บ่อยครั้งโดยผู้ที่วิจารณ์เขา

แนวคิดของ Armstrong: ทำไมเขาถึงเชื่อในคริปโต

แก่นความคิดของ Armstrong ต่างจากผู้นำคริปโตบางคนที่มอง Bitcoin เป็นแค่สินทรัพย์เก็บมูลค่า เขามองคริปโตเป็นระบบการเงินแบบใหม่ทั้งระบบ ที่ทุกคนในโลกเข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องพึ่งธนาคารในประเทศของตัวเอง แนวคิดนี้ปรากฏในพันธกิจของ Coinbase ตั้งแต่เอกสาร S-1 ที่ระบุว่าพันธกิจของบริษัทคือการสร้างระบบการเงินที่เปิดกว้างให้คนทั้งโลก

"อยากให้โลกมีระบบการเงินที่เปิดกว้างระดับโลก ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเสรีภาพ"

Brian Armstrong ในส่วน In Their Own Words ของหน้าโปรไฟล์ Forbes (ตรวจ 7 ต.ค. 2026) ต้นฉบับ "I wanted the world to have a global, open financial system that drove innovation and freedom."

แนวคิดที่เขาพูดถึงบ่อยมีดังนี้

  • เสรีภาพทางเศรษฐกิจ: คนในประเทศที่ค่าเงินไม่มั่นคงหรือระบบธนาคารเข้าถึงยาก ควรมีทางเลือกเก็บและส่งเงินด้วยตัวเอง เป็นเหตุผลเดียวกับที่เขาตั้ง GiveCrypto
  • กฎหมายที่ชัดเจน: คริปโตจะโตได้เต็มที่เมื่อมีกฎที่ชัดว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ เขาจึงทุ่มทั้งเงินและเวลากับการผลักดันกฎหมายในสหรัฐ
  • ทุกอย่างจะขึ้นไปอยู่บนบล็อกเชน: ทั้งหุ้น พันธบัตร การชำระเงิน และการกู้ยืม ซึ่งเป็นที่มาของ Base และแนวคิด Everything Exchange
  • มองยาวกว่ารอบตลาด: Coinbase ผ่านตลาดขาลงมาหลายรอบ และจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของบริษัทก็ย้ำว่าคริปโตเป็นวัฏจักร ไม่ควรตัดสินจากช่วงใดช่วงหนึ่ง

ฝั่งผู้วิจารณ์ชี้ว่าแนวคิดเรื่องระบบการเงินเปิดกว้างของ Armstrong ไปด้วยกันกับผลประโยชน์ของ Coinbase โดยตรง เพราะยิ่งคนใช้คริปโตมาก บริษัทยิ่งมีรายได้มาก และการทุ่มเงินกับการเมืองก็ทำให้บริษัทมีอิทธิพลต่อการเขียนกฎหมายที่จะกำกับตัวเอง ข้อสังเกตทั้งสองด้านนี้ควรอ่านควบคู่กันเวลาประเมินบทบาทของเขา

ไดอะแกรมแนวคิด Everything Exchange ของ Coinbase

แนวคิด Everything Exchange ของ Coinbase ภาพ: Bitcoin Addict

คนไทยควรรู้อะไรเกี่ยวกับ Coinbase

แม้ Coinbase จะเป็นศูนย์ซื้อขายคริปโตรายใหญ่ของโลก แต่ Coinbase ไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของไทย ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยและต้องการซื้อขายคริปโตควรใช้ผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. เท่านั้น และตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับอนุญาตได้จากเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. โดยตรง เพราะผู้ให้บริการที่ไม่ได้รับอนุญาตไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองผู้ลงทุนตามกฎหมายไทย

ส่วนหุ้น COIN ของ Coinbase ซื้อขายในตลาด Nasdaq ของสหรัฐ ผู้ลงทุนไทยเข้าถึงได้ผ่านโบรกเกอร์ที่ให้บริการซื้อขายหุ้นต่างประเทศ ควรเข้าใจว่าราคาหุ้นนี้ผันผวนตามตลาดคริปโตอย่างมาก ดังที่เห็นจากรายได้และราคาหุ้นที่ขึ้นลงแรงตลอดช่วงปี 2021 ถึง 2026

บทเรียนจากเหตุข้อมูลรั่วในปี 2025 ก็ใช้ได้กับผู้ใช้ทุกแพลตฟอร์มในไทยเช่นกัน ควรระวังสายโทรศัพท์ อีเมล หรือข้อความที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ศูนย์ซื้อขาย และไม่โอนเหรียญไปยังกระเป๋าที่ผู้อื่นบอกให้โอนโดยเด็ดขาด

ไทม์ไลน์ชีวิต Brian Armstrong ตั้งแต่เกิดจนถึงปี 2026

สรุปเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของ Brian Armstrong และ Coinbase เรียงตามลำดับเวลา

  • 25 มกราคม 1983: เกิดใกล้เมือง San Jose รัฐ California
  • สิงหาคม 2003: เริ่มธุรกิจ Universitytutor.com ระหว่างเรียนที่ Rice University
  • ปี 2005 และ 2006: จบปริญญาตรีและปริญญาโทจาก Rice University
  • ปี 2010: ได้อ่าน Whitepaper ของ Bitcoin
  • พฤษภาคม 2011: เข้าทำงานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ Airbnb
  • ปี 2012: เข้า Y Combinator รุ่น Summer 2012 และก่อตั้ง Coinbase ร่วมกับ Fred Ehrsam
  • กุมภาพันธ์ 2014: Coinbase มีกระเป๋าผู้ใช้เกิน 1 ล้านราย
  • มกราคม 2017: Fred Ehrsam ลงจากงานประจำแต่ยังเป็นกรรมการ
  • ธันวาคม 2017: แอป Coinbase ขึ้นอันดับหนึ่งใน App Store สหรัฐ
  • มิถุนายน 2018: เปิด GiveCrypto.org
  • กันยายน 2018: USDC เปิดตัวผ่าน Centre ที่ร่วมกับ Circle
  • ธันวาคม 2018: ร่วม The Giving Pledge
  • กันยายน 2020: เขียนบล็อก Coinbase is a Mission Focused Company
  • 14 เมษายน 2021: Coinbase เข้าตลาด Nasdaq แบบ Direct Listing
  • ธันวาคม 2021: ร่วมก่อตั้ง NewLimit
  • 14 มิถุนายน 2022: เลิกจ้างพนักงานราว 18%
  • 10 มกราคม 2023: เลิกจ้างพนักงานอีกราว 950 คน
  • 23 กุมภาพันธ์ 2023: ประกาศสร้างเครือข่าย Base
  • 6 มิถุนายน 2023: SEC ฟ้อง Coinbase
  • 9 สิงหาคม 2023: Base เปิดให้สาธารณะใช้งาน
  • ตุลาคม 2024: แต่งงานกับ Angela Meng
  • 27 กุมภาพันธ์ 2025: SEC ถอนคดีที่ฟ้อง Coinbase
  • 15 พฤษภาคม 2025: แจ้ง SEC เรื่องเหตุข้อมูลลูกค้ารั่ว
  • 19 พฤษภาคม 2025: Coinbase เข้าดัชนี S&P 500
  • 14 สิงหาคม 2025: ปิดดีลซื้อ Deribit มูลค่ารวมราว 4.3 พันล้านดอลลาร์
  • 15 ธันวาคม 2025: ย้ายที่จดทะเบียนบริษัทไปรัฐ Texas
  • 14 มกราคม 2026: ถอนการสนับสนุนร่าง CLARITY Act ฉบับวุฒิสภา
  • 5 พฤษภาคม 2026: ประกาศลดพนักงานราว 700 คน
  • 15 กันยายน 2026: ร่าง CLARITY Act ไม่ผ่านการลงมติในวุฒิสภา 49 ต่อ 50
  • 3 ตุลาคม 2026: ประกาศความร่วมมือกับ Citi ด้าน Stablecoin สำหรับสถาบัน

Brian Armstrong ระหว่างสัมภาษณ์บนเวที TechCrunch Disrupt 2018

Brian Armstrong ภาพ: Steve Jennings/TechCrunch (CC BY 2.0)

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Brian Armstrong

Brian Armstrong เป็นคนชาติอะไร อายุเท่าไหร่

Brian Armstrong เป็นชาวอเมริกัน เกิดวันที่ 25 มกราคม 1983 ใกล้เมือง San Jose รัฐ California ในปี 2026 เขาอายุ 43 ปี

Brian Armstrong ก่อตั้ง Coinbase เมื่อไหร่ และกับใคร

เขาก่อตั้ง Coinbase ในปี 2012 ร่วมกับ Fred Ehrsam อดีตเทรดเดอร์ของ Goldman Sachs หลังเข้าโครงการ Y Combinator รุ่น Summer 2012

Brian Armstrong ยังเป็น CEO ของ Coinbase อยู่ไหม

ยังเป็น เขาเป็น CEO มาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2012 และเป็นประธานคณะกรรมการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2021 จนถึงเดือนตุลาคม 2026

Brian Armstrong รวยแค่ไหน

Forbes ประเมินความมั่งคั่งของเขาไว้ราว 8.7 พันล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2026 ทรัพย์สินหลักคือหุ้น Coinbase ตัวเลขจึงขึ้นลงตามราคาหุ้น COIN

SEC ฟ้อง Coinbase เรื่องอะไร และจบอย่างไร

วันที่ 6 มิถุนายน 2023 SEC ฟ้องว่า Coinbase ดำเนินการเป็นตลาดหลักทรัพย์ นายหน้า และสำนักหักบัญชีโดยไม่จดทะเบียน คดีจบลงเมื่อ SEC ประกาศถอนฟ้องในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2025

Base เกี่ยวข้องกับ Brian Armstrong อย่างไร

Base เป็นเครือข่าย Layer 2 บน Ethereum ที่ Coinbase บ่มเพาะขึ้น เปิดให้สาธารณะใช้งานในเดือนสิงหาคม 2023 ณ ต้นเดือนตุลาคม 2026 ยังไม่มีเหรียญของ Base ออกมาจริง

คนไทยใช้ Coinbase ได้ไหม

Coinbase ไม่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ของไทย ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยควรซื้อขายคริปโตผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. เท่านั้น ส่วนหุ้น COIN สามารถซื้อผ่านโบรกเกอร์หุ้นต่างประเทศได้ตามช่องทางปกติ

สรุป: Brian Armstrong ผู้พาคริปโตเข้าสู่ตลาดหุ้นและสภาคองเกรส

Brian Armstrong เริ่มต้นจากวิศวกรที่เขียนโค้ดตอนกลางคืนเพื่อให้คนซื้อ Bitcoin ได้ง่ายขึ้น แล้วพา Coinbase จากสตาร์ทอัพรุ่น Summer 2012 ของ Y Combinator ไปสู่บริษัทที่เข้าตลาด Nasdaq ในปี 2021 และเข้าดัชนี S&P 500 ในปี 2025 ระหว่างทางเขาตัดสินใจเรื่องใหญ่ที่ยังถูกถกเถียง ทั้งนโยบายห้ามคุยการเมืองในที่ทำงาน การสู้คดีกับ SEC และการใช้เงินมหาศาลกับการเมือง

ปี 2026 แสดงให้เห็นทั้งจุดแข็งและข้อจำกัดของเขา Coinbase มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์และได้ Citi มาร่วมมือ แต่รายได้ลดลงตามตลาด บริษัทต้องลดพนักงานอีกรอบ และร่างกฎหมายที่เขาผลักดันก็ยังไม่ผ่านวุฒิสภา อนาคตของ Armstrong จึงผูกอยู่กับสองคำถาม คือคริปโตจะกลายเป็นระบบการเงินหลักได้จริงหรือไม่ และกฎหมายของสหรัฐจะชัดเจนพอให้ธุรกิจแบบ Coinbase เติบโตต่อได้หรือเปล่า

บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ที่สนใจลงทุนในคริปโตหรือหุ้นที่เกี่ยวข้องควรศึกษาความเสี่ยง และเลือกซื้อขายผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. อ่านพื้นฐานเพิ่มเติมได้ที่ Bitcoin คืออะไร และเรื่องการเก็บรักษาเหรียญที่ Hot Wallet และ Cold Wallet

อ่านประวัติบุคคลสำคัญคนอื่นในโลกคริปโตต่อได้ที่ บุคคลสำคัญในโลกคริปโต และประวัติผู้สร้าง Bitcoin ที่ Satoshi Nakamoto คือใคร

ภาพปก: Brian Armstrong โดย TechCrunch (CC BY 2.0) ผ่าน Wikimedia Commons ดัดแปลงโดย Bitcoin Addict

บทความทั้งหมด