Michael Saylor ประธานบริษัท Strategy (เดิมชื่อ MicroStrategy) กล่าวอย่างชัดเจนว่า บริษัทของเขาไม่มีแผนที่จะเข้าซื้อกิจการหรือควบรวมกับบริษัท Bitcoin Treasury อื่น ๆ ในเร็ว ๆ นี้ แม้บางฝ่ายจะมองว่าการรวมพลังกันอาจช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในระยะยาว
Saylor กล่าวระหว่างการประชุมนักลงทุนหลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ว่า
“โดยทั่วไปแล้ว เราไม่มีแผนจะทำ M&A (merger and acquisition) แม้จะดูน่าสนใจในตอนแรก เพราะดีลพวกนี้มักใช้เวลายาวนาน 6–12 เดือน และสิ่งที่ดูดีในตอนเริ่มต้น อาจไม่ดีอีกต่อไปในอีกครึ่งปีถัดมา”
เขาชี้ว่าโลกของ Bitcoin Treasury มีความไม่แน่นอนสูง การเข้าซื้อกิจการจึงอาจเป็น “การเสี่ยงโดยไม่จำเป็น” ในช่วงที่ราคาคริปโตและกฎระเบียบยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
ตลาด Bitcoin Treasury เริ่มรวมตัว – แต่ Saylor ขออยู่เฉยๆ
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีการพูดถึงกระแส “รวมกิจการ” ของบริษัทที่ถือ Bitcoin ในงบดุล เพื่อสร้างขนาดและความได้เปรียบทางการเงิน ตัวอย่างเช่น Strive กลายเป็นบริษัทแรกที่ควบรวมกับ Semler Scientific ในดีลแบบ all-stock ทำให้บริษัทใหม่มีการถือครอง Bitcoin รวมกว่า 11,006 BTC — กลายเป็นอันดับ 12 ของโลก รองจาก Tesla
แต่สำหรับ Strategy ซึ่งถือครอง 640,808 BTC (มูลค่าราว 69,000 ล้านดอลลาร์) Saylor ยืนยันว่า
“เราจะยังคงโฟกัสในสิ่งที่ทำดีที่สุด — ขายตราสารดิจิทัล (digital credit), เสริมความแข็งแกร่งทางงบดุล และซื้อ Bitcoin เพิ่มต่อเนื่อง”
เขาเสริมว่า แม้จะไม่ปิดประตูการซื้อกิจการในอนาคต แต่ตอนนี้บริษัทไม่มีความจำเป็นต้องเร่งขยายผ่านการ M&A
“เราไม่เคยพูดว่า ‘จะไม่มีวันซื้อใครเลย’ แต่ตอนนี้แผนของเราชัดเจน คือขยายอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ”
CEO ชี้ดีลซอฟต์แวร์ “ซับซ้อน” และเสี่ยงมาก
Phong Le ซีอีโอของ Strategy เสริมว่า การซื้อกิจการบริษัทซอฟต์แวร์หรือ Bitcoin Treasury อื่น ๆ เป็นเรื่องยากและมีความเสี่ยงสูง
“ดีลพวกนี้มักมีอะไรซ่อนอยู่เสมอ มันไม่ง่ายเหมือนที่คิด และสิ่งที่คุณคิดว่าซื้อ อาจไม่ใช่สิ่งที่ได้จริง”
เขาเปรียบเทียบว่าการซื้อบริษัทคริปโตอื่น ๆ ก็เหมือนกัน — เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทางกฎหมาย การตรวจสอบบัญชี และความโปร่งใสทางการเงินที่ต่างกันในแต่ละบริษัท
Strategy ยังเดินหน้า “ซื้อ Bitcoin ต่อเนื่อง”
แม้ไม่ขยายผ่านการควบรวม แต่ Strategy ยังคงใช้กลยุทธ์หลักคือ “ซื้อ Bitcoin เพื่อเพิ่มมูลค่าหุ้น” โดย Saylor กล่าวว่าธุรกิจของบริษัทนั้น “โปร่งใสและคาดเดาได้” มากกว่าใครในตลาด
“เราทำธุรกรรมดิจิทัลที่รวดเร็ว โปร่งใส และใช้รายได้จากตราสารดิจิทัลเพื่อซื้อ Bitcoin เพิ่ม — โมเดลนี้เข้าใจง่ายและสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งฝั่งหุ้นและตราสารหนี้”
ล่าสุด S&P Global Ratings ให้เครดิตเรตติ้ง Strategy ที่ระดับ “B-” ซึ่งอยู่ในกลุ่ม “non-investment grade” หรือ “junk bond” แต่ระบุว่ามีแนวโน้ม “เสถียร”
Phong Le กล่าวปิดท้ายว่า หน่วยงานจัดอันดับยังไม่ได้นับ “Bitcoin” เป็นสินทรัพย์ทุนในงบดุลอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อว่าในอนาคต เมื่อกฎระเบียบชัดเจนขึ้น Bitcoin จะถูกยกระดับให้เป็น “Capital Asset” ได้ในที่สุด
อ้างอิง : cointelegraph.com
ภาพ news.bit2me.com/