"DOG Mode" ไพ่ใบใหม่ฝั่ง Ordinals-Runes โต้กลับ BIP 110 ในศึกข้อมูลขยะบน Bitcoin
17 July 2026ข่าว Bitcoinโดย Rawiwarn Owattasanee

"DOG Mode" ไพ่ใบใหม่ฝั่ง Ordinals-Runes โต้กลับ BIP 110 ในศึกข้อมูลขยะบน Bitcoin

ลีโอนิดัส (Leonidas) ผู้ร่วมก่อตั้งโปรเจกต์ Runestone และหนึ่งในผู้นำวงการ Ordinals-Runes บน Bitcoin ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569 ว่าจะเปิดตัวไคลเอนต์ Bitcoin แบบโอเพนซอร์สชื่อ DOG Mode เพื่อผ่อนคลายกฎการส่งต่อธุรกรรม (Relay Policy) ของ Bitcoin Core โดยไม่ต้องรอเสียงโหวตจากนักขุด พูดง่ายๆ ก็คือ นี่คือคำตอบโต้ตรงต่อ BIP 110 ข้อเสนอจำกัดข้อมูลที่ไม่ใช่การเงินบนเครือข่าย ซึ่งจนถึงตอนนี้แทบไม่ได้แรงหนุนจากนักขุดเลยแม้แต่น้อย

 

🥊 ศึกสองขั้วที่ไม่มีทีท่าจะจบ

 

ห้าวันหลังจาก CoinDesk รายงานว่า BIP 110 (ข้อเสนอปรับปรุง Bitcoin หรือ Bitcoin Improvement Proposal ฉบับที่ 110 ที่ต้องการจำกัดข้อมูลไม่เกี่ยวกับการเงินบนเครือข่าย) ใกล้ครบกำหนดเส้นตายทั้งที่แทบไม่มีนักขุดหนุนหลังเลย ฝั่งตรงข้ามก็เดินเกมใหม่ทันที ลีโอนิดัส เจ้าของฉายาผู้นำคนสำคัญของวงการ Ordinals (โปรโตคอลที่ฝังรูปภาพและข้อความลงในธุรกรรม Bitcoin โดยตรง) และ Runes (โปรโตคอลออกโทเคนที่ซื้อขายได้บนเครือข่าย Bitcoin) ประกาศเปิดตัวไคลเอนต์ใหม่ชื่อ DOG Mode ซึ่งเลือกเดินเกมนอกกระบวนการโหวตไปเลย

 

จุดที่ DOG Mode จะปรับคือขีดจำกัด 2 ตัวของ Bitcoin Core (ซอฟต์แวร์โหนดหลักที่โหนดส่วนใหญ่ของเครือข่าย Bitcoin ใช้งานอยู่) ตัวแรกคือเพดานขนาดธุรกรรมที่โหนดจะยอมส่งต่อให้เพื่อนบ้าน ตัวที่สองคือมูลค่าขั้นต่ำของ Output (ผลลัพธ์ธุรกรรม) ที่เรียกว่า Dust Limit

 

🔍 Consensus กับ Relay Policy ต่างกันอย่างไร

 

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ DOG Mode ต่างจาก BIP 110 โดยสิ้นเชิงคือ กฎ Consensus (กฎเกณฑ์ที่กำหนดว่าบล็อกใดถูกต้องตามเครือข่าย หากฝ่าฝืนจะทำให้โหนดหลุดออกจากเครือข่ายทันที) กับ Relay Policy (นโยบายการส่งต่อธุรกรรมของแต่ละโหนด ซึ่งเข้มงวดกว่าแต่เป็นทางเลือกส่วนบุคคล ไม่ผูกมัดทั้งเครือข่าย) เป็นคนละเรื่องกัน Bitcoin Core ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ส่งต่อธุรกรรมที่ถูกมองว่า "ไม่มาตรฐาน" แม้ธุรกรรมนั้นจะถูกต้องตามกฎ Consensus ทุกประการ

 

เพราะโหนดเกือบทั้งหมดในเครือข่ายใช้ Bitcoin Core ค่าเริ่มต้นเหล่านี้จึงกลายเป็น "กฎที่ใช้จริง" ของ Bitcoin ไปโดยปริยาย นักขุดที่ได้รับธุรกรรมโดยตรงยังสามารถขุดใส่บล็อกได้ตามปกติ และบล็อกนั้นก็ยังคงสมบูรณ์ แต่เพราะ Core ไม่ส่งต่อธุรกรรมประเภทนี้ ใครที่ต้องการทำธุรกรรมแบบนี้จึงต้องรู้จักนักขุดโดยตรง และนี่คือช่องว่างที่ทำให้บริการอย่าง Slipstream ของ MARA (บริษัทขุด Bitcoin รายใหญ่) เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกลางเชื่อมโยงให้

 

⚙️ DOG Mode เปลี่ยนอะไรบ้าง

 

DOG Mode จะขยายเพดานขนาดธุรกรรมมาตรฐานจาก 400,000 Weight Unit (หน่วยวัดขนาดธุรกรรมเทียบกับขนาดบล็อกสูงสุด) เป็น 3,900,000 Weight Unit ในเมื่อบล็อก Bitcoin หนึ่งบล็อกจุได้สูงสุด 4 ล้าน Weight Unit เท่ากับว่า Core ในปัจจุบันส่งต่อธุรกรรมได้ไม่เกินหนึ่งในสิบของบล็อก ขณะที่ DOG Mode จะเปิดทางให้ธุรกรรมขนาดใหญ่เกือบเต็มบล็อกได้เลย (ประมาณ 97.5% ของความจุบล็อก)

 

นอกจากนี้ยังจะลด Dust Limit (ขีดจำกัดขั้นต่ำของมูลค่า Output ที่โหนดจะยอมส่งต่อ ต่ำกว่านี้จะถือว่าไม่คุ้มค่าธุรกรรม) จากเดิมช่วง 294-546 satoshi เหลือเพียง 1 satoshi เท่านั้น

 

💰 เงินก้อนใหญ่ที่ล็อกอยู่ในระบบ

 

ทั้ง Ordinals และ Runes ต้องเพิ่มมูลค่า Bitcoin ส่วนเกินใน Output ของตัวเองเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ Dust Limit อยู่ตลอด ลีโอนิดัสระบุว่าการยกเลิกขีดจำกัดนี้จะปลดล็อกเงินราว 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 839.8 ล้านบาท คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 33.59 บาท ข้อมูลจาก Trading Economics ณ วันที่ 16 กรกฎาคม 2569) กลับคืนสู่ระบบนิเวศของทั้งสองโปรโตคอล

 

📜 BIP 110 ทำไมถึงไปไม่ถึงไหน

 

BIP 110 เป็น Soft Fork ที่ผู้ใช้เป็นผู้ผลักดัน (User-Activated Soft Fork หรือ UASF คือการอัปเกรดกฎเครือข่ายที่ผู้ใช้/โหนดผลักดันเองแทนที่จะรอนักขุด) ซึ่งต้องการแรงหนุนจากนักขุดถึง 55% จึงจะผ่าน แต่ในรอบการนับคะแนนปัจจุบันได้แรงหนุนเป็นศูนย์ และจากข้อมูลของ BIP 110 Monitor ตัวเลขไม่เคยแตะระดับ 1% เลยไม่ว่ารอบไหน เพราะเป็นการเปลี่ยนกฎ Consensus จึงต้องได้รับความยินยอมจากเครือข่ายส่วนใหญ่ก่อน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้

 

ในทางกลับกัน DOG Mode ไม่ต้องขอความยินยอมจากใครเลย เพราะเป็นแค่การเปลี่ยนสิ่งที่โหนดหนึ่งเลือกจะส่งต่อ ถ้ามีโหนดมากพอที่รันซอฟต์แวร์นี้ และมีนักขุดสักรายรับค่าธรรมเนียม ธุรกรรมก็จะได้รับการยืนยัน ไม่มีเกณฑ์ขั้นต่ำ ไม่มีช่วงเวลาส่งสัญญาณ ไม่มีเส้นตาย

 

🧩 ประเด็นที่ต้องตั้งคำถาม

 

ทั้งสองฝ่ายตอนนี้ต่างสู้กันผ่านซอฟต์แวร์โหนดทางเลือกแทนที่จะสู้กันในระบบ Bitcoin เอง แรงหนุน BIP 110 ในบรรดาโหนดอยู่ในหลักหน่วยเปอร์เซ็นต์ และเกือบทั้งหมดมาจาก Bitcoin Knots (ซอฟต์แวร์โหนดทางเลือกของ Bitcoin Core ที่ฝั่งต้องการจำกัดข้อมูลใช้งานกันมานาน) ส่วน DOG Mode จะเป็นภาพสะท้อนกลับด้าน คือ Bitcoin Core เวอร์ชันแยกสำหรับฝั่งตรงข้าม โดยลีโอนิดัสระบุชัดเจนว่า DOG Mode จะเบี่ยงเบนจาก Bitcoin Core น้อยกว่าที่ Bitcoin Knots เบี่ยงเบนมาก

 

อย่างไรก็ตาม ณ ตอนที่ประกาศ DOG Mode ยังไม่มีโค้ดจริง ไม่มี Repository ไม่มีเวอร์ชัน ไม่มีการทดสอบประสิทธิภาพใดๆ ลีโอนิดัสเพียงประกาศโครงการและขอให้นักพัฒนาช่วยกันเขียนโค้ดเวอร์ชันแรขอให้นักขุดสนับสนุน และขอให้ผู้ใช้ช่วยกันโพสต์สโลแกนสนับสนุน อีกจุดที่ควรทราบคือ Runes ถูกสร้างขึ้นโดยเคซีย์ โรดาร์มอร์ (Casey Rodarmor) ส่วนลีโอนิดัสเป็นผู้สนับสนุนหลักและผู้ร่วมก่อตั้ง Runestone โปรเจกต์ที่แจกจ่ายโทเคน DOG และการเปลี่ยนแปลง Dust Limit ที่เขาผลักดันนี้ จะปลดปล่อยเงินกลับเข้าสู่ตลาดที่โทเคนของเขาเองซื้อขายอยู่โดยตรง ซึ่งเป็นจุดที่ผู้อ่านควรพิจารณาประกอบการติดตามข่าวนี้

 

📎 อ่านเพิ่มเติม
👉 Bitcoin's anti-spam fight gets a 'DOG Mode' reply
👉 DOG Community Unveils Open-Source Bitcoin 'DOG Mode' Client
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CoinDesk

 

💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict การที่ทั้งสองฝ่ายในศึกครั้งนี้เลือกสู้กันผ่านซอฟต์แวร์โหนดแทนที่จะพึ่งกลไกโหวตของเครือข่าย สะท้อนความยืดหยุ่นของโครงสร้าง Bitcoin ที่เปิดให้ทุกฝ่ายมีทางเลือกโดยไม่ต้องรอฉันทามติ แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์เรื่องพื้นที่บล็อกยังไม่มีทีท่าจะยุติง่ายๆ ในระยะสั้น สิ่งที่น่าติดตามคือ DOG Mode จะมีโค้ดจริงและมีนักขุดสนับสนุนมากน้อยแค่ไหน เพราะในตอนนี้ยังเป็นเพียงแนวคิดที่รอการพัฒนา ผู้อ่านที่ติดตามวงการ Ordinals และ Runes ควรพิจารณาผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ผลักดันโครงการประกอบด้วยเสมอ ก่อนตัดสินใจใดๆ ทางการเงิน

 

บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใจ

Tags / คีย์เวิร์ด SEO Bitcoin, BIP 110, DOG Mode, Ordinals, Runes, Bitcoin Knots, สแปม Bitcoin, Bitcoin Core

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com