Ether ทรุดแตะ $1,540 เซ่นพิษ Bitcoin หลุด $60K พ่วงข่าวบั๊กใน Zcash
ราคา ETH (เหรียญอีเธอร์ สกุลเงินดิจิทัลของเครือข่าย Ethereum) ร่วงลงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 13 เดือนที่ราว 1,540 ดอลลาร์ (ประมาณ 50,400 บาท) ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ตามแรงเทขายทั่วทั้งตลาดคริปโต ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากตัวเลขในตลาดอนุพันธ์ที่พลิกเป็นขาลงอย่างชัดเจน บวกกับความกังวลหลังมีการพบ บั๊กร้ายแรงบนเครือข่าย Zcash ที่ปลุกความกลัวว่าบล็อกเชนและสัญญาอัจฉริยะอื่นๆ อาจมีช่องโหว่ซ่อนอยู่เช่นกัน
📉 ราคา ETH หลุดแนวรับ แตะจุดต่ำสุดรอบ 13 เดือน
ETH ร่วงลงแตะราว 1,540 ดอลลาร์ (ราว 50,400 บาท) ในวันศุกร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 13 เดือน โดยช่วงเช้าของวันเดียวกัน ราคาเปิดที่ราว 1,769 ดอลลาร์ ก่อนไหลลงต่อเนื่องมาที่บริเวณ 1,666 ดอลลาร์ ตามข้อมูลผู้ให้บริการราคา ระดับล่าสุดนี้คิดเป็นการปรับตัวลงราว 67% จาก จุดสูงสุดตลอดกาลที่ 4,953.73 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ขณะเดียวกัน Bitcoin (BTC) ก็ปรับตัวลงสู่บริเวณ 62,000 ดอลลาร์ (ราว 2.03 ล้านบาท) จ่อทดสอบแนว 60,000 ดอลลาร์ สะท้อนภาวะ "risk-off" ที่กดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั้งกระดาน ภายในช่วง 5 วัน มีการบังคับปิดสถานะ Long (สถานะเก็งกำไรขาขึ้น) มูลค่ารวมถึง 1.28 พันล้านดอลลาร์ (ราว 4.19 หมื่นล้านบาท) ตามรายงานของต้นฉบับ

🔻 ตลาดอนุพันธ์พลิกเป็นขาลง แรงขาย Short เพิ่มขึ้น
อัตรา Funding Rate (ค่าธรรมเนียมที่ผู้เปิดสถานะในตลาดฟิวเจอร์สจ่ายให้กัน ใช้สะท้อนทิศทางความต้องการของตลาด) ของ ETH ฟิวเจอร์สพลิกเป็นลบในวันศุกร์ บ่งชี้ความต้องการเปิดสถานะ Short (เก็งกำไรขาลง) ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ส่วนต่างราคาออปชัน Put/Call (สิทธิ์ขาย/สิทธิ์ซื้อ) บนแพลตฟอร์ม Deribit ยังพุ่งขึ้นไปถึง 3.7 เท่า สะท้อนแรงซื้อ "ประกันความเสี่ยงขาลง" ที่หนาแน่นต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ภาวะนี้คล้ายกับที่ Bitcoinaddict เคยรายงานไว้ก่อนหน้า

🛡️ บั๊กร้ายแรงบน Zcash จุดชนวนความกังวล "ลามทั้งตลาด"
ปัจจัยที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นเพิ่มเติมคือ การเปิดเผยช่องโหว่ร้ายแรงบน Zcash (เหรียญคริปโตที่เน้นความเป็นส่วนตัวของธุรกรรม) นักวิจัยด้านความปลอดภัย เทย์เลอร์ ฮอร์นบี (Taylor Hornby) ค้นพบบั๊กดังกล่าวเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม โดยใช้เฟรมเวิร์กตรวจสอบความปลอดภัยด้วย AI ที่พัฒนาขึ้นเอง ควบคู่กับโมเดล Opus 4.8 ของ Anthropic ที่เพิ่งเปิดตัวก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน (Anthropic คือบริษัทผู้พัฒนา AI ผู้สร้างโมเดล Claude)
ช่องโหว่นี้อยู่ในพูล Orchard (พูลธุรกรรมแบบปกปิดข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดของ Zcash) โดย เกิดจากองค์ประกอบที่ "กำหนดเงื่อนไขไม่รัดกุมพอ" ในวงจร Orchard ทำให้สามารถป้อนค่าปลอมเข้าสู่การคำนวณแล้วยังผ่านการตรวจสอบได้ ในทางทฤษฎี ผู้โจมตีสามารถ ปั๊มเหรียญ ZEC ปลอมได้ไม่จำกัดและตรวจจับไม่ได้ภายในพูล ที่น่ากังวลคือ ช่องโหว่นี้มีอยู่มาตั้งแต่เปิดใช้งาน Orchard ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2565 โดยไม่มีใครตรวจพบมาก่อน ทีมพัฒนาได้ ประสานงานแก้ไขแบบฉุกเฉินและปิดงานเสร็จสิ้นในวันที่ 1–2 มิถุนายน และยังไม่พบหลักฐานว่ามีการนำไปใช้โจมตีจริง
ข้อเท็จจริงที่ว่าบั๊กร้ายแรงซ่อนตัวรอดจากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญมานานหลายปี ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามว่าเครือข่ายอื่นอาจมีช่องโหว่คล้ายกันหรือไม่ ต้นฉบับมองว่าความกังวลนี้มีส่วนซ้ำเติมการหดตัวของ TVL (Total Value Locked มูลค่าสินทรัพย์รวมที่ถูกล็อกในโปรโตคอล) บนเครือข่าย Ethereum โดยโปรโตคอลชั้นนำหลายแห่งเผชิญ TVL ลดลงแรง เช่น Spark (-50%), Ether.fi (-49%), EigenCloud (-41%) และ KernelDAO (-39%)
💥 แฮก DeFi เดือนเมษายนซ้ำเติมความเชื่อมั่น
ความกังวลด้านความปลอดภัยยังต่อเนื่องมาจากสถิติที่น่าตกใจก่อนหน้านี้ โดย ความเสียหายจากการแฮกคริปโตในเดือนเมษายนทะลุ 630 ล้านดอลลาร์ จากเหตุการณ์กว่า 25 ครั้ง ซึ่งเป็นเดือนที่เลวร้ายที่สุดในรอบกว่า 1 ปี (ราว 2.06 หมื่นล้านบาท) ในจำนวนนี้ การแฮก KelpDAO มูลค่า 293 ล้านดอลลาร์ และการโจมตี Drift Protocol มูลค่า 280 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 82% ของความเสียหายทั้งเดือน (ราว 9,580 และ 9,160 ล้านบาทตามลำดับ) โดยเหตุการณ์เหล่านี้กระจายอยู่บนหลายเครือข่าย ทั้ง Ethereum, Solana, Base, BNB Chain, Sui และ PulseChain — ตอกย้ำว่า DeFi (การเงินแบบกระจายศูนย์บน Blockchain ที่ไม่มีตัวกลาง) ยังเป็นเป้าหมายหลักของผู้โจมตี
🏦 Bitmine แบกขาดทุนทางบัญชีกว่า 10.5 พันล้านดอลลาร์
แรงกดดันสะท้อนชัดในฝั่งบริษัทที่ถือ ETH เป็นสินทรัพย์สำรอง โดย Bitmine (BMNR) ซึ่งเป็นบริษัทคลัง ETH รายใหญ่ที่สุดในโลก ถือครอง ETH ราว 5.3 ล้านเหรียญ คิดเป็นประมาณ 4.5% ของอุปทานหมุนเวียนทั้งหมด ต้องเผชิญผลขาดทุนทางบัญชี (Unrealized Loss คือขาดทุนที่ยังไม่ได้ขายจริง) ที่ขยายตัวเป็นราว 10.5 พันล้านดอลลาร์ (ราว 3.43 แสนล้านบาท) เมื่อราคา ETH ลงมาที่ระดับ 1,540 ดอลลาร์ ทั้งนี้บริษัท ถือ ETH ที่ต้นทุนเฉลี่ยราว 3,500 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินลงทุนรวมราว 18,800 ล้านดอลลาร์ จึงเห็นภาพช่องว่างของการขาดทุนได้ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ในมุมข้อมูล on-chain ต้นฉบับระบุว่าปัจจุบันมีเพียง 30% ของอุปทาน ETH ที่อยู่ในสถานะกำไร ซึ่งนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าภาวะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นไม่กี่ครั้งในอดีต ทั้งนี้ ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องการันตีทิศทางราคาในอนาคต และนักลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงอย่างรอบด้าน
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: เหตุการณ์นี้สอดคล้องกับที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้
👉 ETH ฟิวเจอร์สพลิกเป็นขาลง นักลงทุนลุ้น $3,800 หรือเป็นเพียง Panic Sell
👉 SharpLink เร่งสะสม ETH แข่ง BitMine ชิงผู้นำคลัง Ethereum แห่งโลกการลงทุน
👉 Tom Lee ฟันธง Ethereum คือบล็อกเชนที่วอลล์สตรีทและทำเนียบขาวเลือกใช้
📎 อ่านเพิ่มเติม (ประเด็นบั๊ก Zcash — แหล่งภายนอก): 👉 Security researcher finds Zcash vulnerability allowing 'unlimited' counterfeit minting — The Block / cointelegraph.com / ภาพ coinpaper.com
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict กรณี Zcash เป็นบทเรียนที่น่าสนใจว่า แม้แต่ระบบ Zero-Knowledge ที่ผ่านการตรวจสอบจากนักเข้ารหัสระดับโลกมาแล้ว ก็ยังอาจซ่อนช่องโหว่ร้ายแรงไว้ได้ แต่อีกด้านหนึ่ง การที่ทีมพัฒนาตอบสนองและปิดช่องโหว่ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการนำเครื่องมือ AI มาช่วยตรวจสอบความปลอดภัย ก็สะท้อนว่าวัฒนธรรมด้านความมั่นคงปลอดภัยของวงการกำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ในระยะสั้นความเชื่อมั่นของตลาดยังเปราะบางจากแรงเทขายและข่าวด้านความปลอดภัยที่ถาโถม แต่เหตุการณ์นี้ก็ตอกย้ำว่า "ความโปร่งใสและการแก้ไขที่รวดเร็ว" คือหัวใจสำคัญที่ช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยีบล็อกเชนในระยะยาว น่าจับตามองกันต่อไปอย่างใกล้ชิด
🏷️ Tags / คีย์เวิร์ด SEO: ราคา ETH, Ethereum, บั๊ก Zcash, Zcash Orchard bug, ตลาดคริปโตร่วง, Bitmine ขาดทุน, แฮก DeFi, Opus 4.8
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com