Capital Wars: ทฤษฎีสภาพคล่องที่เหมาะกับ Bitcoin มากที่สุด
Featured|บทความโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

Capital Wars: ทฤษฎีสภาพคล่องที่เหมาะกับ Bitcoin มากที่สุด

แกะกรอบคิด Global Liquidity จากหนังสือ Capital Wars ของ Michael Howell สภาพคล่องคืออะไรกันแน่ ทำไมไม่ใช่ M2 ธนาคารเงาทำงานยังไง และ Bitcoin ตอบสนองสภาพคล่องโลกช้ากว่าราว 14 สัปดาห์

ทุกครั้งที่ตลาดขยับแรงแบบหาเหตุผลจากข่าวไม่เจอ มักมีคนหยิบกราฟ M2 มาทับกราฟ Bitcoin แล้วสรุปว่า สภาพคล่องคือคำตอบ แต่ถ้าลองสืบให้ลึกกว่านั้นอีกชั้นเดียว จะเจอว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่เรียกว่าสภาพคล่องกับสิ่งที่นักวิเคราะห์สายสถาบันใช้จริง เป็นคนละตัวกันเลย

บทความนี้แกะกรอบความคิดจากหนังสือ Capital Wars: The Rise of Global Liquidity ของ Michael Howell นักวิเคราะห์ที่ใช้เวลาเกือบสามสิบปีวัดปริมาณเงินในระบบการเงินโลก ตั้งแต่ยุคที่ยังทำงานอยู่ Salomon Brothers และ Baring Securities ก่อนจะออกมาตั้งบริษัทวิจัยของตัวเองชื่อ CrossBorder Capital ในปี 1996 หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ปี 2020 และเป็นต้นตำรับของคำว่า Global Liquidity ที่ตอนนี้กลายเป็นคำฮิตในวงการลงทุนไปแล้ว ทุกวันนี้ Howell ยังเขียนจดหมายข่าวรายสัปดาห์ชื่อเดียวกับหนังสือคือ Capital Wars อยู่บน Substack (capitalwars.substack.com) ตัวเลขบางจุดในบทความนี้ที่ใหม่กว่าหนังสือก็อ้างอิงมาจากจดหมายข่าวฉบับนั้น ใครอยากติดตามมุมมองของเขาแบบสดๆ ทุกสัปดาห์ตามลิงก์นี้ไปอ่านต่อได้เลย

ปกหนังสือ Capital Wars: The Rise of Global Liquidity
Michael J. Howell. Capital Wars: The Rise of Global Liquidity. Palgrave Macmillan, 2020.

คำถามที่บทความนี้จะตอบให้ครบคือ สภาพคล่องคืออะไรกันแน่ ทำไมถึงไม่ใช่ M2 โลกการเงินสมัยใหม่ทำงานยังไง shadow banking ที่ได้ยินกันบ่อยๆ คือใคร แล้วทั้งหมดนี้เชื่อมกับ Bitcoin ตรงไหน

สภาพคล่องไม่ใช่ M2 แล้วมันคืออะไรกันแน่

เวลาหนังสือเล่มนี้พูดถึงคำว่า Liquidity ความหมายไม่ใช่แค่เงินในบัญชี แต่คือเงินทุกรูปแบบที่พร้อมจะไหลเข้าไปซื้อสินทรัพย์หรือหมุนหนี้ เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น ลองเรียกเงินก้อนนี้ว่า น้ำ เพราะพฤติกรรมมันคล้ายกันมาก น้ำไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ เงินก็ไหลจากจุดที่ผลตอบแทนต่ำไปหาจุดที่ผลตอบแทนสูงกว่า น้ำเยอะทุกอย่างลอย น้ำแห้งทุกอย่างเกยตื้น

แต่ละประเทศเปรียบเหมือนเขื่อนคนละใบ มีธนาคารกลางคุมประตูน้ำของตัวเอง ทว่าสุดท้ายน้ำจากทุกเขื่อนไหลมารวมกันเป็นอ่างเดียว เพราะเงินทุนข้ามพรมแดนได้ในคลิกเดียวผ่านตลาดการเงินที่เชื่อมถึงกันทั่วโลก อ่างรวมใบนั้นคือสิ่งที่ Howell เรียกว่า Global Liquidity

คำถามที่ตามมาคือ แล้วมันต่างจาก M2 ที่คนคุ้นเคยกันยังไง

กราฟ M2SL ของสหรัฐจาก FRED
ภาพ: M2 ของสหรัฐย้อนหลังตั้งแต่ปี 1959 ที่มา: Board of Governors of the Federal Reserve System (US) via FRED

M2 ที่เห็นเป็นกราฟกันบ่อยๆ คือยอดเงินฝากในธนาคารบวกเงินสดหมุนเวียน เป็นตัวเลขยอดคงค้างว่ามีเงินจอดอยู่ในระบบเท่าไหร่ ฟังผิวเผินก็ดูเหมือนจะใช่นิยามของน้ำอยู่แล้ว แต่ Howell ชี้ว่าไม่ใช่ ประโยคที่เขาเขียนไว้ในหนังสือคมมาก เขาบอกว่า เงินสมัยใหม่เริ่มต้นตรงที่นิยามเงินแบบเดิมจบลง

อธิบายให้ชัดขึ้นอีกชั้น เงินฝากในบัญชีคือเงินที่ไหลไปถึงปลายทางแล้ว เป็นน้ำที่ลงบ่อไปแล้ว จอดนิ่งแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ราคาสินทรัพย์ขยับไม่ใช่น้ำที่จอดอยู่ในบ่อ มันคือน้ำที่กำลังจะไหลเข้ามาใหม่ ซึ่งรวมของหลายอย่างที่ M2 มองไม่เห็นเลย เช่นวงเงินเครดิตที่ยังไม่ได้เบิกใช้ ความสามารถในการกู้ของกองทุน หรือเงินที่สถาบันการเงินกู้ยืมข้ามคืนกันในตลาดที่คนทั่วไปไม่เคยเห็นหน้าตา

พูดง่ายๆ M2 วัดเงินที่มีอยู่แล้ว ส่วนสภาพคล่องวัดกำลังซื้อที่พร้อมออกตัว เป็นคนละเรื่องกันตั้งแต่ระดับนิยาม

Howell ถึงกับเขียนว่า M2 เป็นแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็งของภาระผูกพันระยะสั้นทั้งระบบ (short-term claims) ตัวเลขให้เห็นภาพชัดขึ้น ตามข้อมูล M2SL ของ FRED ธนาคารกลางสหรัฐ ล่าสุด ณ เดือนกรกฎาคม 2026 M2 ของสหรัฐอยู่ที่ยี่สิบสามล้านล้านสองแสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ Global Liquidity ที่ Howell วัดรวมทั้งโลกอยู่ที่ประมาณหนึ่งร้อยเก้าสิบห้าล้านล้านดอลลาร์ ตัวเลขที่คนส่วนใหญ่เอามาทับกราฟ Bitcoin กันนั้นคือแค่ยอดที่โผล่พ้นน้ำ ก้อนใหญ่จริงจมอยู่ใต้ผิวน้ำ และก้อนที่จมอยู่นั่นแหละคือตัวที่ขับเคลื่อนตลาด

ไดอะแกรมภูเขาน้ำแข็ง M2 กับสภาพคล่องที่มองไม่เห็น
ภาพ: ภาพประกอบแนวคิดภูเขาน้ำแข็ง ส่วนที่นับได้ (M2) เทียบกับสภาพคล่องที่มองไม่เห็นในระบบธนาคารเงา คนละมาตรวัด เทียบขนาดตรงๆ ไม่ได้

ต้องย้ำให้ชัดว่าตัวเลขสองก้อนนี้ไม่ได้วัดสิ่งเดียวกัน เปรียบเทียบกันตรงๆ ไม่ได้ M2 คือปริมาณเงินฝากและเงินสดหมุนเวียนของประเทศเดียวตามนิยามธนาคารกลาง ส่วน Global Liquidity เป็นดัชนีที่รวมหลายชั้นของทั้งโลกเข้าด้วยกัน ทั้งสินเชื่อ หลักประกันในตลาด repo เงินทุนของธนาคารเงา และกระแสเงินข้ามพรมแดน ตัวเลขหนึ่งร้อยเก้าสิบห้าล้านล้านดอลลาร์จึงไม่ได้แปลว่าโลกมีสภาพคล่องมากกว่าเงินจริงเก้าเท่า แต่สะท้อนว่าสิ่งที่ M2 นับนั้นเป็นเพียงชั้นเดียวจากหลายชั้นที่ประกอบกันเป็นสภาพคล่องทั้งระบบ

กราฟเทียบขนาด Global Liquidity ปี 2019 กับปัจจุบัน
ภาพ: ขนาด Global Liquidity ปี 2019 ที่ 130 ล้านล้านดอลลาร์ เทียบปัจจุบันที่ 195 ล้านล้านดอลลาร์ โต 50% ในเจ็ดปี (เป็นสองจุดเวลาแยกกัน ไม่มีข้อมูลระหว่างกลาง คนละตัวชี้วัดกับ M2 ที่พูดถึงข้างต้น) ที่มา: หนังสือ Capital Wars (2020) สำหรับตัวเลขปี 2019 และจดหมายข่าว Capital Wars 16 ส.ค. 2026 สำหรับตัวเลขล่าสุด

ตัวเลขชุดนี้ไม่ต้องรอให้ใครสรุปให้ฟัง ทีมงานทำเครื่องมือคำนวณดัชนีสภาพคล่องจากข้อมูล FRED รายสัปดาห์ไว้ให้ใช้งานฟรีแล้วที่หน้า Global Liquidity ของเว็บไซต์ ใครอยากติดตามตัวเลขล่าสุดด้วยตัวเองสามารถเข้าไปดูได้ทันที

ดัชนีสภาพคล่องธนาคารกลางหลัก (คำนวณเอง รายสัปดาห์)
$16.4T$16.7T$17.0T$17.3T$17.6T ล่าสุด $16.7T มี.ค. 26พ.ค. 26ส.ค. 26
$16.4T$16.8T$17.2T$17.5T$17.9T ล่าสุด $16.7T ก.ย. 25ก.พ. 26ส.ค. 26
$16.4T$17.0T$17.6T$18.2T$18.7T ล่าสุด $16.7T ก.ย. 24ส.ค. 25ส.ค. 26
$16.3T$17.1T$17.8T$18.6T$19.3T ล่าสุด $16.7T ส.ค. 23ก.พ. 25ส.ค. 26

ดัชนีนี้ทีมคำนวณเองจากข้อมูลสาธารณะของธนาคารกลางหลัก (Fed/ECB/BOJ) ไม่ใช่ตัวเลข GLI ทางการของ Michael Howell และไม่ใช่ตัวเลขเดียวกับ Fed net liquidity ที่หน้า /tools/global-liquidity ของเว็บใช้อยู่ เลื่อนเมาส์บนกราฟเพื่อดูค่ารายสัปดาห์

แนวคิดแกนกลางของหนังสือทั้งเล่มสรุปได้ในประโยคเดียว และเป็นประโยคที่ Howell เขียนไว้ตั้งแต่บทที่สามซึ่งเป็นบทสรุปภาพรวมของทั้งเล่มว่านี่คือหัวใจของงานทั้งชิ้น

"ปัญหาของโลกใบนี้เป็นเรื่องการเงิน ไม่ใช่เรื่องเศรษฐศาสตร์"

Michael Howell, Capital Wars: The Rise of Global Liquidity (2020), บทที่ 3 (Synopsis) "It concerns finance, not economics"

สิ่งที่ขับเคลื่อนตลาดคือระดับสภาพคล่อง ไม่ใช่กำไรบริษัทหรือ GDP ฟังดูขัดกับสิ่งที่เรียนมาในตำราเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน แต่ส่วนถัดไปจะอธิบายว่าทำไมโลกการเงินถึงเปลี่ยนมาถึงจุดนี้ได้ เพราะมันไม่ได้เป็นแบบนี้มาตลอด ระบบเพิ่งเปลี่ยนแปลงในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาเอง

โลกการเงินเปลี่ยนจากเครื่องหาทุน เป็นเครื่องหมุนหนี้

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หน้าที่ของระบบการเงินตรงไปตรงมามาก คือรวบรวมเงินออมของประชาชน ส่งต่อให้ธุรกิจกู้ไปสร้างโรงงาน สร้างถนน จ้างงาน เศรษฐกิจก็เติบโตตามไปด้วย นั่นคือโลกที่การเงินรับใช้เศรษฐกิจจริง และเป็นโลกที่ตำราเรียนเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคงเขียนอ้างอิงอยู่จนถึงทุกวันนี้

แต่ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 ถึง 1990 เป็นต้นมา เกิดการกลับขั้วอย่างเงียบๆ ในระบบ มาจากแรงสองทางที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

เปรียบเทียบโครงสร้างการเงินโลกยุคเก่ากับยุคใหม่
ภาพ: โครงสร้างการเงินโลกยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เงินไหลจากเงินออมสู่ธุรกิจ เทียบกับโครงสร้างยุคปัจจุบันที่หมุนรอบการรีไฟแนนซ์หนี้เดิม

แรงแรกคือฝั่งบริษัทขนาดใหญ่เริ่มเลิกเป็นลูกหนี้รายใหญ่ของระบบ ธุรกิจยุคใหม่ตัวเบาลงเรื่อยๆ บริษัทเทคโนโลยีไม่ต้องสร้างโรงงานขนาดใหญ่แบบยุคอุตสาหกรรม แถมยังสะสมกำไรเป็นภูเขาจนต้องเอาเงินสดไปซื้อหุ้นตัวเองคืน ลูกค้าเงินกู้รายใหญ่ที่สุดของระบบจึงเลิกเป็นลูกค้า แล้วพลิกบทบาทมาเป็นเจ้าหนี้แทน คือถือเงินสดก้อนมหึมาแล้ววิ่งหาที่จอด

ตัวละครสำคัญที่เกิดขึ้นจากจุดนี้คือสิ่งที่หนังสือเรียกว่า Cash Pools หรือกองเงินสดของบริษัทยักษ์ใหญ่รวมกับกองทุนสถาบันทั่วโลก Howell ประเมินไว้ในหนังสือว่ารวมแล้วมีมูลค่าเกินสามสิบล้านล้านดอลลาร์ ลองนึกภาพเงินสดของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก กองทุนความมั่งคั่งของประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน และกองทุนบำนาญขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น มากองรวมกันอยู่ที่เดียว ปัญหาของกองเงินก้อนนี้ไม่ใช่การหาเงิน แต่คือการหาที่จอดเงินที่ปลอดภัยพอ ซึ่งปัญหาข้อนี้เองที่จะไปสร้างระบบธนาคารเงาขึ้นมาทั้งระบบตามที่จะอธิบายในส่วนถัดไป

แรงที่สองคือกองหนี้เก่าที่สะสมมาไม่เคยหายไปไหน รัฐบาลทั่วโลกกู้เพิ่มทุกปี หนี้เดิมค้างอยู่ ตามรายงาน Global Debt Monitor ของ Institute of International Finance หนี้รวมทั้งโลกล่าสุดอยู่ที่ราวสามร้อยสี่สิบแปดล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนราวสามเท่าของขนาดเศรษฐกิจโลกทั้งใบ

จุดที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปคือหนี้พวกนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ถือยาวจนครบอายุแล้วจบ แต่ต้องทยอยครบกำหนดและกู้ก้อนใหม่มาปิดก้อนเก่าอยู่ตลอด หมุนต่อไปเรื่อยๆ คล้ายการจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำ ถ้าใช้อายุเฉลี่ยของหนี้ในระบบเป็นกรอบคร่าวๆ ราวห้าปี ซึ่งใกล้เคียงกับอายุเฉลี่ยของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่มักอยู่แถวห้าถึงหกปี ลองหารเลขเล่นๆ ดู สามร้อยสี่สิบแปดล้านล้านดอลลาร์หารด้วยห้าปี จะได้ตัวเลขประมาณเจ็ดสิบล้านล้านดอลลาร์ที่ระบบต้องหาเจ้าหนี้หน้าใหม่มารับช่วงต่อในแต่ละปี ตัวเลขนี้เป็นการประมาณการคร่าวๆ เพื่อให้เห็นขนาดของปัญหา ไม่ใช่ตัวเลขทางการที่มีหน่วยงานใดยืนยันตรงๆ แต่ใหญ่กว่าเงินลงทุนสร้างของใหม่ทั้งโลกรวมกันอย่างชัดเจน

เพราะฉะนั้นหน้าที่หลักของระบบการเงินโลกวันนี้จึงไม่ใช่การหาทุนให้ของใหม่อีกต่อไป แต่คือการหมุนหนี้เก่าให้ทัน Howell เรียกโลกแบบนี้ว่าระบบรีไฟแนนซ์ขนาดยักษ์ แล้วสรุปด้วยประโยคที่เป็นแกนของหนังสือทั้งเล่มว่า ปัญหาของโลกใบนี้เป็นเรื่องการเงิน ไม่ใช่เรื่องเศรษฐศาสตร์

ประโยคนี้ฟังผ่านๆ อาจดูเหมือนเล่นคำ แต่คุ้มค่าที่จะขยายความเพราะมันคือหัวใจของกรอบคิดทั้งเล่ม เศรษฐศาสตร์ในความหมายนี้คือโลกของของจริง โรงงานผลิตสินค้า คนมีงานทำ ร้านค้าขายของได้ ส่วนการเงินคือโลกของกระดาษสัญญา หนี้ หลักประกัน และความเชื่อมั่น สิ่งที่ Howell ชี้ให้เห็นคือวิกฤตใหญ่ๆ ในยุคนี้ ไม่ได้เกิดจากโลกของจริงพังลง แต่เกิดจากโลกกระดาษหมุนไม่ทันต่างหาก

ลองนึกถึงวิกฤตการเงินโลกปี 2008 วันที่ Lehman Brothers ล้มละลาย โรงงานที่ไหนหายไปบ้าง ไม่มี คนงานอเมริกันโง่ลงในคืนเดียวหรือเปล่า ก็เปล่า บ้านที่สร้างไว้แล้วยังตั้งอยู่ที่เดิมทุกหลัง ของจริงยังอยู่ครบทุกชิ้น สิ่งเดียวที่พังคือกระดาษสัญญาที่ต่ออายุกันไม่ได้ ตลาดหมุนหนี้ระยะสั้นหยุดรับหมุนแค่นั้นเอง แล้วโลกทั้งใบก็สะเทือนตามมา

จุดเชื่อมใกล้ตัวคนไทย
วิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 เดินตามโครงเดียวกันนี้เป๊ะ ธุรกิจไทยตอนนั้นไม่ได้ห่วยลงในชั่วข้ามคืน โรงงานยังผลิตได้ พนักงานยังทำงานเป็นตามปกติ แต่เจ้าหนี้ต่างชาติพร้อมใจกันไม่ต่ออายุเงินกู้ระยะสั้นที่ธุรกิจไทยกู้เป็นดอลลาร์มาลงทุน พอหมุนหนี้ไม่ทัน เงินทุนไหลออกพร้อมกัน ค่าเงินบาทที่เคยผูกกับดอลลาร์ก็พังทลายในไม่กี่วัน ปัญหาไม่ได้เริ่มจากภาคเศรษฐกิจจริงพังก่อน แต่เริ่มจากฝั่งการเงินที่หมุนหนี้ไม่ทันก่อน แล้วค่อยลามไปกระทบภาคเศรษฐกิจจริงทีหลัง เป็นตัวอย่างที่ตรงกับกรอบคิดของ Howell เกือบทุกจุด

แล้วยังมีอีกด้านที่คนไม่ค่อยพูดถึงด้วย ถ้าวิกฤตเกิดขึ้นได้ทั้งที่ของจริงไม่ได้พัง ขากลับก็เป็นจริงเหมือนกัน คือตลาดวิ่งขึ้นได้ทั้งที่ของจริงพังยับเยินอยู่ก็ได้เช่นกัน ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือปี 2020 ช่วงที่โควิดระบาดหนัก เศรษฐกิจโลกหยุดชะงักรุนแรงที่สุดในรอบร้อยปี ร้านค้าปิดตัว คนตกงานเป็นสิบล้านคนทั่วโลก แต่ตลาดหุ้นกับ Bitcoin กลับวิ่งแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ในช่วงเวลาเดียวกัน เหตุผลคือธนาคารกลางทั่วโลกอัดฉีดสภาพคล่องลงในระบบพร้อมกันในปริมาณมหาศาล ปีนั้นจึงกลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดของกรอบคิดในหนังสือเล่มนี้ เศรษฐกิจแย่ที่สุด แต่ตลาดดีที่สุด เพราะตลาดไม่ได้ฟังเศรษฐกิจ ตลาดฟังสภาพคล่องต่างหาก

คำถามถัดไปคือ ถ้าโลกคือเครื่องหมุนหนี้ แล้วใครเป็นคนหมุนกันแน่ เพราะคำตอบไม่ใช่ธนาคารที่คนทั่วไปเดินเข้าไปฝากเงินอย่างที่หลายคนคิด

Shadow Banking ธนาคารเงาที่ใหญ่กว่าธนาคารจริง

คำว่า shadow banking ฟังดูเหมือนเครือข่ายฟอกเงินผิดกฎหมาย แต่ความจริงไม่ใช่เลย มันคือสถาบันการเงินที่ถูกกฎหมายทั้งหมด เพียงแต่ทำหน้าที่เหมือนธนาคารโดยไม่ได้จดทะเบียนเป็นธนาคาร นิยามทางการของหน่วยงานกำกับดูแลระดับโลกคือ การปล่อยสินเชื่อผ่านตัวกลางที่อยู่นอกระบบธนาคารปกติ

ตัวอย่างของธนาคารเงาที่พบเห็นได้ทั่วไปคือ:

  • กองทุนตลาดเงินที่คนทั่วไปใช้พักเงินระยะสั้น
  • กองทุนรวมและกองทุนบำนาญขนาดใหญ่
  • บริษัทประกันภัยที่ถือเงินสำรองมหาศาล
  • กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของหลายประเทศ

แล้วระบบนี้โผล่ขึ้นมาได้ยังไง คำตอบย้อนกลับไปที่ Cash Pools กองเงินสดกว่าสามสิบล้านล้านดอลลาร์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่พูดถึงไปในส่วนก่อนหน้า กองเงินพวกนี้เจอปัญหาที่คนทั่วไปไม่มีทางเจอ นั่นคือมีเงินเยอะเกินกว่าจะฝากธนาคารได้อย่างปลอดภัย ฟังดูอาจขัดสามัญสำนึก แต่ลองคิดตาม ประกันเงินฝากคุ้มครองบัญชีแต่ละบัญชีในวงเงินจำกัด ถ้าเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ถือเงินสดระดับแสนล้านดอลลาร์ เอาไปฝากธนาคารเฉยๆ ส่วนที่เกินวงเงินประกันคือความเสี่ยงล้วนๆ ธนาคารล้มคือเงินหายทันที การฝากธนาคารซึ่งคนทั่วไปมองว่าปลอดภัยที่สุด สำหรับกองเงินระดับนี้กลับเป็นทางเลือกที่เสี่ยงเกินไป

ทางออกที่กองเงินยักษ์เลือกใช้คือปล่อยกู้ระยะสั้นแบบมีพันธบัตรรัฐบาลค้ำประกัน แทนที่จะฝากเงินแล้วลุ้นว่าธนาคารจะล้มหรือไม่ ก็ให้สถาบันการเงินอื่นยืมเงินข้ามคืนโดยมีพันธบัตรรัฐบาลวางค้ำเต็มมูลค่า พอถึงเช้าก็ได้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ยเล็กน้อย ถ้าอีกฝ่ายผิดนัดชำระก็ยึดพันธบัตรไปขายได้ทันที ปลอดภัยกว่าการฝากธนาคารเสียอีก

ลองมองการจอดเงินแบบนี้ในอีกมุมหนึ่งดู การจอดเงินของฝ่ายหนึ่งคือเงินกู้ของอีกฝ่ายหนึ่งพอดี บริษัทที่เอาเงินมาจอดหนึ่งแสนล้านดอลลาร์ หมายความว่ามีสถาบันการเงินอีกฝั่งได้เงินกู้ไปหมุนหนึ่งแสนล้านดอลลาร์ทันที นี่คือหน้าที่เดียวกับธนาคารทุกประการ รับเงินจากฝ่ายที่มีเงินเหลือ ส่งต่อให้ฝ่ายที่ต้องการใช้เงิน เพียงแต่ไม่ได้เรียกตัวเองว่าธนาคาร ไม่มีสาขา ไม่มีสมุดบัญชี

ยิ่งกองเงินยักษ์ใหญ่ขึ้น เงินมาจอดมากขึ้น ธนาคารเงาก็ยิ่งขยายตัวตามไปด้วย ไม่ได้เกิดจากแผนการของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นผลลัพธ์ธรรมชาติของการที่บริษัทรวยขึ้นเรื่อยๆ แล้วต้องหาที่จอดเงินให้ตัวเอง

ขนาดของระบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย ตัวเลขที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศประเมินไว้คือธนาคารเงารับผิดชอบราวสองในสามของการหมุนเงินทั้งระบบการเงินโลก แต่กลับสร้างสินเชื่อใหม่ไม่ถึงสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด นั่นแปลว่าระบบนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องรีไฟแนนซ์เกือบล้วนๆ ตรงกับหน้าที่หลักของโลกการเงินยุคนี้ที่อธิบายไปในส่วนก่อนหน้าพอดี

สัดส่วนธนาคารเงาในระบบการเงินโลก
ภาพ: ธนาคารเงาหมุนเงินราวสองในสามของระบบการเงินโลก แต่สร้างสินเชื่อใหม่ไม่ถึง 15% ของทั้งหมด ที่มา: ประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

จุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ ระบบธนาคารเงาไม่มีตาข่ายรองรับความเสี่ยงเหมือนธนาคารปกติ ธนาคารทั่วไปมีประกันเงินฝากคุ้มครอง มีธนาคารกลางทำหน้าที่ผู้ให้กู้แหล่งสุดท้ายเวลาเกิดปัญหา แต่ธนาคารเงาไม่มีกลไกเหล่านี้เลยสักอย่าง อยู่ได้ด้วยความเชื่อมั่นล้วนๆ วันไหนที่ทุกฝ่ายตกใจพร้อมกัน ระบบก็หดตัวพร้อมกันทั้งหมดในทันที และวิกฤตการเงินปี 2008 ก็เริ่มพังจากฝั่งธนาคารเงานี้ก่อน ไม่ใช่จากฝั่งธนาคารพาณิชย์ที่คนทั่วไปคุ้นเคย

เครื่องปั๊มน้ำตัวจริง Fractional Reserve เวอร์ชันพันธบัตร

กลไกที่อธิบายในส่วนนี้เชื่อมโยงกับสิ่งที่คนในวงการคริปโตส่วนใหญ่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว นั่นคือระบบ fractional reserve banking ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่หลายคนหันมาสนใจ Bitcoin ตั้งแต่แรก ทวนกลไกสั้นๆ คือธนาคารรับฝากเงินร้อยบาท กันสำรองไว้เพียงเล็กน้อย ส่วนที่เหลือปล่อยกู้ต่อ เงินกู้ไปกลายเป็นเงินฝากที่อื่น ที่อื่นก็ปล่อยกู้ต่ออีก สุดท้ายเงินฝากร้อยบาทงอกเป็นเงินหมุนเวียนในระบบหลายเท่าตัว

สิ่งที่โลกการเงินยุคนี้ทำคือเอากลไกเดียวกันเป๊ะไปเล่นกับพันธบัตรรัฐบาลแทนเงินฝาก

เวทีที่ใช้เล่นเกมนี้คือตลาด repo ย่อมาจาก repurchase agreement เป็นตลาดกู้ยืมข้ามคืนของสถาบันการเงินทั่วโลก วิธีการคือถ้ากองทุนหนึ่งถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมูลค่าร้อยดอลลาร์ อยากได้เงินสดไปหมุนเพิ่ม ก็เอาพันธบัตรไปวางค้ำแล้วกู้เงินมา คล้ายกับการเอาทองไปจำนำที่โรงรับจำนำ แต่ผู้ให้กู้จะไม่ให้เต็มมูลค่า จะหักส่วนลดเผื่อความเสี่ยงไว้ก่อน ภาษาตลาดเรียกส่วนนี้ว่า haircut สมมุติหักสองดอลลาร์ ผู้กู้จะได้เงินสดมาเก้าสิบแปดดอลลาร์

จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ ผู้ที่รับพันธบัตรไว้เป็นหลักประกันสามารถเอาใบเดิมนั้นไปวางค้ำกู้ต่อจากฝ่ายที่สามได้อีก แล้วฝ่ายที่สามก็ส่งต่อให้ฝ่ายที่สี่ได้ต่อไปเรื่อยๆ ศัพท์เทคนิคเรียกกระบวนการนี้ว่า rehypothecation

กลไกโซ่จำนำต่อ rehypothecation
ภาพ: กลไกโซ่จำนำต่อ (rehypothecation) พันธบัตรใบเดียวถูกนำไปวางค้ำกู้ต่อหลายทอด

ลองนับตัวเลขดูจะเห็นชัดว่าทำไมกลไกนี้ถึงถูกเรียกว่าเครื่องปั๊มน้ำ พันธบัตรใบเดียวมูลค่าร้อยดอลลาร์ ทอดแรกกองทุน A จำนำได้เงินสดมา 98 ดอลลาร์ ทอดที่สอง กองทุน B เอาใบเดิมไปจำนำต่อ ได้อีก 96 ดอลลาร์ ทอดที่สาม กองทุน C จำนำต่ออีกที ได้อีก 94 ดอลลาร์ รวมทั้งสามทอดเข้าด้วยกัน 98 บวก 96 บวก 94 เท่ากับเกือบสามร้อยดอลลาร์ที่ไหลออกมาหมุนอยู่ในระบบจริง ทั้งที่ต้นทางคือกระดาษใบเดียวมูลค่าร้อยดอลลาร์เท่านั้น ไม่มีใครพิมพ์เงินเพิ่มแม้แต่บาทเดียว แต่กำลังซื้อในระบบงอกขึ้นเกือบสามเท่าตัว

ความเข้าใจทั่วไปมักคิดว่าน้ำใหม่ในระบบต้องมาจากธนาคารกลางพิมพ์เงินเพิ่มเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงน้ำส่วนใหญ่ของโลกยุคนี้ถูกปั๊มออกมาจากโซ่จำนำแบบนี้โดยภาคเอกชนล้วนๆ ธนาคารกลางไม่ต้องเข้ามายุ่งเลยด้วยซ้ำ พันธบัตรใบเดียวกลายเป็นหลักค้ำของหนี้หลายทอดที่ซ้อนกันอยู่ และทุกทอดที่ถูกส่งต่อคือน้ำก้อนใหม่ที่ถูกปั๊มเพิ่มเข้าระบบ

หนังสือเทียบสองระบบนี้ไว้อย่างชัดเจนในตารางเดียวกัน:

องค์ประกอบระบบธนาคารดั้งเดิมระบบ Repo ยุคใหม่
ฐานของระบบเงินฝากพันธบัตรรัฐบาลคุณภาพสูง
ตัวคุมสำรองอัตรากันสำรองที่ธนาคารกลางกำหนดHaircut ที่ตลาดกำหนดเอง
ตัวคูณเงินจำนวนรอบที่ธนาคารปล่อยกู้ต่อความยาวของโซ่จำนำ (จำนวนครั้งที่ Rehypothecate)
ผู้กำหนดกฎหน่วยงานกำกับดูแล นิ่งจนกว่าจะมีประกาศไม่มีใครกำหนด ขยับตามความผันผวนของตลาดพันธบัตร

นี่คือกลไก fractional reserve ชัดๆ เพียงแค่เปลี่ยนวัตถุดิบจากเงินฝากมาเป็นพันธบัตรรัฐบาล และนี่แหละคือเครื่องปั๊มน้ำตัวจริงของโลกยุคนี้ ซึ่ง M2 มองไม่เห็นแม้แต่นิดเดียว เพราะทั้งหมดเกิดขึ้นนอกบัญชีเงินฝาก

แต่มีจุดที่อันตรายกว่าระบบธนาคารอยู่หนึ่งข้อ ระบบธนาคารมีอัตรากันสำรองที่ถูกกำหนดโดยหน่วยงานทางการ นิ่งจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง แต่ haircut ของระบบ repo ไม่มีใครกำหนดตายตัว ไม่มีหน่วยงานไหนประกาศว่าวันนี้ต้องหักกี่เปอร์เซ็นต์ ผู้ให้กู้แต่ละรายดูปัจจัยเดียวกันคือราคาพันธบัตรช่วงนั้นเหวี่ยงแค่ไหน ถ้าเหวี่ยงน้อยก็กล้าหักน้อย ถ้าเหวี่ยงมากก็ต้องหักเยอะขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงของตัวเอง

ตัววัดความเหวี่ยงของตลาดพันธบัตรที่ทั้งตลาดใช้ร่วมกันมีอยู่ตัวเดียวคือ MOVE Index ดัชนีวัดความผันผวนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เทียบได้กับดัชนี VIX ของฝั่งตลาดหุ้น เมื่อผู้ให้กู้ทุกรายกำหนด haircut โดยอิงตัวเลขเดียวกัน ผลในทางปฏิบัติคือ MOVE Index กลายเป็นตัวกำหนดอัตรากันสำรองของทั้งระบบไปโดยปริยาย ทั้งที่มันเป็นแค่ตัวเลขวัดความเหวี่ยง ไม่ใช่หน่วยงาน ไม่มีอำนาจสั่งการใครเลยสักคน

ลองนับตัวเลขต่อให้เห็นว่า haircut ที่พุ่งขึ้นทำให้น้ำหดตัวทั้งระบบได้เร็วแค่ไหน กลับไปที่โซ่จำนำเดิม ตอนตลาดพันธบัตรนิ่ง หักทอดละ 2 ดอลลาร์ โซ่สามทอดปั๊มน้ำได้ 98 บวก 96 บวก 94 เท่ากับ 288 ดอลลาร์ แต่สมมุติตลาดพันธบัตรปั่นป่วน MOVE Index พุ่งขึ้น ทุกฝ่ายขยับ haircut จาก 2 ดอลลาร์เป็น 10 ดอลลาร์ โซ่เดิมทุกอย่างเหมือนเดิมทุกประการ ปั๊มน้ำได้เพียง 90 บวก 80 บวก 70 เท่ากับ 240 ดอลลาร์ น้ำหายไปเกือบห้าสิบดอลลาร์ภายในชั่วข้ามคืน จากพันธบัตรใบเดิม โซ่เดิม โดยไม่มีใครขายสินทรัพย์อะไรเลยด้วยซ้ำ

ผลของ haircut ต่อปริมาณน้ำที่ปั๊มได้
ภาพ: ผลของ haircut ต่อปริมาณน้ำที่ปั๊มได้จากโซ่จำนำสามทอด ตลาดพันธบัตรนิ่งปั๊มได้ 288 ดอลลาร์ ตลาดปั่นป่วนเหลือ 240 ดอลลาร์ จากพันธบัตรต้นทางใบเดียวกัน

สถานการณ์จริงยังโหดกว่านั้นอีกขั้น เพราะฝ่ายที่กู้ไว้เต็มวงเงินอยู่แล้ว พอมูลค่าหลักประกันลดลง จะถูกเรียกเงินเพิ่มทันที ถ้าไม่มีเงินสดสำรองก็ต้องขายสินทรัพย์อื่นเพื่อหาเงินมาเติม ยิ่งขายราคายิ่งเหวี่ยงแรงขึ้น ยิ่งเหวี่ยงแรง MOVE Index ยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปอีก haircut ก็ยิ่งถูกปรับขึ้นอีกรอบ กลายเป็นวงจรที่กัดกินตัวเองเป็นเกลียวลง และเนื่องจากโซ่นี้ผูกโยงกันทั่วโลกผ่านพันธบัตรกองเดียวกัน ระบบทั้งหมดจึงหดตัวพร้อมกันได้ภายในไม่กี่วัน โดยไม่มีใครประกาศอะไรเลย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในเดือนมีนาคม 2020 ช่วงต้นของวิกฤตโควิด ตลาดพันธบัตรที่ควรจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สุดกลับปั่นป่วนรุนแรงจนธนาคารกลางสหรัฐต้องเข้าแทรกแซงฉุกเฉิน

ข้อสรุปที่ Howell ย้ำในหนังสือคือ อย่ามัวจับตาแต่ผลการประชุมธนาคารกลาง ให้จับตา MOVE Index ด้วย ไม่ได้หมายความว่าธนาคารกลางไม่สำคัญ แต่ดอกเบี้ยนโยบายคุมได้แค่ก๊อกเดียวจากสามก๊อกที่ป้อนน้ำเข้าระบบ ส่วนก๊อกที่ใหญ่ที่สุดคือเครื่องปั๊มผ่านตลาด repo เปิดปิดตามความผันผวนของพันธบัตร ไม่ได้ฟังคำแถลงของธนาคารกลางเลย บางช่วงสองปัจจัยนี้สวนทางกันได้จริง เช่นธนาคารกลางคงดอกเบี้ยไว้ในท่าทีที่ดูเข้มงวด แต่ถ้าช่วงนั้นตลาดพันธบัตรนิ่ง MOVE Index ไหลลง haircut ทั้งระบบลดลงเอง โซ่จำนำยาวขึ้นเอง น้ำเพิ่มขึ้นทั้งที่ธนาคารกลางไม่ได้ผ่อนคลายอะไรเลย

เมื่อรวมทุกกลไกที่อธิบายมาเข้าด้วยกัน หนังสือสรุปออกมาเป็นภาพง่ายๆ ว่าน้ำทั้งอ่างมาจากสามก๊อกหลัก:

  • ก๊อกที่หนึ่ง ธนาคารกลาง เป็นก๊อกที่คนรู้จักกันมากที่สุด แต่เป็นก้อนที่เล็กที่สุดในสามก๊อก
  • ก๊อกที่สอง ภาคเอกชน รวมธนาคารพาณิชย์และธนาคารเงาที่ปั๊มผ่านตลาด repo เป็นก้อนที่ใหญ่ที่สุดและผันผวนที่สุด
  • ก๊อกที่สาม เงินทุนข้ามพรมแดน โดยเฉพาะเงินดอลลาร์ที่หมุนเวียนนอกสหรัฐ หรือที่เรียกกันว่า eurodollar ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของธนาคารกลางสหรัฐไปแล้ว
สามก๊อกป้อนสภาพคล่องเข้าระบบ
ภาพ: สามก๊อกที่ป้อนสภาพคล่องเข้าระบบ ธนาคารกลาง ภาคเอกชนผ่านตลาด repo และเงินทุนข้ามพรมแดน

สามก๊อกนี้รวมกันคือสิ่งที่หนังสือเรียกว่า Global Liquidity

วงจร 65 เดือน และที่ยืนของ Bitcoin ในกรอบนี้

เมื่อประกอบทุกชิ้นส่วนที่อธิบายมาข้างต้นเข้าด้วยกัน จะเห็นภาพเครื่องจักรทั้งระบบ บริษัทยักษ์ใหญ่มีเงินสดล้นมือ เอาสภาพคล่องมาจอดไว้กับธนาคารเงา ธนาคารเงาเอาเงินก้อนนั้นไปปล่อยกู้ผ่านตลาด repo โดยมีพันธบัตรค้ำประกัน โซ่จำนำต่อก็ปั๊มน้ำให้งอกขึ้นหลายเท่าตัว น้ำที่ปั๊มได้ไหลไปทำภารกิจหลักของโลกยุคนี้ คือหมุนหนี้เจ็ดสิบล้านล้านดอลลาร์ต่อปีให้ทัน แล้ววนกลับมาเริ่มรอบใหม่อีกครั้ง โดยมี MOVE Index ลอยอยู่เหนือระบบ คอยบีบหรือคลายแรงปั๊มผ่านกลไก haircut

ภาพรวมเครื่องจักรสภาพคล่องทั้งระบบ
ภาพ: ภาพรวมเครื่องจักรสภาพคล่องทั้งระบบ จากเงินสดของบริษัทยักษ์ใหญ่ ผ่านธนาคารเงาและตลาด repo ไปจนถึงราคาสินทรัพย์

Howell ชี้ว่าน้ำในอ่างไม่ได้ขึ้นลงแบบสุ่ม แต่เป็นวงจรที่มีความสม่ำเสมอในระดับหนึ่ง รอบละประมาณ 65 เดือน หรือราวห้าปีครึ่ง

ตัวเลขนี้ไม่ได้มาจากการเดา แต่โยงกลับไปที่อายุหนี้เฉลี่ยห้าปีที่พูดถึงไปก่อนหน้านี้ หนี้ก้อนใหญ่ที่เกิดขึ้นตอนน้ำเยอะ จะครบกำหนดชำระพร้อมกันในอีกราวห้าปีถัดมา พอถึงตอนนั้นระบบต้องการน้ำเป็นพิเศษเพื่อหมุนหนี้ให้ทัน ธนาคารกลางและกระทรวงการคลังทั่วโลกจึงถูกบังคับให้เปิดน้ำช่วยเหลือ ไม่งั้นจะเจอวิกฤตรีไฟแนนซ์เต็มรูปแบบ การเปิดน้ำรอบใหม่ก็สร้างหนี้ก้อนใหม่ขึ้นมาอีก ซึ่งจะครบกำหนดในอีกห้าปีถัดไป วนเป็นวงจรแบบนี้ต่อเนื่อง วงจรนี้จึงเลี้ยงตัวเองด้วยอายุของหนี้ ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ของตลาดอย่างที่หลายคนเข้าใจ

กราฟด้านล่างเป็นข้อมูลจริงย้อนหลัง 23 ปี ให้สังเกตว่าเส้นไม่ได้แกว่งขึ้นลงเป็นคลื่นสม่ำเสมอแบบที่คำว่า "วงจร" อาจชวนให้นึกถึง แต่เป็นแนวโน้มขาขึ้นระยะยาวที่สะดุดแรงด้วยการอัดฉีดก้อนใหญ่สองครั้ง คือวิกฤตการเงินปี 2008 และโควิดปี 2020 ตรงกับที่อธิบายไปข้างต้นพอดี เพราะวงจรนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยจังหวะที่หนี้ก้อนใหญ่ครบกำหนดพร้อมกัน ไม่ใช่คลื่นที่แกว่งเป็นจังหวะคงที่แบบปฏิทิน

วงจรสภาพคล่องธนาคารกลาง 65 เดือน (คำนวณเอง รายเดือน)
$1T$7T$14T$20T$27T ล่าสุด $18T ม.ค. 03พ.ย. 14ก.ย. 26

ดัชนีนี้ทีมคำนวณเองจากข้อมูลสาธารณะของ Fed, ECB, BOJ รวมกัน ไม่ใช่ตัวเลข GLI ทางการของ Michael Howell และไม่ใช่ตัวเลขเดียวกับ Fed net liquidity ที่หน้า /tools/global-liquidity ของเว็บใช้อยู่ · เลื่อนเมาส์บนกราฟเพื่อดูค่ารายเดือน

คนในวงการคริปโตคุ้นเคยกับวงจรสี่ปีที่ผูกกับ Bitcoin halving อยู่แล้ว แต่กรอบของ Howell เสนอนาฬิกาคนละเรือนไปเลย เรือนของเขายาวห้าปีครึ่ง เดินตามจังหวะของหนี้ ไม่ใช่ตามโค้ดของ Bitcoin สองเรือนนี้เดินไม่ตรงกัน และเป็นโจทย์ที่น่าติดตามว่านาฬิกาเรือนไหนจะอธิบายความเคลื่อนไหวของตลาดได้แม่นยำกว่ากันในรอบถัดไป

ลำดับการไหลของน้ำตามที่หนังสืออธิบายไว้เป็นดังนี้ น้ำขยับก่อน ราคาสินทรัพย์ขยับตามมา แล้วเศรษฐกิจจริงถึงจะรู้สึกทีหลังสุด ข่าวเศรษฐกิจที่เสพกันเป็นประจำทุกวันจึงเป็นขบวนท้ายสุดของระบบทั้งหมด ราคาสินทรัพย์นำหน้าไปนานแล้วก่อนที่ข่าวเศรษฐกิจจะสะท้อนความเป็นจริง นี่คือเหตุผลที่ปี 2020 ตลาดหุ้นวิ่งขึ้นได้ทั้งที่เศรษฐกิจจริงกำลังพังทลาย เพราะน้ำมาถึงตลาดก่อนที่ตัวเลข GDP จะรับรู้ด้วยซ้ำ

ลำดับการไหลของสภาพคล่องสู่ราคาสินทรัพย์และเศรษฐกิจจริง
ภาพ: ลำดับการไหลของสภาพคล่อง น้ำขยับก่อน ราคาสินทรัพย์ขยับตามมา แล้วเศรษฐกิจจริงถึงจะรู้สึกทีหลังสุด

แล้ว Bitcoin ยืนอยู่ตรงไหนในกรอบนี้

Howell เขียนถึง Bitcoin ตรงๆ ในงานวิเคราะห์ยุคหลัง สรุปว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ไวต่อสภาพคล่องมากที่สุดในบรรดาสินทรัพย์ทั้งหมด เหตุผลค่อนข้างชัดเจนเมื่อพิจารณาโครงสร้าง หุ้นมีกำไรบริษัทเป็นตัวถ่วง พันธบัตรมีดอกเบี้ยกำหนดกรอบราคา อสังหาริมทรัพย์มีค่าเช่าเป็นตัวยึด แต่ Bitcoin ไม่มีปัจจัยเหล่านี้เลยสักอย่าง ไม่มีกำไร ไม่มีเงินปันผล ไม่มีกระแสเงินสด ฟังผิวเผินเหมือนจุดอ่อน แต่ในกรอบคิดนี้กลับกลายเป็นคุณสมบัติพิเศษ เพราะไม่มีตัวถ่วงใดๆ ราคาจึงสะท้อนแรงดันของสภาพคล่องได้บริสุทธิ์ที่สุด เหมือนลำโพงที่ขยายเสียงของน้ำโดยไม่มีตัวกรองใดๆ มาลดทอนสัญญาณ กระซิบเข้าไปหนึ่งครั้ง ออกมาเป็นตะโกนดัง

แรงขยายที่ Howell วัดไว้อยู่ที่ราวเจ็ดถึงเก้าเท่าของสภาพคล่องที่เปลี่ยนแปลง และต้องย้ำว่าลำโพงตัวนี้ขยายทั้งสองทาง ขาขึ้นก็คูณแรง ขาลงก็คูณแรงเช่นกัน

ความหน่วงที่ต้องรู้ก่อนเอากรอบนี้ไปใช้
สภาพคล่องที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ส่งผลถึงราคาสินทรัพย์ในทันที หนังสือวัดความหน่วงสำหรับตลาดหุ้นไว้ที่ราวครึ่งปีถึงหนึ่งปี ส่วน Bitcoin ยังไม่มีตัวเลขในหนังสือเพราะตอนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ปี 2020 Bitcoin เพิ่งเริ่มเข้าสู่สายตาของนักลงทุนสถาบัน ทีมงานจึงคำนวณเองจากข้อมูล FRED ย้อนหลัง 157 สัปดาห์ (ปรับปรุงล่าสุด 30 สิงหาคม 2026) พบว่าทองคำ พันธบัตร และดัชนีดอลลาร์ตอบสนองต่อสภาพคล่องโลกแทบจะทันที ส่วน Bitcoin และตลาดหุ้นตอบสนองด้วยความหน่วงราวสิบสี่ถึงสิบห้าสัปดาห์ หรือประมาณหนึ่งไตรมาส สั้นลงมากจากที่หนังสือวัดไว้เมื่อปี 2020 สะท้อนว่าตลาดยุคนี้เรียนรู้กรอบคิดนี้และตอบสนองเร็วขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ค่าสหสัมพันธ์ของ Bitcoin กับสภาพคล่องโลกในการคำนวณนี้อยู่ที่ 0.66 และเมื่อแยกคำนวณเฉพาะช่วงหลังจากที่ Bitcoin ทำจุดสูงสุดของรอบไปแล้ว ค่าสหสัมพันธ์แน่นขึ้นเป็น 0.81 ส่วนแรงขยาย (beta) ที่คำนวณได้จากชุดข้อมูลนี้อยู่ที่ราวหกเท่า ต่ำกว่าตัวเลขเจ็ดถึงเก้าเท่าที่ Howell ประเมินไว้ในงานเขียนของเขาเองเล็กน้อย ซึ่งอาจมาจากช่วงเวลาและวิธีคำนวณที่ต่างกัน ที่สำคัญกว่าตัวเลขแรงขยาย ตัวชี้วัดที่ควรจับคู่กับราคาไม่ใช่ระดับสภาพคล่องรวมในอ่าง แต่คืออัตราการเปลี่ยนแปลงของสภาพคล่อง เพราะอ่างที่เต็มปริ่มแต่หยุดเพิ่มแล้ว ไม่มีแรงดันใหม่ไปผลักดันราคาต่อ ราคาจึงแค่ทรงตัว ไม่ใช่ลง แรงดันที่แท้จริงมาจากน้ำที่กำลังไหลเข้ามาเพิ่มเท่านั้น
สภาพคล่องนำหน้าราคา BTC 14 สัปดาห์ (%เปลี่ยนแปลง 6 สัปดาห์)
-3.5%-2.0%-0.5%1.0%2.5% -26.6%-13.5%-0.5%12.6%25.6% สภาพคล่อง (เลื่อน 14 สัปดาห์)ราคา BTC ก.พ. 26พ.ค. 26ส.ค. 26
-3.5%-2.0%-0.5%1.0%2.5% -34.0%-19.0%-3.9%11.1%26.2% สภาพคล่อง (เลื่อน 14 สัปดาห์)ราคา BTC ส.ค. 25ก.พ. 26ส.ค. 26
-4.4%-2.0%0.4%2.8%5.2% -36.7%-11.9%12.8%37.6%62.3% สภาพคล่อง (เลื่อน 14 สัปดาห์)ราคา BTC ส.ค. 24ส.ค. 25ส.ค. 26
-5.4%-2.7%-0.1%2.6%5.3% -38.0%-8.6%20.9%50.3%79.7% สภาพคล่อง (เลื่อน 14 สัปดาห์)ราคา BTC ม.ค. 24เม.ย. 25ส.ค. 26

เส้นทึบ = %เปลี่ยนแปลงสภาพคล่องรอบ 6 สัปดาห์ (เลื่อนมาข้างหน้า 14 สัปดาห์ตาม lag ที่วัดได้) เส้นประ = %เปลี่ยนแปลงราคา BTC รอบ 6 สัปดาห์ (ค่าจริง ไม่เลื่อน) สองเส้นคนละแกนเพราะช่วงข้อมูลต่างกันมาก เลื่อนเมาส์บนกราฟเพื่อดูค่าทั้งสองรายสัปดาห์

กรอบคิดนี้ช่วยอธิบายปรากฏการณ์ที่ดูขัดแย้งกันได้หลายครั้ง เช่นช่วงที่รายงานสภาพคล่องโลกดูนิ่งราบเป็นเส้นตรงในเดือนหนึ่ง แต่ราคา Bitcoin กลับวิ่งขึ้นแรงในเดือนถัดมา หากยึดตามกรอบความหน่วงประมาณหนึ่งไตรมาส ราคาที่เห็นในเดือนนั้นเป็นเสียงสะท้อนของสภาพคล่องที่เร่งตัวขึ้นเมื่อสามเดือนก่อนหน้า ไม่ใช่สภาพคล่องของเดือนปัจจุบัน ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่ได้ขัดกับกรอบคิดของ Howell แต่ตรงกันข้าม มันคือหลักฐานที่ยืนยันว่ากรอบคิดนี้ทำงานได้จริง เพียงแต่ต้องดูให้ถูกตัวแปร คืออัตราเร่งของสภาพคล่อง ไม่ใช่ระดับสภาพคล่อง และต้องนับรวมความหน่วงเข้าไปด้วยเสมอ

สรุปกรอบคิดทั้งหมด

เนื้อหาทั้งบทความสรุปเป็นประเด็นหลักได้ดังนี้:

  • สภาพคล่องไม่ใช่ M2 เพราะ M2 คือน้ำที่จอดนิ่งแล้ว ส่วนสภาพคล่องคือกำลังซื้อที่พร้อมไหลเข้าระบบ และ M2 เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่มองเห็นได้เท่านั้น
  • โลกการเงินยุคนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องหมุนหนี้เป็นหลัก ภารกิจสำคัญที่สุดคือรีไฟแนนซ์หนี้เจ็ดสิบล้านล้านดอลลาร์ทุกปี วิกฤตเกิดขึ้นตอนหมุนหนี้ไม่ทัน และรากปัญหาเป็นเรื่องการเงิน ไม่ใช่เรื่องเศรษฐศาสตร์
  • ผู้หมุนหนี้ตัวจริงคือธนาคารเงา ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเงินก้อนใหญ่ของบริษัทยักษ์ไม่มีที่จอดที่ปลอดภัยพอ และระบบนี้ไม่มีตาข่ายรองรับความเสี่ยงเหมือนธนาคารปกติ
  • เครื่องปั๊มสภาพคล่องตัวจริงคือกลไก fractional reserve เวอร์ชันพันธบัตร ผ่านตลาด repo ที่มี haircut ทำหน้าที่เป็นอัตรากันสำรอง และมีความผันผวนของพันธบัตรอย่าง MOVE Index เป็นมือที่มองไม่เห็นซึ่งคุมแรงปั๊มทั้งระบบ
  • Bitcoin ทำหน้าที่เหมือนลำโพงของทั้งระบบ ขยายแรงดันสภาพคล่องราวเจ็ดถึงเก้าเท่า ทั้งสองทิศทาง โดยมีความหน่วงราวหนึ่งไตรมาสก่อนราคาจะตอบสนอง

กรอบคิดทั้งหมดนี้เป็นการสรุปแนวคิดจากหนังสือ Capital Wars ประกอบกับข้อมูลตัวเลขเท่าที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน และไม่ได้ฟันธงทิศทางราคาในอนาคต ส่วนภาคปฏิบัติที่นำกรอบคิดนี้ไปจับคู่กับปฏิทินตลาดจริง พร้อมผลทดสอบย้อนหลังว่ากรอบนี้แม่นยำแค่ไหนและมีจุดอ่อนตรงไหนบ้าง จะอธิบายต่อในบทความถัดไปของซีรีส์นี้

สำหรับผู้อ่านที่อยากติดตามสภาพคล่องโลกด้วยตัวเองแบบไม่ต้องรอบทความถัดไป เครื่องมือ Global Liquidity ที่แนะนำไปข้างต้นใช้งานได้ฟรีทุกวัน ส่วนผู้ที่สนใจติดตามฝั่งข้อมูล on-chain อย่าง MVRV ที่เกี่ยวข้องกับวงจรตลาด Bitcoin สามารถดูได้ที่หน้า Smart DCA บนเว็บไซต์เดียวกัน ใช้งานได้ทุกวันโดยไม่ต้องสมัครสมาชิกเช่นกัน

ราคาบิตคอยน์เทียบต้นทุนเฉลี่ยของตลาด (MVRV)
0.51.01.52.02.53.0 MVRV = 1.0 (ราคาเท่ากับต้นทุนเฉลี่ยตลาด) ล่าสุด 1.47 เท่า มี.ค. 26มิ.ย. 26ก.ย. 26
0.51.01.52.02.53.0 MVRV = 1.0 (ราคาเท่ากับต้นทุนเฉลี่ยตลาด) ล่าสุด 1.47 เท่า ก.ย. 25มี.ค. 26ก.ย. 26
0.51.01.52.02.53.0 MVRV = 1.0 (ราคาเท่ากับต้นทุนเฉลี่ยตลาด) ล่าสุด 1.47 เท่า ก.ย. 24ก.ย. 25ก.ย. 26
0.51.01.52.02.53.0 MVRV = 1.0 (ราคาเท่ากับต้นทุนเฉลี่ยตลาด) ล่าสุด 1.47 เท่า ก.ย. 22ก.ย. 24ก.ย. 26

เลื่อนเมาส์บนกราฟเพื่อดูค่า MVRV ของแต่ละวัน · ค่านี้บอกว่าราคาตลาดอยู่เหนือหรือใต้ต้นทุนเฉลี่ยที่คนทั้งตลาดถือมากี่เท่า เป็นการรายงานสถานะ ณ วันที่ระบุ ไม่ใช่การคาดการณ์ราคาข้างหน้า

บทความทั้งหมด