Jameson Lopp ชี้ ช่องโหว่ Coldcard แฉจุดอ่อน 'Don't Trust, Verify' ของ Bitcoin
04 August 2026ข่าวโดย Rawiwarn Owattasanee

Jameson Lopp ชี้ ช่องโหว่ Coldcard แฉจุดอ่อน 'Don't Trust, Verify' ของ Bitcoin

Jameson Lopp ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Casa (บริษัทให้บริการด้าน Self-Custody) และนักพัฒนา Bitcoin อาวุโส ให้สัมภาษณ์กับ The Block ว่าช่องโหว่กระเป๋าฮาร์ดแวร์ Coldcard ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ สะท้อนข้อจำกัดสำคัญของหลักปรัชญา "Don't Trust, Verify" (อย่าเชื่อ จงตรวจสอบเอง) ที่เป็นหัวใจของวงการ Bitcoin มาตลอด

 

ในช่วงเวลาที่ Lopp ให้สัมภาษณ์ ความเสียหายจากช่องโหว่นี้อยู่ที่กว่า 1,300 BTC หรือราว 83 ล้านดอลลาร์ จากอย่างน้อย 4 ระลอกการโจมตีที่ระบุได้ (ข้อมูลจาก Alex Thorn นักวิจัยของ Galaxy Digital) แต่ตามที่ Bitcoinaddict.com รายงานไปก่อนหน้านี้ ตัวเลขความเสียหายล่าสุดพุ่งขึ้นไปใกล้ 114 ล้านดอลลาร์แล้วหลังระลอก 4 ดำเนินต่อเนื่องหลายชั่วโมง สะท้อนว่าสถานการณ์ยังไม่นิ่งและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

🤔 "Don't Trust, Verify" ใช้ได้จริงแค่ไหนในทางปฏิบัติ

 

Lopp ระบุว่า "มันเป็นหลักคิดที่ดี แต่คุณต้องเข้าใจว่าการตรวจสอบซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่ซับซ้อนด้วยตัวเองนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ 99.9% ของประชากรจะทำได้จริง" พร้อมอธิบายต่อว่า "สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราไปเชื่อใจใครสักคนที่เราคาดว่าเขาได้ตรวจสอบมันมาแล้ว" ซึ่งขัดแย้งกับอุดมคติดั้งเดิมของ Bitcoin ที่ต้องการให้ผู้ใช้พึ่งพาตัวเองโดยไม่ต้องเชื่อใจใคร

 

อย่างไรก็ตาม Lopp ย้ำว่าแก่นแท้ของหลักการนี้ไม่ได้ล้มเหลว "หัวใจสำคัญทั้งหมดคือการไม่เชื่อใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว ไม่เชื่อใจผู้ผลิตฮาร์ดแวร์รายใดรายหนึ่ง ไม่เชื่อใจซอฟต์แวร์ชิ้นใดชิ้นหนึ่ง" หมายความว่าการกระจายความเชื่อใจไปหลายฝ่ายยังเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพียงแต่ไม่ได้แปลว่าผู้ใช้ทั่วไปจะตรวจสอบทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง 100%

 

🤖 AI เปลี่ยนสมการความปลอดภัยไปตลอดกาล

 

ประเด็นที่ Lopp ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการค้นพบช่องโหว่ครั้งนี้ โดยระบุว่า "ความก้าวหน้าของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ด้านความปลอดภัยอย่างมาก" เพราะ AI ช่วยทั้งฝ่ายผู้โจมตีในการค้นหาช่องโหว่ที่ซ่อนอยู่ลึกๆ และช่วยฝ่ายป้องกันในการตรวจสอบโค้ดได้อย่างคุ้มค่าและรวดเร็วขึ้น กลายเป็นการแข่งขันด้านความปลอดภัยที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เขายังตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ "เคยเกิดขึ้นมาแล้วสักสิบกว่าครั้ง และผมคาดว่ามันจะเกิดขึ้นอีกแน่นอน"

 

สอดคล้องกับความเห็นของ Rodolfo Novak ซีอีโอของ Coinkite ผู้ผลิต Coldcard ที่เรียกเหตุการณ์นี้ว่า "ความจริงอันโหดร้ายของยุค AI ใหม่" พร้อมยอมรับว่าการตรวจสอบโค้ดด้วยความช่วยเหลือของ AI สามารถเปิดโปงช่องโหว่ได้เร็วกว่านักวิจัยความปลอดภัยแบบดั้งเดิมมาก

 

🛡️ Self-Custody ยังไม่ตาย แค่ต้องเข้าใจความเสี่ยงที่แท้จริง

 

Zach Herbert ซีอีโอของ Foundation (บริษัทผลิตฮาร์ดแวร์ Bitcoin อีกราย) เตือนว่าการสรุปว่า Self-Custody (การถือครองกุญแจส่วนตัวด้วยตัวเองแทนการฝากไว้กับตัวกลาง) ล้มเหลวไปแล้วนั้น "เป็นข้อสรุปที่อันตรายมาก" ด้าน Lopp เองก็ทิ้งท้ายว่า "Self-Custody เหมาะสำหรับคนที่พร้อมจะรับผิดชอบสิ่งที่มาพร้อมกับมัน" สื่อว่าความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ออกจากอิสรภาพทางการเงินที่ Self-Custody มอบให้ ไม่ใช่เหตุผลที่จะเลิกใช้งานไปเลย

 

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:
👉 Coldcard ระลอก 4 เสียหายพุ่งใกล้ $114 ล้าน เผยบั๊กเฟิร์มแวร์ 5 ปี CEO ลั่น 'เสียใจสุดๆ'
👉 ช่องโหว่ Coldcard $38 ล้าน สั่นคลอนความเชื่อมั่น Self-Custody อาจดันเงินเข้า ETF
👉 CZ ผู้ก่อตั้ง Binance แนะกระจายกระเป๋าเก็บ หลังช่องโหว่ Coldcard เสียหายพุ่ง $89 ล้าน

🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: The Block (เขียนโดย Kyle Baird) / theblock.co

 

💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict:
มุมมองของ Lopp เป็นการตั้งคำถามที่ตรงประเด็นและตรงไปตรงมามาก เพราะในความเป็นจริง ผู้ใช้ Bitcoin ส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ระดับที่จะไล่อ่านซอร์สโค้ดเฟิร์มแวร์ของกระเป๋าฮาร์ดแวร์ได้เอง สิ่งที่ทำได้จริงในทางปฏิบัติคือการกระจายความเสี่ยงข้ามผู้ผลิตหลายราย ไม่ฝากความหวังไว้กับอุปกรณ์ชิ้นเดียวหรือแบรนด์เดียว ประเด็นเรื่อง AI เร่งความเร็วในการค้นพบช่องโหว่ก็เป็นแนวโน้มที่น่าจับตา เพราะมันเป็นดาบสองคมทั้งฝั่งผู้โจมตีและฝั่งป้องกันไปพร้อมกัน

 

Tags / คีย์เวิร์ด SEO: Jameson Lopp, Coldcard, Self-Custody, Don't Trust Verify, Bitcoin

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com