JPMorgan ชี้ Bitcoin ลุ้นแซงทองคำ หากแรงเฮดจ์ ETF คลายตัว หลังกองทุนทองฟื้นครบแต่ BTC เพิ่งกลับมาครึ่งทาง
19 September 2026ข่าวโดย Rawiwarn Owattasanee

JPMorgan ชี้ Bitcoin ลุ้นแซงทองคำ หากแรงเฮดจ์ ETF คลายตัว หลังกองทุนทองฟื้นครบแต่ BTC เพิ่งกลับมาครึ่งทาง

ทีมนักวิเคราะห์ JPMorgan นำโดย Nikolaos Panigirtzoglou เผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ระบุว่า Bitcoin อาจได้รับแรงหนุนมากกว่าทองคำในระยะถัดไป หากแรงเฮดจ์ความเสี่ยงในตลาด ETF ที่กดดันอยู่ตอนนี้เริ่มคลายตัวลง โดยชี้ให้เห็นความต่างชัดเจนระหว่างสถานะการลงทุนของ ETF ทองคำกับ ETF Bitcoin ในช่วงที่ผ่านมา

กองทุนทองคำฟื้นครบ แต่ Bitcoin เพิ่งมาครึ่งทาง

รายงานระบุว่า ETF ทองคำสามารถดึงเม็ดเงินไหลออกที่เกิดขึ้นตลอดปี 2569 กลับมาได้ครบ 100% แล้ว ขณะที่ ETF Bitcoin ฟื้นตัวได้เพียงประมาณ 50% ของยอดขาดทุนก่อนหน้าเท่านั้น สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันต่อ Bitcoin ยังไม่กลับมาเต็มที่เท่าทองคำ

Short Interest และตลาด Options ชี้แรงเฮดจ์ที่ต่างกัน

ข้อมูล Short Interest ของ IBIT (กองทุน Bitcoin ETF ของ BlackRock) อยู่ใกล้ระดับสูงสุดของปีนี้ ขณะที่ Short Interest ของ GLD (SPDR Gold Shares กองทุนทองคำรายใหญ่) กลับอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต นอกจากนี้ อัตราส่วน Put-to-Call ของ IBIT ก็สูงกว่า GLD เช่นกัน ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนสถาบันกำลังป้องกันความเสี่ยงขาลงใน Bitcoin มากกว่าทองคำอย่างมีนัยสำคัญ

 

"Bitcoin ยังเผชิญกับสถานะการลงทุนที่ระมัดระวังมากกว่าทองคำโดยรวม ซึ่งอาจเป็นผลจากแรงเฮดจ์ที่สูงกว่า" — Nikolaos Panigirtzoglou และทีมนักวิเคราะห์ JPMorgan

 

ทีมวิเคราะห์สรุปว่า Short Interest ของ IBIT ที่สูงกว่า GLD มากนี้เอง อาจกลายเป็นแรงหนุนให้ Bitcoin เมื่อเทียบกับทองคำในระยะถัดไป หากความต้องการเฮดจ์ความเสี่ยงลดลง เพราะการปิดสถานะขายชอร์ตจำนวนมากมักดันราคาสินทรัพย์ขึ้นได้ในตัวเอง

บริบทที่กดดันความเชื่อมั่น Bitcoin ช่วงนี้

รายงานของ JPMorgan ออกมาหลังการประชุมเฟดปลายเดือนกรกฎาคม และหลังวุฒิสภาสหรัฐฯ ไม่สามารถผ่านร่างกฎหมาย CLARITY Act ได้ด้วยผลโหวต Cloture 49 ต่อ 50 เสียงเมื่อวันที่ 15 กันยายน ซึ่งกดดันกระแส Debasement Trade (การถือสินทรัพย์อย่าง Bitcoin และทองคำเพื่อป้องกันค่าเงินอ่อนตัว) ให้อ่อนแรงลง โดยวันดังกล่าว ETF Bitcoin แบบ Spot ในสหรัฐฯ มีเงินไหลออกสุทธิถึง 450.4 ล้านดอลลาร์

ย้อนโมเดลมูลค่า Bitcoin 266,000 ดอลลาร์ของ JPMorgan

นอกเหนือจากรายงานฉบับล่าสุด Panigirtzoglou ยังเป็นเจ้าของโมเดลประเมินมูลค่า Bitcoin ที่เผยแพร่ครั้งแรกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 และย้ำซ้ำในรายงานหลายฉบับต่อเนื่องมาจนถึงเดือนนี้ โดยเทียบ Bitcoin กับทองคำบนฐานปรับความผันผวน (Volatility-adjusted) ประเมินว่ามูลค่าทองคำในมือนักลงทุนภาคเอกชนทั่วโลกอยู่ที่ราว 8 ล้านล้านดอลลาร์ หากกำหนดเป้ามูลค่าตลาดรวมของ Bitcoin ไว้ที่ 5.3 ล้านล้านดอลลาร์ (ต่ำกว่าทองคำ เนื่องจาก Bitcoin ผันผวนสูงกว่า จึงใช้เงินน้อยกว่าเพื่อความเสี่ยงเท่ากัน) จะคำนวณย้อนกลับได้มูลค่าต่อเหรียญราว 266,000 ดอลลาร์

ตัวเลขนี้สูงกว่าราคาปัจจุบันของ Bitcoin ที่ราว 80,950 ดอลลาร์ (ข้อมูลวันที่ 18 กันยายน) อยู่ราว 3.3 เท่า อย่างไรก็ตาม Panigirtzoglou เคยชี้แจงไว้ว่าโมเดลนี้ "ไม่สมจริงในระยะสั้น" และควรมองเป็นกรอบอ้างอิงระยะยาว ไม่ใช่เป้าหมายสำหรับการเทรด เพราะโมเดลไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจน และไม่ได้นับรวมปัจจัยสำคัญอย่างจังหวะตลาด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ 4.94% หรือทิศทางเงินไหลเข้าออก ETF ทั้งนี้ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ Bitcoin เคยร่วงลง 33% เหลือราว 58,000 ดอลลาร์ โมเดลนี้ก็ไม่ได้ปรับตัวเลขตามแต่อย่างใด

มุมมองจากนักวิเคราะห์รายอื่น

Eric Balchunas นักวิเคราะห์ ETF ของ Bloomberg มองในทิศทางเดียวกันว่า ท้ายที่สุดแล้ว ETF Bitcoin อาจมีขนาดสินทรัพย์ภายใต้การบริหารใหญ่กว่า ETF ทองคำได้ถึง 3 เท่า แม้ในปัจจุบันนักลงทุนสถาบันจะยังเลือกทองคำมากกว่า เนื่องจากความผันผวนของ Bitcoin ที่สูงกว่าและความสัมพันธ์กับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ยังคงอยู่

 

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:
👉 Bitcoin-ทองคำ เคลื่อนไหวสอดคล้องกันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กระแส Debasement Trade หนุนแรง
👉 JPMorgan ชี้ CLARITY Act ยังไม่ตายสนิท แต่โอกาสผ่านสภาแคบลงเรื่อยๆ หลังโหวตล้ม 49-50

 

💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict

ทีมข่าวมองว่าประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในรายงานนี้ไม่ใช่ตัวเลขมูลค่า 266,000 ดอลลาร์ที่เป็นกรอบระยะยาวและถูกย้ำซ้ำมาหลายเดือนแล้ว แต่คือข้อมูล Short Interest และ Put-to-Call Ratio ที่แสดงให้เห็นแรงเฮดจ์จริงในตลาดตอนนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงกลไกที่จับต้องได้มากกว่า หากแรงเฮดจ์เหล่านี้คลายตัวจริงตามที่ JPMorgan คาด ก็อาจเห็นแรงซื้อคืนสถานะช่วยหนุนราคา Bitcoin ได้ในระยะถัดไป แต่นักลงทุนควรแยกให้ออกระหว่างกรอบมูลค่าระยะยาวกับสัญญาณตลาดระยะสั้น เพื่อไม่ให้คาดหวังผิดจังหวะ

 

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com