ช่องโหว่ Coldcard $38 ล้าน สั่นคลอนความเชื่อมั่น Self-Custody อาจดันเงินเข้า ETF
เหตุช่องโหว่ของกระเป๋าฮาร์ดแวร์ Coldcard ที่ทำให้เงินถูกโอนออกไปแล้วเกือบ 600 BTC หรือราว 38 ล้านดอลลาร์ กำลังสั่นคลอนความเชื่อมั่นในแนวทางเก็บสินทรัพย์ด้วยตัวเอง (Self-Custody) ของชุมชน Bitcoin โดยผู้เชี่ยวชาญในวงการมองว่าเหตุการณ์นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ผลักดันให้นักลงทุนหันไปพึ่งพา Bitcoin ETF แทน ตามรายงานของ CoinDesk เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569
🔓 ช่องโหว่ที่ถูกเรียกว่า "หนักที่สุดในประวัติศาสตร์ Bitcoin"
ช่องโหว่ในเฟิร์มแวร์ของ Coldcard เกิดจากบั๊กซอฟต์แวร์ที่ทำให้แฮกเกอร์สามารถคำนวณวลีกู้คืนกระเป๋า (Seed Phrase) ย้อนกลับได้ ผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบต้องสร้างกระเป๋าใหม่ทั้งหมด เพราะการอัปเดตเฟิร์มแวร์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถขจัดความเสี่ยงได้ทั้งหมด NVK ซีอีโอของ Coinkite (บริษัทผู้ผลิต Coldcard) ระบุว่า "ถ้าคุณเคยสร้าง Seed ด้วยกระเป๋า Coldcard ให้ย้ายเงินออกทันทีตอนนี้ โดยใช้แนวทางปฏิบัติที่อัปเดตของเรา ก่อนจะอ่านต่อ"
Guy Swann นักวิจารณ์และผู้บรรยายในวงการ Bitcoin ระบุว่า "นี่คือการโจมตีที่หนักที่สุดในประวัติศาสตร์ Bitcoin ต่อกลุ่มคนที่มีความรู้มากที่สุดและ 'ป้องกันตัวอย่างถูกต้อง' ที่สุด"
🎲 ทางแก้ที่ "คนส่วนใหญ่ทำตามไม่ได้"
Nick Neuman ซีอีโอของ Casa (บริษัทให้บริการเก็บรักษา Bitcoin แบบหลายลายเซ็นหรือ Multi-Sig) ระบุว่าแนวทางแก้ปัญหาที่แนะนำ ซึ่งคือการทอยลูกเต๋าด้วยตัวเองเพื่อสร้าง Seed Phrase ใหม่ทั้งหมด เป็น "ทางเลือกที่คน 99% ทำตามไม่ได้จริง"
🔐 ต้นทุนที่แท้จริงของ Self-Custody
Lorenzo Valente ผู้อำนวยการของ ARK Invest (บริษัทจัดการกองทุนที่นำโดย Cathie Wood) ระบุว่าผู้ใช้ที่เลือกเก็บสินทรัพย์ด้วยตัวเองเท่ากับ "แลกความเสี่ยงจากคู่สัญญา (Counterparty Risk) กับความเสี่ยงด้านซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ ห่วงโซ่อุปทาน ฟิชชิง และการสำรองข้อมูล" แทน
ด้าน Udi Wertheimer นักพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับ Taproot (อัปเกรดสำคัญของเครือข่าย Bitcoin) มองว่า "แนวคิดที่ว่า Bitcoin ของคุณจะปลอดภัยสนิทอยู่ในที่ลับที่ใดที่หนึ่ง...ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่เป็นจริงได้อีกต่อไปแล้ว"
🏦 จุดเปลี่ยนที่อาจดันเงินเข้า ETF
David Lawrence ผู้ร่วมก่อตั้ง Amicus ระบุว่าเหตุการณ์นี้อาจเป็นจุดที่ทำให้ความฝันที่ว่า "ผู้คน 8 พันล้านคนทั่วโลกจะเก็บ Bitcoin ไว้ในกระเป๋าเย็น (Cold Storage) ด้วยตัวเอง" ต้องจบลง สะท้อนมุมมองของหลายฝ่ายในวงการว่าเหตุการณ์ครั้งนี้อาจเร่งให้นักลงทุนบางส่วนหันไปใช้บริการผู้ดูแลสินทรัพย์ที่มีการกำกับดูแล (Regulated Custodians) หรือลงทุนผ่าน Bitcoin ETF แทนการถือครองกุญแจส่วนตัวด้วยตัวเอง
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:
👉 Coinkite เตือนด่วน! Coldcard Mk3 มีช่องโหว่ เงินหาย 594 BTC มูลค่า $38 ล้าน
👉 SEC สหรัฐฯ ยัน "Self-Custody คริปโตคือสิทธิขั้นพื้นฐาน" แต่กระแส Bitcoin ไหลเข้า ETF ทำจิตวิญญาณเดิมสั่นคลอน🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CoinDesk (เขียนโดย Krisztian Sandor, บรรณาธิการ Stephen Alpher) / coindesk.com
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict:
เหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่า Self-Custody ไม่ได้ปลอดภัยแบบไร้เงื่อนไขอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นการแลกความเสี่ยงจากตัวกลางไปเป็นความเสี่ยงด้านเทคนิคที่ผู้ใช้ทั่วไปยากจะประเมินเองได้ทั้งหมด สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่ไม่ถนัดด้านเทคนิค การกระจายความเสี่ยงระหว่างการเก็บด้วยตัวเองบางส่วนกับการใช้บริการที่มีการกำกับดูแลอาจเป็นทางออกที่สมดุลกว่าการยึดแนวทางใดแนวทางหนึ่งสุดโต่ง
Tags / คีย์เวิร์ด SEO: Coldcard, Self-Custody, Bitcoin ETF, Coinkite, ความปลอดภัย Bitcoin
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com