Coldcard ระลอก 4 เสียหายพุ่งใกล้ $114 ล้าน เผยบั๊กเฟิร์มแวร์ 5 ปี CEO ลั่น 'เสียใจสุดๆ'
ช่องโหว่ในกระเป๋าฮาร์ดแวร์ Coldcard ที่ระบาดมาตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม ลุกลามเข้าสู่ระลอกที่ 4 แล้ว โดยยอดความเสียหายสะสมพุ่งขึ้นใกล้ 114 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,876 ล้านบาท ที่อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 34 บาทต่อดอลลาร์ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2569) จากบิตคอยน์ที่ถูกโยกออกไปแล้วกว่า 1,816 เหรียญ ครอบคลุมกว่า 5,200 ที่อยู่ ขณะราคา Bitcoin ในวันเกิดเหตุอยู่ที่ราว 62,600 ดอลลาร์ ตามรายงานของ CoinDesk และ The Defiant
🕵️ ระลอก 4: เหยื่อใหม่ 709 ที่อยู่ ถูกกวาดไป 448.7 BTC
ระลอกล่าสุดเริ่มขึ้นช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา (3 สิงหาคม) และยังดำเนินต่อเนื่องหลายชั่วโมง เฉพาะระลอกนี้ระลอกเดียวมีการโยกเหรียญไปแล้ว 448.7 BTC จากที่อยู่เหยื่อที่คาดว่าได้รับผลกระทบ 709 แห่ง คิดเป็นอัตราการโจมตีราว 13.8 ครั้งต่อบล็อก เทียบกับสภาวะปกติที่ราว 0.3 ครั้งต่อบล็อก หรือถี่ขึ้นกว่า 45 เท่า จุดที่ต่างจากระลอกก่อนหน้าคือผู้โจมตีเปลี่ยนมาใช้ฟีเจอร์ Replace-By-Fee หรือ RBF (การเพิ่มค่าธรรมเนียมธุรกรรมที่ยังไม่ยืนยันเพื่อให้ยืนยันเร็วขึ้น) และกระจายเหรียญไปยังที่อยู่ปลายทางใหม่แยกต่อเหยื่อแต่ละราย แทนที่จะรวมเข้ากระเป๋าเดียวเหมือนระลอกก่อน ซึ่งเปิดช่องให้เจ้าของกระเป๋าที่ทันเหตุการณ์อาจเพิ่มค่าธรรมเนียมแย่งชิงเหรียญคืนได้ทัน
ย้อนไปที่จุดเริ่มต้น ระลอกแรกสูญเหรียญไป 1,083 BTC จาก 1,196 ที่อยู่ ภายในเวลาเพียง 41 นาที ก่อนสองระลอกถัดมาช่วงสุดสัปดาห์จะดันยอดสะสมขึ้นเป็น 1,367 BTC จาก 4,585 ที่อยู่ ซึ่งตรงกับตัวเลขที่เราเคยรายงานไปก่อนหน้านี้
🔓 ต้นตอบั๊ก: ฟังก์ชันชื่อชนกันในเฟิร์มแวร์ปี 2564
รายละเอียดเชิงลึกจาก The Defiant ระบุว่าต้นตอของช่องโหว่ย้อนไปถึงเฟิร์มแวร์เวอร์ชัน 4.0.0 ที่ออกเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2564 และเริ่มจัดส่งจริงวันที่ 17 มีนาคม 2564 โดยบั๊กทำให้ขั้นตอนการสร้าง Seed Phrase (ชุดคำสำหรับกู้คืนกระเป๋า) ถูกสลับไปใช้ตัวสุ่มเลขซอฟต์แวร์ชื่อ Yasmarang ของ MicroPython ซึ่งอิงจากหมายเลขซีเรียลชิปและค่าตัวจับเวลาเท่านั้น แทนที่จะใช้ตัวสุ่มเลขจากชิปฮาร์ดแวร์ที่ปลอดภัยกว่า จุดที่ทำให้บั๊กนี้หลุดรอดมาได้ถึง 5 ปีคือทั้งสองฟังก์ชันใช้ชื่อเรียกเหมือนกัน ทำให้โค้ดที่ผิดพลาดคอมไพล์ผ่านโดยไม่มี error ใดๆ เตือน
ผลกระทบแบ่งตามรุ่นไม่เท่ากัน: รุ่น Mk2/Mk3 คำนวณย้อนกลับหา Private Key ได้แบบออฟไลน์ทั้งหมดจากหมายเลขซีเรียลและช่วงเวลาบูตเครื่อง ส่วนรุ่น Mk4/Mk5/Q ได้รับการแก้ไขบางส่วนไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยังเหลือช่องโหว่จากเอนโทรปี (ค่าความสุ่ม) จากชิปนิรภัยเพียง 32 บิต จากมาตรฐานที่ควรอยู่ที่ 128 บิต ทำให้ความปลอดภัยยังอ่อนกว่ามาตรฐานอยู่ดี
🏢 Coinkite ตอบสนองอย่างไร
Rodolfo Novak หรือ NVK ซีอีโอของ Coinkite บริษัทผู้ผลิต Coldcard ออกแถลงการณ์ยอมรับปัญหาโดยตรงว่า "ให้ย้ายเหรียญของคุณตอนนี้เลย ตามแนวทางปฏิบัติที่เราอัปเดตใหม่ ก่อนจะอ่านต่อ ผมขอโทษและผมรู้สึกเสียใจสุดๆ กับเรื่องนี้" พร้อมเปิดเผยว่าบริษัทได้ปล่อยเฟิร์มแวร์ที่แก้ไขแล้วครบทุกรุ่น (เวอร์ชัน 4.2.0, 5.6.0, 1.5.0Q และ 6.6.0X/QX) ระงับการจัดส่งสินค้าทันทีที่ยืนยันช่องโหว่ได้ ทำลายอุปกรณ์ที่ยังมีเฟิร์มแวร์มีปัญหาคงเหลือในคลัง และติดต่อลูกค้าทางอีเมลพร้อมขั้นตอนการย้ายเหรียญไปยัง Seed ชุดใหม่
⚠️ มายาคติที่ต้องแก้: Multisig ไม่ได้ปลอดภัย 100%
ประเด็นสำคัญที่ต้องแก้ไขความเข้าใจผิด — แม้จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการโจมตีกระเป๋าแบบ Multisignature (ต้องใช้หลายกุญแจยืนยันธุรกรรม) แต่นั่นไม่ได้แปลว่า Multisig ปลอดภัยโดยธรรมชาติ หากกระเป๋า Multisig ประกอบขึ้นจากอุปกรณ์ Coldcard ที่มีเฟิร์มแวร์บกพร่องทั้งหมด ก็ยังมีความเสี่ยงเช่นกัน เพียงแต่ยังไม่ถูกเลือกเป็นเป้าหมายเท่านั้น ส่วน Seed Phrase ที่สร้างด้วยการทอยลูกเต๋าจริงตั้งแต่ 50 ครั้งขึ้นไปยังคงปลอดภัย เพราะไม่พึ่งพาตัวสุ่มเลขที่มีปัญหา และผลิตภัณฑ์อื่นของ Coinkite อย่าง Tapsigner, Satscard และ Opendime ใช้โค้ดคนละชุด ไม่ได้รับผลกระทบจากบั๊กนี้
Alex Thorn นักวิจัยจาก Galaxy Research ระบุว่ารูปแบบธุรกรรมและอัตราการโจมตีที่พุ่งสูงในระลอก 4 บ่งชี้ว่า "น่าจะเป็นเหยื่อ Coldcard" ต่อเนื่องจากระลอกก่อนหน้า
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:
👉 ช่องโหว่ Coldcard ลามหนัก! เหยื่อพุ่ง 4,500 ที่อยู่ เสียหายกว่า 2,983 ล้านบาท
👉 CZ ผู้ก่อตั้ง Binance แนะกระจายกระเป๋าเก็บ หลังช่องโหว่ Coldcard เสียหายพุ่ง $89 ล้าน🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CoinDesk (เขียนโดย Shaurya Malwa, บรรณาธิการ Sheldon Reback) และ The Defiant (บรรณาธิการ Camila Russo) / coindesk.com และ thedefiant.io
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict:
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในเคสนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขความเสียหายที่ยังไต่ระดับ แต่คือบั๊กที่หลบซ่อนมาถึง 5 ปีเพราะฟังก์ชันชื่อชนกัน ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญด้าน Security Audit ของอุปกรณ์ Hardware Wallet ทั้งวงการ การที่ Multisig ยังไม่ถูกโจมตีก็ไม่ควรทำให้ผู้ใช้ชะล่าใจ เพราะอุปกรณ์ที่มีเฟิร์มแวร์บกพร่องยังเป็นความเสี่ยงอยู่ดีไม่ว่าจะตั้งค่าแบบไหน ผู้ใช้ Coldcard ทุกรุ่นที่ยังไม่แน่ใจสถานะเฟิร์มแวร์ควรตรวจสอบและย้ายเหรียญไปยัง Seed ชุดใหม่โดยเร็วที่สุด
Tags / คีย์เวิร์ด SEO: Coldcard, ช่องโหว่ Coldcard, Coinkite, Hardware Wallet, Firmware Bug
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com