เด็กยุคใหม่โตมาอาจไม่ต้องเปิดบัญชีธนาคาร? ผู้บริหารคริปโตชี้ Stablecoin และ DeFi กำลังกลืนกินระบบเดิม
19 July 2026ข่าวคริปโตโดย Rawiwarn Owattasanee

เด็กยุคใหม่โตมาอาจไม่ต้องเปิดบัญชีธนาคาร? ผู้บริหารคริปโตชี้ Stablecoin และ DeFi กำลังกลืนกินระบบเดิม

Adrian Cachinero ผู้ร่วมก่อตั้ง Steakhouse Financial (บริษัท DeFi ที่บริหารสินทรัพย์แบบ Vault บน Blockchain มูลค่ากว่า 4,000 ล้านดอลลาร์) ให้สัมภาษณ์กับ CoinDesk ที่กรุงลอนดอนว่า ลูกสาววัย 1 ขวบครึ่งของเขาอาจไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีธนาคารเลยตลอดชีวิต เพราะเติบโตมาในโลกที่การเงินดิจิทัลเป็นเรื่องปกติ พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้บริหารจากทั้ง DeFi, Binance และธนาคารอย่าง Standard Chartered ต่างเห็นตรงกันว่าคนรุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินไปสู่ Stablecoin และ Wallet ดิจิทัล แม้จะยังไม่ถึงขั้น "ธนาคารหายไปจากระบบ" ก็ตาม

 

💭 มุมมองจาก Steakhouse Financial: เจนใหม่ไม่ต้องมีบัญชีธนาคาร?

 

Cachinero ระบุชัดว่าเขาไม่ได้หมายความว่าธนาคารจะหายไปจากโลกนี้ แต่คนที่เติบโตมาในโลกดิจิทัลตั้งแต่เกิดจะคาดหวังให้การชำระเงิน การออม และบริการทางการเงินอื่นๆ ทำงานผ่านออนไลน์ได้ทั้งหมด

 

"ผมอาจเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่ยังจำชีวิตก่อนมีอินเทอร์เน็ตได้ สำหรับคนรุ่นถัดไป อินเทอร์เน็ตคือเรื่องปกติของชีวิตไปแล้ว" เขากล่าว

 

Steakhouse Financial เองก็ดำเนินธุรกิจโดยพึ่งพา Stablecoin (เหรียญคริปโตที่ตรึงมูลค่าไว้กับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ดอลลาร์สหรัฐ) เป็นหลัก แม้จะยังมีบัญชีธนาคารอยู่ แต่ใช้งานน้อยมาก

 

📊 ตัวเลขสะท้อนเทรนด์: Visa, Standard Chartered ชี้ตลาดกำลังโต

 

ข้อมูลจาก Visa Stablecoin Tracker บันทึกปริมาณธุรกรรมกว่า 6,600 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 221,964 ล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน 33.63 บาทต่อดอลลาร์ จาก Trading Economics ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2569) จากธุรกรรมค้าปลีกกว่า 132.4 ล้านรายการ (มูลค่าต่ำกว่า 250 ดอลลาร์ หรือราว 8,408 บาท) ในรอบ 30 วันล่าสุด

 

ด้าน Standard Chartered (ธนาคารข้ามชาติสัญชาติอังกฤษ) คาดการณ์ว่ามูลค่า Stablecoin หมุนเวียนทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นราว 7 เท่า แตะระดับประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 67.26 ล้านล้านบาท) ภายในปี พ.ศ. 2571 (ค.ศ. 2028) ขณะที่สัดส่วนการซื้อขายอีคอมเมิร์ซที่ดำเนินการผ่าน AI Agent อาจเพิ่มจาก 1% ในปี พ.ศ. 2568 เป็น 12% ในปี พ.ศ. 2572 นอกจากนี้ Neobank (ธนาคารดิจิทัลที่ไม่มีสาขาจริง) ยังครองส่วนแบ่งบัญชีธนาคารเปิดใหม่ทั่วโลกเกือบ 40% โดยมีผู้ใช้งานรวมกว่า 1,400 ล้านคน

 

Naveen Mallela หัวหน้าฝ่ายชำระเงินระดับโลกของ Standard Chartered มองว่าในอนาคตผู้คนอาจใช้ Wallet เดียวที่ผูกกับข้อมูลประจำตัว แทนการมีบัญชีธนาคารและบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์แยกกัน โดยในกระเป๋าเดียวนั้นจะรวมทั้งเงินสด เงินฝากที่แปลงเป็นโทเคน (Tokenized Deposit) Stablecoin กองทุนตลาดเงินที่แปลงเป็นโทเคน และคริปโต ไว้ด้วยกัน ทั้งนี้เขาย้ำว่าเป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่จุดยืนอย่างเป็นทางการของธนาคาร

 

🏦 Binance มองเห็นเทรนด์เดียวกัน มุ่งสู่ Super App

 

Shunyet Jan หัวหน้าฝ่ายเทรดและตลาดของ Binance เปิดเผยว่าผู้ใช้งานของ Binance โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มอายุน้อยลง แม้จะไม่มีข้อมูลยืนยันอายุเฉลี่ยที่ชัดเจน Binance กำลังขยายธุรกิจจากการเทรดคริปโตไปสู่บริการชำระเงินและการเงินอื่นๆ ผ่านรูปแบบ Super App ที่รวมทุกสินทรัพย์ไว้ในที่เดียว

 

"คุณจะเห็นว่าทุกคนกำลังรุกเข้าไปในธุรกิจของกันและกัน พวกเราทุกคนต่างเห็นคุณค่าของ Super App ที่ทำทุกอย่างได้ในที่เดียว" Jan กล่าว พร้อมเสริมว่าพนักงาน Binance หลายคน รวมถึงตัวเขาเอง เก็บสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไว้บน Exchange และใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตที่ผูกกับบัญชีนั้นโดยตรง

 

⚠️ เส้นแบ่งระหว่างธนาคารกับคริปโตกำลังเลือนหาย

 

Eneko Knorr ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Stabolut (บริษัท Stablecoin สัญชาติดูไบ) ระบุว่าทุกวันนี้ธนาคารทั่วไปเริ่มเสนอบริการคริปโต ขณะที่แพลตฟอร์มคริปโตก็เริ่มเปิดบัญชีธนาคารและบริการทางการเงินแบบดั้งเดิม แต่โลกยังคงต้องพึ่งเงินสกุลปกติในการโอนค่าเช่าหรือค่าสาธารณูปโภคอยู่ดี

 

อย่างไรก็ตาม Rohan Misra หัวหน้าภูมิภาคอ่าวอาหรับและซีอีโอของ AMINA Bank ADGM เตือนว่า Wallet เพียงอย่างเดียวไม่ใช่บัญชีธนาคาร เพราะยังต้องพึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกกำกับดูแล เขายังตั้งคำถามต่อแนวคิด Self-Custody (การถือครองกุญแจส่วนตัวและควบคุมสินทรัพย์ด้วยตนเองโดยไม่ผ่านตัวกลาง) ว่าอาจไม่ใช่ทางเลือกหลักสำหรับทุกคน เพราะหากกุญแจส่วนตัวรั่วไหล สินทรัพย์จะสูญหายทันทีโดยไม่มีการประกันหรือช่องทางเรียกคืนใดๆ เขาเปรียบเทียบว่าไม่ต่างจาก "การเก็บเงินสดไว้ใต้ที่นอน"

 

🔄 ไม่ใช่จุดจบของธนาคาร แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบ

 

ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงวิธีที่บริการการเงินเข้าถึงผู้บริโภค มากกว่าการที่ธนาคารจะหายไป บริษัทคริปโตกำลังเพิ่มบริการบัญชีและบัตร ขณะที่ธนาคารก็ทดลองใช้เงินฝากแบบโทเคนและการชำระเงินผ่าน Blockchain เช่นกัน

 

Cachinero ทิ้งท้ายว่าจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับคนทั่วไปอาจเป็นเรื่องง่ายๆ อย่างการโอนเงิน เพราะ Stablecoin สามารถโอนเสร็จได้ในไม่กี่นาทีและตรวจสอบได้บน Blockchain ขณะที่การโอนเงินผ่านธนาคารข้ามประเทศบางกรณีอาจใช้เวลานานกว่ามาก ขึ้นอยู่กับประเทศ ระบบชำระเงิน และผู้ให้บริการ

 

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: เนื้อหาเรื่อง Self-Custody และความเสี่ยงของการพึ่งพาระบบธนาคารแบบเดิม เราเคยเจาะลึกไว้แล้วในบทความก่อนหน้านี้
👉 ถอดบทเรียน 'อาม่าโดนเชิด 13 ล้าน' เมื่อระบบธนาคารล้มเหลว ปูทางสู่ทางรอดเดียวคือ Self-Custody
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CoinDesk

 

💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict มุมมองของผู้บริหารทั้งจากฝั่ง DeFi และธนาคารดั้งเดิมในบทความนี้สะท้อนภาพเดียวกันอย่างน่าสนใจ นั่นคือเส้นแบ่งระหว่าง "ธนาคาร" กับ "คริปโต" กำลังจางลงเรื่อยๆ ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะชนะขาด แต่เป็นการหลอมรวมกันของทั้งสองโลก อย่างไรก็ตาม คำเตือนของ Misra เรื่อง Self-Custody ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้อ่านไม่ควรมองข้าม เพราะความสะดวกของ Wallet ดิจิทัลมาพร้อมภาระความรับผิดชอบที่สูงขึ้นเช่นกัน แนวโน้มนี้น่าจับตามองไม่น้อยว่าจะพัฒนาไปในทิศทางใดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

⚠️ บทความนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลเชิงวิเคราะห์แนวโน้มอุตสาหกรรม ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน โปรดศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทางการเงินใดๆ

🏷️ Tags / คีย์เวิร์ด SEO Stablecoin, DeFi, Digital Native, Self-Custody, Binance, Standard Chartered, บัญชีธนาคารดิจิทัล, คริปโตเคอเรนซี่

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com