เด็กยุคใหม่โตมาอาจไม่ต้องเปิดบัญชีธนาคาร? ผู้บริหารคริปโตชี้ Stablecoin และ DeFi กำลังกลืนกินระบบเดิม
Adrian Cachinero ผู้ร่วมก่อตั้ง Steakhouse Financial (บริษัท DeFi ที่บริหารสินทรัพย์แบบ Vault บน Blockchain มูลค่ากว่า 4,000 ล้านดอลลาร์) ให้สัมภาษณ์กับ CoinDesk ที่กรุงลอนดอนว่า ลูกสาววัย 1 ขวบครึ่งของเขาอาจไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีธนาคารเลยตลอดชีวิต เพราะเติบโตมาในโลกที่การเงินดิจิทัลเป็นเรื่องปกติ พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้บริหารจากทั้ง DeFi, Binance และธนาคารอย่าง Standard Chartered ต่างเห็นตรงกันว่าคนรุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินไปสู่ Stablecoin และ Wallet ดิจิทัล แม้จะยังไม่ถึงขั้น "ธนาคารหายไปจากระบบ" ก็ตาม
💭 มุมมองจาก Steakhouse Financial: เจนใหม่ไม่ต้องมีบัญชีธนาคาร?
Cachinero ระบุชัดว่าเขาไม่ได้หมายความว่าธนาคารจะหายไปจากโลกนี้ แต่คนที่เติบโตมาในโลกดิจิทัลตั้งแต่เกิดจะคาดหวังให้การชำระเงิน การออม และบริการทางการเงินอื่นๆ ทำงานผ่านออนไลน์ได้ทั้งหมด
"ผมอาจเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่ยังจำชีวิตก่อนมีอินเทอร์เน็ตได้ สำหรับคนรุ่นถัดไป อินเทอร์เน็ตคือเรื่องปกติของชีวิตไปแล้ว" เขากล่าว
Steakhouse Financial เองก็ดำเนินธุรกิจโดยพึ่งพา Stablecoin (เหรียญคริปโตที่ตรึงมูลค่าไว้กับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ดอลลาร์สหรัฐ) เป็นหลัก แม้จะยังมีบัญชีธนาคารอยู่ แต่ใช้งานน้อยมาก
📊 ตัวเลขสะท้อนเทรนด์: Visa, Standard Chartered ชี้ตลาดกำลังโต
ข้อมูลจาก Visa Stablecoin Tracker บันทึกปริมาณธุรกรรมกว่า 6,600 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 221,964 ล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน 33.63 บาทต่อดอลลาร์ จาก Trading Economics ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2569) จากธุรกรรมค้าปลีกกว่า 132.4 ล้านรายการ (มูลค่าต่ำกว่า 250 ดอลลาร์ หรือราว 8,408 บาท) ในรอบ 30 วันล่าสุด
ด้าน Standard Chartered (ธนาคารข้ามชาติสัญชาติอังกฤษ) คาดการณ์ว่ามูลค่า Stablecoin หมุนเวียนทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นราว 7 เท่า แตะระดับประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 67.26 ล้านล้านบาท) ภายในปี พ.ศ. 2571 (ค.ศ. 2028) ขณะที่สัดส่วนการซื้อขายอีคอมเมิร์ซที่ดำเนินการผ่าน AI Agent อาจเพิ่มจาก 1% ในปี พ.ศ. 2568 เป็น 12% ในปี พ.ศ. 2572 นอกจากนี้ Neobank (ธนาคารดิจิทัลที่ไม่มีสาขาจริง) ยังครองส่วนแบ่งบัญชีธนาคารเปิดใหม่ทั่วโลกเกือบ 40% โดยมีผู้ใช้งานรวมกว่า 1,400 ล้านคน
Naveen Mallela หัวหน้าฝ่ายชำระเงินระดับโลกของ Standard Chartered มองว่าในอนาคตผู้คนอาจใช้ Wallet เดียวที่ผูกกับข้อมูลประจำตัว แทนการมีบัญชีธนาคารและบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์แยกกัน โดยในกระเป๋าเดียวนั้นจะรวมทั้งเงินสด เงินฝากที่แปลงเป็นโทเคน (Tokenized Deposit) Stablecoin กองทุนตลาดเงินที่แปลงเป็นโทเคน และคริปโต ไว้ด้วยกัน ทั้งนี้เขาย้ำว่าเป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่จุดยืนอย่างเป็นทางการของธนาคาร
🏦 Binance มองเห็นเทรนด์เดียวกัน มุ่งสู่ Super App
Shunyet Jan หัวหน้าฝ่ายเทรดและตลาดของ Binance เปิดเผยว่าผู้ใช้งานของ Binance โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มอายุน้อยลง แม้จะไม่มีข้อมูลยืนยันอายุเฉลี่ยที่ชัดเจน Binance กำลังขยายธุรกิจจากการเทรดคริปโตไปสู่บริการชำระเงินและการเงินอื่นๆ ผ่านรูปแบบ Super App ที่รวมทุกสินทรัพย์ไว้ในที่เดียว
"คุณจะเห็นว่าทุกคนกำลังรุกเข้าไปในธุรกิจของกันและกัน พวกเราทุกคนต่างเห็นคุณค่าของ Super App ที่ทำทุกอย่างได้ในที่เดียว" Jan กล่าว พร้อมเสริมว่าพนักงาน Binance หลายคน รวมถึงตัวเขาเอง เก็บสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไว้บน Exchange และใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตที่ผูกกับบัญชีนั้นโดยตรง
⚠️ เส้นแบ่งระหว่างธนาคารกับคริปโตกำลังเลือนหาย
Eneko Knorr ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Stabolut (บริษัท Stablecoin สัญชาติดูไบ) ระบุว่าทุกวันนี้ธนาคารทั่วไปเริ่มเสนอบริการคริปโต ขณะที่แพลตฟอร์มคริปโตก็เริ่มเปิดบัญชีธนาคารและบริการทางการเงินแบบดั้งเดิม แต่โลกยังคงต้องพึ่งเงินสกุลปกติในการโอนค่าเช่าหรือค่าสาธารณูปโภคอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม Rohan Misra หัวหน้าภูมิภาคอ่าวอาหรับและซีอีโอของ AMINA Bank ADGM เตือนว่า Wallet เพียงอย่างเดียวไม่ใช่บัญชีธนาคาร เพราะยังต้องพึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกกำกับดูแล เขายังตั้งคำถามต่อแนวคิด Self-Custody (การถือครองกุญแจส่วนตัวและควบคุมสินทรัพย์ด้วยตนเองโดยไม่ผ่านตัวกลาง) ว่าอาจไม่ใช่ทางเลือกหลักสำหรับทุกคน เพราะหากกุญแจส่วนตัวรั่วไหล สินทรัพย์จะสูญหายทันทีโดยไม่มีการประกันหรือช่องทางเรียกคืนใดๆ เขาเปรียบเทียบว่าไม่ต่างจาก "การเก็บเงินสดไว้ใต้ที่นอน"
🔄 ไม่ใช่จุดจบของธนาคาร แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบ
ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงวิธีที่บริการการเงินเข้าถึงผู้บริโภค มากกว่าการที่ธนาคารจะหายไป บริษัทคริปโตกำลังเพิ่มบริการบัญชีและบัตร ขณะที่ธนาคารก็ทดลองใช้เงินฝากแบบโทเคนและการชำระเงินผ่าน Blockchain เช่นกัน
Cachinero ทิ้งท้ายว่าจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับคนทั่วไปอาจเป็นเรื่องง่ายๆ อย่างการโอนเงิน เพราะ Stablecoin สามารถโอนเสร็จได้ในไม่กี่นาทีและตรวจสอบได้บน Blockchain ขณะที่การโอนเงินผ่านธนาคารข้ามประเทศบางกรณีอาจใช้เวลานานกว่ามาก ขึ้นอยู่กับประเทศ ระบบชำระเงิน และผู้ให้บริการ
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: เนื้อหาเรื่อง Self-Custody และความเสี่ยงของการพึ่งพาระบบธนาคารแบบเดิม เราเคยเจาะลึกไว้แล้วในบทความก่อนหน้านี้
👉 ถอดบทเรียน 'อาม่าโดนเชิด 13 ล้าน' เมื่อระบบธนาคารล้มเหลว ปูทางสู่ทางรอดเดียวคือ Self-Custody
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CoinDesk
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict มุมมองของผู้บริหารทั้งจากฝั่ง DeFi และธนาคารดั้งเดิมในบทความนี้สะท้อนภาพเดียวกันอย่างน่าสนใจ นั่นคือเส้นแบ่งระหว่าง "ธนาคาร" กับ "คริปโต" กำลังจางลงเรื่อยๆ ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะชนะขาด แต่เป็นการหลอมรวมกันของทั้งสองโลก อย่างไรก็ตาม คำเตือนของ Misra เรื่อง Self-Custody ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้อ่านไม่ควรมองข้าม เพราะความสะดวกของ Wallet ดิจิทัลมาพร้อมภาระความรับผิดชอบที่สูงขึ้นเช่นกัน แนวโน้มนี้น่าจับตามองไม่น้อยว่าจะพัฒนาไปในทิศทางใดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
⚠️ บทความนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลเชิงวิเคราะห์แนวโน้มอุตสาหกรรม ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน โปรดศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทางการเงินใดๆ
🏷️ Tags / คีย์เวิร์ด SEO Stablecoin, DeFi, Digital Native, Self-Custody, Binance, Standard Chartered, บัญชีธนาคารดิจิทัล, คริปโตเคอเรนซี่
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com