ช่องโหว่ Coldcard ลามถึงไทย! ผู้ใช้รายหนึ่งเผยเงินเก็บ 0.71 BTC หายเกลี้ยงกระเป๋า
ผู้ใช้เฟซบุ๊กไทยรายหนึ่งซึ่งไม่ประสงค์เปิดเผยตัวตน โพสต์ในกลุ่มสาธารณะระบุว่าสูญเสีย Bitcoin ที่เก็บสะสมไว้ทั้งหมดกว่า 71,824,487 sats (ประมาณ 0.718 BTC หรือราว 46,000 ดอลลาร์ตามราคาตลาดปัจจุบัน) หลังสงสัยว่าถูกขโมยออกจากกระเป๋าฮาร์ดแวร์ Coldcard Mk3 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับที่ Coinkite บริษัทผู้ผลิตเพิ่งออกมาเตือนเรื่องช่องโหว่ด้านความปลอดภัยเมื่อไม่กี่วันก่อน โดยกรณีนี้เป็นการแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวผ่านโพสต์สาธารณะบนเฟซบุ๊ก ทีมข่าว Bitcoinaddict ไม่สามารถยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมหรือสาเหตุที่แท้จริงได้ทั้งหมด โดยอ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏในโพสต์และคอมเมนต์เท่านั้น
😢 เรื่องราวที่เล่าผ่านโพสต์
เจ้าของโพสต์ระบุว่า "วันนี้เข้ามาเช็ค...ตอนเช้า ยังชาอยู่เลย รอบนี้ผมอยู่ไม่รอด ผ่านตลาดหมีไปไม่ได้ เก็บใน Hardware Wallet ครับ แต่จด Seed 3-4 copy กระจายไว้ สงสัยว่าจะหลุดออกไปจากจุดไหนสักที่ copy นี้" พร้อมเล่าว่าเงินก้อนนี้มาจากการขาย NFT แล้วนำมาเก็บสะสมเป็น Bitcoin และปิดท้ายด้วยว่า "เงินเก็บเองคงมองไม่ได้ก้อนเท่าเดิม ผมท้อครับ" ภาพประกอบที่แนบมาเป็นหน้าจอกระเป๋า Sparrow Wallet แสดงยอดคงเหลือ 0 sats หลังมีธุรกรรมโอนออกทั้งหมดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2569
🔍 ปมสงสัยที่ชี้ไปทาง Coldcard Mk3
ในช่องคอมเมนต์ ผู้ใช้รายหนึ่งถามว่าเจ้าของโพสต์ใช้ Coldcard Mk3 สร้าง Seed หรือไม่ ซึ่งเจ้าของโพสต์ตอบว่า "ใช่ครับ แต่ปัจจุบันเครื่องนั้นพังไปแล้ว ปัจจุบันใช้ 4" ต่อมามีผู้ใช้อีกรายถามย้ำเพื่อเชื่อมโยงกับข่าวช่องโหว่ที่เพิ่งเปิดเผย ซึ่งเจ้าของโพสต์ก็ยืนยันว่าใช่เช่นกัน ที่น่าสังเกตคือวันที่เงินถูกโอนออกตามภาพหน้าจอ (26 กรกฎาคม 2569) เกิดขึ้นก่อนที่ Coinkite จะออกมาเปิดเผยช่องโหว่นี้ต่อสาธารณะ (ราววันที่ 30-31 กรกฎาคม) หากช่วงเวลานี้ถูกต้องตามที่ปรากฏ อาจสะท้อนว่ามีการโจมตีเกิดขึ้นจริงก่อนที่ข่าวช่องโหว่จะถูกเปิดเผยเสียอีก
🕵️ ชุมชนช่วยไล่เรียงหาสาเหตุ แต่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน
ผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกรายชื่อ Bwebmass Bee เข้ามาช่วยตั้งคำถามเชิงวิเคราะห์เพิ่มเติมหลายข้อ เช่น เก็บสำเนา Seed Word ไว้ในรูปแบบใด สร้างคอมพิวเตอร์เครื่องไหนทำธุรกรรม มีการแชร์ User คอมพิวเตอร์กับคนอื่นหรือไม่ อีเมลเคยถูกแฮกหรือไม่ ใช้ Passphrase เสริมความปลอดภัยหรือไม่ และทำไมภาพหน้าจอที่เห็นถึงเป็น Desktop ทั้งที่บอกว่าเก็บผ่านมือถือด้วย
เจ้าของโพสต์ตอบกลับว่าสร้าง Seed จากฮาร์ดแวร์วอลเล็ตแล้วจดลงกระดาษ จากนั้นคัดลอกจากกระดาษแผ่นนั้นไปเป็นอีกสำเนาหนึ่ง คอมพิวเตอร์ที่ใช้มีอายุราว 4-5 ปี ไม่เคยแชร์ User ให้คนอื่นทำธุรกรรม และเคยใช้ซอฟต์แวร์กระเป๋าหลายตัวร่วมกันทั้ง Trezor Suite และ Sparrow Wallet โดยโอนเข้าที่อยู่ใหม่ทุกครั้งที่ทำธุรกรรม ส่วนก้อนเล็กจะถูกรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็น 4 UTXO ตามที่เห็นในภาพ นอกจากนี้ยังระบุว่า ไม่ได้ใช้ Passphrase เสริมความปลอดภัย และมองว่าอีเมลอาจเคยหลุดแต่ไม่คิดว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ส่วนภาพหน้าจอ Desktop ที่เห็นเป็นเพราะเปิดแอปจากคอมพิวเตอร์ตอนเข้ามาเช็ค ขณะที่เคยเชื่อมต่อกับมือถือไว้ด้วยเช่นกัน
คำตอบเหล่านี้ทำให้ภาพรวมของสาเหตุยังไม่ชัดเจนไปกว่าเดิมมากนัก เพราะมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่อาจเกี่ยวข้องพร้อมกัน ทั้งการไม่ใช้ Passphrase ซึ่งเป็นชั้นความปลอดภัยเสริมสำคัญ การคัดลอก Seed ลงกระดาษหลายรอบซึ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านกายภาพ และช่องโหว่ของ Coldcard Mk3 เอง ทำให้ยังสรุปไม่ได้ 100% ว่าจุดใดคือสาเหตุที่แท้จริงของการรั่วไหลในกรณีนี้
💬 กำลังใจจากชุมชน
ผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกรายเข้ามาแสดงความเห็นใจว่า "นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของคุณเลย คือเราไม่ได้พลาดเลย พลาดที่ผู้ผลิตมันมีช่องโหว่ในการสร้าง Seed ทำให้โจรสามารถสุ่มหา seed เราได้ ถ้ามันเยียนพอ เราทำดีที่สุดแล้วครับ" พร้อมให้กำลังใจให้เริ่มต้นใหม่และย้ำว่าไม่ใช่ความผิดของผู้เสียหายแต่อย่างใด
⚠️ สิ่งที่ควรทำถ้ายังใช้ Coldcard Mk3
NVK ซีอีโอของ Coinkite เคยออกคำเตือนไว้ก่อนหน้านี้ว่า "ถ้าคุณเคยสร้าง Seed ด้วยกระเป๋า Coldcard ให้ย้ายเงินออกทันทีตอนนี้ โดยใช้แนวทางปฏิบัติที่อัปเดตของบริษัท ก่อนจะอ่านต่อ" เนื่องจากการอัปเดตเฟิร์มแวร์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถขจัดความเสี่ยงจาก Seed เดิมที่เคยสร้างไว้ได้ ผู้ใช้ Coldcard Mk3 ที่ยังไม่ได้ย้ายเงินควรดำเนินการโดยเร็วที่สุด และควรพิจารณาใช้ Passphrase เสริมเป็นชั้นความปลอดภัยเพิ่มเติมด้วย
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:
👉 Coinkite เตือนด่วน! Coldcard Mk3 มีช่องโหว่ เงินหาย 594 BTC มูลค่า $38 ล้าน
👉 ช่องโหว่ Coldcard $38 ล้าน สั่นคลอนความเชื่อมั่น Self-Custody อาจดันเงินเข้า ETF🔗 ที่มา: โพสต์สาธารณะบนเฟซบุ๊ก (ผู้โพสต์ไม่ประสงค์เปิดเผยตัวตน)
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict:
แม้จะไม่สามารถยืนยันได้ 100% ว่าความสูญเสียครั้งนี้มาจากช่องโหว่ Coldcard Mk3 โดยตรงหรือมาจากปัจจัยเสี่ยงอื่นอย่างการไม่ใช้ Passphrase และการคัดลอก Seed ลงกระดาษหลายรอบ แต่กรณีนี้ก็เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่าความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของ Self-Custody ไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทยอีกต่อไป ผู้ที่เก็บ Bitcoin ด้วยฮาร์ดแวร์วอลเล็ตควรตรวจสอบรุ่นอุปกรณ์ของตัวเอง ใช้ Passphrase เสริม หลีกเลี่ยงการคัดลอก Seed ซ้ำหลายชั้นโดยไม่จำเป็น และติดตามประกาศจากผู้ผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย
Tags / คีย์เวิร์ด SEO: Coldcard, เหยื่อไทย, Self-Custody, Bitcoin หาย, Coinkite
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com