Tom Lee หักดิบสายแช่ง! พา Bitmine ช้อนซื้อ Ethereum ครั้งใหญ่สุดแห่งปี 2569 ทะลุ 1.1 แสนเหรียญ
Bitmine Immersion Technologies บริษัทคลัง Ethereum (ETH) รายใหญ่ที่สุดของโลกภายใต้การนำของ Tom Lee (ประธานบริษัท และหัวหน้าทีมวิจัยจาก Fundstrat) เผยซื้อ ETH เพิ่ม 111,942 เหรียญ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นการซื้อครั้งใหญ่ที่สุดของปี 2569 (2026) โดยใช้จังหวะที่ราคาทรุดลงต่ำกว่า 2,200 ดอลลาร์ พร้อมยืนยันมุมมองว่าตลาดคริปโตกำลังเข้าสู่ยุค “Supercycle” ที่ขับเคลื่อนด้วยกระแส Tokenization และ AI Agent
🛒 ดักซื้อตอนราคาย่อ — ใช้จังหวะ ETH หลุด $2,200
Tom Lee ระบุว่า การที่ราคา Ethereum ปรับตัวลงจนแกว่งอยู่ระหว่าง 2,025 – 2,147 ดอลลาร์ ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ถือเป็น “โอกาสที่น่าสนใจ” สำหรับการสะสมเพิ่ม โดยมูลค่าการซื้อในรอบนี้อยู่ที่ราว 237 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7,729 ล้านบาท) ส่งให้ Bitmine ถือครอง ETH รวมเกือบ 5.4 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็นสัดส่วน 4.47% ของซัพพลายหมุนเวียนทั้งหมดของ Ethereum
การกลับมาซื้อหนักในรอบนี้ถือว่าน่าจับตา เพราะก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม Tom Lee เคยส่งสัญญาณว่า Bitmine จะ ชะลอจังหวะการซื้อ ลงหลังจากเดินหน้าเก็บ ETH กว่า 100,000 เหรียญต่อสัปดาห์ติดต่อกันถึง 3 สัปดาห์
🎯 เป้าหมาย 5% ของซัพพลาย ETH ทั้งโลก
Bitmine ตั้งเป้าหมายระยะยาวว่าจะถือครอง Ethereum ให้ได้ 5% ของซัพพลายหมุนเวียนทั้งหมดที่ 120.7 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็นมากกว่า 6 ล้าน ETH ซึ่งหมายความว่าบริษัทยังต้องซื้อเพิ่มอีกราว 644,596 ETH จึงจะถึงเป้า โดย Lee คาดการณ์ว่าจะสำเร็จ ภายในปีนี้
“เรายังคงคาดหวังว่า Supercycle ของคริปโตและ Ethereum กำลังจะมาถึง ขับเคลื่อนด้วยสองแรงหลักคือ Tokenization จาก Wall Street และ Agentic AI ดังนั้นเราจึงยังคงสะสม ETH อย่างต่อเนื่อง” — Tom Lee กล่าว
โมเดลธุรกิจของ Bitmine มีแนวทางคล้ายกับ Strategy (เดิมคือ MicroStrategy) ของ Michael Saylor ที่เน้นใช้คลังของบริษัทถือครอง Bitcoin จำนวนมหาศาล — เพียงแต่ Bitmine เลือกเดิมพันที่ Ethereum แทน
💰 Staking คือเครื่องจักรปั๊มรายได้ตัวใหม่
นอกจากการซื้อสะสมแล้ว Bitmine ยังนำ ETH ส่วนใหญ่ไป Stake (การฝากเหรียญเพื่อช่วยตรวจสอบธุรกรรมและรับผลตอบแทน) เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม โดยบริษัทคาดว่าจะมีรายได้จากการ Stake แบบรายปีสูงถึง 276 ล้านดอลลาร์ (ราว 9,003 ล้านบาท)
รายงานจาก Everstake (ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้าน Staking) ระบุว่า บริษัทคลัง ETH ทั้งหลายกำลังเผชิญแรงกดดันให้ต้องหารายได้จาก Staking หรือกลยุทธ์ Yield อื่นๆ มากขึ้น เนื่องจากเสน่ห์ของการเป็นบริษัทที่แค่ “ถือเหรียญ” เริ่มถูกท้าทายจากการมาของ ETF Spot Ethereum (กองทุนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่ถือ ETH จริง)
ในภาพรวมของระบบนิเวศ Ethereum ตอนนี้มีปริมาณ ETH ที่ถูก Stake 39.2 ล้านเหรียญ หรือราว 32.19% ของซัพพลายทั้งหมด ขณะที่คิวรอเข้า Stake มีอีกราว 3.3 ล้านเหรียญ ส่วนคิวรอถอนออกมีประมาณ 234,368 ETH
📉 ราคา ETH ห่างจุดสูงสุดเกิน 58%
แม้ Tom Lee จะมั่นใจในระยะยาว แต่ในเชิงราคา Ethereum ยังคงห่างจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,946 ดอลลาร์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 (2025) อยู่ราว 58% ซึ่ง Lee เคยให้ความเห็นว่า การปรับฐานแรงๆ ของ ETH คือ “โอกาสในการเข้าซื้อ” ของนักลงทุนที่มองภาพระยะยาว
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้
👉 SharpLink เร่งสะสม ETH แข่ง BitMine ชิงผู้นำคลัง Ethereum แห่งโลกการลงทุน
👉 Standard Chartered มอง Ethereum Treasury Firms มาแรง น่าลงทุนกว่า ETH ETF
👉 Ether Machine ทุ่ม 56.9 ล้านดอลลาร์ ซื้อ 15,000 ETH ฉลองครบรอบ 10 ปี Ethereum
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: Cointelegraph, CoinDesk, Decrypt / ภาพ coindesk.com
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict การที่ Bitmine กลับมาซื้อหนักทันทีหลังราคา ETH ย่อตัว สะท้อนภาพชัดเจนของกลยุทธ์แบบ “Conviction Buyer” ที่ใช้ความผันผวนเป็นเครื่องมือสะสม — คล้ายกับที่ Strategy ของ Michael Saylor ทำกับ Bitcoin มาตลอดหลายปี การก้าวเข้าใกล้เป้าหมาย 5% ของซัพพลาย ETH ทั้งโลก ประกอบกับกระแส Tokenization และ AI Agent ที่กำลังเร่งตัวขึ้น น่าจับตามองไม่น้อยเลยทีเดียวว่าจะส่งผลต่อโครงสร้างอุปทาน-อุปสงค์ของ Ethereum ในระยะยาวอย่างไร
🏷️ Tags / คีย์เวิร์ด SEO Bitmine Tom Lee Ethereum ETH Supercycle Ethereum Treasury Tokenization ETH Staking คริปโตเคอเรนซี่ ข่าวคริปโต
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com