
Ledger แพตช์บั๊กแอป Ethereum เสี่ยงเซ็นธุรกรรมคนละอันกับที่จอแสดง ปะทะนักวิจัย TestMachine
Ledger ผู้ผลิตกระเป๋าฮาร์ดแวร์คริปโตรายใหญ่ ออกคำแนะนำให้ผู้ใช้อัปเดตแอป Ethereum เป็นเวอร์ชัน 1.22.2 หลังการเปลี่ยนแปลงโค้ดอย่างเป็นทางการเผยให้เห็นว่า dApp (แอปพลิเคชันกระจายศูนย์) อันตรายหรือโฮสต์ที่เชื่อมต่ออยู่ อาจเริ่มคำสั่งเซ็นลายเซ็นที่สองได้ ขณะที่ธุรกรรมแรกยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบบนหน้าจออุปกรณ์ ตามรายงานของ CryptoSlate
🔍 ช่องโหว่ทำงานอย่างไร ตามคำอธิบายของ TestMachine
บริษัทความปลอดภัย TestMachine อธิบายเส้นทางการโจมตีที่พบว่า การกดปุ่ม "อนุมัติ" อาจได้ลายเซ็นสำหรับข้อมูลที่ถูกสลับ แทนที่จะเป็นธุรกรรมที่แสดงอยู่บนอุปกรณ์จริง โดย TestMachine ระบุเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมว่า การโจมตีนี้ต้องอาศัย dApp ที่มีสิทธิ์เข้าถึง WebHID (มาตรฐานเชื่อมต่ออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ผ่านเบราว์เซอร์) กลุ่มนักวิจัยระบุว่าคำสั่งที่สองสามารถแทนที่ธุรกรรมที่ค้างอยู่ในหน่วยความจำได้โดยไม่ต้องเปิดหน้าต่างตรวจสอบใหม่ ทำให้รายละเอียดเดิมยังคงแสดงบนจอ ขณะที่อุปกรณ์เซ็นข้อมูลชุดใหม่แทน ทั้งนี้ TestMachine ระบุว่าได้ยืนยันพฤติกรรมนี้แล้วบนรุ่น Ledger Flex เท่านั้น ส่วนที่อ้างว่าโค้ดที่ใช้ร่วมกันทำให้ปัญหานี้ขยายไปถึงรุ่น Nano X, Nano S Plus, Stax และ Apex ด้วยนั้น ยังเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างของ TestMachine ที่อ้างอิงจากรายชื่อรุ่นเป้าหมายในไฟล์ Manifest ของแอป ไม่ใช่การยืนยันด้วยการทดสอบจริงบนอุปกรณ์เหล่านั้นโดยตรง
🛠️ การแพตช์ และไทม์ไลน์ที่ยังมีจุดคลุมเครือ
ประวัติโค้ดของ Ledger แสดงคอมมิตแก้ไขที่ระบุว่า คำสั่งเซ็นลายเซ็นใหม่เคยสามารถยกเลิกการตรวจสอบที่กำลังดำเนินอยู่ได้ก่อนที่จะคืนค่าข้อผิดพลาด อีกคอมมิตหนึ่งเพิ่มการตรวจสอบสถานะ เนื่องจาก Callback การอนุมัติก่อนหน้านี้เคยเซ็นข้อมูลโดยไม่ยืนยันว่าแอปยังอยู่ในสถานะการเซ็นที่ถูกต้อง เวอร์ชัน 1.22.2 ปิดช่องทางนี้ด้วยการปฏิเสธคำสั่งเซ็นใหม่ระหว่างที่มีการตรวจสอบอยู่ และปฏิเสธ Callback การอนุมัติเมื่อสถานะไม่ตรงกับที่คาดไว้อีกต่อไป
Changelog ของ Ledger ระบุวันที่ของเวอร์ชัน 1.22.2 ไว้ที่ 12 สิงหาคม ขณะที่ GitHub แสดง Tag ที่เซ็นรับรองไว้เมื่อ 13 สิงหาคม แต่ TestMachine ระบุเมื่อ 22 สิงหาคมว่าแพตช์ยังไม่ถูกเผยแพร่ ซึ่งแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ชัดเจนว่า TestMachine กำลังพูดถึงการเผยแพร่ผ่านช่องทางใดกันแน่
⚔️ ดราม่า Ledger ปะทะ TestMachine เรื่องใครเจอก่อน
ชาร์ลส์ กีเยเมต์ (Charles Guillemet) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Ledger ระบุเมื่อวันที่ 23 สิงหาคมว่า ทีม Ledger Donjon (ทีมวิจัยความปลอดภัยภายในของ Ledger) เป็นผู้พบบั๊กใน "ขั้นตอน Clear Signing บางส่วน" ด้วยตัวเอง และได้ปล่อยแพตช์ไปแล้วประมาณสองสัปดาห์ก่อนหน้า พร้อมกล่าวหาว่า TestMachine ติดต่อโครงการ Bounty ของ Ledger หลังจากแพตช์ถูกปล่อยไปแล้ว และไม่ได้ทำตามขั้นตอนการเปิดเผยช่องโหว่อย่างมีความรับผิดชอบ
"บริษัทนี้ (TestMachine) ติดต่อโครงการ Bounty ของเราหลังจากแพตช์ถูกปล่อยไปแล้ว และไม่ได้ทำตามขั้นตอนเปิดเผยช่องโหว่อย่างมีความรับผิดชอบ พวกเขาไม่เคยพูดคุยกับทีม Bounty เลย จากนั้นก็โพสต์เธรดที่สื่อว่าปัญหายังไม่ถูกแก้ไข ทั้งที่มันแก้แล้ว นั่นไม่ใช่งานวิจัยความปลอดภัย แต่เป็นการสร้างความหวาดกลัวเพื่อเรียกความสนใจ"
ด้าน TestMachine ยืนยันในทางกลับกันว่า ระบบตรวจจับของตัวเองที่ชื่อ Azimuth เป็นผู้พบช่องโหว่นี้ และได้แชร์พร้อมยืนยันผลการค้นพบร่วมกับ Ledger แล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงยังมีมุมมองขัดแย้งกันอยู่ว่าใครเป็นผู้พบช่องโหว่นี้ก่อน อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลทั้งหมดยืนยันตรงกันว่า ยังไม่มีรายงานการถูกโจมตีจริงในโลกจริง เงินทุนสูญหาย หรือการดึงคีย์ส่วนตัวออกจากอุปกรณ์แต่อย่างใด
⚠️ แยกจากช่องโหว่ Zilliqa ที่เพิ่งพบก่อนหน้านี้
CryptoSlate ระบุชัดเจนว่าปัญหานี้เป็นคนละเรื่องกับช่องโหว่แอป Ledger สำหรับ Zilliqa ที่เกี่ยวข้องกับการรั่วไหลของ Schnorr Nonce ซึ่งเคยมีรายงานความเสียหายจริงเกิดขึ้น และคนละเรื่องกับเหตุการณ์ Connect Kit ถูกโจมตีในปี 2023 ที่เกี่ยวข้องกับไลบรารี JavaScript อันตรายและมีรายงานความสูญเสียเช่นกัน ผู้ใช้จึงไม่ควรสับสนระหว่างช่องโหว่ทั้งสามกรณีนี้
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com
ติดตามความเคลื่อนไหวเรื่องช่องโหว่กระเป๋าฮาร์ดแวร์ก่อนหน้านี้ได้จากที่เราเคยรายงานไว้
👉 Zilliqa เตือนช่องโหว่แอป Ledger เปิดช่องขโมยคีย์ส่วนตัว มีเงินสูญจริงจากกระเป๋าเย็น
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CryptoSlate (เขียนโดย Liam "Akiba" Wright)
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict
เคสนี้น่าสนใจเพราะแตะจุดสำคัญของฮาร์ดแวร์วอลเล็ตโดยตรง คือหลักการที่ผู้ใช้เชื่อว่า "สิ่งที่เห็นบนจอ คือสิ่งที่กำลังเซ็นจริง" (What You See Is What You Sign) ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่คนใช้ฮาร์ดแวร์วอลเล็ตแทนที่จะเซ็นผ่านซอฟต์แวร์อย่างเดียว ช่องโหว่ประเภทนี้แม้จะยังไม่มีรายงานความเสียหายจริง แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าไม่มีอุปกรณ์ใดปลอดภัย 100% และการโต้เถียงเรื่อง "ใครเจอก่อน ใครเปิดเผยถูกวิธี" ระหว่างผู้ผลิตกับนักวิจัยความปลอดภัยแบบนี้ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยในวงการ นักลงทุนที่ใช้ Ledger ควรอัปเดตแอป Ethereum เป็นเวอร์ชัน 1.22.2 ทันที และยังคงต้องตรวจสอบรายละเอียดธุรกรรมบนจออุปกรณ์ทุกครั้งก่อนกดอนุมัติ ไม่ว่าจะแพตช์ล่าสุดแค่ไหนก็ตาม
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com