นักพัฒนา Ethereum เสนอ EIP-8394 ปฏิรูปสัญญาฝาก Staking ป้องกันภัยควอนตัม
27 August 2026ข่าวโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

นักพัฒนา Ethereum เสนอ EIP-8394 ปฏิรูปสัญญาฝาก Staking ป้องกันภัยควอนตัม

กลุ่มนักวิจัยของ Ethereum เสนอปฏิรูปสัญญาฝากเงิน (Deposit Contract) ที่ใช้เปิดสถานะ Validator หรือผู้ตรวจสอบธุรกรรมบนเครือข่าย เพื่อรองรับระบบเข้ารหัสแบบใหม่ที่ต้านทานการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมได้ในอนาคต ตามรายงานของ CoinDesk เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569

 

🔐 ปัญหาของระบบเดิม

 

สัญญาฝากเงินปัจจุบันของ Ethereum รองรับเฉพาะกุญแจแบบ BLS (Boneh-Lynn-Shacham) เพราะเขียนโค้ดตายตัวให้รับขนาดกุญแจเฉพาะของเส้นโค้ง BLS12-381 เท่านั้น คือกุญแจสาธารณะขนาด 48 ไบต์ และข้อมูลลายเซ็นขนาด 96 ไบต์ ทำให้แม้นักพัฒนาจะตกลงกันได้ในวันพรุ่งนี้ว่าจะใช้ระบบเข้ารหัสต้านควอนตัมแบบไหน เครือข่ายก็ยังไม่สามารถรับกุญแจแบบใหม่ได้อยู่ดี เพราะขนาดกุญแจถูกล็อกไว้ตายตัวตั้งแต่ต้น

 

ปัจจุบันมี ETH ถูกฝากเพื่อ Staking อยู่ราว 42.4 ล้านเหรียญ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 104,000 ล้านดอลลาร์ (ข้อมูล ณ วันพุธที่ผ่านมา) โดยทั้งหมดถูกค้ำด้วยกุญแจรูปแบบ BLS ที่ข้อเสนอนี้ต้องการยกเลิกในที่สุด

 

⚙️ ข้อเสนอ EIP-8394 ทำงานอย่างไร

 

ข้อเสนอนี้ยังเป็นแค่ร่างเบื้องต้นที่รอการพิจารณา ปัจจุบันใช้หมายเลขชั่วคราว โดยหนึ่งในผู้ดูแลระบบเสนอให้ใช้หมายเลข EIP-8394 อย่างเป็นทางการ

 

สัญญาฝากเงินแบบใหม่จะรองรับกุญแจและข้อมูลรับรองที่มีขนาดยืดหยุ่นได้สูงสุดถึง 8,192 ไบต์ต่อรายการ โดยทุกครั้งที่ฝากเงินต้องระบุว่าใช้ "ระบบรับรองเข้ารหัส" แบบไหน กุญแจ BLS แบบเดิมจะได้รหัส 0 ส่วนรหัสถัดไปเปิดว่างไว้สำหรับระบบเข้ารหัสรูปแบบใหม่ที่จะตามมาในอนาคต พร้อมเพิ่มโหมด "ปิดการใช้งานถาวร" ที่เมื่อเปิดใช้แล้วจะบล็อกไม่ให้มีการฝากเงินด้วยกุญแจ BLS แบบเดิมอีกต่อไป

 

หากข้อเสนอผ่านการอนุมัติ ระบบจะเริ่มต้นด้วยการให้กุญแจ BLS ยังใช้งานได้ตามปกติ ควบคู่ไปกับให้ระบบเข้ารหัสแบบใหม่ลงทะเบียนเพิ่มเข้ามาได้ ก่อนที่จะมีการตัดสินใจในภายหลังว่าจะปิดรับกุญแจ BLS ใหม่ถาวรหรือไม่ ผู้ตรวจสอบที่ Stake ด้วยกุญแจ BLS อยู่แล้วจะไม่หายไปไหน แต่ผู้ตรวจสอบรายใหม่จะไม่สามารถเข้าร่วมด้วยกุญแจแบบเดิมได้อีก ข้อเสนอนี้ยังยกเลิกระบบประมวลผลการฝากเงินแบบเก่าที่ใช้มาตั้งแต่เริ่ม Staking ในปี 2565 ย้ายไปใช้โครงสร้างใหม่ที่รองรับการถอนเงินและเปลี่ยนแปลงผู้ตรวจสอบอยู่แล้วแทน

 

🎯 เป้าหมายปลายทาง ปี 2029

 

นี่เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของแผนการโยกย้ายทั้งหมด อีกครึ่งหนึ่งที่กำลังพิจารณาคู่กันคือ EIP-8141 หรือข้อเสนอ Frame Transactions ที่จะให้บัญชี Ethereum ทั่วไปเปลี่ยนระบบเข้ารหัสที่ใช้อนุมัติธุรกรรมได้โดยไม่ต้องย้ายไปที่อยู่ใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาสำหรับการอัปเกรดที่ใช้ชื่อ Hegotá ในปีนี้

 

เป้าหมายปลายทางที่มูลนิธิ Ethereum วางไว้อยู่ที่ราวปี 2572 สำหรับการเปลี่ยนแปลงในระดับโปรโตคอลหลัก โดยวางแผนย้ายไปใช้ระบบลายเซ็นแบบ leanXMSS ซึ่งเป็นเทคนิคเข้ารหัสที่อาศัยฟังก์ชันแฮช ไม่ได้พึ่งพาโจทย์คณิตศาสตร์แบบที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมถูกออกแบบมาให้แก้ได้เฉพาะ จึงปลอดภัยกว่าระบบเข้ารหัสแบบเดิมในโลกที่มีคอมพิวเตอร์ควอนตัม

 

⏳ ความเร่งด่วนมาจากไหน

 

ความกังวลเรื่องนี้มีที่มาจากงานวิจัยของ Google Quantum AI เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งระบุเส้นทางการโจมตีด้วยควอนตัม 5 รูปแบบที่อาจกระทบ Ethereum และประเมินว่าสินทรัพย์มูลค่ารวมกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งในกระเป๋าเงิน ระบบ Staking, Smart Contract และเครือข่าย Layer 2 มีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีได้ในอนาคต

 

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com
ติดตามความเคลื่อนไหวด้านความปลอดภัยควอนตัมในวงการคริปโตเพิ่มเติมได้จากที่เราเคยรายงานไว้
👉 Vitalik เปิด Strawmap ใหม่ ชู Privacy และ Quantum Resistance เป็นหัวใจ Ethereum
👉 กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ตั้ง Task Force รับมือ Quantum ดึงคริปโตเข้าวงถกครั้งแรก
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CoinDesk

 

💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict

 

ข้อเสนอนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่าการเตรียมรับมือภัยควอนตัมของ Ethereum ไม่ใช่การกดปุ่มเปลี่ยนครั้งเดียวจบ แต่ต้องรื้อโครงสร้างพื้นฐานทีละชั้นตั้งแต่จุดที่คนเข้าสู่ระบบ Staking เป็นอันดับแรก เพราะเป็นจุดที่ล็อกเงินมูลค่ากว่าแสนล้านดอลลาร์ไว้นานที่สุด แม้เส้นตายจริงจะอยู่ที่ปี 2572 ซึ่งดูเหมือนยังไกล แต่การวางรากฐานแบบนี้ตั้งแต่วันนี้สะท้อนว่าทีมพัฒนา Ethereum มองเรื่องความปลอดภัยระยะยาวจริงจัง ไม่ได้รอให้ปัญหาใกล้เข้ามาก่อนแล้วค่อยแก้

 

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com