
ไทม์ไลน์กฎหมายคริปโตไทย จากวันที่สื่อทั่วโลกพาดหัวว่าไทยแบน Bitcoin ถึงวันนี้
ไล่เส้นเวลากฎหมายคริปโตไทยตั้งแต่ปี 2556 ถึงวันนี้ ด้วยเอกสารต้นทางของ ธปท. ก.ล.ต. และกระทรวงการคลัง ตอบให้ชัดว่าไทยเคยแบน Bitcoin จริงไหม ใครเป็นผู้ออกใบอนุญาต และกฎห้ามใช้คริปโตชำระค่าสินค้าบังคับกับใครกันแน่
คนไทยเข้าใจผิดเรื่องกฎหมายคริปโตอยู่สองเรื่องใหญ่ คือเชื่อว่าไทยเคยแบน Bitcoin และเชื่อว่าการใช้คริปโตซื้อของเป็นเรื่องผิดกฎหมายสำหรับคนทั่วไป บทความนี้ไล่เส้นเวลาตั้งแต่ปี 2556 ถึงวันนี้ด้วยเอกสารต้นทางของ ธปท. ก.ล.ต. และกระทรวงการคลัง เพื่อให้เห็นว่าแต่ละช่วงกฎหมายพูดว่าอะไรกันแน่
29 กรกฎาคม 2556 วันที่สื่อทั่วโลกพาดหัวว่าไทยแบน Bitcoin
กลางปี 2556 บริษัท Bitcoin Co. Ltd. ซึ่งให้บริการซื้อขาย Bitcoin ในไทย เข้าพบธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่ออธิบายว่าธุรกิจของตัวเองทำอะไร วันที่ 29 กรกฎาคม 2556 บริษัทเผยแพร่บันทึกการประชุมบนเว็บของตัวเอง ระบุว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายนโยบายและกำกับการแลกเปลี่ยนเงินแจ้งว่า กิจกรรมเกี่ยวกับ Bitcoin ทำไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับและติดข้อกำหนดเรื่องการควบคุมเงินทุน
ภายในไม่กี่ชั่วโมง สื่อต่างประเทศพาดหัวกันทั่วว่าประเทศไทยกลายเป็นชาติแรกที่แบน Bitcoin แต่ในวันเดียวกันนั้นเองก็มีสื่ออีกกลุ่มตั้งคำถามกลับว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ประกาศทางการของ ธปท. ไม่มีเอกสารเลขที่ ไม่มีบทลงโทษ และไม่มีการเผยแพร่ผ่านช่องทางของหน่วยงาน สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือคำตอบในที่ประชุมต่อบริษัทหนึ่งบริษัท
ความต่างระหว่าง "ไม่มีกฎหมายรองรับ" กับ "ผิดกฎหมาย" คือความต่างที่ทำให้พาดหัวข่าวปี 2556 คลาดเคลื่อนไปทั้งโลก และเป็นความเข้าใจผิดที่ยังตามมาถึงทุกวันนี้

ภาพ: สองสถานะนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ยังไม่มีกฎหมายรองรับแปลว่าทำได้แต่ไม่มีใครคุ้มครอง ส่วนผิดกฎหมายแปลว่าทำแล้วมีโทษ ข่าวปี 2556 ที่ว่าไทยแบน Bitcoin เกิดจากการเอาสองอย่างนี้มาปนกัน
สิ่งที่เรื่องนี้บอกไม่ใช่ว่าใครถูกใครผิด แต่คือสภาพของช่วงเวลานั้น คือมีธุรกิจเกิดขึ้นก่อน แล้วหน่วยงานกำกับยังไม่มีเครื่องมือทางกฎหมายจะบอกว่าอนุญาตหรือไม่อนุญาต จึงตอบได้แค่ว่ายังไม่มีกฎหมายรองรับ
18 มีนาคม 2557 เอกสารทางการฉบับแรกที่ ธปท. พูดถึง Bitcoin ตรงๆ
แปดเดือนต่อมา ธปท. ออกข่าว ธปท. ฉบับที่ 8/2557 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2557 ชื่อเรื่อง ข้อมูลเกี่ยวกับ Bitcoin และหน่วยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นที่ลักษณะใกล้เคียง นี่คือเอกสารทางการฉบับแรกที่มีเลขที่ชัดเจน
เอกสารฉบับนี้ไม่ได้ห้าม แต่ให้ข้อมูลและเตือนความเสี่ยงไว้สี่ข้อ
- ไม่ใช่เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทย ร้านค้ามีสิทธิปฏิเสธไม่รับได้
- มูลค่าผันผวนเร็วและไม่สัมพันธ์กับเศรษฐกิจจริง ทั้งผู้ถือและร้านค้าที่รับไว้มีความเสี่ยงที่มูลค่าจะลดลงตลอดเวลา
- เสี่ยงถูกขโมยข้อมูล เพราะต้องเก็บไว้ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เท่านั้น
- ผู้ใช้ไม่ได้รับความคุ้มครอง เพราะไม่ใช่สื่อการชำระเงินตามกฎหมาย ถ้าโอนผิดหรือถูกหลอก การติดตามหลักฐานเพื่อฟ้องร้องทำได้ยากกว่าการโอนเงินผ่านธนาคาร

ภาพ: เอกสารทางการฉบับแรกที่ ธปท. พูดถึง Bitcoin โดยตรง ลงวันที่ 18 มีนาคม 2557 หัวเรื่องเขียนว่าเป็นการให้ข้อมูล ไม่ใช่การห้าม และเนื้อหาไล่อธิบายว่า หน่วยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์คืออะไรก่อนจะเตือนความเสี่ยงเป็นข้อๆ ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย
เหตุการณ์ที่ ธปท. ยกมาเป็นตัวอย่างในเอกสารคือการปิดตัวของบริษัทตลาดกลางแลกเปลี่ยน Bitcoin ขนาดใหญ่ที่ญี่ปุ่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ซึ่งก็คือ Mt. Gox เรื่องนั้นเล่าไว้ละเอียดในประวัติเว็บเทรดคริปโต
13 พฤษภาคม 2561 ไทยมีกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นของตัวเอง
สี่ปีถัดมา หลังรอบราคาปี 2560 ที่ดึงคนไทยเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งเป็นรอบที่จบด้วยการร่วง 83.2% ตามที่คำนวณไว้ในตลาดหมี Bitcoin ทุกรอบ พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 13 พฤษภาคม 2561 และมีผลใช้บังคับวันที่ 14 พฤษภาคม 2561
สาระของกฎหมายฉบับนี้คือการกำกับที่ตัวกลาง ไม่ใช่ที่ตัวเทคโนโลยี โดยแบ่งผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องขออนุญาตออกเป็นประเภทหลักดังนี้
- ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล คือกระดานที่จับคู่คำสั่งซื้อขาย
- นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล คือผู้รับคำสั่งจากลูกค้าไปส่งต่อ
- ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล คือผู้ที่ซื้อขายกับลูกค้าด้วยบัญชีของตัวเอง
- ที่ปรึกษาสินทรัพย์ดิจิทัล คือผู้ให้คำแนะนำการลงทุน
- ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล คือผู้บริหารเงินให้ลูกค้า
- ผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล คือผู้เก็บรักษาเหรียญและกุญแจแทนลูกค้า
อีกกลุ่มที่แยกออกมาคือ ICO Portal ซึ่งทำหน้าที่คัดกรองโครงการที่จะเสนอขายโทเคนดิจิทัลต่อประชาชน กลุ่มนี้เดินคนละเส้นทางกับหกประเภทข้างบน เพราะมาตรา 19 กำหนดว่าการเสนอขายโทเคนดิจิทัล ต้องทำผ่านผู้ให้บริการระบบเสนอขายที่ ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ไม่ใช่การขอใบอนุญาตจากรัฐมนตรีเหมือนหกประเภทแรก

ภาพ: หกประเภทแรกขออนุญาตจากรัฐมนตรีตามมาตรา 26 ส่วน ICO Portal เดินคนละเส้นทาง คือใช้การได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตามมาตรา 19 จุดที่คนมักเรียกรวมว่าใบอนุญาต ก.ล.ต. จึงไม่ตรงกับตัวบททั้งสองทาง
จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือใครเป็นผู้ออกใบอนุญาต หลายคนเรียกรวมว่าใบอนุญาต ก.ล.ต. แต่มาตรา 26 เขียนไว้ว่าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต. อ่านให้ครบคือทั้งสองฝ่ายมีบทบาท คณะกรรมการ ก.ล.ต. เป็นผู้เสนอแนะ รัฐมนตรีเป็นผู้อนุญาต ส่วนสำนักงาน ก.ล.ต. เป็นผู้กำกับดูแลการประกอบธุรกิจหลังได้รับใบอนุญาตแล้ว การพูดว่าเป็นของใครฝ่ายเดียวจึงไม่ตรงกับตัวบททั้งสองทาง
กฎหมายมีฟันจริงแค่ไหน ดูที่บทลงโทษ
สิ่งที่ทำให้ใบอนุญาตมีความหมายคือบทลงโทษของการไม่มีใบอนุญาต ตัวบทของพระราชกำหนดเขียนแยกกันสองมาตรา
- มาตรา 26 คือหน้าที่ ระบุว่าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต.
- มาตรา 66 คือโทษ ระบุว่าผู้ใดประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยมิได้รับอนุญาตตามมาตรา 26 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
จุดที่ควรสังเกตคือคำว่า ปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ เพราะมันทำให้การเปิดให้บริการต่อไปโดยไม่มีใบอนุญาตมีต้นทุนที่เดินเพิ่มทุกวัน ไม่ใช่ค่าปรับก้อนเดียวจบ
กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เขียนโทษไว้กับคนที่ถือเหรียญหรือคนที่โอนเหรียญให้กัน แต่เขียนไว้กับคนที่ตั้งตัวเป็นตัวกลางรับเงินและเหรียญของคนอื่นโดยไม่ขออนุญาต
15 สิงหาคม 2561 ใครยื่นทันบ้าง
กฎหมายให้ผู้ที่ประกอบธุรกิจอยู่แล้วก่อนวันที่กฎหมายมีผล ยื่นคำขอภายใน 90 วัน คือภายในวันที่ 14 สิงหาคม 2561 และระหว่างรอพิจารณาให้ประกอบธุรกิจต่อไปได้ตามบทเฉพาะกาล
วันที่ 15 สิงหาคม 2561 ก.ล.ต. ออกข่าวฉบับที่ 89/2561 เปิดเผยว่ามีผู้ยื่นทันกำหนด 7 ราย
- ศูนย์ซื้อขาย 5 ราย บริษัท บิทคอยน์ จำกัด (BX), บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (BITKUB), บริษัท แคชทูคอยน์ จำกัด (Cash2coin), บริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (TDAX) และบริษัท คอยน์ แอสเซท จำกัด (Coin Asset)
- ผู้ค้า 2 ราย บริษัท คอยส์ ทีเอช จำกัด (Coins TH) และบริษัท ดิจิทัลคอยน์ จำกัด (ThaiWM)

ภาพ: ข่าวฉบับนี้บอกเงื่อนไขเวลาไว้ครบ คือกฎหมายมีผล 14 พฤษภาคม 2561 รายเดิมต้องยื่นคำขอภายใน 90 วัน และระหว่างรอพิจารณาให้ประกอบธุรกิจต่อไปได้ ที่มา: สำนักงาน ก.ล.ต.
7 มกราคม 2562 ใบอนุญาตชุดแรก และสองรายที่ไม่ผ่าน
วันที่ 7 มกราคม 2562 กระทรวงการคลังแจ้งผลการพิจารณา และวันถัดมา ก.ล.ต. ออกข่าวฉบับที่ 1/2562 เปิดเผยผลทั้งหมด
- ได้รับใบอนุญาต 4 ราย เป็นศูนย์ซื้อขาย 3 ราย คือ BX, BITKUB และ Satang Pro กับนายหน้าและผู้ค้าคริปโทเคอร์เรนซีอีก 1 ราย คือ Coins TH
- ถูกปฏิเสธ 2 ราย คือ Cash2coin และ SEADEX
- เลื่อนพิจารณา 1 ราย คือ Coin Asset เพราะเปลี่ยนผู้บริหารระหว่างพิจารณา
เหตุผลที่สองรายถูกปฏิเสธเป็นเรื่องที่อ่านแล้วเห็นภาพชัดว่าหน่วยงานกำกับดูอะไร ข่าวระบุว่าระบบงานสำคัญอย่างการดูแลรักษาทรัพย์สินและระบบทำความรู้จักตัวตนลูกค้ายังไม่พร้อมตามมาตรฐานที่ ก.ล.ต. ยอมรับ และไม่สามารถแสดงได้ว่าระบบความปลอดภัยทางไอทีและไซเบอร์ปลอดภัยเพียงพอ

ภาพ: หัวข่าวเขียนว่า ก.ล.ต. เปิดเผยกระทรวงการคลังให้ใบอนุญาต ซึ่งสะท้อนโครงสร้างตามมาตรา 26 ที่รัฐมนตรีเป็นผู้อนุญาตและคณะกรรมการ ก.ล.ต. เป็นผู้เสนอแนะ ที่มา: สำนักงาน ก.ล.ต.
สิ่งที่ตามมาหลังถูกปฏิเสธไม่ใช่การปิดทันที กระทรวงการคลังให้ทั้งสองรายประกอบธุรกิจต่อได้ถึงวันที่ 14 มกราคม 2562 เพื่อแจ้งลูกค้าและคืนหรือโอนทรัพย์สินให้เรียบร้อย และข่าวยังระบุว่าการถูกปฏิเสธไม่ตัดสิทธิยื่นขอใหม่ในอนาคตเมื่อพร้อม
สิ่งที่ด่านนี้ตรวจไม่ใช่ว่าเหรียญไหนดีหรือไม่ดี แต่คือบริษัทเก็บทรัพย์สินลูกค้าอย่างไร รู้จักลูกค้าจริงไหม และระบบปลอดภัยพอหรือเปล่า
2562 ฝั่ง ธปท. เดินอีกเส้นหนึ่งชื่อโครงการอินทนนท์
ระหว่างที่ฝั่ง ก.ล.ต. กำกับผู้ประกอบธุรกิจ ธปท. เดินอีกเส้นทางหนึ่งคือทดลองสร้างโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินด้วยเทคโนโลยีบัญชีแบบกระจาย ในชื่อโครงการอินทนนท์
โครงการนี้แบ่งเป็นระยะ ระยะแรกเริ่มปี 2561 ทดสอบการโอนเงินระหว่างธนาคารด้วยเงินดิจิทัลที่ธนาคารกลางออกสำหรับสถาบันการเงิน ระยะต่อมาขยายไปทดสอบกับตราสารหนี้ และระยะที่สามช่วงสิงหาคมถึงธันวาคม 2562 ขยับไปทดสอบการโอนเงินข้ามประเทศร่วมกับธนาคารกลางฮ่องกง ซึ่งภายหลังกลายเป็นรากของโครงการความร่วมมือหลายชาติในเวลาต่อมา
จุดที่ควรแยกให้ชัดคือโครงการอินทนนท์ไม่ใช่การที่ ธปท. ออกคริปโตของตัวเองให้ประชาชนใช้ แต่เป็นการทดสอบเทคโนโลยีเบื้องหลังระบบโอนเงินระหว่างสถาบันการเงิน คนทั่วไปไม่ได้ถือหรือใช้เงินในโครงการนี้
2564 ถึง 2565 เส้นทางของกฎห้ามใช้คริปโตชำระค่าสินค้า
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนเข้าใจผิดมากที่สุดในบรรดากฎคริปโตไทยทั้งหมด และมันไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว หน้าเว็บของ ธปท. เองไล่ลำดับเอกสารไว้ครบ
- 17 และ 19 มีนาคม 2564 ข่าว ธปท. ฉบับที่ 15/2564 และ 16/2564 เรื่องแนวนโยบายกำกับดูแล Stablecoin
- 8 กรกฎาคม 2564 ข่าว ธปท. ฉบับที่ 49/2564 เรื่องการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อเป็นสื่อกลางการชำระราคาค่าสินค้าและบริการ
- 1 ธันวาคม 2564 ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือแนวทางการกำกับการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในการชำระค่าสินค้าและบริการ
- 25 มกราคม 2565 แถลงข่าวร่วมสามหน่วยงาน คือ ธปท. ก.ล.ต. และกระทรวงการคลัง กำหนดแนวทางกำกับดูแลร่วมกัน
ผลที่ออกมาเป็นกฎจริงคือประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. ที่ กธ. 5/2565 ชื่อเต็มว่า หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ต้องไม่มีลักษณะเป็นการสนับสนุนการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าหรือบริการ ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 10(1) และมาตรา 30 แห่งพระราชกำหนดฉบับปี 2561 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2565 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565

ภาพ: ประกาศ กธ. 5/2565 เขียนข้อห้ามไว้กับผู้ประกอบธุรกิจที่มีใบอนุญาต ส่วนคนทั่วไปไม่มีโทษทางอาญา แต่ข้อ 3 ของประกาศเดียวกันบังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจระงับหรือยกเลิกบริการกับลูกค้าที่ใช้บัญชีซื้อขายไปจ่ายค่าสินค้า
จุดสำคัญที่สุดของกฎนี้คือมันบังคับกับใคร ประกาศฉบับนี้ห้ามผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ในกำกับ ไม่ให้ให้บริการที่สนับสนุนการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ เช่น เปิดระบบให้ร้านค้ารับชำระผ่านแพลตฟอร์มของตัวเอง หรือโฆษณาชักชวนให้ใช้เพื่อการนั้น
สิ่งที่ประกาศฉบับนี้ไม่ได้ทำ คือไม่ได้กำหนดโทษทางอาญากับประชาชนที่โอนเหรียญให้กันเอง และไม่ได้ทำให้การถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลผิดกฎหมาย กรอบของมันอยู่ที่ตัวกลางที่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นตรรกะเดียวกับที่ใช้มาตั้งแต่ พ.ร.ก. ปี 2561
แต่มีข้อหนึ่งที่กระทบผู้ใช้โดยตรงและมักถูกมองข้าม ข้อ 3 ของประกาศฉบับเดียวกัน กำหนดว่าถ้าผู้ประกอบธุรกิจพบว่าลูกค้าใช้บัญชีซื้อขายที่เปิดไว้เพื่อการลงทุนไปชำระค่าสินค้าหรือบริการ ผู้ประกอบธุรกิจต้องแจ้งเตือนลูกค้าว่าใช้บัญชีผิดวัตถุประสงค์ และถ้าลูกค้ายังทำต่อ ผู้ประกอบธุรกิจต้องดำเนินการกับลูกค้ารายนั้น ซึ่งรวมถึงการระงับการให้บริการชั่วคราวหรือยกเลิกการให้บริการ
สรุปให้ชัดคือกฎหมายไม่ได้เอาผิดคนที่โอนเหรียญกันเอง แต่ถ้าใช้บัญชีบนเว็บเทรดที่มีใบอนุญาต ไปจ่ายค่าสินค้า สิ่งที่เกิดขึ้นได้คือเสียบัญชีนั้นไป ไม่ใช่ถูกดำเนินคดี
เคสไทยที่ทำให้เห็นว่ากฎถูกใช้จริง
ระหว่างปี 2565 ถึง 2567 มีเคสหนึ่งที่เดินครบทุกขั้นของกลไกกำกับดูแล และเป็นเคสที่คนไทยได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด คือกรณีของบริษัท ซิปเม็กซ์ จำกัด
- กรกฎาคม 2565 บริษัทระงับการถอนเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้า
- กันยายน 2565 ก.ล.ต. ร้องทุกข์กล่าวโทษบริษัทและผู้เกี่ยวข้อง
- 12 มกราคม 2567 ก.ล.ต. มีหนังสือสั่งการตามมาตรา 35 วรรคหนึ่ง ให้บริษัทแก้ไขการดำรงเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิและโครงสร้างการบริหารจัดการธุรกิจและบุคลากร
- 2 กุมภาพันธ์ 2567 คณะกรรมการ ก.ล.ต. มีมติให้ระงับการให้บริการเป็นศูนย์ซื้อขายและนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นการชั่วคราว เพราะยังแก้ไขฐานะการเงินและการดำเนินงานที่บกพร่องไม่ได้ตามที่สั่งการ
สิ่งที่เขียนไว้ในคำสั่งฉบับเดียวกันและเป็นส่วนที่กระทบผู้ใช้โดยตรงที่สุดคือ ระหว่างที่ถูกระงับการให้บริการ บริษัทต้องจัดให้ลูกค้าถอนทรัพย์สินได้ตลอดเวลา ต้องติดต่อลูกค้ามารับเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลคืน และต้องโอนให้ตามความประสงค์ของลูกค้า โดยให้แก้ไขการดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน
สถานะวันนี้ เปิดหน้าตรวจรายชื่อผู้ได้รับใบอนุญาตของ ก.ล.ต. ในเดือนกันยายน 2569 ระบบแสดงผลสำหรับบริษัทนี้ว่าไม่พบข้อมูลการได้รับใบอนุญาตภายใต้พระราชกำหนดสินทรัพย์ดิจิทัลในปัจจุบัน และหน้าเดียวกันแสดงประวัติการถูกลงโทษไว้หลายรายการ ทั้งรายการที่ระบุว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการ และรายการที่มีคำสั่งเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 93,000 บาท
สิ่งที่เคสนี้แสดงให้เห็นคือการมีใบอนุญาตไม่ได้แปลว่าปลอดภัยอัตโนมัติ แต่แปลว่าเมื่อเกิดปัญหาแล้วมีหน่วยงานที่เข้าไปสั่งการได้ มีเงื่อนไขที่บังคับให้ลูกค้าเอาทรัพย์สินออกได้ และมีบันทึกสาธารณะที่ใครก็เปิดดูได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งต่างจากกรณีที่ผู้ให้บริการอยู่นอกเขตอำนาจของไทยโดยสิ้นเชิง

ภาพ: กล่องสรุปในข่าวระบุเงื่อนไขที่กระทบผู้ใช้โดยตรง คือระหว่างที่ถูกระงับ บริษัทต้องจัดให้ลูกค้าถอนทรัพย์สินได้ตลอดเวลา และต้องติดต่อลูกค้ามารับเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลคืน ที่มา: สำนักงาน ก.ล.ต.
2568 กฎหมายฉบับที่สองกับปัญหาที่เปลี่ยนไป
เจ็ดปีหลังฉบับแรก ไทยออกพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 12 เมษายน 2568 และมีผลวันที่ 13 เมษายน 2568 โดยออกคู่กับพระราชกำหนดด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอีกฉบับหนึ่ง
สิ่งที่ฉบับที่สองมุ่งแก้ต่างจากฉบับแรกอย่างชัดเจน ฉบับแรกแก้ปัญหาว่าใครจะเป็นตัวกลางในประเทศได้บ้าง ส่วนฉบับที่สองแก้ปัญหาที่โตขึ้นมาทีหลัง สาระที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุดสองเรื่องคือการให้อำนาจปิดกั้นแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลต่างประเทศที่ไม่ได้รับอนุญาตแต่ชักชวนคนไทยได้เร็วขึ้น และมาตรการความรับผิดร่วมของสถาบันการเงินและผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือในกรณีบัญชีม้า สองเรื่องนี้สรุปจากคำอธิบายของหน่วยงาน ยังไม่ได้ตรวจถ้อยคำรายมาตราจากตัวบทโดยตรง ใครที่ต้องใช้กับการตัดสินใจจริงควรเปิดตัวบทในราชกิจจานุเบกษาอ่านประกอบ
การที่กฎหมายรอบสองหันไปจับเรื่องบัญชีม้าและขบวนการหลอกลวงออนไลน์ สะท้อนว่าโจทย์ของหน่วยงานกำกับขยับจากการจัดระเบียบตลาดไปเป็นการไล่ตามเส้นทางเงินของคนร้าย ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกับที่หน่วยงานทั่วโลกเจอและเล่าไว้ในคดีคริปโตครั้งใหญ่
เรื่องนี้สะท้อนรูปแบบที่เห็นซ้ำในทุกประเทศ คือกฎหมายชุดแรกออกมาเพื่อจัดระเบียบผู้เล่นในประเทศ แล้วชุดถัดมาต้องออกเพื่อจัดการกับสิ่งที่อยู่นอกพรมแดนซึ่งกฎชุดแรกเอื้อมไม่ถึง
18 สิงหาคม 2568 TouristDigiPay กลับด้านของเรื่องเดิม
สามปีหลังจากกฎห้ามตัวกลางสนับสนุนการชำระค่าสินค้า รัฐกลับมาเปิดช่องทางหนึ่งอย่างเป็นทางการ วันที่ 18 สิงหาคม 2568 กระทรวงการคลังเปิดตัวโครงการ TouristDigiPay โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ร่วมกับเลขาธิการ ก.ล.ต. เลขาธิการ ปปง. และผู้แทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
กลไกของโครงการออกแบบมาให้ไม่ขัดกับหลักเดิม
- ผู้ใช้คือนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น ไม่ใช่คนไทยทั่วไป
- เหรียญถูกแปลงเป็นเงินบาทก่อน ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ในกำกับของ ก.ล.ต.
- ร้านค้ารับเป็นเงินบาท ผ่านผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในกำกับของ ธปท. ร้านค้าไม่เคยถือเหรียญเลย
- อยู่ใน sandbox มีเพดานและระยะเวลา ทดสอบ 18 เดือน

ภาพ: หน้าข่าวของกระทรวงการคลังลงวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ไล่ชื่อหน่วยงานที่ร่วมแถลงไว้ครบ ทั้งกระทรวงการคลัง ก.ล.ต. ปปง. และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มา: กระทรวงการคลัง
อ่านโครงสร้างนี้แล้วจะเห็นว่ามันไม่ได้ยกเลิกกฎปี 2565 เลย เพราะร้านค้ายังไม่ได้รับสินทรัพย์ดิจิทัล และการแปลงยังเกิดผ่านตัวกลางที่มีใบอนุญาต สิ่งที่เปลี่ยนคือรัฐยอมเปิดเส้นทางที่ควบคุมได้เส้นหนึ่ง โดยมี ปปง. อยู่ในโครงสร้างตั้งแต่ต้น
วันนี้ใครมีใบอนุญาตบ้าง และ 7 รายแรกยังอยู่ไหม
ถ้าเปิดหน้ารายชื่อผู้ได้รับใบอนุญาตของ ก.ล.ต. วันนี้ จะเห็นภาพที่ต่างจากปี 2561 เกือบทั้งหมด

ภาพ: รายชื่อศูนย์ซื้อขายที่มีใบอนุญาตในเดือนกันยายน 2569 เทียบกับรายชื่อปี 2561 แล้วจะเห็นว่าเหลือชื่อเดิมเพียงรายเดียว รายชื่อนี้เปลี่ยนได้ตลอด การเช็คจากหน้าเว็บจริงในวันที่จะใช้งานจึงแม่นกว่าอ้างจากข่าวเก่า ที่มา: สำนักงาน ก.ล.ต.
ในบรรดา 7 รายแรกที่ยื่นทันกำหนดเมื่อปี 2561 เหลืออยู่ในรายชื่อศูนย์ซื้อขายวันนี้เพียงรายเดียวคือ BITKUB อีกรายที่ยังอยู่ในระบบคือ Coins TH แต่ย้ายไปอยู่ในรายชื่อนายหน้าและผู้ค้า ไม่ใช่ศูนย์ซื้อขาย ส่วน BX ซึ่งเคยเป็นเจ้าใหญ่ที่สุดของไทย ประกาศเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2562 ว่าจะยุติการเป็นศูนย์ซื้อขาย และหยุดให้ซื้อขายจริงตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2562 โดยระบุว่าจะไม่ต่ออายุใบอนุญาตในปีถัดไป ชื่อที่เหลือทยอยหายไปตามเวลา ขณะที่ผู้เล่นรายใหญ่ที่เข้ามาภายหลังส่วนมากเป็นบริษัทร่วมทุน กับกลุ่มทุนไทยหรือกลุ่มการเงินเดิม
รูปแบบนี้ไม่ต่างจากที่เกิดขึ้นในระดับโลก คือรอบแรกของอุตสาหกรรมเป็นของผู้บุกเบิก แล้วรอบถัดมาเป็นของผู้ที่มีทุนและระบบหลังบ้านพอจะอยู่ใต้กฎเกณฑ์ได้ เรื่องนี้เห็นชัดในประวัติเว็บเทรดคริปโต
เรื่องที่ยังไม่มีกฎเฉพาะ และกำลังอยู่ระหว่างทาง
ภาพกฎหมายคริปโตไทยยังไม่นิ่ง มีอย่างน้อยสามเรื่องที่ยังเดินอยู่ ณ เดือนกันยายน 2569
- Stablecoin ยังไม่มีประกาศเฉพาะแยกออกมา ก.ล.ต. และ ธปท. อยู่ระหว่างหารือแนวทางกำกับดูแลร่วมกัน
- Travel Rule คือกฎที่บังคับให้ส่งข้อมูลผู้โอนและผู้รับไปพร้อมกับธุรกรรม ยังไม่บังคับใช้ อยู่ในขั้นผ่านการรับฟังความเห็นร่างประกาศแล้ว
- กองทุนรวมที่ลงทุนในคริปโต ก.ล.ต. เปิดรับฟังความเห็นร่างประกาศเกี่ยวกับการจัดตั้งและกำกับดูแลกองทุนประเภทนี้ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2569
สามเรื่องนี้มีสถานะเป็นร่างหรืออยู่ระหว่างหารือ ยังไม่ใช่กฎที่บังคับใช้แล้ว ใครที่อ่านข่าวแล้วเห็นตัวเลขเพดานหรือเงื่อนไขต่างๆ ควรเช็คก่อนว่าเป็นตัวร่างหรือประกาศจริง
สรุปเส้นเวลาไว้ในที่เดียว
| วันที่ | เหตุการณ์ | หน่วยงาน |
|---|---|---|
| 29 ก.ค. 2556 | คำตอบในที่ประชุมว่ากิจกรรม Bitcoin ยังไม่มีกฎหมายรองรับ | ธปท. |
| 18 มี.ค. 2557 | ข่าว ธปท. 8/2557 ให้ข้อมูลและเตือนความเสี่ยง 4 ข้อ | ธปท. |
| 13 พ.ค. 2561 | พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัล ประกาศในราชกิจจานุเบกษา | รัฐบาล |
| 14 ส.ค. 2561 | วันสุดท้ายที่รายเดิมยื่นคำขอได้ตามบทเฉพาะกาล | ก.ล.ต. |
| 7 ม.ค. 2562 | ใบอนุญาตชุดแรก 4 ราย ปฏิเสธ 2 ราย | กระทรวงการคลัง |
| ส.ค. ถึง ธ.ค. 2562 | โครงการอินทนนท์ระยะที่สาม ทดสอบโอนเงินข้ามประเทศ | ธปท. |
| 1 ธ.ค. 2564 | หารือแนวทางกำกับการใช้คริปโตชำระค่าสินค้า | ธปท. |
| 25 ม.ค. 2565 | แถลงข่าวร่วมสามหน่วยงาน | ธปท. ก.ล.ต. คลัง |
| 18 มี.ค. 2565 | ประกาศ กธ. 5/2565 ห้ามตัวกลางสนับสนุนการชำระค่าสินค้า มีผล 1 เม.ย. 2565 | ก.ล.ต. |
| 18 ส.ค. 2568 | เปิดตัวโครงการ TouristDigiPay | คลัง ก.ล.ต. ปปง. ท่องเที่ยว |

ภาพ: หน้าค้นหาของ ก.ล.ต. ที่พิมพ์ชื่อบริษัทหรือชื่อผลิตภัณฑ์ลงไปแล้วดูได้ว่า อยู่ในกำกับจริงหรือไม่ หน้าเดียวกันยังมีส่วนที่รวมรายชื่อที่ถูกเตือนว่าอาจทำให้ เข้าใจผิดว่าอยู่ในกำกับไว้ด้วย ที่มา: สำนักงาน ก.ล.ต.
คำถามที่พบบ่อย
ถือ Bitcoin ในไทยผิดกฎหมายไหม
ไม่ การถือครองและการซื้อขายผ่านผู้ได้รับใบอนุญาตทำได้ตามกรอบของพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 สิ่งที่กฎหมายกำกับคือผู้ที่ประกอบธุรกิจเป็นตัวกลาง ไม่ใช่ผู้ถือ
ใช้คริปโตซื้อของในไทยได้ไหม
ประกาศ กธ. 5/2565 ห้ามผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ในกำกับให้บริการที่สนับสนุนการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลชำระค่าสินค้าและบริการ กรอบของกฎอยู่ที่ผู้ให้บริการ ไม่ได้กำหนดโทษทางอาญากับประชาชนที่โอนกันเอง แต่ข้อ 3 ของประกาศเดียวกันบังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจแจ้งเตือนและระงับหรือยกเลิกบริการกับลูกค้า ที่ใช้บัญชีซื้อขายไปชำระค่าสินค้า สิ่งที่เสี่ยงสำหรับผู้ใช้จึงเป็นการเสียบัญชี ไม่ใช่การถูกดำเนินคดี ส่วนร้านค้าจะรับหรือไม่รับเป็นสิทธิของร้านค้า เพราะสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ใช่เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ข้อมูลนี้เพื่อประกอบการทำความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายที่ผ่านทนายความ
ไทยเคยแบน Bitcoin จริงไหม
ไม่มีประกาศทางการฉบับใดที่แบนการถือครอง Bitcoin ข่าวปี 2556 มาจากบันทึกการประชุมที่บริษัทเอกชนเผยแพร่เอง ไม่ใช่เอกสารของ ธปท. ที่มีเลขที่และบทลงโทษ เอกสารทางการฉบับแรกที่ ธปท. พูดถึง Bitcoin โดยตรงคือข่าว ธปท. 8/2557 ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลและเตือนความเสี่ยง ไม่ใช่การห้าม
ใบอนุญาตออกโดย ก.ล.ต. หรือกระทรวงการคลัง
ตามมาตรา 26 ผู้อนุญาตคือรัฐมนตรี โดยคณะกรรมการ ก.ล.ต. เป็นผู้เสนอแนะ ส่วนสำนักงาน ก.ล.ต. เป็นผู้กำกับดูแลหลังจากได้รับใบอนุญาตแล้ว การเรียกรวมว่าใบอนุญาต ก.ล.ต. จึงไม่ตรงกับตัวบทเสียทีเดียว แม้จะเป็นคำที่ใช้กันทั่วไป และต้องแยกอีกกรณีหนึ่งคือ ICO Portal ซึ่งตามมาตรา 19 ใช้การได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ไม่ใช่ใบอนุญาตจากรัฐมนตรี
ประกอบธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาตมีโทษเท่าไหร่
ตามมาตรา 66 ของพระราชกำหนด โทษคือจำคุกตั้งแต่สองปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ ข้อความนี้คัดจากตัวบทโดยตรง ส่วนการนำไปใช้กับกรณีจริงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงรายคดี ข้อมูลนี้เพื่อประกอบการทำความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายที่ผ่านทนายความ
ใช้เว็บเทรดต่างประเทศผิดกฎหมายไหม
กฎหมายเขียนหน้าที่ขออนุญาตไว้กับผู้ประกอบธุรกิจ ไม่ได้เขียนโทษไว้กับผู้ใช้บริการ แต่สิ่งที่ผู้ใช้ควรรู้คือเมื่อผู้ให้บริการไม่ได้อยู่ในกำกับของไทย หน่วยงานไทยก็ไม่มีอำนาจสั่งให้คืนทรัพย์สินหรือเข้าไปตรวจสอบได้เหมือนกรณีที่มีใบอนุญาต และพระราชกำหนดฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 ก็เพิ่มเครื่องมือให้ปิดกั้นแพลตฟอร์มต่างประเทศที่ชักชวนคนไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตได้เร็วขึ้น

ภาพ: หน้าเดียวกันแยกรายชื่อตามประเภทธุรกิจ ฝั่งนายหน้ามีรายชื่อมากกว่าฝั่ง ศูนย์ซื้อขาย และบางบริษัทมีใบอนุญาตหลายประเภทพร้อมกัน จึงปรากฏชื่อซ้ำในหลายตาราง ที่มา: สำนักงาน ก.ล.ต.
จะเช็คว่าผู้ให้บริการรายหนึ่งมีใบอนุญาตจริงไหม ดูที่ไหน
ดูได้จากหน้ารายชื่อผู้ได้รับใบอนุญาตบนเว็บของ ก.ล.ต. ซึ่งแยกตามประเภทธุรกิจ และมีระบบค้นรายชื่อแยกต่างหากให้ตรวจเป็นรายบริษัท รายชื่อเปลี่ยนได้ตลอด การเช็คจากหน้าเว็บจริงในวันที่จะใช้งานจึงแม่นกว่าการอ้างจากข่าวเก่า
กฎหมายเปลี่ยนบ่อยแค่ไหน
บ่อยกว่าที่คนทั่วไปคิด นอกจาก พ.ร.ก. ฉบับหลักปี 2561 ยังมีฉบับที่สองในปี 2568 และมีประกาศระดับรองออกใหม่เรื่อยๆ ทุกปี ทั้งเรื่องทุนจดทะเบียน การโฆษณา การดูแลทรัพย์สินลูกค้า และการทำความรู้จักลูกค้า ใครที่ต้องใช้ข้อมูลนี้กับการตัดสินใจจริงควรเปิดหน้ากฎหมายและประกาศของ ก.ล.ต. ตรวจฉบับล่าสุดก่อนเสมอ