ปกบทความคดีคริปโตครั้งใหญ่ จาก e-gold ถึงของกลางที่รัฐยึด

คดีคริปโตครั้งใหญ่ จาก e-gold ถึงของกลางที่รัฐบาลยึดมาขาย

ไล่ไทม์ไลน์คดีคริปโตครั้งใหญ่ตั้งแต่ก่อนมี Bitcoin จนถึงยุคที่รัฐบาลกลายเป็นผู้ถือ Bitcoin รายใหญ่ พร้อมตัวเลขของกลางและคำแถลงต้นทาง เพื่อตอบว่า Bitcoin ตามรอยได้จริงไหม และคดีใหญ่ทำให้ราคาพังจริงหรือเปล่า

วันที่ 7 มิถุนายน 2021 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐแถลงว่ายึดคืน Bitcoin ได้ 63.7 เหรียญ จากค่าไถ่ 75 เหรียญที่บริษัทท่อน้ำมัน Colonial Pipeline จ่ายให้กลุ่มแฮ็กเกอร์ DarkSide ไปเมื่อเดือนก่อน เงินก้อนนั้นถูกโอนผ่านกระเป๋าหลายชั้นเพื่ออำพราง แต่สุดท้าย FBI ก็ตามไปจนถึงกระเป๋าปลายทางและได้กุญแจส่วนตัวของกระเป๋าใบนั้นมา

เหตุการณ์นี้ขัดกับความเชื่อที่ติดมากับ Bitcoin ตั้งแต่ยุคแรก คือความเชื่อว่าโอนแล้วไม่มีใครตามได้ ความเชื่อนั้นทำให้ตลาดมืดบนอินเทอร์เน็ตเลือกใช้ Bitcoin เป็นเงินหลักอยู่หลายปี และทำให้หน่วยงานรัฐทั่วโลกมอง Bitcoin ด้วยสายตาระแวงตั้งแต่ยังไม่มีใครรู้จัก

บทความนี้ไล่ไทม์ไลน์คดีคริปโตครั้งใหญ่ตั้งแต่ก่อนมี Bitcoin จนถึงยุคที่รัฐบาลกลายเป็นผู้ถือ Bitcoin รายใหญ่ของโลกเสียเอง พร้อมตัวเลขของกลางและคำแถลงต้นทางในแต่ละคดี เพื่อตอบคำถามที่คนถามบ่อยที่สุดสองข้อ คือตามรอยได้จริงไหม และคดีพวกนี้ทำให้ราคาพังจริงหรือเปล่า

ก่อนจะมี Bitcoin เงินดิจิทัลเจ้าแรกก็โดนมาแล้ว

วันที่ 24 เมษายน 2007 คณะลูกขุนใหญ่ของสหรัฐมีคำฟ้อง e-gold Ltd. และบริษัทในเครือ พร้อมผู้บริหารสามคนคือ Douglas L. Jackson, Reid A. Jackson และ Barry K. Downey คำฟ้องถูกเปิดเผยต่อสาธารณะวันที่ 27 เมษายน 2007 โดยมีข้อกล่าวหาสี่กระทง

  • สมคบกันฟอกเงิน ตามกฎหมายกลางของสหรัฐ
  • สมคบกันประกอบธุรกิจโอนเงินโดยไม่มีใบอนุญาต
  • ประกอบธุรกิจโอนเงินโดยไม่มีใบอนุญาตตามกฎหมายกลาง
  • โอนเงินโดยไม่มีใบอนุญาตตามกฎหมายของ District of Columbia

คำฟ้องระบุว่าระบบของ e-gold กลายเป็นช่องทางที่ผู้กระทำผิดหลายประเภทเลือกใช้ ตั้งแต่ผู้เผยแพร่สื่อลามกเด็ก ผู้ขโมยข้อมูลส่วนตัว ไปจนถึงผู้หลอกลวงทางออนไลน์ โดยพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ ตั้งแต่ปี 1999 ถึงธันวาคม 2005 หลังมีคำฟ้อง กระทรวงยุติธรรมยังขอหมายอายัดอีก 24 ฉบับกับบัญชีกว่า 58 บัญชี ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2008 Douglas Jackson รับสารภาพข้อหาสมคบกันฟอกเงินและประกอบธุรกิจโอนเงินโดยไม่มีใบอนุญาต

หน้าแถลงข่าวของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ วันที่ 27 เมษายน 2007 เรื่องคำฟ้อง e-gold

ภาพ: หน้าแถลงข่าวต้นฉบับของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ลงวันที่ 27 เมษายน 2007 ระบุข้อกล่าวหาสี่กระทงและชื่อผู้ถูกฟ้องครบทั้งสามคน ที่มา: กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ เอกสารเลขที่ 07-301

ที่น่าสนใจคือคำให้สัมภาษณ์ของหน่วยสืบราชการลับสหรัฐในวันแถลงข่าว ที่ระบุว่าคดีนี้เป็นผลจากการสืบสวนสองปีครึ่งของสำนักงานภาคสนามออร์แลนโด และเตือนว่าระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่จะเพิ่มความเสี่ยงให้อาชญากรใช้โยกเงินข้ามประเทศเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ คำเตือนนั้นออกมาก่อนที่เอกสารของ Satoshi Nakamoto จะเผยแพร่ราวหนึ่งปีครึ่ง

จุดที่ควรสังเกตคือ e-gold ไม่ได้ถูกเล่นงานเพราะเป็นเงินดิจิทัล แต่ถูกเล่นงานเพราะทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับโอนเงินโดยไม่ลงทะเบียนและไม่ตรวจสอบลูกค้า ซึ่งเป็นแบบแผนเดียวกับที่ตัวกลางคริปโตหลายรายเจอในอีกสิบปีถัดมา รายละเอียดของ e-gold ทั้งระบบอยู่ในบทความแยกอีกชิ้น

Silk Road ตลาดมืดที่ทำให้โลกรู้จัก Bitcoin ในทางที่ผิด

ต้นปี 2011 เว็บไซต์ชื่อ Silk Road เปิดให้บริการบนเครือข่าย Tor ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ออกแบบมาให้ปกปิดที่อยู่ไอพีของทั้งผู้เข้าชมและผู้ให้บริการ โมเดลของมันคือตลาดกลางที่ให้ผู้ขายกับผู้ซื้อเจอกัน โดยเว็บทำหน้าที่ถือเงินไว้กลางทางและหักค่าธรรมเนียม ไม่ต่างจากตลาดออนไลน์ทั่วไป ต่างกันแค่สินค้าส่วนใหญ่ผิดกฎหมาย

หน้าแถลงข่าวของอัยการสหรัฐเขตใต้นิวยอร์ก เรื่องคำฟ้อง Ross Ulbricht ผู้สร้าง Silk Road

ภาพ: หน้าแถลงข่าวต้นฉบับของอัยการสหรัฐ ระบุว่า Silk Road มีผู้ใช้มากกว่า 100,000 ราย และระบุว่า Ulbricht สร้างเว็บนี้ขึ้นราวเดือนมกราคม 2011 ซึ่งเป็นเหตุผลที่บางแหล่ง ระบุเดือนมกราคมและบางแหล่งระบุเดือนกุมภาพันธ์ ที่มา: กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ

วันเปิดตัวที่แน่นอนยังไม่ตรงกันในแต่ละแหล่ง คำฟ้องของอัยการสหรัฐระบุว่า Ulbricht สร้างเว็บนี้ขึ้น "ราวเดือนมกราคม 2011" ขณะที่หลายแหล่งในวงการระบุเดือนกุมภาพันธ์ ความต่างตรงนี้ไม่กระทบเนื้อเรื่อง แต่เป็นตัวอย่างที่ดีว่าเวลาอ้างวันที่ของเหตุการณ์ยุคนั้น ควรดูด้วยว่าต้นทางคือเอกสารคดีหรือคำบอกเล่า

Bitcoin เข้ามามีบทบาทตรงนี้พอดี เพราะระบบจ่ายเงินแบบเดิมทุกระบบมีตัวกลางที่กดปุ่มระงับบัญชีได้ ส่วน Bitcoin ในปี 2011 ยังไม่มีใครระงับบัญชีใครได้ และไม่ต้องใช้ชื่อจริงในการเปิดกระเป๋า สำหรับตลาดที่ต้องการหลบหน่วยงานรัฐ นี่คือคุณสมบัติที่หาไม่ได้จากที่อื่น

ไดอะแกรมอธิบายการทำงานของตลาดมืดบนเครือข่าย Tor ที่ใช้คนกลางถือเงินไว้

ภาพ: ตลาดมืดใช้โครงสร้างเดียวกับตลาดออนไลน์ทั่วไป คือเว็บถือเงินไว้กลางทาง จนกว่าผู้ซื้อจะยืนยันว่าได้รับของ แล้วค่อยปล่อยให้ผู้ขายพร้อมหักค่าธรรมเนียม ต่างกันที่ทุกฝ่ายซ่อนที่อยู่ไอพีไว้ด้วยเครือข่าย Tor

รายงานภายในของ FBI ที่รั่วออกมาในปี 2012

เดือนพฤษภาคม 2012 รายงานประเมินข่าวกรองของ FBI ชื่อ Bitcoin Virtual Currency: Unique Features Present Distinct Challenges for Deterring Illicit Activity ลงวันที่ 24 เมษายน 2012 หลุดออกสู่สาธารณะ เอกสารฉบับนี้เป็นรายงานประเมินฉบับแรกของ FBI ที่ว่าด้วย Bitcoin โดยตรง และอ้างอิงข่าวกรองช่วงมกราคม 2011 ถึงเมษายน 2012

สาระสำคัญที่รายงานสรุปไว้มีสามข้อ

  • Bitcoin เป็นสกุลเงินเสมือนเจ้าเดียวในเวลานั้นที่กระจายศูนย์และทำงานแบบเครือข่ายเพียร์ทูเพียร์ จึงไม่มีบริษัทเจ้าของให้ออกหมายเรียก
  • วิธีที่ Bitcoin สร้างและกระจายเหรียญทำให้มันเปราะต่อการถูกใช้โอนเงินผิดกฎหมาย รวมถึงการถูกโจมตีด้วยมัลแวร์และบ็อตเน็ต
  • หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจะเจอความยากในการตรวจจับธุรกรรมน่าสงสัย ระบุตัวผู้ใช้ และขอบันทึกธุรกรรม

ข้อสุดท้ายคือข้อที่เวลาพิสูจน์ว่าจริงเพียงครึ่งเดียว การระบุตัวผู้ใช้ยากจริงถ้าคนคนนั้นไม่เคยแตะตัวกลางที่ทำ KYC เลย แต่การขอบันทึกธุรกรรมกลับกลายเป็นเรื่องง่ายที่สุด เพราะบันทึกทั้งหมดเปิดให้ทุกคนดาวน์โหลดได้อยู่แล้ว ไม่ต้องขอใคร

ความเข้าใจผิดข้อใหญ่ ธุรกรรมส่วนใหญ่ยุคนั้นไม่ใช่การค้ายา

ภาพจำที่ว่า Bitcoin ยุคแรกมีไว้ซื้อของผิดกฎหมายเป็นหลัก คลาดเคลื่อนจากข้อมูลจริงพอสมควร ตัวที่กินปริมาณธุรกรรมมากที่สุดในยุคนั้นไม่ใช่ตลาดมืด แต่เป็นเว็บพนันทอยลูกเต๋าชื่อ SatoshiDice ซึ่งเปิดตัวเดือนเมษายน 2012

  • มิถุนายน 2013 SatoshiDice กินสัดส่วนราว 51% ของจำนวนธุรกรรมทั้งเครือข่าย เพราะการเดิมพันหนึ่งครั้งสร้างธุรกรรมสองรายการ คือขาส่งเข้าและขาจ่ายผลกลับ
  • แต่ถ้านับเป็นมูลค่า BTC ที่โอน สัดส่วนอยู่ที่ราว 5% เท่านั้น เพราะเดิมพันแต่ละครั้งเล็กมาก
  • วันหนึ่งมีเดิมพันราว 12,400 ครั้ง คิดเป็นธุรกรรมราว 24,800 รายการต่อวัน
จำนวนธุรกรรมต่อวันบนเครือข่าย Bitcoin ปี 2012 ถึงกลางปี 2014
1 ม.ค. 12
5,001 รายการ
15 เม.ย. 12
SatoshiDice เปิดตัว
7,371 รายการ
15 มิ.ย. 13
จุดที่กินสัดส่วนราว 51%
35,826 รายการ
1 มิ.ย. 14
55,222 รายการ
1 ม.ค. 121 ก.ค. 121 ม.ค. 1315 มิ.ย. 131 ธ.ค. 131 มิ.ย. 14
ที่มา: Blockchain.com จำนวนธุรกรรมยืนยันแล้วต่อวัน

จำนวนธุรกรรมต่อวันโตจากราว 5,000 รายการต้นปี 2012 ไปเกิน 70,000 รายการ ปลายปี 2013 ส่วนหนึ่งของการโตนั้นมาจากเว็บพนันที่สร้างธุรกรรมเล็กจำนวนมาก ไม่ใช่การจ่ายเงินจริงที่มีมูลค่า

ตัวเลขสองชุดนี้อธิบายว่าทำไมสถิติเรื่องการใช้งาน Bitcoin ถึงขัดกันบ่อย ถ้านับจำนวนรายการจะได้ภาพหนึ่ง ถ้านับมูลค่าจะได้อีกภาพหนึ่ง และคนที่อยากเล่าเรื่องคนละแบบก็เลือกหยิบคนละชุดได้เสมอ

2 ตุลาคม 2013 วันที่ Silk Road ถูกปิด

วันที่ 1 ตุลาคม 2013 FBI จับกุม Ross Ulbricht ที่ห้องสมุดสาขา Glen Park ของ San Francisco Public Library ขณะที่เขากำลังเปิดโน้ตบุ๊กเชื่อมต่อเข้าไปดูแลระบบของ Silk Road อยู่ เจ้าหน้าที่ยึดเครื่องได้ทั้งที่ยังปลดล็อกอยู่ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ชี้ขาดคดี เพราะข้อมูลในเครื่องที่เข้ารหัสไว้จะเปิดไม่ได้เลยถ้าเครื่องถูกปิดก่อน

อัยการสหรัฐประจำเขตใต้ของนิวยอร์กตั้งข้อหาสามกระทงกับ Ulbricht คือสมคบกันค้ายาเสพติด สมคบกันเจาะระบบคอมพิวเตอร์ และสมคบกันฟอกเงิน ต่อมาการตรวจพิสูจน์ฮาร์ดแวร์พบกระเป๋า Bitcoin ที่มีเหรียญอยู่ราว 144,336 BTC

การยึดครั้งนี้เป็นการยึด Bitcoin ครั้งใหญ่ที่สุดในเวลานั้น และทำให้รัฐบาลสหรัฐกลายเป็นผู้ถือ Bitcoin รายใหญ่รายหนึ่งของโลกในชั่วข้ามคืน

The seizure of approximately 144,336 Bitcoins from Ulbricht was, at the time, the largest Bitcoin seizure in history.

สำนวนคดีของอัยการสหรัฐประจำเขตใต้ของนิวยอร์ก

คำถามที่ตามมาทันทีคือราคาจะพังแค่ไหน ตลาดมืดที่ใหญ่ที่สุดถูกปิด และเหรียญจำนวนมหาศาลไปอยู่ในมือรัฐ ข้อมูลราคาจริงตอบคำถามนี้ได้ชัดกว่าความทรงจำของใคร

ราคา BTC รอบวันที่ FBI ปิด Silk Road (ก.ย. ถึง พ.ย. 2013)
1 ก.ย. 13
$128.52
2 ต.ค. 13
FBI ปิด Silk Road
$127.54
29 พ.ย. 13
จุดสูงสุดของรอบ
$1,014.10
1 ก.ย. 131 ต.ค. 137 ต.ค. 131 พ.ย. 1329 พ.ย. 13
ที่มา: Blockchain.com ราคาปิดรายวันเฉลี่ยหลายกระดาน

ราคาย่อลงราว 4% ในสัปดาห์แรกหลังข่าว แล้วขึ้นต่อจนแตะหลักพันดอลลาร์ภายในสองเดือน ซึ่งเป็นทิศทางตรงข้ามกับที่หลายคนคาดไว้ตอนข่าวออก

ราคาปิดวันที่ 1 ตุลาคม 2013 อยู่ที่ 126.25 ดอลลาร์ วันถัดมาที่ข่าวออกปิดที่ 127.54 ดอลลาร์ แล้วย่อลงไปต่ำสุดที่ 122.49 ดอลลาร์ในวันที่ 7 ตุลาคม คิดเป็นการลดลงราว 4% จากก่อนข่าว จากนั้นราคากลับขึ้นต่อเนื่องจนปิดที่ 1,014.10 ดอลลาร์ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2013 หรือขึ้นแปดเท่าภายในสองเดือนหลังตลาดมืดที่ใหญ่ที่สุดถูกปิด

นี่เป็นหลักฐานชิ้นแรกที่ใช้โต้ข้อสรุปว่ามูลค่าของ Bitcoin มาจากการใช้งานผิดกฎหมาย ถ้าข้อสรุปนั้นถูก การปิด Silk Road ควรทำให้ราคาพังยาว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือตรงกันข้าม

กระเป๋าของ FBI ที่ทุกคนบนโลกเปิดดูได้จนถึงวันนี้

วันที่ 25 ตุลาคม 2013 มีธุรกรรมชุดยาวถูกบันทึกลงบัญชีสาธารณะของ Bitcoin โดยแต่ละรายการโอนครั้งละ 324 BTC รวมกันเกิน 144,000 BTC ปลายทางคือที่อยู่ 1FfmbHfnpaZjKFvyi1okTjJJusN455paPH ซึ่งต่อมา FBI ยืนยันว่าเป็นกระเป๋าที่หน่วยงานควบคุมเอง ใช้สำหรับย้ายของกลางออกจากกระเป๋าของ Ulbricht

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือบทเรียนเรื่องความโปร่งใสที่ไม่มีใครวางแผนไว้ เมื่อมีคนรู้ว่ากระเป๋าใบไหนเป็นของ FBI ทุกคนบนโลกก็เฝ้าดูมันได้พร้อมกัน และมีคนจำนวนมากส่งเหรียญจำนวนน้อยมากเข้าไปพร้อมข้อความประชด ทำให้ยอดรับรวมของกระเป๋าใบนี้มากกว่าของกลางที่ยึดมาจริง

หน้าเว็บสำรวจบล็อกเชนแสดงยอดของกระเป๋าที่ FBI ใช้เก็บของกลางจากคดี Silk Road

ภาพ: กระเป๋าของกลางในคดี Silk Road ยังเปิดดูได้ถึงวันนี้ ธุรกรรมรวม 1,074 รายการ รับเข้า 144,343.56 BTC เหลือค้าง 1.25 BTC ที่มา: Blockstream Explorer

ถึงวันนี้กระเป๋าใบนั้นยังเปิดดูได้ผ่านเว็บสำรวจบล็อกเชนเจ้าไหนก็ได้ ตัวเลขที่ปรากฏคือธุรกรรมรวม 1,074 รายการ รับเข้ารวม 144,343.56 BTC และจ่ายออกไปแล้ว 144,342.31 BTC เหลือค้างอยู่ 1.25 BTC ไม่มีใครต้องขออนุญาตจากใครเพื่อดูตัวเลขชุดนี้ และไม่มีใครลบมันได้ นี่คือความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างบัญชีสาธารณะกับบัญชีธนาคาร

ทำไมถึงตามรอยได้ ทั้งที่คนเชื่อกันว่าตามไม่ได้

ความเข้าใจผิดเกิดจากการสลับคำสองคำ คือ anonymous กับ pseudonymous บัญชีธนาคารผูกกับชื่อจริง ส่วนกระเป๋า Bitcoin ผูกกับสตริงตัวอักษร นั่นทำให้ Bitcoin เป็นระบบนามแฝง ไม่ใช่ระบบไร้ตัวตน และนามแฝงมีคุณสมบัติที่ชื่อจริงไม่มี คือทุกการเคลื่อนไหวของมันถูกบันทึกไว้ถาวรและเปิดให้ทุกคนอ่าน

  • บัญชีธนาคารตามรอยได้เฉพาะเมื่อมีหมายศาล แต่บล็อกเชนตามรอยได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องขอใคร ข้อมูลอยู่ในไฟล์ที่ใครก็ดาวน์โหลดได้
  • ทุกครั้งที่เหรียญวิ่งผ่านเว็บเทรดที่ทำ KYC นามแฝงจะผูกกับชื่อจริงทันที และการผูกครั้งเดียวย้อนกลับไปเปิดโปงประวัติทั้งเส้นได้
  • ข้อมูลไม่มีวันหมดอายุ ธุรกรรมปี 2013 ยังวิเคราะห์ใหม่ด้วยเครื่องมือปี 2026 ได้เหมือนเดิม ต่างจากหลักฐานทางกายภาพที่เสื่อมสภาพ
  • การพยายามอำพรางมักทิ้งร่องรอยเพิ่ม การแตกเหรียญเป็นก้อนเล็กหลายสิบก้อนสร้างรูปแบบที่สังเกตได้ง่ายกว่าการโอนทีเดียว

เคส Colonial Pipeline ปี 2021 เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด บริษัทจ่ายค่าไถ่ 75 BTC ให้กลุ่ม DarkSide ในเดือนพฤษภาคม จากนั้น FBI ตามการโอนหลายทอดจนถึงกระเป๋าปลายทางที่ถือเหรียญอยู่ 63.7 BTC แล้วขอหมายจากศาลในเขตเหนือของแคลิฟอร์เนียเข้ายึด โดยในคำร้องระบุว่า FBI มีกุญแจส่วนตัวของกระเป๋าใบนั้นอยู่แล้ว มูลค่าที่ยึดคืนได้ในวันนั้นราว 2.3 ล้านดอลลาร์

งานวิจัยปี 2013 ที่พิสูจน์ว่าการจัดกลุ่มกระเป๋าทำได้จริง

ปีเดียวกับที่ Silk Road ถูกปิด คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก และมหาวิทยาลัยจอร์จ เมสัน เผยแพร่งานชื่อ A Fistful of Bitcoins: Characterizing Payments Among Men with No Names ในงานประชุมวิชาการ Internet Measurement Conference 2013 สิ่งที่งานนี้ทำคือแสดงให้เห็นว่าการจัดกลุ่มกระเป๋าที่น่าจะเป็นเจ้าของเดียวกันทำได้ด้วยวิธีเชิงสถิติล้วน โดยไม่ต้องเจาะระบบใครเลย

หลักการที่ใช้ตรงไปตรงมามาก ธุรกรรมหนึ่งรายการที่ใช้เงินจากหลายกระเป๋าพร้อมกันเป็นหลักฐานว่าคนคนเดียวกันถือกุญแจของทุกกระเป๋าเหล่านั้น เพราะถ้าไม่ใช่เจ้าของเดียวกัน ธุรกรรมนั้นจะเซ็นไม่ครบ เมื่อจับหลักนี้ได้ กระเป๋าหลักหมื่นใบจะยุบรวมเป็นกลุ่มเจ้าของหลักร้อย และเมื่อกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเคยโอนเข้าเว็บเทรดที่ทำ KYC ทั้งกลุ่มก็มีชื่อจริงกำกับ

หน้าเว็บสำรวจบล็อกเชนแสดงธุรกรรมที่ใช้เงินจาก 15 ที่อยู่พร้อมกันในรายการเดียว

ภาพ: ธุรกรรมจริงที่ใช้เงินจาก 15 ที่อยู่พร้อมกัน ซึ่งเป็นหลักฐานว่าคนคนเดียว ถือกุญแจของทุกที่อยู่นั้น สังเกตช่อง Privacy Analysis ที่เว็บสำรวจเตือนเรื่อง การใช้ที่อยู่ซ้ำและการผสมประเภทสคริปต์ไว้ให้เห็นตรงๆ ที่มา: Blockstream Explorer

หลักการนี้ไม่ได้อยู่แค่ในงานวิจัย เว็บสำรวจบล็อกเชนทุกวันนี้แสดงรายการขาเข้าทั้งหมดของธุรกรรมให้ดูตรงๆ และบางเจ้ายังมีช่องวิเคราะห์ความเป็นส่วนตัวที่เตือนให้เห็นเลยว่าธุรกรรมนั้นใช้ที่อยู่ซ้ำหรือผสมประเภทสคริปต์ ซึ่งเป็นสองสัญญาณที่ทำให้จัดกลุ่มเจ้าของได้ง่ายขึ้น

งานชิ้นนี้คือจุดตั้งต้นของธุรกิจวิเคราะห์บล็อกเชนที่ตามมาในอีกไม่กี่ปี และอธิบายว่าทำไมคดีอย่าง Colonial Pipeline ถึงจบได้ในเวลาไม่ถึงเดือน ขณะที่คดีการเงินแบบเดิมที่มีบัญชีธนาคารข้ามหลายประเทศใช้เวลาเป็นปี

ตลาดมืดรุ่นถัดมา และปฏิบัติการที่จบลงที่กรุงเทพ

การปิด Silk Road ไม่ได้ทำให้ตลาดมืดหายไป มีเจ้าใหม่เข้ามาแทนที่ภายในไม่กี่สัปดาห์ และเจ้าที่ใหญ่ที่สุดในรุ่นถัดมาคือ AlphaBay ซึ่งโตจนมีขนาดใหญ่กว่า Silk Road หลายเท่า

วันที่ 5 กรกฎาคม 2017 ตำรวจไทยจับกุม Alexandre Cazes ชาวแคนาดา ที่กรุงเทพ ในฐานะผู้ก่อตั้งและผู้ดูแลระบบของ AlphaBay ซึ่งใช้นามแฝงว่า Alpha02 ปฏิบัติการครั้งนั้นใช้ชื่อว่า Operation Bayonet และเป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานจากสหรัฐ แคนาดา ฝรั่งเศส สเปน เนเธอร์แลนด์ ฮ่องกง ไซปรัส ลิทัวเนีย และไทย

จุดที่ทำให้สืบหาตัวเขาได้ไม่ใช่ความผิดพลาดของ Bitcoin และไม่ใช่การเจาะเครือข่าย Tor แต่เป็นอีเมลต้อนรับที่ AlphaBay ส่งให้สมาชิกใหม่ ซึ่งมีที่อยู่อีเมลส่วนตัวของเขาติดอยู่ในส่วนหัวของอีเมล และที่อยู่นั้นผูกกับบัญชีโซเชียลมีเดียที่ใช้ชื่อจริง Cazes เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวในไทยก่อนการส่งตัวไปดำเนินคดีที่สหรัฐ

บทเรียนของเคสนี้ตรงกับแบบแผนที่เห็นมาตลอดบทความ คือจุดที่พังมักไม่ใช่ตัวเทคโนโลยี แต่เป็นจุดที่คนใช้เทคโนโลยีเผลอเชื่อมโลกนิรนามเข้ากับตัวตนจริงของตัวเอง แค่ครั้งเดียวก็พอ

การตามรอยเงินยังเป็นเครื่องมือที่พื้นฐานที่สุดและทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งที่เรามี

Following the money remains one of the most basic, yet powerful tools we have.

Lisa O. Monaco รองอัยการสูงสุดสหรัฐ แถลงการยึดคืนค่าไถ่ Colonial Pipeline วันที่ 7 มิถุนายน 2021

หน้าแถลงข่าวของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ เรื่องการยึดคืน Bitcoin จากค่าไถ่ Colonial Pipeline

ภาพ: หน้าแถลงข่าวต้นฉบับ ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2021 ระบุจำนวนที่ยึดคืนได้ 63.7 BTC มูลค่าราว 2.3 ล้านดอลลาร์ และระบุว่าหมายยึดออกโดยผู้พิพากษาศาลแขวงเขตเหนือ ของแคลิฟอร์เนีย ที่มา: กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ

Charlie Shrem ตัวกลางที่โดนไปด้วย

วันที่ 26 มกราคม 2014 Charlie Shrem ซีอีโอของเว็บเทรด BitInstant และรองประธาน Bitcoin Foundation ถูกจับที่สนามบิน JFK ขณะเดินทางกลับจากงานประชุมอีคอมเมิร์ซ อัยการกล่าวหาว่าเขากับ Robert Faiella ชายวัย 52 ปีจากฟลอริดาที่ใช้นามแฝง BTCKing ร่วมกันฟอกเงินมูลค่าราวหนึ่งล้านดอลลาร์ เพื่อให้ผู้ใช้ Silk Road ซื้อของได้โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน

ข้อหาที่ตามมาคือการไม่รายงานธุรกรรมน่าสงสัยและการประกอบธุรกิจโอนเงินโดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งเป็นข้อหาชุดเดียวกับที่ e-gold เจอเมื่อเจ็ดปีก่อนแทบทุกกระทง

บทเรียนของเคสนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่ตำแหน่งในระบบ ผู้ที่รับผลทางกฎหมายหนักที่สุดในวงการคริปโตตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา ไม่ใช่คนเขียนโค้ดและไม่ใช่ผู้ใช้ทั่วไป แต่คือคนที่ยืนอยู่ตรงจุดที่เงินบาทหรือเงินดอลลาร์แปลงเป็นคริปโต เพราะจุดนั้นคือจุดที่กฎหมายการเงินเดิมมีอำนาจเต็ม

ราคา BTC ช่วงรัฐบาลเยอรมนีทยอยขายของกลาง 49,858 BTC (2024)
1 มิ.ย. 24
$67,484.93
19 มิ.ย. 24
เริ่มทยอยขาย
$65,148.41
12 ก.ค. 24
ขายหมดล็อต
$57,351.64
1 ส.ค. 24
$64,621.73
1 มิ.ย. 2419 มิ.ย. 2424 มิ.ย. 244 ก.ค. 248 ก.ค. 2412 ก.ค. 2420 ก.ค. 241 ส.ค. 24
ที่มา: Blockchain.com ราคาปิดรายวันเฉลี่ยหลายกระดาน

ช่วงที่มีแรงขายจากของกลางเข้าตลาดต่อเนื่องสามสัปดาห์ ราคาลงราว 17% แล้วฟื้นกลับเกือบเต็มภายในแปดวันหลังขายหมด

เมื่อรัฐบาลกลายเป็นผู้ถือ Bitcoin รายใหญ่

ของกลางที่ยึดมาต้องถูกจัดการต่อ และวิธีจัดการของแต่ละประเทศให้ผลต่างกันมาก

วันที่ 27 มิถุนายน 2014 US Marshals Service เปิดประมูล Bitcoin ที่ยึดจาก Silk Road ล็อตแรก แบ่งเป็นเก้าก้อนก้อนละ 3,000 BTC และอีกหนึ่งก้อน 2,657 BTC รวม 29,657 BTC การประมูลเปิดหน้าต่างเดียว 12 ชั่วโมง มีผู้เสนอราคา 45 รายและมีการเสนอราคารวม 63 ครั้ง ผู้ชนะทั้งล็อตคือ Tim Draper นักลงทุนร่วมทุนชาวอเมริกัน ซึ่งจ่ายไปราว 19 ล้านดอลลาร์

อีกสิบปีถัดมา เยอรมนีเจอสถานการณ์คล้ายกันแต่จบคนละแบบ สำนักงานอัยการรัฐซัคเซินได้ Bitcoin จำนวน 49,858 BTC มาจากคดีเว็บละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ Movie2k โดยผู้ต้องหาส่งมอบให้เองในเดือนมกราคม 2024 เหรียญถูกโอนเข้ากระเป๋าของสำนักงานตำรวจอาชญากรรมกลาง แล้วทยอยขายออกระหว่างวันที่ 19 มิถุนายนถึง 12 กรกฎาคม 2024 ได้ราคาเฉลี่ยราว 57,900 ดอลลาร์ต่อเหรียญ คิดเป็นเงินราว 2.8 พันล้านดอลลาร์

  • เหตุผลที่ต้องรีบขายคือข้อกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของเยอรมนีมีข้อกำหนดให้ขายของกลางที่ราคาผันผวนออกโดยเร็ว เพื่อเลี่ยงความเสียหายเกิน 10%
  • ราคาระหว่างช่วงขายลงจาก 67,485 ดอลลาร์วันที่ 1 มิถุนายน ไปต่ำสุด 55,849 ดอลลาร์วันที่ 8 กรกฎาคม คิดเป็นการลดลงราว 17%
  • หลังขายหมดแปดวัน ราคากลับขึ้นไปที่ 66,713 ดอลลาร์ คือฟื้นเกือบเท่าจุดเริ่มต้นทันทีที่แรงขายหมด
  • ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นราคาทะลุหนึ่งแสนดอลลาร์ ทำให้การขายตามกรอบเวลาของกฎหมายกลายเป็นประเด็นถกเถียงในเยอรมนีเอง

สองเคสนี้รวมกันให้บทเรียนเรื่องแรงขายที่ตลาดมองข้ามบ่อย คือแรงขายที่รู้ล่วงหน้าว่าจะจบเมื่อไหร่ กดราคาได้แรงแต่ไม่ยาว เพราะเมื่อของหมด แรงกดก็หมดไปพร้อมกัน

WannaCry ค่าไถ่ที่เก็บได้น้อยกว่าที่ทุกคนคิด

วันที่ 12 พฤษภาคม 2017 เวิร์มเรียกค่าไถ่ชื่อ WannaCry แพร่ไปทั่วโลกผ่านช่องโหว่ EternalBlue ของโปรโตคอล SMBv1 โรงพยาบาลในอังกฤษ โรงงานรถยนต์ และหน่วยงานรัฐหลายประเทศหยุดทำงาน ข่าวพาดหัวทั่วโลกใช้คำว่าค่าไถ่เป็น Bitcoin

ตัวเลขของกลางจริงเล็กกว่าที่ภาพข่าวสร้างไว้มาก

  • ที่อยู่กระเป๋าที่ใช้รับเงินมีเพียงสามที่อยู่ ถูกฝังไว้ตายตัวในตัวมัลแวร์ ไม่ว่าเหยื่อจะเป็นใครก็จ่ายเข้าสามที่อยู่นี้
  • ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2017 มีการจ่ายเข้ามา 327 ครั้ง รวม 51.62 BTC คิดเป็นเงินราว 130,635 ดอลลาร์
  • เงินถูกถอนออกจากทั้งสามกระเป๋าในวันที่ 3 สิงหาคม 2017 ตอนนั้นมูลค่าอยู่ที่ราว 143,000 ดอลลาร์

หน้าเว็บสำรวจบล็อกเชนแสดงยอดของกระเป๋ารับค่าไถ่ WannaCry ใบหนึ่งในสามใบ

ภาพ: หนึ่งในสามกระเป๋าที่ WannaCry ฝังไว้ตายตัว รับเข้า 20.07 BTC จ่ายออกแล้ว 19.75 BTC เหลือค้าง 0.33 BTC ที่ไม่ถูกแตะอีกเลยนับจากปี 2017 ที่มา: Blockstream Explorer

กระเป๋าใบหนึ่งในสามใบนั้นคือ 13AM4VW2dhxYgXeQepoHkHSQuy6NgaEb94 ซึ่งยังเปิดดูได้จนถึงวันนี้เช่นกัน ตัวเลขที่ปรากฏคือธุรกรรมรวม 145 รายการ รับเข้ารวม 20.07 BTC จ่ายออกไปแล้ว 19.75 BTC และเหลือค้างอยู่ 0.33 BTC ซึ่งไม่เคยถูกแตะอีกเลยนับจากปี 2017

การฝังที่อยู่ไว้เพียงสามที่อยู่คือความผิดพลาดในการออกแบบของผู้โจมตีเอง เพราะทำให้ทั้งโลกเฝ้าดูกระเป๋าสามใบนั้นพร้อมกันได้แบบเรียลไทม์ และรู้ทันทีที่มีการเคลื่อนไหว ระบบที่คนเชื่อว่าช่วยปกปิดกลับกลายเป็นระบบที่เปิดเผยที่สุดในคดีนี้

ยุคที่เป้าหมายเปลี่ยนจากตลาดมืดมาเป็นตัวกลาง

หลังปี 2017 น้ำหนักของคดีใหญ่ย้ายจากตลาดมืดมาที่ตัวกลางในวงการ เพราะเมื่อเงินสถาบันเข้ามา ตัวกลางก็โตจนใหญ่พอที่ความผิดพลาดจะกระทบคนจำนวนมาก

  • 15 กรกฎาคม 2020 บัญชีคนดังจำนวนมากบน Twitter ถูกยึดพร้อมกันเพื่อโพสต์ข้อความหลอกให้โอน Bitcoin
  • 1 ตุลาคม 2020 อัยการสหรัฐตั้งข้อหาผู้บริหาร BitMEX ฐานเปิดให้บริการโดยไม่มีระบบตรวจสอบตัวตนลูกค้า
  • 12 ธันวาคม 2022 Sam Bankman-Fried ผู้ก่อตั้ง FTX ถูกจับที่บาฮามาส หลังบริษัทล้มในเดือนก่อนหน้า

เส้นทางนี้ย้อนกลับไปหาบทเรียนเดียวกับ e-gold ปี 2007 และ BitInstant ปี 2014 คือจุดที่กฎหมายเข้าถึงได้ ไม่ใช่โปรโตคอลที่ไม่มีเจ้าของ แต่คือบริษัทที่มีสำนักงาน มีบัญชีธนาคาร และมีผู้บริหารที่ระบุตัวได้

ไดอะแกรมแสดงจุดในระบบคริปโตที่กฎหมายเข้าถึงได้

ภาพ: จุดที่กฎหมายเข้าถึงได้ไม่ใช่ตัวโปรโตคอลที่ไม่มีเจ้าของ แต่คือจุดที่เงินบาทหรือเงินดอลลาร์แปลงเป็นคริปโต ซึ่งมีบริษัท มีใบอนุญาต และมีผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย ปลายทางที่เป็นเครือข่ายบล็อกเชนไม่มีเจ้าของให้ออกหมายเรียก

แล้วฝั่งไทยอยู่ตรงไหนของเส้นเวลานี้

ไทยเดินตามแบบแผนเดียวกันคือกำกับที่ตัวกลาง ไม่ใช่ที่ตัวเทคโนโลยี พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 นิยามธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไว้ว่าได้แก่ ศูนย์ซื้อขาย นายหน้า ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล และกิจการอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โดยมาตรา 26 กำหนดว่าผู้ประกอบธุรกิจเหล่านี้ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีตามข้อเสนอแนะของ คณะกรรมการ ก.ล.ต. แล้วอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. ต่อไป

อีกมาตราที่เกี่ยวโดยตรงกับเรื่องในบทความนี้คือมาตรา 7 ซึ่งกำหนดให้ถือว่าผู้ประกอบธุรกิจ สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ผลที่ตามมาคือมีหน้าที่รายงานธุรกรรมตามกฎหมายฉบับนั้นเช่นเดียวกับธนาคาร

ผลในทางปฏิบัติสำหรับคนทั่วไปคือ การซื้อขายผ่านศูนย์ซื้อขายที่มีใบอนุญาตในไทยต้องยืนยันตัวตนเสมอ ซึ่งแปลว่าเส้นทางเหรียญที่ผ่านศูนย์ซื้อขายไทยผูกกับชื่อจริงตั้งแต่ต้นทาง นี่คือเหตุผลที่คดีหลอกลงทุนคริปโตในไทยหลายคดีสาวกลับไปถึงตัวผู้รับเงินได้ ทั้งที่ผู้เสียหายมักเข้าใจว่าโอนคริปโตแล้วจบ ดูกลโกงที่คนไทยเจอบ่อยที่สุดได้ในบทความรู้ทันสแกมคริปโต

ห้าบทเรียนที่ได้จากไทม์ไลน์นี้

  • ระบบนามแฝงไม่เท่ากับระบบไร้ตัวตน และบัญชีสาธารณะที่ลบไม่ได้ทำงานเข้าข้างผู้สืบสวนในระยะยาวมากกว่าผู้ปกปิด
  • คดีใหญ่ที่สุดเกิดที่ตัวกลาง ไม่ใช่ที่โปรโตคอล ตั้งแต่ e-gold ปี 2007 จนถึง FTX ปี 2022 รูปแบบไม่เปลี่ยน
  • ข่าวคดีใหญ่ไม่ได้แปลว่าราคาจะพังยาว การปิด Silk Road ทำให้ราคาย่อราว 4% แล้วขึ้นแปดเท่าในสองเดือนถัดมา
  • แรงขายที่รู้จุดจบกดราคาได้แรงแต่ไม่ยาว เยอรมนีขาย 49,858 BTC ในสามสัปดาห์ ราคาลง 17% แล้วฟื้นเกือบเต็มภายในแปดวันหลังขายหมด
  • ตัวเลขที่พาดหัวใช้มักไม่ใช่ตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง WannaCry ทำให้ทั้งโลกหยุดทำงาน แต่เก็บค่าไถ่ได้ 51.62 BTC หรือราว 130,635 ดอลลาร์เท่านั้น

คำถามที่พบบ่อย

Bitcoin ตามรอยได้จริงไหม

ได้ และง่ายกว่าระบบธนาคารในแง่การเข้าถึงข้อมูล เพราะบันทึกธุรกรรมทั้งหมดเปิดสาธารณะโดยไม่ต้องขอหมายศาล ส่วนที่ยากคือการเชื่อมกระเป๋ากับตัวบุคคล ซึ่งจะง่ายขึ้นทันทีเมื่อเหรียญวิ่งผ่านตัวกลางที่ทำ KYC

ทำไมรัฐบาลถึงถือ Bitcoin จำนวนมาก

เพราะของกลางจากคดีถูกยึดเป็นเหรียญ ไม่ได้ถูกแปลงเป็นเงินทันที สหรัฐได้ 144,336 BTC จากคดี Silk Road และเยอรมนีได้ 49,858 BTC จากคดี Movie2k วิธีจัดการต่อขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศ บางประเทศต้องรีบขาย บางประเทศถือไว้ได้

คดีพวกนี้ทำให้ Bitcoin ผิดกฎหมายหรือเปล่า

ไม่ ในไทยการถือและซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านผู้ได้รับใบอนุญาตทำได้ตามกรอบของพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 สิ่งที่กฎหมายเล่นงานในทุกคดีข้างต้นคือการประกอบธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาต การฟอกเงิน และการกระทำผิดที่ใช้คริปโตเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่การถือเหรียญ

ถ้าโดนหลอกโอนคริปโตไปแล้ว ยังตามได้ไหม

ตามเส้นทางเหรียญได้เสมอ แต่การได้เงินคืนขึ้นอยู่กับว่าเหรียญไปหยุดอยู่ที่ไหน ถ้าไปจบที่ศูนย์ซื้อขายที่มีใบอนุญาตและหน่วยงานรัฐเข้าถึงได้ โอกาสอายัดมีจริง ดังที่เห็นในเคส Colonial Pipeline ที่ยึดคืนได้ 63.7 จาก 75 BTC แต่ถ้าเหรียญถูกกระจายผ่านบริการที่อยู่นอกเขตอำนาจ กระบวนการจะยาวและไม่มีอะไรรับประกัน

บทความทั้งหมด