
ตลาดหมี Bitcoin ทุกรอบ ร่วงกี่เปอร์เซ็นต์ และใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะกลับมา
ไล่ตลาดหมี Bitcoin ทีละรอบด้วยราคาปิดรายวันจริงว่าร่วงกี่เปอร์เซ็นต์ ก้นอยู่ตรงไหน และใช้เวลากี่วันกว่าราคาจะกลับไปยืนที่ยอดเดิม พร้อมอธิบายว่าทำไมตัวเลขจุดสูงสุด ที่คนจำได้มักไม่ตรงกับตัวเลขในชุดข้อมูล
Bitcoin เคยร่วงจากยอดลงมาเกิน 75% มาแล้วสี่ครั้ง ทุกครั้งมีคนบอกว่าจบแล้ว บทความนี้ไล่ทีละรอบด้วยราคาปิดรายวันจริงว่าร่วงกี่เปอร์เซ็นต์ ก้นอยู่ตรงไหน ใช้เวลากี่วันกว่าจะกลับไปยืนที่เดิม และอธิบายว่าทำไมตัวเลขที่คุณจำได้มักไม่ตรงกับตัวเลขในกราฟ
ก่อนอื่น ตัวเลขที่คนจำกับตัวเลขในข้อมูลมักไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน
คนส่วนใหญ่จำจุดสูงสุดปี 2021 ได้ว่า 69,000 ดอลลาร์ แต่ถ้าเปิดข้อมูลราคาปิดรายวันของ Blockchain.com จะเห็นว่าวันที่ราคาปิดสูงสุดคือ 9 พฤศจิกายน 2021 ที่ 67,562.17 ดอลลาร์ ส่วนวันที่ 10 พฤศจิกายนปิดที่ 66,954.11 ดอลลาร์ ไม่มีวันไหนที่ปิดเหนือ 69,000 เลย
ทั้งสองตัวเลขถูกทั้งคู่ เพราะมันวัดคนละอย่าง
- ราคาสูงสุดระหว่างวัน คือจุดที่แตะสูงสุดในวันนั้น ต่อให้แตะแค่ไม่กี่นาทีก็นับ ตัวเลข 69,000 มาจากตรงนี้
- ราคาปิด คือราคาตอนหมดวันตามเวลามาตรฐาน เป็นตัวเลขที่ชุดข้อมูลระยะยาวส่วนใหญ่ใช้ เพราะเทียบข้ามปีได้โดยไม่ต้องกังวลว่าเป็นแท่งเทียนของเว็บเทรดเจ้าไหน

ภาพ: ในหนึ่งวันราคาแตะจุดสูงสุดช่วงหนึ่งของวัน แล้วปิดที่อีกระดับหนึ่ง ตัวเลขสองตัวนี้ต่างกันเสมอ และเป็นที่มาของความสับสนเวลาเทียบจุดสูงสุด จากคนละแหล่ง
ความต่างนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะในวันที่ตลาดผันผวนหนัก ราคาสูงสุดกับราคาปิดของวันเดียวกันห่างกันได้เกิน 10% ถ้าเอาสองมาตรวัดมาปนกันในประโยคเดียว ตัวเลขจะขัดกันเองทันที ทั้งบทความนี้ใช้ ราคาปิดรายวันของ Blockchain.com เป็นมาตรวัดหลัก และจะบอกทุกครั้งที่อ้างตัวเลขระหว่างวัน
เรื่องที่ต้องรู้เพิ่มอีกชั้นคือแหล่งข้อมูลต่างเจ้าให้ตัวเลขราคาปิดไม่ตรงกันเป๊ะ เพราะแต่ละเจ้าเฉลี่ยจากเว็บเทรดคนละชุดและตัดวันคนละเวลา ความต่างมักอยู่ในระดับไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่กระทบข้อสรุปเรื่องขนาดการร่วงหรือระยะเวลาฟื้น แต่ทำให้ตัวเลขทศนิยมไม่ตรงกันเวลาเอาไปเทียบข้ามเว็บ

ภาพ: หน้าข้อมูลย้อนหลังของ Yahoo Finance ช่วงที่ตลาดทำจุดสูงสุดของรอบปี 2021 คอลัมน์ High กับ Close แยกกันชัดเจน วันที่ 10 พฤศจิกายน 2021 ราคาสูงสุด ระหว่างวันอยู่ที่ 68,789.63 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาปิดอยู่ที่ 64,995.23 ดอลลาร์ ต่างกันราว 6% ในวันเดียว และตัวเลขราคาปิดของ Yahoo ก็ยังไม่ตรงกับของ Blockchain.com เพราะเฉลี่ยจากเว็บเทรดคนละชุด ที่มา: Yahoo Finance
รอบปี 2011 ร่วง 93% ในห้าเดือนครึ่ง
ต้นปี 2011 Bitcoin ยังราคาไม่ถึงหนึ่งดอลลาร์ จากนั้นสื่อกระแสหลักเริ่มเขียนถึง นิตยสาร TIME ลงบทความเดือนเมษายน และตลาดมืด Silk Road ก็เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ราคาวิ่งขึ้นเร็วมากจนถึงจุดสูงสุดของรอบภายในเวลาไม่กี่เดือน
- ยอดของรอบ 11 มิถุนายน 2011 ราคาปิด 33.80 ดอลลาร์
- ก้นของรอบ 22 พฤศจิกายน 2011 ราคาปิด 2.30 ดอลลาร์
- ร่วงจากยอด 93.2%
- ใช้เวลาจากยอดถึงก้น 164 วัน
$0.48
ยอดของรอบ
$17.35
ก้นของรอบ
$2.98
$5.61
กราฟนี้ใช้ราคาปิดของวันสุดท้ายที่มีข้อมูลในแต่ละเดือน จะเห็นว่าขาขึ้นของปี 2011 กินเวลาไม่กี่เดือน แล้วขาลงก็สั้นพอกัน ต่างจากรอบหลังที่ทั้งขาขึ้นและขาลงยืดยาวกว่ามาก
สิ่งที่ทำให้รอบนี้ต่างจากรอบหลังคือความเสียหายไม่ได้มาจากราคาอย่างเดียว แต่มาจากโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่มีอะไรเลย เดือนมิถุนายนปีเดียวกัน Mt. Gox ซึ่งกินส่วนแบ่งการซื้อขายเกือบทั้งตลาดถูกเจาะบัญชีผู้ดูแลจนราคาบนกระดานร่วงไปแตะระดับเซนต์ชั่วขณะ แล้วเว็บเทรดรายเล็กก็ทยอยล้มตามกันตลอดครึ่งปีหลัง เรื่องนี้เล่าไว้ละเอียดในประวัติเว็บเทรดคริปโต
รอบ 2011 คือรอบเดียวที่ราคาร่วงเกิน 90% และเป็นรอบที่คนถือเหรียญเสียของจริงมากที่สุดเมื่อเทียบสัดส่วน เพราะเหรียญส่วนใหญ่ตอนนั้นฝากไว้บนเว็บเทรดที่ไม่มีใครกำกับ
รอบปี 2013 ร่วง 85% และมีสองยอดในปีเดียว
ปี 2013 เป็นปีที่คนจำสับสนกันมากที่สุด เพราะมีการวิ่งขึ้นแรงสองครั้งในปีเดียว ครั้งแรกเดือนเมษายนขึ้นไปแตะระดับร้อยกว่าดอลลาร์แล้วร่วงกลับ ครั้งที่สองปลายปีขึ้นไปทะลุพันดอลลาร์
- ยอดของรอบ 5 ธันวาคม 2013 ราคาปิด 1,136.90 ดอลลาร์
- ก้นของรอบ 15 มกราคม 2015 ราคาปิด 172.00 ดอลลาร์
- ร่วงจากยอด 84.9%
- ใช้เวลาจากยอดถึงก้น 406 วัน
$20.11
$256.05
จุดที่ควรสังเกตคือหลังยอดเดือนธันวาคม 2013 ราคาไม่ได้ดิ่งลงทันที แต่ทรงตัวอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะไหลลงต่อเนื่องตลอดปี 2014 ซึ่งเป็นปีที่ Mt. Gox ล่ม
ระหว่างทางมีจุดที่คนมักจำเป็นหมุดหมาย คือวันที่ราคากลับไปแซงจุดสูงสุดของปี 2011 ได้ ข้อมูลราคาปิดบอกว่าวันนั้นคือ 2 มีนาคม 2013 ที่ปิด 34.50 ดอลลาร์ นับจากยอดวันที่ 11 มิถุนายน 2011 คือ 630 วัน
อีกหมุดคือมูลค่าตลาดรวมทะลุหนึ่งพันล้านดอลลาร์ปลายเดือนมีนาคม 2013 ซึ่งตอนนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่มากในวงการ ราคาปิดวันที่ 28 มีนาคม 2013 อยู่ที่ 88.80 ดอลลาร์
สิ่งที่ยืดตลาดหมีรอบนี้ให้ยาวเป็นพิเศษคือการล่มของ Mt. Gox ในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 ซึ่งไม่ได้แค่ทำให้คนเสียเหรียญ แต่ทำให้ตลาดขาดกระดานหลักไปพักใหญ่ ราคาปิดต่ำสุดของเดือนตุลาคม 2014 อยู่ที่ 323.94 ดอลลาร์ ก่อนจะลงต่อไปทำก้นจริงในเดือนมกราคมปีถัดมา
รอบปี 2017 ร่วง 83% พอดีหนึ่งปีเป๊ะ
รอบนี้เป็นรอบแรกที่คนทั่วไปนอกวงการรู้จัก เพราะราคาขึ้นเร็วจนกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งทั่วโลก จุดที่หลายคนจำได้คือช่วงเดือนธันวาคม 2017 ที่ราคาเข้าใกล้สองหมื่นดอลลาร์
- ยอดของรอบ 17 ธันวาคม 2017 ราคาปิด 19,279.90 ดอลลาร์
- ก้นของรอบ 16 ธันวาคม 2018 ราคาปิด 3,231.91 ดอลลาร์
- ร่วงจากยอด 83.2%
- ใช้เวลาจากยอดถึงก้น 364 วัน
$920
$11,890.38
รูปทรงของรอบนี้สมมาตรผิดปกติ คือใช้เวลาขึ้นราวหนึ่งปีแล้วใช้เวลาลงราวหนึ่งปีเท่ากัน ยอดกับก้นห่างกัน 364 วันพอดี
ขาขึ้นของรอบนี้มีหมุดที่ชัดเจนหลายจุด ราคาปิดกลับไปยืนเหนือหนึ่งพันดอลลาร์อีกครั้งวันที่ 3 มกราคม 2017 ที่ 1,013.42 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบสามปีนับจากรอบก่อน แล้วปิดเหนือห้าพันดอลลาร์ครั้งแรกวันที่ 13 ตุลาคม 2017 ที่ 5,435.75 ดอลลาร์
ขาลงก็มีหมุดของมันเหมือนกัน หลังยอดเดือนธันวาคม ราคาปิดหลุดหนึ่งหมื่นดอลลาร์ครั้งแรกวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2018 ที่ 9,098.27 ดอลลาร์ แล้วเด้งกลับขึ้นไปยืนเหนือหมื่นได้อีกหลายครั้งตลอดเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นมีนาคม ก่อนจะปิดเหนือหมื่นเป็นครั้งสุดท้ายของรอบวันที่ 7 มีนาคม 2018 ที่ 10,727.69 ดอลลาร์
นับจากวันที่ 8 มีนาคม 2018 ราคาปิดไม่กลับไปยืนเหนือหนึ่งหมื่นดอลลาร์อีกเลยเป็นเวลา 471 วัน จนถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2019
นี่คือเหตุผลที่การดูแค่ตัวเลขก้นของรอบไม่พอ เพราะช่วงที่ยากที่สุดสำหรับคนถือไม่ใช่วันที่ราคาต่ำสุด แต่คือช่วงยาวที่ราคาไม่ไปไหนเลยหลังจากนั้น
รอบปี 2021 ร่วง 77% และเป็นรอบที่ตื้นที่สุดเท่าที่เคยมี
รอบนี้มีสองยอดเช่นกัน ยอดแรกเดือนเมษายน 2021 ยอดที่สองเดือนพฤศจิกายน 2021 ซึ่งเป็นยอดจริงของรอบ
- ยอดของรอบ 9 พฤศจิกายน 2021 ราคาปิด 67,562.17 ดอลลาร์
- ก้นของรอบ 22 พฤศจิกายน 2022 ราคาปิด 15,759.61 ดอลลาร์
- ร่วงจากยอด 76.7%
- ใช้เวลาจากยอดถึงก้น 378 วัน
$34,318.10
$30,449.16
ขาลงของรอบนี้เป็นขั้นบันไดชัดเจน คือลงแรงเป็นช่วงแล้วทรงตัว ตามจังหวะข่าวการล่มของ ตัวกลางแต่ละรายตลอดปี 2022
สิ่งที่ทำให้รอบนี้ต่างออกไปคือความเสียหายกระจุกอยู่ที่ตัวกลางมากกว่าที่ตัวเหรียญ ปี 2022 มีทั้งการล่มของระบบเหรียญผูกค่าเงินขนาดใหญ่ในเดือนพฤษภาคม การล้มของกองทุนและผู้ให้กู้ในช่วงกลางปี แล้วปิดท้ายด้วยการล้มละลายของเว็บเทรดขนาดใหญ่ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นเดือนเดียวกับที่ราคาปิดลงไปทำก้นของรอบพอดี
อะไรเป็นตัวจุดชนวนขาลงของแต่ละรอบ
ถ้าถามว่าอะไรทำให้ราคาเริ่มลง คำตอบที่ตรงที่สุดคือไม่มีใครรู้แน่ในวันนั้น สิ่งที่พอจะพูดได้คือแต่ละรอบมีเหตุการณ์ที่เกิดใกล้จุดสูงสุดและถูกอ้างถึงบ่อยที่สุดในภายหลัง ซึ่งไม่เท่ากับการพิสูจน์ว่าเหตุการณ์นั้นเป็นสาเหตุ
รอบ 2011 จุดที่คนอ้างถึงมากที่สุดคือเหตุบัญชีผู้ดูแลของ Mt. Gox ถูกเจาะในเดือนมิถุนายน 2011 ซึ่งเกิดขึ้นห่างจากวันที่ราคาปิดทำยอดเพียงไม่กี่วัน ตอนนั้น Mt. Gox แทบเป็นตลาดทั้งตลาด เมื่อกระดานเดียวที่ทุกคนใช้มีปัญหา ราคาอ้างอิงของทั้งโลกก็มีปัญหาตามไปด้วย
รอบ 2013 เหตุการณ์ที่ใกล้ยอดที่สุดคือประกาศของธนาคารกลางจีนในเดือนธันวาคม 2013 ที่ห้ามสถาบันการเงินยุ่งเกี่ยวกับ Bitcoin ตามด้วยการล่มของ Mt. Gox ในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 สองเรื่องนี้ต่อกันทำให้ทั้งฝั่งเงินเข้าและฝั่งกระดานซื้อขายหายไปพร้อมกัน
รอบ 2017 รอบนี้ไม่มีเหตุการณ์เดียวที่ชี้ได้ แต่มีหลายอย่างเรียงกันในช่วงต้นปี 2018 ทั้งการที่หน่วยงานกำกับหลายประเทศเริ่มเข้ามาดูโครงการระดมทุนแบบ ICO อย่างจริงจัง และการที่แพลตฟอร์มโฆษณาใหญ่ทยอยประกาศห้ามโฆษณาคริปโตตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม 2018 ซึ่งตัดช่องทางที่โครงการใหม่ใช้หาคนเข้ามาลงทุน
รอบ 2021 รอบนี้ต่างจากทุกรอบก่อนหน้าตรงที่ตัวแปรหลักอยู่นอกวงการคริปโต คือการที่ธนาคารกลางสหรัฐเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อตั้งแต่ต้นปี 2022 ซึ่งกดสินทรัพย์เสี่ยงทั้งกระดานไม่เฉพาะคริปโต แล้วจึงตามด้วยการล่มเป็นลูกโซ่ของตัวกลางในวงการเองตลอดปีเดียวกัน
รูปแบบที่เห็นซ้ำคือขาลงมักเริ่มจากเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในกราฟ คือกฎหมาย ตัวกลาง หรือสภาพเศรษฐกิจ ส่วนกราฟเป็นแค่ที่ที่ผลลัพธ์ของเรื่องพวกนั้นไปปรากฏ
ข้อควรระวังของการอ่านย้อนหลังแบบนี้คือมันง่ายเกินไป เมื่อรู้ผลลัพธ์แล้ว การหาเหตุการณ์ที่ดูเข้ากันเป็นเรื่องที่ทำได้เสมอ ในเวลาจริงเหตุการณ์เดียวกันนี้เกิดขึ้นพร้อมกับข่าวอื่นอีกหลายสิบเรื่องที่ไม่ได้นำไปสู่อะไร และยังมีรอบที่ข่าวร้ายลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นแล้วราคาไม่ลงด้วย
ใช้เวลากี่วันกว่าจะกลับไปยืนที่ยอดเดิม
คำถามที่ตอบยากกว่าเรื่องร่วงกี่เปอร์เซ็นต์ คือเรื่องกี่วันจะกลับมา ตัวเลขข้างล่างนี้นับจากวันที่ราคาปิดทำยอด จนถึงวันแรกที่ราคาปิดกลับไปยืนที่ระดับเดียวกันหรือสูงกว่า
- ยอด 2011 กลับไปยืนได้วันที่ 2 มีนาคม 2013 ใช้เวลา 630 วัน
- ยอด 2013 กลับไปยืนได้วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2017 ใช้เวลา 1,177 วัน
- ยอด 2017 กลับไปยืนได้วันที่ 1 ธันวาคม 2020 ใช้เวลา 1,080 วัน
- ยอด 2021 กลับไปยืนได้วันที่ 5 มีนาคม 2024 ใช้เวลา 847 วัน
630 วัน
847 วัน
เส้นนี้ไม่ใช่การพยากรณ์ แต่คือการวางตัวเลขสี่จุดที่เกิดขึ้นจริงไว้ข้างกัน รอบ 2013 ใช้เวลานานที่สุดเพราะกระดานหลักของตลาดล่มระหว่างทาง
ตัวเลขชุดนี้อ่านได้สองแบบ แบบแรกคือมองว่าเวลาที่ใช้ฟื้นสั้นลงเรื่อยในสามรอบหลัง แบบที่สองคือมองว่าเรามีข้อมูลแค่สี่รอบ ซึ่งน้อยเกินกว่าจะเรียกว่ารูปแบบ และแต่ละรอบเกิดในสภาพแวดล้อมที่ต่างกันมากจนเทียบกันตรงไม่ได้
รอบ 2013 ใช้เวลานานที่สุดเพราะระหว่างนั้นกระดานหลักของตลาดล่มไปทั้งเจ้า รอบ 2021 ใช้เวลาสั้นที่สุดเพราะมีเงินจากกองทุนที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เข้ามาเป็นแรงซื้อใหม่ที่รอบก่อนหน้าไม่มี ปัจจัยพวกนี้ไม่ได้อยู่ในตัวเลขจำนวนวัน
ขาขึ้นระหว่างตลาดหมีที่หลอกคนได้มากที่สุด
สิ่งที่กราฟรายเดือนมองไม่เห็นคือระหว่างขาลงยาว ราคาไม่ได้ลงเป็นเส้นตรง ทุกตลาดหมีมีช่วงที่ราคาเด้งขึ้นแรงพอจะทำให้คนเชื่อว่าจบแล้ว ก่อนจะลงต่อไปทำจุดที่ต่ำกว่าเดิม
ถ้าไล่หาช่วงที่ราคาปิดขึ้นมากที่สุดภายในแต่ละตลาดหมี จะได้ตัวเลขชุดนี้
- ตลาดหมี 2011 ขึ้นจาก 2.49 ดอลลาร์วันที่ 21 ตุลาคม 2011 ไปถึง 3.78 ดอลลาร์วันที่ 30 ตุลาคม 2011 คิดเป็น 52% ภายในเก้าวัน แล้วลงต่อไปทำก้นในเดือนถัดมา
- ตลาดหมี 2013 ขึ้นจาก 369.00 ดอลลาร์วันที่ 11 เมษายน 2014 ไปถึง 670.14 ดอลลาร์วันที่ 4 มิถุนายน 2014 คิดเป็น 82% แล้วลงต่ออีกเจ็ดเดือน
- ตลาดหมี 2017 ขึ้นจาก 6,925.46 ดอลลาร์วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2018 ไปถึง 11,516.83 ดอลลาร์วันที่ 5 มีนาคม 2018 คิดเป็น 66% ภายในไม่ถึงเดือน แล้วลงต่ออีกเก้าเดือน
- ตลาดหมี 2021 ขึ้นจาก 35,071.43 ดอลลาร์วันที่ 23 มกราคม 2022 ไปถึง 47,448.01 ดอลลาร์วันที่ 30 มีนาคม 2022 คิดเป็น 35% แล้วลงต่ออีกแปดเดือน
การเด้งขึ้น 82% ระหว่างตลาดหมีปี 2014 แรงกว่าการขึ้นทั้งปีของสินทรัพย์ส่วนใหญ่ แต่มันก็ยังเป็นแค่ช่วงหนึ่งของขาลงที่ยังไม่จบ ขนาดของการเด้งไม่ได้บอกว่าตลาดหมีจบแล้ว
นี่คือเหตุผลที่คำว่าก้นของรอบมีความหมายเฉพาะเมื่อมองย้อนหลัง ในเวลาจริงทุกการเด้งดูเหมือนกันหมด และไม่มีตัวเลขไหนในกราฟที่แยกการเด้งชั่วคราวออกจากการกลับตัวจริงได้ในตอนนั้น
ระหว่างที่ราคาร่วง เครือข่ายไม่ได้หยุดเดิน
ถ้าดูแค่ราคาจะได้ภาพว่าตลาดหมีคือช่วงที่ทุกอย่างหดตัว แต่พอเอาค่าความยากในการขุดมาวางข้างกัน ภาพจะต่างออกไป ค่าความยากคือตัวเลขที่เครือข่ายปรับอัตโนมัติทุกสองสัปดาห์เพื่อให้บล็อกออกทุกสิบนาที มันจะสูงขึ้นเมื่อมีกำลังขุดเข้ามามากขึ้น
- ตลาดหมี 2013 ราคาร่วง 84.9% แต่ค่าความยากเพิ่มจาก 707,408,283 เป็น 43,971,662,056 คิดเป็นเพิ่มขึ้นราว 62 เท่า
- ตลาดหมี 2017 ราคาร่วง 83.2% แต่ค่าความยากเพิ่มจาก 1.59 ล้านล้าน เป็น 5.65 ล้านล้าน คิดเป็นเพิ่มขึ้น 254.9%
- ตลาดหมี 2021 ราคาร่วง 76.7% แต่ค่าความยากเพิ่มจาก 21.66 ล้านล้าน เป็น 36.95 ล้านล้าน คิดเป็นเพิ่มขึ้น 70.6%
1.87 ล้านล้าน
5.25 ล้านล้าน
เทียบกับกราฟราคาของปีเดียวกันจะเห็นว่าสองเส้นนี้ไปคนละทางเกือบทั้งปี ค่าความยากไต่ขึ้นตลอดขณะที่ราคาลงตลอด แล้วจึงมาลดลงพร้อมกันในช่วงเดือนสุดท้าย
กราฟข้างบนแสดงเฉพาะตลาดหมีปี 2018 และเป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุดของรูปแบบนี้ ค่าความยากไต่ขึ้นเกือบตลอดปีทั้งที่ราคาลงตลอด แล้วจึงมาลดลงในช่วงท้าย จุดสูงสุดของค่าความยากปีนั้นคือวันที่ 5 ตุลาคม 2018 ที่ 7,454,968,648,263 ก่อนจะลดลงมาที่ 5,106,422,924,660 ในวันที่ 19 ธันวาคม 2018 คิดเป็นลดลง 31.5%
การลดลงช่วงท้ายนี้คือสิ่งที่วงการเรียกว่านักขุดยอมแพ้ คือช่วงที่ราคาต่ำจนเครื่องขุดรุ่นเก่าขุดแล้วไม่คุ้มค่าไฟ เจ้าของจึงถอดปลั๊ก กำลังขุดที่หายไปทำให้ค่าความยากปรับลดตามกลไกของมันเอง
สิ่งที่ตัวเลขชุดนี้บอกคือการลงทุนในกำลังขุดเป็นการตัดสินใจระยะยาวที่ไม่ได้ตอบสนองต่อราคารายวัน ผู้ที่สั่งซื้อเครื่องขุดในช่วงราคาสูงจะได้ของและเปิดเครื่องในอีกหลายเดือนถัดมา ซึ่งมักเป็นช่วงที่ราคาลงไปแล้ว กำลังขุดจึงยังเพิ่มต่อไปอีกพักใหญ่หลังราคาเริ่มลง
สรุปสี่รอบไว้ในที่เดียว
| รอบ | วันที่ยอด | ราคาปิดที่ยอด | วันที่ก้น | ราคาปิดที่ก้น | ร่วงจากยอด | วันที่ใช้ฟื้น |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 2011 | 11 มิ.ย. 2011 | 33.80 | 22 พ.ย. 2011 | 2.30 | 93.2% | 630 |
| 2013 | 5 ธ.ค. 2013 | 1,136.90 | 15 ม.ค. 2015 | 172.00 | 84.9% | 1,177 |
| 2017 | 17 ธ.ค. 2017 | 19,279.90 | 16 ธ.ค. 2018 | 3,231.91 | 83.2% | 1,080 |
| 2021 | 9 พ.ย. 2021 | 67,562.17 | 22 พ.ย. 2022 | 15,759.61 | 76.7% | 847 |
ราคาทุกช่องเป็นดอลลาร์สหรัฐ คำนวณจากราคาปิดรายวันของ Blockchain.com ช่องวันที่ใช้ฟื้นคือจำนวนวันจากวันที่ยอด ถึงวันแรกที่ราคาปิดกลับไปยืนที่ระดับเดิม
หมุดราคาที่คนอ้างบ่อย และตัวเลขจริงของมัน
หมุดบางอันในไทม์ไลน์คริปโตถูกส่งต่อกันมานานจนไม่มีใครกลับไปเช็ค พอเอามาวางข้างข้อมูลราคาปิดจะเห็นว่าหลายอันคลาดไปหนึ่งถึงสามวัน ซึ่งเกือบทั้งหมดอธิบายได้ด้วยเรื่องเดียวคือราคาแตะระดับนั้นระหว่างวันก่อน แล้วค่อยปิดเหนือระดับนั้นในวันถัดมา
- ราคาเท่ากับหนึ่งยูโรครั้งแรก มักอ้างวันที่ 23 เมษายน 2011 ราคาปิดวันแรกที่เกินระดับนั้นคือ 24 เมษายน 2011 ที่ 1.65 ดอลลาร์
- แซงจุดสูงสุดปี 2011 มักอ้างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2013 ราคาปิดวันแรกที่เกิน 33.80 ดอลลาร์คือ 2 มีนาคม 2013
- กลับไปเหนือ 900 ดอลลาร์ มักอ้างวันที่ 21 ธันวาคม 2016 ราคาปิดวันแรกที่เกิน 900 คือ 24 ธันวาคม 2016 ที่ 913.93 ดอลลาร์
- ทะลุ 5,000 ดอลลาร์ในขาขึ้นปี 2019 มักอ้างวันที่ 2 เมษายน 2019 ราคาปิดวันแรกที่เกิน 5,000 คือ 6 เมษายน 2019 ที่ 5,028.77 ดอลลาร์

ภาพ: ช่วงที่ตลาดทำก้นของรอบปี 2018 บนหน้าเดียวกัน Yahoo Finance ให้ราคาต่ำสุด ระหว่างวันของวันที่ 15 ธันวาคม 2018 ไว้ที่ 3,191.30 ดอลลาร์ ขณะที่ชุดข้อมูลราคาปิด ที่บทความนี้ใช้ให้ก้นของรอบไว้ที่ 3,231.91 ดอลลาร์ในวันที่ 16 ธันวาคม ตัวเลขที่ต่างกันเล็กน้อยแบบนี้คือเรื่องปกติของการเทียบข้ามแหล่ง ที่มา: Yahoo Finance
ที่เขียนไว้แบบนี้ไม่ได้แปลว่าตัวเลขที่คนจำผิด แต่แปลว่าต้องรู้ว่ากำลังพูดถึงมาตรวัดไหน ถ้าอ่านเจอวันที่ไม่ตรงกันในสองที่ ให้เช็คก่อนว่าที่หนึ่งใช้ราคาระหว่างวันและอีกที่ใช้ราคาปิดหรือเปล่า ก่อนจะสรุปว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเขียนผิด
สี่รอบนี้บอกอะไรได้ และบอกอะไรไม่ได้
สิ่งที่ข้อมูลบอกได้ คือการร่วงเกิน 75% จากยอดเคยเกิดมาแล้วทั้งสี่รอบ ไม่ใช่เหตุการณ์ผิดปกติในประวัติศาสตร์ของสินทรัพย์นี้ และช่วงเวลาที่ราคาอยู่ต่ำกว่ายอดเดิมกินเวลาเป็นหลักปี ไม่ใช่หลักเดือน
สิ่งที่ข้อมูลบอกไม่ได้ คือรอบถัดไปจะเป็นแบบไหน สี่จุดข้อมูลน้อยเกินกว่าจะสรุปเป็นกฎ และตัวแปรที่เปลี่ยนไปในแต่ละรอบมีเยอะมาก ตั้งแต่โครงสร้างตลาด กฎหมาย ไปจนถึงสภาพเศรษฐกิจโลก คนที่บอกว่ารู้ว่ารอบหน้าจะร่วงกี่เปอร์เซ็นต์หรือฟื้นกี่วัน กำลังอ้างมากกว่าที่ข้อมูลรองรับ
ถ้าอยากเข้าใจว่าทำไมราคาถึงเคลื่อนเป็นรอบตั้งแต่แรก อ่านต่อได้ที่วัฏจักรตลาดคริปโต และถ้าสนใจว่ากลไกลดรางวัลขุดเกี่ยวข้องกับจังหวะพวกนี้อย่างไร อ่านที่Bitcoin Halving คืออะไร
คนไทยเจอรอบพวกนี้ต่างจากคนอื่นตรงไหน
สองรอบแรกแทบไม่มีผลกับคนไทยในวงกว้าง เพราะยังไม่มีช่องทางซื้อขายที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ คนที่ถือเหรียญตอนนั้นส่วนใหญ่ต้องโอนเงินออกไปเว็บเทรดต่างประเทศเอง
รอบปี 2017 เป็นรอบแรกที่คนไทยจำนวนมากเข้ามาพร้อมกัน และเป็นรอบที่จบลงก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้เต็มที่ พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ประกาศใช้ในเดือนพฤษภาคม 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาอยู่ในขาลงแล้ว ผู้ประกอบธุรกิจรายแรกได้รับความเห็นชอบในช่วงปลายปีเดียวกัน
รอบปี 2021 จึงเป็นรอบแรกที่คนไทยส่วนใหญ่ผ่านมันในสภาพแวดล้อมที่มีศูนย์ซื้อขายที่ได้รับใบอนุญาตและมีหน่วยงานกำกับดูแลอยู่แล้ว ซึ่งเปลี่ยนเรื่องความเสี่ยงจากตัวกลางไปพอสมควร แต่ไม่ได้เปลี่ยนเรื่องความผันผวนของราคาเลยแม้แต่น้อย
ถ้าถอยออกมามองทั้งภาพ จะเห็นว่าราคาปิดสิ้นปีของ Bitcoin ขยับเป็นขั้นบันไดใหญ่มากกว่าจะเป็นเส้นเรียบ ปีที่ราคาสิ้นปีต่ำกว่าปีก่อนหน้ามีอยู่ไม่กี่ปี แต่ปีเหล่านั้นคือปีที่ตลาดหมีกินเวลาทั้งปี
$4.47
$88,423.54
แกนตั้งของกราฟนี้เป็นสเกลลอการิทึม เพราะถ้าใช้สเกลปกติ ปีแรกจะแบนติดเส้นศูนย์จน มองไม่เห็นอะไรเลย สเกลนี้ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเป็นสัดส่วนได้ทุกช่วงเวลาเท่ากัน
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมตัวเลขจุดสูงสุดในบทความนี้ไม่ตรงกับที่อื่น
เพราะบทความนี้ใช้ราคาปิดรายวันของ Blockchain.com ส่วนตัวเลขที่เห็นตามข่าวมักเป็นราคาสูงสุดระหว่างวันของเว็บเทรดใดเว็บเทรดหนึ่ง ทั้งสองอย่างถูกในนิยามของตัวเอง แต่เอามาเทียบกันตรงไม่ได้ ถ้าจะเทียบข้ามรอบ ต้องใช้มาตรวัดเดียวกันทั้งชุด
ทำไมไม่นับช่วงลงแรงอื่นเป็นรอบด้วย
เพราะบทความนี้นับเฉพาะรอบที่ราคาปิดร่วงจากยอดเกิน 75% ช่วงอื่นที่ราคาลงแรงแต่ไม่ถึงเกณฑ์นี้ถือเป็นการย่อตัวภายในรอบ ไม่ได้แยกเป็นรอบใหม่ เกณฑ์นี้เป็นการเลือกของผู้เขียนเพื่อให้เทียบกันได้ ไม่ใช่นิยามมาตรฐานที่ทุกคนใช้ตรงกัน
ก้นของรอบดูออกตอนนั้นเลยไหม
ไม่ ทุกก้นในบทความนี้รู้ได้หลังจากผ่านไปแล้วเท่านั้น ในรอบปี 2018 ราคาเคยลงไปทำจุดที่ดูเหมือนก้นหลายครั้งก่อนถึงก้นจริงเดือนธันวาคม และในรอบปี 2022 ก็มีจุดที่คนเชื่อว่าเป็นก้นตั้งแต่กลางปีก่อนจะลงต่ออีกหลายเดือน
ทำไมรอบหลังร่วงน้อยลงเรื่อย
ตัวเลขออกมาแบบนั้นจริง จาก 93.2% เป็น 84.9% เป็น 83.2% แล้วเป็น 76.7% คำอธิบายที่มีคนเสนอคือตลาดใหญ่ขึ้นและมีผู้เล่นหลากหลายขึ้น แต่ข้อมูลสี่จุดยืนยันคำอธิบายนี้ไม่ได้ และไม่ได้แปลว่ารอบหน้าจะร่วงน้อยกว่า 76.7% แน่นอน
คนที่ซื้อที่ยอดของแต่ละรอบต้องรอนานแค่ไหน
ตามข้อมูลราคาปิด คนที่ซื้อที่ยอดของแต่ละรอบต้องรอ 630 ถึง 1,177 วันกว่าราคาจะกลับไปที่ระดับเดิม ซึ่งเป็นเวลาที่ยาวพอจะเปลี่ยนแผนการเงินของคนส่วนใหญ่ได้ ตัวเลขชุดนี้มีไว้ให้เห็นภาพระยะเวลาที่เคยเกิดขึ้นจริงในอดีต ไม่ใช่การบอกว่าควรถือหรือไม่ควรถือ และไม่ได้บอกว่ารอบถัดไปจะใช้เวลาเท่ากัน การตัดสินใจลงทุนขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้