กฎหมายคริปโตทั่วโลก ประเทศไหนรับรอง ประเทศไหนแบน ไล่ตั้งแต่ 2013 ถึง 2026

กฎหมายคริปโตทั่วโลก ประเทศไหนรับรอง ประเทศไหนแบน ไล่ตั้งแต่ 2013 ถึง 2026

ไล่ดูกฎหมายคริปโตทั่วโลกตั้งแต่ครั้งแรกที่รัฐพูดถึง Bitcoin ในปี 2013 จนถึง 2026 พร้อมสรุปว่าประเทศไหนอยู่กลุ่มไหน และคนไทยทำอะไรได้บ้างตามกฎหมายปัจจุบัน

คำถามที่คนไทยค้นหาบ่อยที่สุดเรื่องหนึ่งคือ "คริปโตถูกกฎหมายไหม" ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบด้วยคำว่าใช่หรือไม่ใช่ไม่ได้ เพราะคำตอบขึ้นกับสองอย่าง คือประเทศไหน และเอาไปทำอะไร

ในประเทศเดียวกัน การถือ Bitcoin อาจถูกกฎหมาย การซื้อขายผ่านผู้ให้บริการที่มีใบอนุญาตถูกกฎหมาย แต่การเอาไปจ่ายค่ากาแฟกลับผิดกฎหมาย ประเทศไทยเป็นตัวอย่างของกรณีนี้พอดี

บทความนี้ไล่ดูว่ากฎหมายคริปโตทั่วโลกเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ตั้งแต่ครั้งแรกที่หน่วยงานรัฐพูดถึง Bitcoin ในปี 2013 จนถึงปี 2026 พร้อมสรุปว่าตอนนี้ประเทศไหนอยู่กลุ่มไหน

ประเทศทั่วโลกแบ่งได้เป็นสี่กลุ่ม

ถ้าจัดกลุ่มตามท่าทีของรัฐ จะเห็นภาพชัดกว่าการไล่ทีละประเทศ

กลุ่มตัวอย่างประเทศสถานะ
รับรองเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้เอลซัลวาดอร์เคยบังคับให้ร้านค้าต้องรับ แต่แก้เป็นสมัครใจแล้วในปี 2025 ตามเงื่อนไขเงินกู้ IMF
ถูกกฎหมาย มีใบอนุญาตเฉพาะญี่ปุ่น สหภาพยุโรป สิงคโปร์ ฮ่องกง ไทย สหรัฐซื้อขายลงทุนได้ผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต มีกฎ KYC และภาษี เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด
ถูกกฎหมายแต่จำกัดการใช้ไทย อินเดีย ตุรกีถือและเทรดได้ แต่ผู้ให้บริการถูกห้ามไม่ให้รองรับการชำระค่าสินค้าและบริการ ช่องทางจ่ายในระบบจึงถูกปิด
ห้ามธุรกรรมและบริการจีนธุรกรรมและบริการทั้งหมดผิดกฎหมายตั้งแต่ปี 2021 แต่ไม่ได้เอาผิดการถือครองโดยตรง

ข้อสังเกตสำคัญคือ แทบไม่มีประเทศไหนแบนการถือครอง สิ่งที่รัฐส่วนใหญ่กำกับคือตัวกลาง คือผู้ให้บริการซื้อขาย รับฝาก และแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ตัวคนถือเหรียญ แม้แต่จีนที่ประกาศว่าธุรกรรมคริปโตทั้งหมดผิดกฎหมายในปี 2021 ก็ไม่ได้ออกกฎหมายเอาผิดคนที่ถือเหรียญไว้เฉยๆ

2013 ถึง 2015 ยุคที่รัฐพยายามหาคำนิยาม

ก่อนปี 2013 แทบไม่มีหน่วยงานรัฐไหนพูดถึง Bitcoin อย่างเป็นทางการ ปีนั้นคือปีที่ราคาขึ้นจาก 13 ดอลลาร์ไป 1,100 ดอลลาร์ และเป็นปีที่รัฐทั่วโลกเริ่มต้องตอบคำถามว่าสิ่งนี้คืออะไรในทางกฎหมาย

จุดเริ่มต้นคือวันที่ 18 มีนาคม 2013 เมื่อ FinCEN ซึ่งเป็นหน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินของสหรัฐ ออกแนวทางระบุว่าผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินเสมือนเข้าข่ายเป็นผู้ให้บริการโอนเงิน ต้องลงทะเบียนและทำตามกฎป้องกันการฟอกเงิน นี่เป็นครั้งแรกที่มีเอกสารทางการระบุว่าใครต้องทำอะไร

หน้าเอกสาร FIN-2013-G001 บนเว็บ FinCEN ระบุวันที่ออก 18 มีนาคม 2013 เรื่องการใช้กฎ FinCEN กับผู้ให้บริการเงินเสมือน
เอกสารต้นทาง FIN-2013-G001 ของ FinCEN ระบุวันที่ออกชัดเจนว่า 18 มีนาคม 2013 และแยกไว้ว่าผู้ใช้ทั่วไปไม่ใช่ผู้ให้บริการโอนเงิน แต่ผู้ดูแลระบบและผู้แลกเปลี่ยนเป็น ที่มา FinCEN

เดือนสิงหาคมปีเดียวกัน มีคำตัดสินที่มักถูกอ้างถึงบ่อย คือผู้พิพากษาในรัฐเท็กซัสตัดสินในคดีฉ้อโกงว่า Bitcoin คือเงินตามความหมายของกฎหมาย จึงอยู่ในอำนาจของ SEC ได้ ตามด้วยเยอรมนีที่รับรอง Bitcoin เป็นเงินส่วนบุคคลในเดือนเดียวกัน

แต่ปีเดียวกันนั้นก็มีสัญญาณอีกทิศ วันที่ 5 ธันวาคม 2013 ธนาคารกลางจีนห้ามสถาบันการเงินยุ่งเกี่ยวกับ Bitcoin ราคาร่วงกว่าครึ่งภายในเดือนเดียว และวันรุ่งขึ้น Baidu ซึ่งเพิ่งเริ่มรับ Bitcoin ก็ประกาศหยุดรับตามคำสั่งทางการ

ปี 2014 เพิ่มชิ้นส่วนสำคัญอีกชิ้น วันที่ 25 มีนาคม IRS ออกแนวทางภาษีระบุว่า Bitcoin คือทรัพย์สิน ไม่ใช่เงินตรา ผลคือทุกครั้งที่ใช้จ่ายด้วย Bitcoin ถือเป็นการจำหน่ายทรัพย์สินที่ต้องคำนวณกำไรขาดทุน ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่การใช้ Bitcoin จ่ายของในสหรัฐไม่เคยแพร่หลาย

หน้าแรกของ IRS Notice 2014-21 แสดงหัวข้อ Purpose และ Background เรื่องการใช้หลักภาษีกับธุรกรรมเงินเสมือน
IRS Notice 2014-21 ตัวจริง หน้าแรกระบุว่าเป็นแนวทางการใช้หลักภาษีเดิมกับธุรกรรมเงินเสมือน และอ้างถึงเอกสาร FinCEN ปี 2013 ด้วย ที่มา Internal Revenue Service

ปี 2015 มีสองเหตุการณ์ที่วางรากฐานต่างกันคนละทิศ วันที่ 24 มิถุนายน รัฐนิวยอร์กบังคับใช้ BitLicense เป็นใบอนุญาตเฉพาะสำหรับธุรกิจคริปโตรายแรกของสหรัฐ ซึ่งเข้มจนผู้ประกอบการหลายรายเลือกถอนตัวออกจากรัฐแทนที่จะขอใบอนุญาต และวันที่ 17 กันยายน CFTC ประกาศว่า Bitcoin เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ตามกฎหมายสหรัฐ

คำประกาศของ CFTC ในวันนั้นคือจุดกำเนิดของปัญหาที่ยังไม่จบจนถึงวันนี้ เพราะถ้า Bitcoin เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ มันอยู่ใต้ CFTC แต่ถ้าโทเคนบางตัวเป็นหลักทรัพย์ มันอยู่ใต้ SEC แล้วใครดูแลอะไรกันแน่

ฝั่งยุโรปปิดท้ายปีด้วยคำตัดสินที่เป็นคุณ วันที่ 22 ตุลาคม 2015 ศาลยุติธรรมยุโรปตัดสินในคดี Hedqvist ว่าการแลกเปลี่ยน Bitcoin เป็นเงินปกติได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะถือเป็นธุรกรรมเงินตรา ไม่ใช่การซื้อขายสินค้า

2016 ถึง 2018 ยุคที่กฎหมายเฉพาะเริ่มออกมาจริง

ยุคนี้คือตอนที่หลายประเทศเลิกตีความด้วยกฎหมายเดิม แล้วเขียนกฎหมายใหม่ขึ้นมาเฉพาะ

ญี่ปุ่นมาก่อนเพื่อน วันที่ 1 เมษายน 2017 กฎหมายบริการชำระเงินฉบับแก้ไขมีผลบังคับใช้ ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่รายแรกที่รับรองคริปโตเป็นวิธีชำระเงินตามกฎหมาย พร้อมบังคับให้เว็บเทรดต้องจดทะเบียนกับ FSA แรงผลักดันส่วนหนึ่งมาจากบทเรียน Mt. Gox ที่ล่มในโตเกียวเมื่อสามปีก่อน

สารบัญกฎหมาย Payment Services Act ของญี่ปุ่นฉบับแปลทางการ แสดงหมวด Chapter III-2 Crypto-Assets
กฎหมายบริการชำระเงินของญี่ปุ่นฉบับแปลทางการ เห็นได้ว่ามีหมวดเฉพาะชื่อ Crypto-Assets แทรกอยู่ในกฎหมายฉบับเดิม ไม่ใช่กฎหมายแยกฉบับใหม่ ที่มา Japanese Law Translation กระทรวงยุติธรรมญี่ปุ่น

ฝั่งสหรัฐเดินคนละทาง วันที่ 25 กรกฎาคม 2017 SEC ออกรายงานกรณี The DAO ระบุว่าโทเคนบางประเภทเข้าข่ายหลักทรัพย์ ต้องอยู่ใต้กฎหมายหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณกลางกระแส ICO ที่กำลังบูมสุดขีดว่าเงินที่ระดมกันอยู่นั้นอาจผิดกฎหมาย

จีนตอบสนองแรงกว่านั้นมาก วันที่ 4 กันยายน 2017 ประกาศแบน ICO ทั้งหมดและสั่งปิดเว็บเทรดในประเทศ ซึ่งตอนนั้นจีนมีสัดส่วนปริมาณซื้อขายคริปโตสูงที่สุดในโลก

สำหรับคนไทย จุดสำคัญที่สุดคือวันที่ 14 พฤษภาคม 2018 ที่ พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลประกาศใช้ ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ของโลกที่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ ไม่ใช่การตีความด้วยกฎหมายเดิม ตามด้วยการที่ ก.ล.ต. อนุมัติผู้ประกอบธุรกิจรายแรกในเดือนกันยายนปีเดียวกัน รายละเอียดว่ากฎหมายฉบับนี้กำกับอะไรบ้างอ่านได้ที่ กฎหมายคริปโตไทยที่ต้องรู้

2019 ถึง 2022 ยุคที่รัฐกลับมาคุมเข้ม

ยุคนี้เปิดด้วยเหตุการณ์ที่ทำให้รัฐทั่วโลกตื่นตัวพร้อมกัน คือโครงการ Libra ของ Facebook ในปี 2019 เมื่อบริษัทที่มีผู้ใช้สองพันล้านคนประกาศจะออกเงินของตัวเอง หน่วยงานกำกับทั่วโลกคัดค้านแทบจะทันที และวุฒิสภาสหรัฐเรียกไต่สวนในเดือนกรกฎาคม โครงการถูกปรับลดขนาดแล้วยุติไปในที่สุด

แต่ผลที่ตามมาคือธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มเร่งศึกษาเงินดิจิทัลของตัวเอง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับคริปโตโดยสิ้นเชิง เพราะเป็นเงินที่ธนาคารกลางออกและควบคุมเอง อ่านความต่างได้ที่ CBDC คืออะไร ต่างจาก Bitcoin ยังไง

ไดอะแกรมเปรียบเทียบ ฝั่งซ้ายเป็นเหรียญของบริษัทเอกชนล้อมด้วยไอคอนผู้ใช้จำนวนมาก ฝั่งขวาเป็นอาคารธนาคารกลางที่กำลังหล่อเหรียญของตัวเองในเตา
โครงการ Libra ปี 2019 ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่เปลี่ยนวาระของธนาคารกลางทั่วโลก จากที่เคยศึกษาเงินดิจิทัลแบบไม่เร่งรีบ กลายเป็นเรื่องที่ต้องรีบทำก่อนเอกชนจะทำสำเร็จ

ปี 2021 มีสองเหตุการณ์ที่อยู่คนละขั้วสุดในปีเดียวกัน

วันที่ 9 มิถุนายน 2021 สภาเอลซัลวาดอร์ผ่านกฎหมายรับ Bitcoin เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย มีผลบังคับใช้จริงวันที่ 7 กันยายนปีเดียวกัน เป็นประเทศแรกในโลกที่ทำแบบนี้ กฎหมายตอนนั้นบังคับให้ร้านค้าทุกแห่งต้องรับ Bitcoin หากผู้ซื้อเสนอจ่าย

อีกขั้วหนึ่ง วันที่ 24 กันยายน 2021 ธนาคารกลางจีนประกาศว่าธุรกรรมคริปโตทั้งหมดผิดกฎหมาย รวมถึงการที่เว็บเทรดต่างประเทศให้บริการแก่คนในจีน ซึ่งเป็นการปิดประตูบานสุดท้ายหลังจากที่สั่งปราบการขุดไปเมื่อเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน

สำหรับไทย ยุคนี้คือช่วงที่ขอบเขตการใช้งานถูกจำกัดชัดเจน ธปท. เตือนเรื่องการใช้คริปโตชำระค่าสินค้าในเดือนธันวาคม 2021 แล้ววันที่ 1 เมษายน 2022 ประกาศ ก.ล.ต. ที่ กธ. 5/2565 ก็มีผลบังคับใช้

จุดที่คนเข้าใจผิดกันมากคือประกาศฉบับนี้ห้ามใคร คำตอบคือห้ามผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ได้ห้ามประชาชนทั่วไป สิ่งที่ผู้ประกอบธุรกิจทำไม่ได้คือโฆษณาหรือชักชวนให้ใช้คริปโตจ่ายค่าสินค้า จัดระบบรองรับการชำระเงินด้วยคริปโต เปิดกระเป๋าเงินเพื่อวัตถุประสงค์การชำระเงิน และหากพบว่าลูกค้าใช้บัญชีผิดวัตถุประสงค์ ต้องเตือน ระงับ หรือยกเลิกบริการ

ผลในทางปฏิบัติคือคนไทยยังถือและซื้อขายได้ผ่านผู้ให้บริการที่มีใบอนุญาต แต่ช่องทางที่จะเอาไปจ่ายค่าสินค้าผ่านผู้ให้บริการในระบบถูกปิดลง ต่างจากการห้ามใช้โดยตรงที่เอาผิดผู้ใช้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ประกาศฉบับนี้ทำ

เหตุผลที่ ธปท. ให้ไว้ตอนนั้นคือความกังวลว่าถ้าคริปโตถูกใช้ชำระเงินเป็นวงกว้าง จะกระทบเสถียรภาพระบบการชำระเงินและความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่ธนาคารกลางหลายประเทศใช้ ต่างจากการแบนเพราะกลัวการฉ้อโกงหรือฟอกเงิน จุดนี้อธิบายว่าทำไมไทยถึงเลือกจำกัดเฉพาะการใช้ชำระเงิน แต่ยังเปิดให้ซื้อขายลงทุนได้ตามปกติ

ปีเดียวกัน สหรัฐคว่ำบาตร Tornado Cash ในเดือนสิงหาคม 2022 ซึ่งจุดคำถามใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน คือการคว่ำบาตรโค้ดที่ไม่มีเจ้าของทำได้หรือไม่ ต่างจากการคว่ำบาตรบริษัทหรือบุคคลที่เคยทำกันมา

2023 ถึง 2026 ยุคที่คริปโตเข้าสู่ระบบการเงินหลัก

ยุคนี้เริ่มด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างหนักในสหรัฐ วันที่ 5 มิถุนายน 2023 SEC ฟ้อง Binance และ Coinbase ในสัปดาห์เดียวกัน โดยอ้างว่าให้บริการหลักทรัพย์ที่ไม่จดทะเบียน

แต่เดือนถัดมาศาลกลับตัดสินในทางที่ต่างออกไป วันที่ 13 กรกฎาคม 2023 ในคดีที่ SEC ฟ้อง Ripple ศาลตัดสินว่าการขาย XRP ในตลาดรองให้นักลงทุนรายย่อยไม่ถือเป็นการขายหลักทรัพย์ ขณะที่การขายให้สถาบันโดยตรงถือเป็น คำตัดสินนี้ทำให้เส้นแบ่งชัดขึ้นว่าบริบทการขายสำคัญกว่าตัวเหรียญเอง

จุดเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดของยุคมาถึงวันที่ 10 มกราคม 2024 เมื่อ SEC อนุมัติ Spot Bitcoin ETF 11 กองพร้อมกัน หลังจากปฏิเสธคำขอมาตลอดสิบปีนับจากที่ฝาแฝด Winklevoss ยื่นครั้งแรกในปี 2013 สิ่งที่ทำให้เปลี่ยนคือคำสั่งศาลในเดือนสิงหาคม 2023 ที่ให้ SEC ทบทวนคำปฏิเสธคำขอของ Grayscale เพราะให้เหตุผลไม่สอดคล้องกับการที่อนุมัติ Futures ETF ไปก่อนหน้า

ตัวเลขที่สะท้อนความคาดหวังของตลาดต่อคำตัดสินนี้ชัดมาก นับจากสัปดาห์ที่ BlackRock ยื่นคำขอ ในเดือนมิถุนายน 2023 จนถึงสัปดาห์ที่ SEC อนุมัติในเดือนมกราคม 2024 ราคา Bitcoin ขึ้นราว 69% ทั้งที่ยังไม่มีเงินจากกองทุนไหลเข้าจริงสักบาทในช่วงนั้น

ราคา Bitcoin ตั้งแต่ BlackRock ยื่นขอตั้ง ETF จนถึงหลังวันที่ SEC อนุมัติ
มิ.ย. 23
$27,125

สัปดาห์ที่ BlackRock ยื่นคำขอ
$25,933

สัปดาห์ที่ SEC อนุมัติ 11 กองพร้อมกัน
$43,928

$69,027
มิ.ย. 23 ม.ค. 24
ที่มา: Blockchain.com Market Price (USD) ราคาปิดรายสัปดาห์ ช่วง มิ.ย. 2023 ถึง มี.ค. 2024

ปี 2025 เป็นปีที่นโยบายรัฐเปลี่ยนทิศชัดที่สุด คำสั่งฝ่ายบริหารด้านสินทรัพย์ดิจิทัลฉบับแรกของรัฐบาลใหม่ออกวันที่ 23 มกราคม ตามด้วยการประกาศตั้งคลังสำรอง Bitcoin เชิงยุทธศาสตร์ในเดือนมีนาคม

และวันที่ 18 กรกฎาคม 2025 กฎหมาย GENIUS Act ถูกลงนามบังคับใช้ เป็นกฎหมายระดับสหพันธรัฐฉบับแรกของสหรัฐที่กำกับดูแลสเตเบิลคอยน์โดยเฉพาะ กำหนดว่าผู้ออกต้องถือสินทรัพย์หนุนหลังเต็มจำนวนและต้องเปิดเผยองค์ประกอบ ซึ่งตอบโจทย์ที่ค้างมาตั้งแต่ เหตุการณ์สเตเบิลคอยน์ล่ม หลายครั้งในอดีต

ฝั่งไทยปี 2026 กำลังเดินหน้ากรอบภาษีคริปโตรอบใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนถือเหรียญในไทยได้รับผลโดยตรง รายละเอียดที่ใช้ได้ตอนนี้อ่านได้ที่ ภาษีคริปโตในไทย เสียตอนไหน เท่าไหร่

ยุโรป MiCA กฎหมายคริปโตที่ครอบคลุมที่สุดในโลก

ขณะที่สหรัฐยังเถียงกันว่าใครมีอำนาจกำกับ สหภาพยุโรปเลือกเขียนกฎหมายฉบับเดียวที่ใช้ได้ทั้ง 27 ประเทศ ชื่อ MiCA ย่อมาจาก Markets in Crypto-Assets

MiCA บังคับใช้เป็นสองระยะ ระยะแรกคือกฎสำหรับสเตเบิลคอยน์ มีผลวันที่ 30 มิถุนายน 2024 กำหนดว่าผู้ออกเหรียญที่ตรึงค่ากับเงินตราต้องถือสินทรัพย์หนุนหลังเต็มจำนวน เก็บแยกจากทรัพย์สินบริษัท และต้องให้ผู้ถือไถ่ถอนคืนเป็นเงินได้ตลอดเวลาโดยไม่มีค่าธรรมเนียม

หน้าเอกสาร Regulation EU 2023/1114 หรือ MiCA บนฐานข้อมูล EUR-Lex แสดงสถานะบังคับใช้และรายการภาษาทั้งหมด
ตัวกฎหมาย MiCA บนฐานข้อมูล EUR-Lex คือ Regulation (EU) 2023/1114 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2023 สังเกตแถวภาษาที่มีครบ 24 ภาษา ซึ่งสะท้อนว่าเป็นกฎหมายที่ใช้ร่วมกันทั้งสหภาพ ที่มา EUR-Lex

ระยะที่สองคือกฎสำหรับผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล มีผลวันที่ 30 ธันวาคม 2024 กำหนดว่าใครก็ตามที่ให้บริการซื้อขาย รับฝาก หรือแลกเปลี่ยนคริปโตในยุโรปต้องได้รับอนุญาตก่อน โดยมีช่วงผ่อนผันให้ผู้ที่ทำธุรกิจอยู่แล้วยื่นขอใบอนุญาต ซึ่งแต่ละประเทศกำหนดไม่เท่ากัน ตั้งแต่ 6 เดือนถึง 18 เดือน และช่วงผ่อนผันที่ยาวที่สุดสิ้นสุดวันที่ 1 กรกฎาคม 2026

สิ่งที่ทำให้ MiCA ต่างจากกฎหมายที่อื่นคือหลักการที่เรียกว่า passporting คือเมื่อได้ใบอนุญาตจากประเทศสมาชิกใดประเทศหนึ่งแล้ว สามารถให้บริการได้ทั้ง 27 ประเทศโดยไม่ต้องขออนุญาตซ้ำ ซึ่งทำให้ยุโรปกลายเป็นตลาดเดียวที่ใหญ่ที่สุดที่มีกฎชัดเจน

ผลข้างเคียงที่เห็นชัดคือสเตเบิลคอยน์บางตัวที่ทำตามเงื่อนไขไม่ได้ถูกถอดออกจากกระดานเทรดในยุโรป ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดว่ากฎหมายเปลี่ยนภูมิทัศน์ของตลาดได้จริง ไม่ใช่แค่เอกสารบนกระดาษ

เอเชียเดินกันคนละทาง

เอเชียน่าสนใจเพราะประเทศที่อยู่ติดกันเลือกทางต่างกันสุดขั้ว

เกาหลีใต้เป็นตลาดที่มีปริมาณซื้อขายต่อหัวสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่กฎเข้มมากในเรื่องตัวตน คือบังคับให้บัญชีเว็บเทรดต้องผูกกับบัญชีธนาคารชื่อจริงเท่านั้น ซึ่งทำให้การซื้อขายแบบไม่ระบุตัวตนแทบเป็นไปไม่ได้

เหตุผลที่เกาหลีเข้มเรื่องตัวตนเป็นพิเศษมาจากประสบการณ์ในประเทศเอง ทั้งการเก็งกำไรที่ร้อนแรงจนรัฐบาลต้องออกมาเตือนซ้ำหลายรอบ และเหตุการณ์ Terra กับ LUNA ที่ผู้ก่อตั้งเป็นคนเกาหลีและมีผู้เสียหายชาวเกาหลีจำนวนมาก หลังจากนั้นเกาหลีจึงออกกฎคุ้มครองผู้ใช้เพิ่ม เช่นบังคับให้เว็บเทรดแยกเงินลูกค้าออกจากเงินบริษัทและต้องทำประกันความเสียหายจากการถูกแฮ็ก

สิงคโปร์กับฮ่องกงเลือกวางตัวเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัล ออกใบอนุญาตเฉพาะและเปิดรับผู้ประกอบการต่างชาติ แต่คุมเข้มเรื่องการเสนอขายแก่รายย่อย

อินเดียอยู่กลางทาง คือไม่ได้แบน แต่เก็บภาษีกำไรจากคริปโตในอัตราสูงและหักภาษี ณ ที่จ่ายจากทุกธุรกรรม ซึ่งมีผลให้ปริมาณการซื้อขายในประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เป็นตัวอย่างของการใช้ภาษีแทนการห้าม

ส่วนจีนเลือกทางที่ต่างจากทุกประเทศในภูมิภาค คือปิดประตูทั้งหมดแล้วเดินหน้าเงินดิจิทัลของธนาคารกลางแทน

เอลซัลวาดอร์ บทเรียนจากประเทศแรกที่ทำจริง

เรื่องของเอลซัลวาดอร์มักถูกเล่าจบแค่ปี 2021 ว่าเป็นประเทศแรกที่รับ Bitcoin เป็นเงินตามกฎหมาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือส่วนที่มีบทเรียนมากกว่า

รัฐบาลออกแอปกระเป๋าเงินชื่อ Chivo แจกเงินตั้งต้นให้คนที่ลงทะเบียน และติดตั้งตู้ ATM ทั่วประเทศ แต่ผลการใช้งานจริงไม่เป็นไปตามที่คาด งานสำรวจในช่วงปีถัดมาพบว่าคนส่วนใหญ่ที่โหลดแอปทำเพราะเงินแจก และจำนวนมากเลิกใช้หลังใช้เงินนั้นหมด ขณะที่ร้านค้าจำนวนไม่น้อยแม้จะรับตามกฎหมายก็เลือกแปลงเป็นดอลลาร์ทันที

จุดเปลี่ยนมาถึงเดือนธันวาคม 2024 เมื่อรัฐบาลตกลงกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศวงเงิน 1.4 พันล้านดอลลาร์ โดยหนึ่งในเงื่อนไขคือต้องลดความเสี่ยงจากโครงการ Bitcoin ลง

ผลคือช่วงต้นปี 2025 สภาเอลซัลวาดอร์ผ่านร่างแก้ไขกฎหมาย Bitcoin ด้วยคะแนน 55 ต่อ 2 สาระสำคัญคือยกเลิกข้อบังคับที่ให้เอกชนต้องรับ Bitcoin เปลี่ยนเป็นสมัครใจ และยกเลิกการให้ชำระภาษีด้วย Bitcoin

ราคา Bitcoin ตั้งแต่เอลซัลวาดอร์ผ่านกฎหมาย ถึงวันที่แก้กฎหมายตามเงื่อนไข IMF
มิ.ย. 21
เดือนที่สภาผ่านกฎหมาย
$35,848
ก.พ. 25
เดือนที่แก้เป็นสมัครใจ
$84,646
มิ.ย. 21มี.ค. 22ธ.ค. 22ก.ย. 23มิ.ย. 24ก.พ. 25
ที่มา: Blockchain.com Market Price (USD) ราคาปิดสิ้นเดือน แสดงทุกไตรมาส ช่วง มิ.ย. 2021 ถึง ก.พ. 2025

ความหมายของเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าการทดลองล้มเหลวทั้งหมด เพราะสถานะเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายยังอยู่ และรัฐบาลยังถือ Bitcoin ในคลังต่อ แต่เป็นตัวอย่างที่ชัดว่ากฎหมายภายในประเทศเดียวไม่ได้อยู่ลำพัง ยังต้องเจอแรงจากเงื่อนไขการเงินระหว่างประเทศด้วย ซึ่งเป็นแรงที่ประเทศเล็กต้านได้ยาก

อินเดีย ใช้ภาษีแทนการแบน แล้วเกิดอะไรขึ้น

อินเดียเป็นกรณีที่น่าศึกษาที่สุดกรณีหนึ่ง เพราะไม่ได้แบนคริปโต แต่ใช้เครื่องมือภาษีจนได้ผลใกล้เคียงกับการแบนโดยไม่ต้องออกกฎหมายห้าม

เดือนกุมภาพันธ์ 2022 รัฐบาลประกาศเก็บภาษีกำไรจากสินทรัพย์ดิจิทัลในอัตราคงที่ 30% โดยไม่ให้หักลบขาดทุนข้ามรายการ มีผลตั้งแต่ 1 เมษายน 2022 ตามด้วยมาตรการที่หนักกว่าในทางปฏิบัติ คือหักภาษี ณ ที่จ่าย 1% จากทุกธุรกรรม ไม่ว่าจะขายเป็นเงินรูปีหรือแลกเป็นเหรียญอื่น มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2022

ตัวเลข 1% ฟังดูน้อย แต่สำหรับคนที่เทรดบ่อย มันคือการถูกหักทุกครั้งที่ขยับ ผลกระทบเกิดขึ้นทันทีในสัปดาห์แรก ปริมาณซื้อขายบนเว็บเทรดในประเทศร่วงเกิน 70% ภายในไม่กี่วันหลังมาตรการมีผล และเมื่อครบสี่เดือนปริมาณหายไปราว 81%

สิ่งที่ตามมาไม่ใช่การเลิกเทรด แต่เป็นการย้ายที่เทรด มีรายงานว่าผู้ใช้ชาวอินเดียย้ายไปใช้เว็บเทรดต่างประเทศเป็นจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายที่ไหลออกหลายพันล้านดอลลาร์ในปีเดียว

บทเรียนจากอินเดียคือการออกแบบภาษีมีผลต่อพฤติกรรมมากกว่าที่หลายคนคาด และถ้าออกแบบให้ต้นทุนการทำธุรกรรมในประเทศสูงกว่านอกประเทศมาก ผลลัพธ์ที่ได้อาจเป็นการผลักกิจกรรมออกไปนอกสายตาของหน่วยงานกำกับ แทนที่จะดึงเข้ามาในระบบ

สหรัฐ สงครามว่าใครมีอำนาจกำกับ

เรื่องที่ทำให้กฎหมายคริปโตสหรัฐซับซ้อนกว่าที่อื่นคือไม่มีหน่วยงานเดียวที่ดูแลทั้งหมด

CFTC ถือว่า Bitcoin เป็นสินค้าโภคภัณฑ์มาตั้งแต่ปี 2015 ขณะที่ SEC ถือว่าโทเคนจำนวนมากเข้าข่ายหลักทรัพย์มาตั้งแต่ปี 2017 สองมุมนี้ไม่ได้ขัดกันโดยตรง เพราะ Bitcoin กับโทเคนที่ระดมทุนมาเป็นคนละอย่าง แต่ปัญหาคือไม่มีเส้นแบ่งที่เขียนเป็นกฎหมาย มีแต่การตีความและคำพิพากษาทีละคดี

ไดอะแกรมอาคารราชการสองหลังดึงเชือกคนละด้านของเหรียญทอง ป้ายหนึ่งเขียนว่าหลักทรัพย์ อีกป้ายเขียนว่าสินค้าโภคภัณฑ์ มีผู้ประกอบการยืนงุนงงอยู่ตรงกลาง
เส้นแบ่งที่ไม่เคยถูกเขียนเป็นกฎหมาย ทำให้ผู้ประกอบการไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ใต้กฎของหน่วยงานไหนจนกว่าจะถูกฟ้อง

ผลคือผู้ประกอบการในสหรัฐอยู่ในสภาพที่ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ใต้กฎของใคร จนกว่าจะถูกฟ้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่วงการเรียกกันว่าการกำกับดูแลผ่านการบังคับคดี และเป็นเหตุผลที่หลายบริษัทเลือกไปตั้งฐานที่อื่น

คดี Ripple คำตัดสินที่วางเส้นแบ่งชัดที่สุดเท่าที่เคยมี

ถ้าจะเลือกคดีเดียวที่มีผลต่อกฎหมายคริปโตสหรัฐมากที่สุด คดีที่ SEC ฟ้อง Ripple คือคำตอบ

SEC ยื่นฟ้องวันที่ 22 ธันวาคม 2020 กล่าวหาว่าการขาย XRP เป็นการขายหลักทรัพย์ที่ไม่จดทะเบียนมูลค่ากว่าพันล้านดอลลาร์ ประเด็นสำคัญคือถ้า XRP เป็นหลักทรัพย์ เหรียญอื่นอีกจำนวนมากก็อาจเข้าข่ายเช่นกัน คดีนี้จึงถูกจับตาทั้งวงการ

วันที่ 13 กรกฎาคม 2023 ศาลตัดสินในแบบที่ไม่มีใครคาดมาก่อน คือแยกตามช่องทางการขายแทนที่จะตัดสินว่าเหรียญเป็นหลักทรัพย์หรือไม่

ส่วนที่ขายให้นักลงทุนสถาบันโดยตรงพร้อมคำชี้ชวน ศาลถือว่าเข้าข่ายสัญญาการลงทุน จึงเป็นหลักทรัพย์ แต่ส่วนที่ขายผ่านกระดานเทรดให้รายย่อยแบบไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ขาย ศาลถือว่าไม่ใช่ เพราะผู้ซื้อไม่ได้คาดหวังผลตอบแทนจากความพยายามของผู้ขายรายใดรายหนึ่งที่ระบุตัวได้

หลักคิดนี้เปลี่ยนคำถามของทั้งวงการ จากเดิมที่ถามว่าเหรียญนี้เป็นหลักทรัพย์ไหม กลายเป็นถามว่าการขายครั้งนี้เป็นหลักทรัพย์ไหม ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบต่างกันได้ในเหรียญเดียวกัน

ผลต่อเนื่องคือหน่วยงานกำกับต้องพิจารณาบริบทการขายแทนการตีตราเหรียญ และเป็นเหตุผลหนึ่งที่การฟ้องร้องรอบถัดมามุ่งไปที่พฤติกรรมของผู้ให้บริการมากกว่าตัวสินทรัพย์

จีน เส้นทางจากคุมเข้มสู่การแบนเบ็ดเสร็จ

จีนน่าสนใจเพราะไม่ได้แบนทีเดียว แต่ค่อยๆ ปิดทีละประตูตลอดแปดปี

ไดอะแกรมทางเดินที่มีประตูเรียงกันห้าบาน สีเข้มขึ้นเรื่อยๆ จากซ้ายไปขวา ปลายทางเดินมีเหรียญทองเรืองแสงรออยู่
ประตูแต่ละบานคือการปิดทางทีละขั้น ห้ามสถาบันการเงินยุ่งเกี่ยวในปี 2013 แบน ICO และปิดเว็บเทรดในปี 2017 ตัดช่องทางชำระเงินในปี 2019 แล้วปราบการขุดพร้อมประกาศว่าธุรกรรมทั้งหมดผิดกฎหมายในปี 2021 ปลายทางคือเงินดิจิทัลที่ธนาคารกลางออกเอง

เริ่มจากห้ามสถาบันการเงินยุ่งเกี่ยวในปี 2013 ตามด้วยการคุมเงินทุนไหลออกในปี 2016 การเข้าตรวจเว็บเทรดในต้นปี 2017 การแบน ICO และปิดเว็บเทรดในกันยายน 2017 การที่อาลีเพย์กับวีแชทประกาศไม่รองรับธุรกรรมคริปโตในปี 2019 การปราบการขุดในพฤษภาคม 2021 และปิดท้ายด้วยการประกาศว่าธุรกรรมทั้งหมดผิดกฎหมายในกันยายน 2021

สิ่งที่น่าสังเกตคือในปีเดียวกับที่คุมเข้มหนักที่สุด จีนก็ประกาศให้บล็อกเชนเป็นวาระแห่งชาติในปี 2019 และเดินหน้าเงินหยวนดิจิทัลของธนาคารกลางเต็มที่ ท่าทีจึงไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เป็นการปฏิเสธเงินที่รัฐควบคุมไม่ได้

สามรูปแบบที่เห็นซ้ำทั่วโลก

หนึ่ง รัฐกำกับตัวกลาง ไม่ใช่ตัวเหรียญ เกือบทุกประเทศเลือกกำกับจุดที่คริปโตแตะกับระบบการเงินเดิม คือเว็บเทรด ผู้รับฝาก และช่องทางแลกเป็นเงินปกติ เพราะเป็นจุดที่บังคับใช้กฎได้จริง ส่วนตัวเครือข่ายที่ไม่มีเจ้าของนั้นไม่มีใครสั่งให้หยุดได้

สอง กฎหมายมักตามหลังเหตุการณ์หนึ่งถึงสองปี ญี่ปุ่นออกกฎหมายหลัง Mt. Gox ล่มสามปี สหรัฐออกกฎหมายสเตเบิลคอยน์หลัง Terra ล่มสามปี ไทยออก พ.ร.ก. หลังฟองสบู่ ICO หนึ่งปี รูปแบบนี้แปลว่ากฎที่ออกมามักตอบปัญหาที่เกิดไปแล้ว ไม่ใช่ปัญหาที่กำลังจะเกิด

สาม ทิศทางรวมของโลกคือเข้าสู่ระบบ ไม่ใช่แบน จำนวนประเทศที่ออกใบอนุญาตเฉพาะเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่ประเทศที่แบนเบ็ดเสร็จยังเป็นกลุ่มเล็กและส่วนใหญ่มีเหตุผลเรื่องการควบคุมเงินทุนมากกว่าตัวเทคโนโลยี

สามเรื่องที่กฎหมายทั่วโลกยังตอบไม่ได้

ถึงจะมีกฎหมายออกมามากแค่ไหน ก็ยังมีช่องว่างที่ยังไม่มีประเทศไหนตอบได้ชัด

ไดอะแกรมแหจับปลาที่มีรูโหว่สามรู แต่ละรูมีไอคอนเล็ดลอดออกไป คือกระเป๋ากับกุญแจ วงเล็บปีกกาของโค้ด และลูกโลก
สามช่องที่กฎหมายยังปิดไม่ได้ กระเป๋าที่ผู้ใช้ถือกุญแจเอง บริการที่ไม่มีเจ้าของให้บังคับ และธุรกรรมที่ข้ามเขตอำนาจหลายประเทศ

หนึ่ง กระเป๋าที่ผู้ใช้ถือกุญแจเอง กฎหมายเกือบทั้งหมดออกแบบมาเพื่อกำกับตัวกลาง แต่คนที่เก็บเหรียญไว้ในกระเป๋าของตัวเองไม่มีตัวกลางให้กำกับ หน่วยงานบางแห่งพยายามขยายกฎการรายงานธุรกรรมไปถึงกระเป๋าประเภทนี้ ซึ่งมีปัญหาทางปฏิบัติทันทีว่าจะบังคับกับใคร ในเมื่อซอฟต์แวร์ที่ใช้เป็นโอเพนซอร์สที่ใครก็ดาวน์โหลดได้

สอง บริการที่ไม่มีเจ้าของ การคว่ำบาตร Tornado Cash ในปี 2022 คือกรณีทดสอบแรกที่ชัดที่สุด เพราะสิ่งที่ถูกคว่ำบาตรไม่ใช่บริษัทหรือบุคคล แต่เป็นชุดสัญญาอัจฉริยะที่ทำงานอยู่บนเครือข่ายโดยไม่มีใครสั่งให้หยุดได้ คำถามที่ตามมาคือถ้าโค้ดถูกคว่ำบาตร คนที่เขียนโค้ดผิดด้วยหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่กระทบไปถึงเสรีภาพในการเขียนซอฟต์แวร์

สาม เขตอำนาจข้ามพรมแดน เว็บเทรดที่จดทะเบียนในประเทศหนึ่ง ให้บริการคนในอีกประเทศหนึ่ง ผ่านเซิร์ฟเวอร์ในประเทศที่สาม อยู่ใต้กฎของใคร จีนพยายามตอบด้วยการประกาศว่าเว็บต่างประเทศที่ให้บริการคนจีนก็ผิดกฎหมาย แต่การบังคับใช้จริงยากมาก ส่วนสหรัฐเลือกใช้วิธีฟ้องบริษัทที่มีตัวตนพอให้ฟ้องได้ ซึ่งได้ผลกับรายใหญ่แต่ไม่ได้ผลกับรายที่ไม่มีที่อยู่ชัดเจน

ช่องว่างทั้งสามข้อนี้เป็นเหตุผลที่กฎหมายคริปโตยังจะเปลี่ยนอีกหลายรอบ และเป็นเหตุผลที่บทความแบบนี้ต้องมีวันที่กำกับทุกเหตุการณ์ เพราะสิ่งที่จริงในปีนี้อาจไม่จริงในอีกสองปี

แล้วสรุปว่าถูกกฎหมายไหม

สำหรับคนไทย คำตอบตรงที่สุดคือ การถือและการซื้อขายผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ทำได้ถูกกฎหมาย มีกำไรต้องเสียภาษี ส่วนการนำไปชำระค่าสินค้าและบริการนั้น ตัวผู้ใช้ไม่ได้ถูกกฎหมายห้ามโดยตรง แต่ผู้ประกอบธุรกิจที่มีใบอนุญาตถูกห้ามไม่ให้จัดบริการรองรับตามประกาศ กธ. 5/2565 ช่องทางจ่ายผ่านระบบที่มีใบอนุญาตจึงไม่มีให้ใช้

สิ่งที่คนมักไม่รู้คือไทยไม่ได้มีใบอนุญาตคริปโตแบบเดียว แต่แบ่งย่อยตามประเภทธุรกิจถึงเก้าประเภท คือศูนย์ซื้อขาย นายหน้า ผู้ค้า ผู้จัดการเงินทุน ที่ปรึกษา ผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ ผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคน ผู้ออกโทเคน และผู้สอบบัญชีของผู้ออกโทเคน แต่ละประเภทมีเงื่อนไขทุนจดทะเบียนและหน้าที่ต่างกัน

การแบ่งละเอียดขนาดนี้มีผลจริงกับผู้ใช้ เพราะบริษัทที่มีใบอนุญาตนายหน้าไม่ได้แปลว่ามีใบอนุญาตรับฝากสินทรัพย์ด้วย รายชื่อผู้ได้รับใบอนุญาตแต่ละประเภทดูได้จากหน้าสินทรัพย์ดิจิทัลบนเว็บ ก.ล.ต. ซึ่งอัปเดตตลอดและเป็นต้นทางที่เชื่อถือได้กว่าการดูจากที่อื่น

ส่วนคำถามว่าเว็บเทรดเจ้าไหนถูกกฎหมายในไทย ให้ดูที่รายชื่อผู้ได้รับใบอนุญาตบนเว็บ ก.ล.ต. เป็นหลัก เพราะรายชื่อเปลี่ยนได้ตลอด ทั้งการเพิ่มรายใหม่และการที่รายเดิมถูกเพิกถอน

คำถามที่พบบ่อย

ประเทศแรกที่รับ Bitcoin เป็นเงินตามกฎหมายคือประเทศอะไร

เอลซัลวาดอร์ สภาผ่านกฎหมายวันที่ 9 มิถุนายน 2021 และมีผลบังคับใช้วันที่ 7 กันยายน 2021 ทำให้ร้านค้าต้องรับ Bitcoin หากผู้ซื้อเสนอจ่าย

ประเทศแรกที่ออกกฎหมายรับรองคริปโตเป็นวิธีชำระเงินคือประเทศอะไร

ญี่ปุ่น โดยกฎหมายบริการชำระเงินฉบับแก้ไขมีผลวันที่ 1 เมษายน 2017 ต่างจากเอลซัลวาดอร์ตรงที่ญี่ปุ่นรับรองให้ใช้ชำระเงินได้ แต่ไม่ได้บังคับให้ร้านค้าต้องรับ

จีนแบนคริปโตจริงหรือเปล่า

จริงในแง่ธุรกรรมและบริการ ธนาคารกลางจีนประกาศวันที่ 24 กันยายน 2021 ว่าธุรกรรมคริปโตทั้งหมดผิดกฎหมาย รวมถึงเว็บเทรดต่างประเทศที่ให้บริการคนในจีน แต่ไม่ได้ออกกฎหมายเอาผิดการถือครองโดยตรง

ทำไมสหรัฐถึงไม่มีกฎหมายคริปโตที่ชัดเจนสักที

เพราะอำนาจกระจายอยู่หลายหน่วยงานที่มองคนละมุม CFTC มองว่า Bitcoin เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่ SEC มองว่าโทเคนจำนวนมากเป็นหลักทรัพย์ และไม่มีกฎหมายที่เขียนเส้นแบ่งไว้ชัด มีแต่การตีความและคำพิพากษาทีละคดี กฎหมายระดับสหพันธรัฐฉบับแรกที่ออกมาจริงคือ GENIUS Act ปี 2025 ซึ่งกำกับเฉพาะสเตเบิลคอยน์

ในไทยใช้คริปโตซื้อของได้ไหม

ต้องแยกให้ชัดว่ากฎหมายห้ามใคร ประกาศ ก.ล.ต. ที่ กธ. 5/2565 ซึ่งมีผลวันที่ 1 เมษายน 2022 ห้ามผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจัดบริการที่สนับสนุนการใช้คริปโตชำระค่าสินค้าและบริการ ไม่ได้ห้ามประชาชนทั่วไปใช้ ผลคือถ้าคุณกับร้านค้าตกลงกันเอง กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เอาผิดคุณ แต่จะไม่มีผู้ให้บริการที่มีใบอนุญาตรายไหนจัดระบบรองรับให้ เพราะเขาถูกห้าม ส่วนการถือและซื้อขายเพื่อลงทุนยังทำได้ตามปกติ

เอลซัลวาดอร์ยังรับ Bitcoin เป็นเงินอยู่ไหม

สถานะเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายยังอยู่ แต่ตั้งแต่การแก้กฎหมายในปี 2025 ตามเงื่อนไขเงินกู้ IMF การรับของภาคเอกชนเปลี่ยนเป็นสมัครใจแล้ว ร้านค้าไม่จำเป็นต้องรับอีกต่อไป และการชำระภาษีด้วย Bitcoin ถูกยกเลิก

อินเดียแบนคริปโตหรือเปล่า

ไม่ได้แบน แต่เก็บภาษีกำไร 30% โดยไม่ให้หักลบขาดทุนข้ามรายการ และหักภาษี ณ ที่จ่าย 1% จากทุกธุรกรรมตั้งแต่กลางปี 2022 ผลคือปริมาณซื้อขายบนเว็บเทรดในประเทศหายไปราว 80% ภายในไม่กี่เดือน เพราะผู้ใช้ย้ายไปเว็บต่างประเทศ

MiCA ของยุโรปคืออะไร สำคัญยังไง

MiCA คือกฎหมายคริปโตฉบับเดียวที่ใช้ได้ทั้ง 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป กฎสเตเบิลคอยน์มีผลวันที่ 30 มิถุนายน 2024 และกฎผู้ให้บริการมีผลวันที่ 30 ธันวาคม 2024 จุดเด่นคือเมื่อได้ใบอนุญาตจากประเทศใดประเทศหนึ่งแล้วให้บริการได้ทั้งกลุ่ม ทำให้ยุโรปเป็นตลาดเดียวที่ใหญ่ที่สุดที่มีกฎชัดเจน

ถ้ากฎหมายเปลี่ยนบ่อยขนาดนี้ ควรตามจากไหน

สำหรับเรื่องที่มีผลกับคนไทยโดยตรง ให้ดูประกาศบนเว็บ ก.ล.ต. และ ธปท. เป็นหลัก เพราะเป็นต้นทางที่แท้จริง ส่วนข่าวต่างประเทศให้ระวังการสรุปที่ตัดบริบท เช่นคำว่าแบนซึ่งอาจหมายถึงห้ามธุรกรรม ห้ามโฆษณา หรือห้ามสถาบันการเงินยุ่งเกี่ยว ซึ่งมีผลต่างกันมาก

บทความนี้ใช้แทนคำปรึกษาทางกฎหมายได้ไหม

ไม่ได้ บทความนี้เป็นการรวบรวมเหตุการณ์และสรุปภาพรวมเพื่อให้เห็นที่มาที่ไป กฎหมายคริปโตเปลี่ยนบ่อยมากและรายละเอียดต่างกันตามกรณี ถ้าต้องตัดสินใจเรื่องที่มีผลทางกฎหมายหรือภาษีจริง ควรตรวจสอบกับประกาศฉบับล่าสุดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

บทความทั้งหมด