
Stablecoin คืออะไร ทำไมราคาไม่ผันผวนเหมือนคริปโตอื่น
Stablecoin คือเหรียญคริปโตที่ราคาคงที่ ผูกกับดอลลาร์ 1:1 เข้าใจ Fiat-backed, Crypto-backed, Algorithmic และบทเรียนจากการล่มสลายของ UST/Terra
Bitcoin เคยขึ้นและลงมากกว่า 10% ภายในวันเดียวมาแล้วหลายครั้ง Altcoin บางตัวยิ่งหนักกว่านั้นหลายเท่า ความผันผวนแบบนี้เป็นเสน่ห์สำหรับคนที่อยากเก็งกำไร แต่สำหรับคนที่แค่อยากพักเงินไว้เฉยๆ ระหว่างรอจังหวะ หรือใช้เป็นสื่อกลางซื้อขายในกระดานเทรด มันคือฝันร้าย เพราะแค่เผลอไปทำธุระ 5 นาที มูลค่าพอร์ตอาจเปลี่ยนไปเป็นหลักหมื่นบาทได้ง่ายๆ
โจทย์นี้เองคือจุดที่ทำให้โลกคริปโตต้องคิดค้นเหรียญประเภทหนึ่งขึ้นมาโดยเฉพาะ เหรียญที่ถูกออกแบบมาให้ "ราคาไม่ขยับ" ท่ามกลางเหรียญอื่นที่ขยับตลอดเวลา นั่นคือที่มาของ Stablecoin ซึ่งวันนี้กลายเป็นฟันเฟืองที่ขาดไม่ได้ของทั้งอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นคู่เทรดหลักในกระดานเทรด แหล่งพักเงินของนักลงทุน หรือแม้แต่เครื่องมือโอนเงินข้ามประเทศ
Stablecoin คือ Cryptocurrency ที่ถูกออกแบบให้ราคาคงที่ ผูกติดอยู่กับมูลค่าของสินทรัพย์อ้างอิงในโลกจริง ซึ่งส่วนใหญ่คือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 พูดง่ายๆ คือ Stablecoin 1 เหรียญ ควรจะมีมูลค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์เสมอ ไม่ว่าตลาดคริปโตโดยรวมจะเขียวหรือแดงแค่ไหนก็ตาม
ทำไมโลกคริปโตถึงต้องมี Stablecoin
ย้อนกลับไปในยุคแรกเริ่มของ Bitcoin ตลาดคริปโตยังไม่มีกระดานเทรดและไม่มี Stablecoin เลยด้วยซ้ำ การซื้อขาย Bitcoin ในตอนนั้นเป็นการแลกเปลี่ยนกันแบบตัวต่อตัว (Peer-to-Peer) จนกระทั่งปี 2010 เกิดแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนแห่งแรกชื่อ Bitcoin Market ที่เปิดให้จ่ายเงินด้วยดอลลาร์ผ่าน PayPal ตามมาด้วย Mt. Gox กระดานเทรดที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น ซึ่งเทียบได้กับ Binance ในปัจจุบัน
ปัญหาคือผู้ใช้งานที่อยู่นอกสหรัฐฯ ต้องแลกเงินสกุลท้องถิ่นของตัวเองเป็นดอลลาร์ก่อนโอนเข้ากระดานเทรด และเมื่อจะถอนเงินออกจากโลกคริปโตก็ต้องแลกกลับเป็นสกุลท้องถิ่นอีกรอบ ทุกขั้นตอนใช้เวลา มีค่าธรรมเนียม และต้องพึ่งระบบธนาคารแบบดั้งเดิมเต็มรูปแบบ กลายเป็นกำแพงที่ทำให้การเข้าถึงคริปโตในยุคนั้นยุ่งยากอย่างมาก
นักลงทุนจึงต้องการ "ที่พักเงิน" ที่อยู่ในระบบคริปโตได้เลยโดยไม่ต้องถอนออกไปแตะระบบธนาคารทุกครั้ง อยากขายเหรียญตัวหนึ่งเพื่อรอจังหวะซื้อเหรียญอีกตัว ก็อยากขายมาเป็นเหรียญที่ราคานิ่ง ไม่ใช่ต้องเสี่ยงถือเป็นเหรียญผันผวนตัวอื่นแทน นี่คือช่องว่างที่ทำให้ Stablecoin ถือกำเนิดขึ้นมา และกลายเป็นคู่เทรดหลักของแทบทุกกระดานเทรดในเวลาต่อมา

ภาพ: เปรียบเทียบสองสถานการณ์ ถ้าไม่มี Stablecoin นักลงทุนต้องแลกเงินผ่านธนาคารทุกครั้งก่อนเข้าเทรด แต่ถ้ามี Stablecoin สามารถพักเงินไว้ในระบบคริปโตได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านธนาคาร
Stablecoin แบ่งได้กี่ประเภท ตามกลไกที่ใช้ตรึงราคา
Stablecoin แต่ละเจ้าไม่ได้ใช้วิธีเดียวกันในการทำให้ราคาคงที่ที่ 1 ดอลลาร์ วิธีการที่ต่างกันนี้เองที่ทำให้แต่ละประเภทมีระดับความน่าเชื่อถือ ความเสี่ยง และจุดอ่อนที่ต่างกันไปด้วย หลักๆ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่
1. Fiat-backed Stablecoin: ค้ำด้วยเงินจริง
วิธีพื้นฐานที่สุดคือการนำเงินจริง (Fiat) ไปฝากไว้กับผู้ออกเหรียญ (Issuer) จากนั้นผู้ออกก็จะสร้าง (Mint) Stablecoin มาให้ในสัดส่วน 1 ต่อ 1 ตามหลักการแล้วผู้ออกต้องเก็บเงินสำรองไว้เต็มจำนวนเสมอ เพื่อให้ใครก็ตามที่ถือเหรียญนี้สามารถแลกกลับเป็นดอลลาร์ได้ทุกเมื่อ
เหรียญกลุ่มนี้ที่รู้จักกันดีที่สุดคือ USDT (Tether) ซึ่งเป็น Stablecoin ตัวแรกของโลก เปิดตัวปี 2014 และ USDC (Circle) ที่เปิดตัวตามมาปี 2018 โดยเน้นความโปร่งใสของสินทรัพย์ค้ำประกันเป็นจุดขาย ทั้งสองตัวนี้ครองส่วนแบ่งตลาด Stablecoin ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน และมีรายละเอียดความต่างเรื่องความน่าเชื่อถือ สินทรัพย์ค้ำประกัน กับประวัติศาสตร์ของแต่ละเจ้าที่น่าสนใจมาก แต่เนื้อหาส่วนนั้นยาวพอที่จะแยกไปเขียนเป็นอีกบทความต่างหาก บทความนี้ขอโฟกัสที่ภาพรวมของ Stablecoin ทั้งระบบก่อน
จุดอ่อนของ Fiat-backed คือความเป็นศูนย์กลาง (Centralized) ผู้ออกเหรียญเป็นบริษัทจริงที่อยู่ภายใต้กฎหมาย ผู้คุมกฎสามารถสั่งอายัดบัญชีได้หากสงสัยว่ามีพฤติกรรมผิดกฎหมาย ทั้ง USDT และ USDC เคยถูกสั่งอายัดมาแล้วในอดีต และอีกตัวอย่างที่ชัดเจนคือ BUSD ของ Binance ร่วมกับ Paxos ที่ถูก ก.ล.ต. สหรัฐฯ ฟ้องร้องว่าเป็นหลักทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียนในปี 2023 จนสุดท้ายศาลสั่งให้ยุติการใช้งานทั้งหมดภายในต้นปี 2024 มูลค่าตลาดของ BUSD ลดลงจากจุดสูงสุดกว่า 97% ภายในเวลาไม่ถึงปีเดียว

ภาพ: กลไกของ Fiat-backed Stablecoin ผู้ใช้ฝากเงินดอลลาร์จริงไว้กับผู้ออกเหรียญ ผู้ออกเก็บไว้ในคลังสำรอง แล้วสร้าง Stablecoin คืนให้ในสัดส่วน 1 ต่อ 1
2. Crypto-backed Stablecoin: ค้ำด้วยคริปโตอื่น
จากความไม่พอใจในความเป็นศูนย์กลางของ Fiat-backed จึงเกิดแนวคิดใหม่ที่เปลี่ยนจากการค้ำประกันด้วยเงินจริง มาเป็นการค้ำประกันด้วยคริปโตแทน แต่เพราะคริปโตมีความผันผวนสูงกว่าเงินสด วิธีนี้จึงต้องใช้หลักการ "ค้ำประกันเกินมูลค่า" หรือ Over-collateralized คล้ายกับหลักการของโรงรับจำนำ คือนำสินทรัพย์มูลค่าสูงไปวางค้ำ แล้วกู้ Stablecoin ออกมาได้น้อยกว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่วางไว้ เพื่อกันไม่ให้ถูกบังคับขายทอดตลาด (Liquidation) หากราคาสินทรัพย์ค้ำประกันร่วงลงกะทันหัน
ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ DAI ของ MakerDAO ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดนี้ตั้งแต่ปลายปี 2017 ผู้ใช้งานต้องวางสินทรัพย์ค้ำประกัน (เช่น ETH หรือคริปโตอื่นที่แพลตฟอร์มรองรับ) ไว้ขั้นต่ำ 150% ของมูลค่า DAI ที่ต้องการกู้ออกมา หมายความว่าถ้าอยากกู้ DAI มูลค่า 1,000 ดอลลาร์ ต้องวางค้ำประกันอย่างน้อย 1,500 ดอลลาร์ วิธีนี้ทำให้ DAI ไม่ต้องพึ่งบริษัทกลางในการเก็บเงินสำรอง แต่แลกมาด้วยประสิทธิภาพการใช้เงินทุนที่ต่ำกว่า เพราะต้องวางเงินค้ำมากกว่าที่กู้ได้จริงเสมอ
3. Algorithmic Stablecoin: ไม่มีสินทรัพย์หนุนหลัง ใช้อัลกอริทึมควบคุมแทน
Stablecoin กลุ่มนี้เกิดขึ้นเพื่อพยายามแก้ปัญหาทั้งสองแบบข้างต้น คือไม่ต้องพึ่งคนกลางเก็บเงินสำรองแบบ Fiat-backed และไม่ต้องเสียประสิทธิภาพเงินทุนแบบ Crypto-backed โดยใช้อัลกอริทึมที่เขียนไว้ในสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) คอยควบคุมอุปทานของเหรียญแทนการมีสินทรัพย์ค้ำประกันจริงๆ
ตัวอย่างที่โลกจดจำได้ดีที่สุดคือ UST ของ Terra/LUNA ซึ่งเปิดตัวปี 2021 ใช้กลไก "สร้างและเผา" (Mint & Burn) คือถ้า UST ราคาสูงกว่า 1 ดอลลาร์ ระบบจะเผา LUNA เพื่อสร้าง UST เพิ่ม และถ้า UST ราคาต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ ระบบจะเผา UST เพื่อสร้าง LUNA แทน สลับกันไปมาเพื่อดึงราคาให้กลับมาใกล้ 1 ดอลลาร์เสมอ ยิ่งไปกว่านั้น Terra ยังมีแพลตฟอร์ม Anchor Protocol ที่เปิดให้ฝาก UST รับผลตอบแทนคงที่สูงถึง 20% ต่อปี ซึ่งดึงดูดเงินเข้าระบบมหาศาลจนมูลค่าตลาดของ UST เคยพุ่งขึ้นไปกว่า 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ครองอันดับ 3 ของ Stablecoin ทั้งหมด รองจากแค่ USDT และ USDC เท่านั้น

ภาพ: สรุป 3 ประเภทหลักของ Stablecoin ตามกลไกตรึงราคา ได้แก่ Fiat-backed ที่ค้ำด้วยเงินจริง Crypto-backed ที่ค้ำด้วยคริปโตอื่นแบบค้ำประกันเกินมูลค่า และ Algorithmic ที่ใช้อัลกอริทึมควบคุมอุปทานแทนสินทรัพย์ค้ำประกัน
เมื่อกลไกที่ไม่มีสินทรัพย์หนุนหลังพังทลาย
จุดอ่อนของ Algorithmic Stablecoin คือทั้งระบบพึ่งพาความเชื่อมั่นล้วนๆ ไม่มีสินทรัพย์จริงรองรับเลย ต้นเดือนพฤษภาคม 2022 เมื่อมีการเทขาย UST มูลค่ากว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในแพลตฟอร์ม Curve Finance ราคาก็เริ่มหลุดจาก 1 ดอลลาร์ และเมื่อมีแรงเทขายระลอกสองตามมาอีกกว่า 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ราคา UST ร่วงไปถึง 0.75 ดอลลาร์ กองทุนใหญ่ที่เคยหนุนหลัง Terra อย่าง Three Arrows Capital และ Jump Crypto ต้องเข้ามาช่วยซื้อพยุงราคา แต่ก็ทำได้เพียงชั่วคราว
จุดอ่อนของกลไกนี้คือ ตราบใดที่ UST ยังไม่กลับไปที่ 1 ดอลลาร์ ระบบจะต้องสร้าง LUNA ออกมาเรื่อยๆ เพื่อแลกกับการเผา UST ออกจากระบบ กองทุน Luna Foundation Guard ที่ระดมทุนไว้กว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อพยุงราคา ก็ใช้เงินจนหมดคลังโดยไม่สามารถดึงราคากลับมาที่ 1 ดอลลาร์ได้ เมื่อถึงจุดที่มูลค่าตลาดของ UST มากกว่ามูลค่าตลาดของ LUNA ระบบก็เข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า Death Spiral นักลงทุนแห่เทขายทั้งสองเหรียญพร้อมกัน LUNA ถูกสร้างออกมาจนไม่เหลือมูลค่า ส่วน UST ร่วงเหลือเพียง 0.1 ดอลลาร์ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์
เหตุการณ์นี้มีจุดร่วมที่น่าสนใจกับวิกฤตต้มยำกุ้งของไทยในปี 2540 อยู่ไม่น้อย ตอนนั้นเงินบาทถูกตรึงค่ากับดอลลาร์สหรัฐฯ ในลักษณะคล้าย LUNA ที่หนุนหลัง UST เมื่อกองทุนเก็งกำไรระหว่างประเทศเริ่มเห็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทยและเทขายเงินบาทหนักขึ้นเรื่อยๆ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็พยายามใช้เงินสำรองระหว่างประเทศเข้าพยุงค่าเงินไว้ เหมือนที่ Luna Foundation Guard พยายามพยุงราคา UST จนสุดท้ายเงินสำรองหมดคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในที่สุด ทั้งสองเหตุการณ์สะท้อนบทเรียนเดียวกัน คือระบบที่ตรึงราคาด้วยการพยุงจากเงินสำรองอย่างเดียว โดยไม่มีสินทรัพย์รองรับที่แข็งแรงพอ ท้ายที่สุดแล้วเปราะบางกว่าที่คิดเมื่อโดนแรงเทขายจากตลาดจริงๆ เพียงแต่ในโลกคริปโต ผู้ถือ UST ไม่มีใครมาช่วยรับผิดชอบความเสียหายแทน ต่างจากประชาชนไทยที่รัฐยังต้องแบกรับผลกระทบของวิกฤตต่อไปอีกหลายปี
ตัวเลขที่แสดงความรุนแรงของ Death Spiral ได้ชัดที่สุดคือราคา LUNA เอง ก่อนเกิดเหตุ LUNA เคยซื้อขายกันที่ราวๆ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเหรียญ แต่เพราะระบบต้อง Mint LUNA ออกมาแลกกับการ Burn UST อย่างไม่มีที่สิ้นสุดเพื่อพยุงราคา อุปทาน LUNA จึงพุ่งจากหลักร้อยล้านเหรียญไปแตะหลักล้านล้านเหรียญภายในไม่กี่วัน ราคาต่อเหรียญจึงร่วงลงเหลือเพียง 0.000002 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นการสูญมูลค่าเกือบ 100% ซึ่งไม่ใช่แค่ราคาร่วงแบบทั่วไป แต่คือกลไกที่ออกแบบมาเพื่อพยุงราคาสุดท้ายกลับกลายเป็นตัวเร่งให้ทั้งระบบพังเร็วขึ้นไปอีก
ไม่ใช่ Algorithmic Stablecoin ทุกตัวที่จบแบบ UST อย่างไรก็ตาม บางเจ้าเลือกออกแบบให้เป็นแบบผสม (Fractional-algorithmic) คือมีทั้งสินทรัพย์ค้ำประกันจริงบางส่วนและใช้อัลกอริทึมควบคุมอีกส่วน อย่างเช่น FRAX ที่ไม่ได้ยึดกลไก Mint & Burn ล้วนๆ เหมือน UST แต่ปรับสัดส่วนสินทรัพย์ค้ำประกันขึ้นลงตามความเชื่อมั่นของตลาดแทน ทำให้เมื่อเจอความผันผวนรุนแรง ระบบยังพอมีสินทรัพย์จริงรองรับอยู่บ้าง ไม่ต้องพึ่งความเชื่อมั่นล้วนๆ เหมือน UST บทเรียนจาก Terra จึงไม่ใช่ว่า "Algorithmic Stablecoin ใช้ไม่ได้เสมอไป" แต่คือการมีสินทรัพย์ค้ำประกันจริงอยู่บ้าง ต่อให้ไม่เต็ม 100% ก็ยังทำให้ระบบทนแรงเทขายได้ดีกว่าการพึ่งอัลกอริทึมล้วนๆ อย่างมีนัยสำคัญ

ภาพ: กราฟราคา UST ร่วงจาก 1 ดอลลาร์ลงมาเหลือประมาณ 0.10 ดอลลาร์ภายในสัปดาห์เดียวช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2022 หลังถูกเทขายหนักจนเกิด Death Spiral
ความเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนถือ Stablecoin
แม้ Stablecoin จะถูกออกแบบมาให้ราคานิ่ง แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยงเลย ความเสี่ยงหลักๆ ที่ควรรู้มีอยู่สามเรื่อง
เรื่องแรกคือความโปร่งใสของสินทรัพย์ค้ำประกัน ผู้ออก Fiat-backed Stablecoin บางเจ้าเปิดเผยรายงานสินทรัพย์สำรองเพียงแค่ระดับ "หนังสือรับรองความเห็นทางบัญชี" (Attestation) ซึ่งไม่ใช่การตรวจสอบบัญชีแบบเต็มรูปแบบโดยหน่วยงานอิสระ ทำให้ยากที่นักลงทุนทั่วไปจะยืนยันได้ 100% ว่าเงินสำรองมีครบตามที่ประกาศจริง
เรื่องที่สองคือความเสี่ยงจากการกำกับดูแล (Regulatory Risk) เพราะผู้ออกเหรียญ Fiat-backed เป็นบริษัทจริงที่อยู่ภายใต้กฎหมาย จึงสามารถถูกสั่งอายัดบัญชีเฉพาะรายได้ตามคำสั่งของหน่วยงานรัฐ หรือแม้แต่ถูกสั่งปิดกิจการทั้งหมดแบบที่เกิดขึ้นกับ BUSD ก็เป็นความเสี่ยงที่ผู้ถือเหรียญไม่สามารถควบคุมได้เลย
เรื่องที่สามคือความเสี่ยงหลุด Peg (Depeg Risk) คือราคาเหรียญเบี่ยงออกจาก 1 ดอลลาร์ ซึ่งเกิดขึ้นได้กับ Stablecoin ทุกประเภท ไม่ใช่แค่ Algorithmic เท่านั้น แม้แต่ USDT เองในช่วงยุคแรกเริ่มก็เคยหลุดจากราคา 1 ดอลลาร์ไปซื้อขายกันที่ราว 0.6 ดอลลาร์มาแล้ว ก่อนที่ตลาดจะฟื้นความเชื่อมั่นกลับมาได้ในภายหลัง ส่วน Crypto-backed อย่าง DAI หรือ Algorithmic อย่าง UST ก็มีโอกาสหลุด Peg ได้ง่ายกว่าด้วยซ้ำในภาวะตลาดผันผวนรุนแรง เพราะไม่มีเงินสดค้ำอยู่โดยตรงเหมือน Fiat-backed

ภาพ: สรุป 3 ความเสี่ยงหลักของ Stablecoin ได้แก่ ความโปร่งใสของสินทรัพย์ค้ำประกันที่ตรวจสอบได้ยาก ความเสี่ยงถูกอายัดบัญชีจากหน่วยงานกำกับดูแล และความเสี่ยงหลุด Peg ออกจาก 1 ดอลลาร์
สรุป: Stablecoin ไม่ใช่สินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยงเสมอไป
Stablecoin ทำหน้าที่เป็นสะพานสำคัญที่เชื่อมโลกคริปโตผันผวนเข้ากับความมั่นคงของเงินตราแบบดั้งเดิม ทำให้นักลงทุนพักเงินในระบบคริปโตได้โดยไม่ต้องผันผวนตามตลาด และเป็นคู่เทรดหลักที่ทำให้กระดานเทรดทำงานได้อย่างมีสภาพคล่อง แต่ "ราคานิ่ง" ไม่ได้แปลว่า "ไม่มีความเสี่ยง" ผู้ออกแต่ละเจ้ามีกลไกและความน่าเชื่อถือที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ Fiat-backed ที่ต้องพึ่งความโปร่งใสของผู้ออก Crypto-backed ที่ต้องแลกกับประสิทธิภาพเงินทุน ไปจนถึง Algorithmic ที่เคยพิสูจน์มาแล้วว่าเปราะบางที่สุดเมื่อไม่มีสินทรัพย์จริงรองรับ การเข้าใจกลไกเบื้องหลังของ Stablecoin แต่ละตัวก่อนใช้งาน จึงเป็นความรู้พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับทุกคนที่อยู่ในโลกคริปโต
คำถามที่พบบ่อย
Stablecoin คืออะไร?
Cryptocurrency ที่ถูกออกแบบให้ราคาคงที่ ผูกติดกับสินทรัพย์อ้างอิงในโลกจริง ส่วนใหญ่คือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ทำหน้าที่เป็นแหล่งพักเงินและคู่เทรดหลักในตลาดคริปโต
Stablecoin มีอะไรบ้าง แบ่งกี่ประเภท?
แบ่งหลักๆ 3 ประเภทตามกลไกตรึงราคา ได้แก่ Fiat-backed (ค้ำด้วยเงินจริง เช่น USDT, USDC) Crypto-backed (ค้ำด้วยคริปโตอื่นแบบค้ำประกันเกินมูลค่า เช่น DAI) และ Algorithmic (ใช้อัลกอริทึมควบคุมอุปทานแทนสินทรัพย์ค้ำประกัน เช่น UST ที่เคยล่มไปแล้ว)
ทำไม UST ของ Terra/LUNA ถึงล่มสลาย?
เพราะ UST ไม่มีสินทรัพย์จริงหนุนหลัง อาศัยกลไกอัลกอริทึมแลกเปลี่ยนกับ LUNA เพียงอย่างเดียว เมื่อถูกเทขายหนักจนราคาหลุด 1 ดอลลาร์ ระบบต้องสร้าง LUNA ออกมามหาศาลเพื่อพยุงราคา จนเกิด Death Spiral ที่ทำให้ทั้งสองเหรียญเสียมูลค่าเกือบทั้งหมดภายในไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์
Stablecoin ปลอดภัย 100% หรือไม่?
ไม่ปลอดภัย 100% ความเสี่ยงหลักที่ต้องรู้คือความโปร่งใสของสินทรัพย์ค้ำประกัน ความเสี่ยงจากการถูกกำกับดูแลหรือสั่งอายัด และความเสี่ยงหลุด Peg ซึ่งเกิดขึ้นได้กับ Stablecoin ทุกประเภท ไม่ใช่แค่ Algorithmic เท่านั้น
📖 เรื่องนี้ผู้เขียนเล่าไว้ละเอียดกว่านี้ในหนังสือ Cryptocurrency & Digital Asset 101 บทที่ว่าด้วย Stablecoin