
Bitcoin Halving คืออะไร ทำไมรางวัลขุดต้องลดครึ่งทุก 4 ปี
Bitcoin Halving คือการลดรางวัลขุดลงครึ่งหนึ่งทุก 210,000 บล็อก เข้าใจกลไก ประวัติทั้ง 4 ครั้ง ผลต่อนักขุด และสิ่งที่ข้อมูลราคาในอดีตบอกได้และบอกไม่ได้
ทุกประมาณ 4 ปีจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่คำว่า "Bitcoin Halving" โผล่มาเต็มหน้าฟีดของคนไทย สื่อการเงินทุกสำนักเล่นข่าวนี้ รายการทีวีหยิบไปคุย กลุ่มไลน์ลงทุนส่งต่อบทวิเคราะห์กันให้วุ่น รอบล่าสุดคือช่วงเดือนเมษายน 2024 ที่ข่าว "ฮาล์ฟวิ่งครั้งที่ 4" ถูกพูดถึงพร้อมประโยคยอดนิยมอย่าง "หลัง halving ราคามักขึ้น" จนคนที่ไม่เคยแตะคริปโตเลยยังพอผ่านตา
แต่พอถามต่อว่า halving คืออะไรกันแน่ ทำไมต้อง 4 ปี ใครเป็นคนสั่งให้มันเกิด แล้วมันเกี่ยวอะไรกับราคา คำตอบที่ได้มักจบแค่ "รางวัลขุดลดลงครึ่งหนึ่ง เหรียญออกใหม่น้อยลง ของหายากขึ้น" ซึ่งถูกแค่ครึ่งเดียว เพราะครึ่งที่เหลือ ทั้งกลไกที่บังคับให้มันเกิดตรงเวลาโดยไม่มีใครสั่ง เหตุผลที่ Satoshi Nakamoto เลือกออกแบบแบบนี้ และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับนักขุดหลังรางวัลหาย คือส่วนที่ทำให้เข้าใจ Bitcoin ทั้งระบบได้ลึกขึ้นมาก บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่กลไก ประวัติทุกครั้งที่ผ่านมา ไปจนถึงคำถามที่แหลมที่สุดว่าข้อมูลราคาในอดีตบอกอะไรเราได้และบอกอะไรไม่ได้
Bitcoin Halving คือเหตุการณ์ที่รางวัลจากการขุดบล็อก (Block Reward) ของ Bitcoin ลดลงครึ่งหนึ่งโดยอัตโนมัติทุก 210,000 บล็อก หรือประมาณทุก 4 ปี เป็นกฎที่เขียนตายตัวอยู่ในโค้ดของ Bitcoin ตั้งแต่วันแรก ไม่มีบริษัท ธนาคารกลาง หรือคณะกรรมการใดคอยกดปุ่ม และเป็นกลไกหลักที่ทำให้ Bitcoin มีจำนวนจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญจริงตามที่ประกาศไว้

ภาพ: รางวัลต่อบล็อกของ Bitcoin ลดลงครึ่งหนึ่งทุกประมาณ 4 ปี จาก 50 BTC ในปี 2009 เหลือ 3.125 BTC ในปัจจุบัน
Halving ทำงานยังไง เริ่มจากเข้าใจ Block Reward ก่อน
ก่อนจะเข้าใจ halving ต้องเข้าใจก่อนว่า Bitcoin ใหม่เกิดขึ้นบนโลกนี้ได้ทางเดียวเท่านั้น คือผ่านการขุด (Mining) ระบบของ Bitcoin ให้นักขุดทั่วโลกแข่งกันแก้โจทย์ทางคณิตศาสตร์เพื่อชิงสิทธิ์เป็นผู้บันทึกธุรกรรมชุดล่าสุดลงบล็อกเชน ใครชนะจะได้รางวัลสองก้อน ก้อนแรกคือค่าธรรมเนียมของธุรกรรมในบล็อกนั้น และก้อนที่สองซึ่งใหญ่กว่ามากคือ Block Reward หรือ Bitcoin ที่ระบบผลิตใหม่ให้เป็นรางวัล กระบวนการแข่งขันนี้มีชื่อเรียกว่า Proof of Work ซึ่งเราเคยอธิบายกลไกละเอียดไว้แล้วในบทความ Proof of Work คืออะไร และ การขุด Bitcoin คืออะไร
จุดที่ halving เข้ามาเกี่ยวคือขนาดของรางวัลก้อนที่สองนี้ไม่ได้คงที่ตลอดไป กฎของ Bitcoin ระบุว่าทุก 210,000 บล็อกที่ถูกขุดสำเร็จ Block Reward จะถูกหั่นลงครึ่งหนึ่งโดยอัตโนมัติ และเพราะระบบถูกออกแบบให้บล็อกใหม่เกิดขึ้นเฉลี่ยทุก 10 นาที (มีกลไกปรับความยากที่เรียกว่า Difficulty Adjustment คอยรักษาจังหวะนี้ไว้) 210,000 บล็อกจึงกินเวลาราว 3 ปีครึ่งถึง 4 ปี (รอบที่ผ่านมาจริงอยู่ระหว่าง 3 ปี 7 เดือน ถึง 3 ปี 11 เดือน) นี่คือที่มาของคำว่า "ทุก 4 ปี" ที่จริงแล้วไม่ได้นับตามปฏิทิน แต่นับตามจำนวนบล็อก
เหตุผลที่ตัวเลขไม่นิ่งเป๊ะคือ Difficulty Adjustment ปรับความยากใหม่ทุก 2,016 บล็อก (ราว 2 สัปดาห์) เท่านั้น ไม่ได้ปรับแบบเรียลไทม์ ระหว่างสองรอบปรับนี้ถ้าแรงขุดรวมของเครือข่าย (Hashrate) เพิ่มขึ้นเร็ว เช่น มีนักขุดรายใหญ่เปิดเครื่องใหม่จำนวนมาก บล็อกจะถูกขุดเจอเร็วกว่า 10 นาทีต่อบล็อกไปพักหนึ่งก่อนที่ระบบจะไล่ปรับความยากตาม กลับกันถ้าแรงขุดหดตัวกะทันหัน เช่นตอนจีนสั่งแบนการขุดปี 2021 บล็อกจะช้าลงชั่วคราว เพราะอย่างนั้นเมื่อสะสมความคลาดเคลื่อนเล็กๆ นี้ตลอด 210,000 บล็อก เวลา halving จริงจึงไม่มีทางเป๊ะที่ 4 ปีเสมอไป แต่จะขยับเร็วขึ้นหรือช้าลงได้เป็นเดือนแล้วแต่ว่าช่วงนั้นแรงขุดรวมของโลกกำลังโตเร็วแค่ไหน

ภาพ: อธิบายว่าทำไมเวลา halving แต่ละครั้งไม่ตรงกัน 4 ปีเป๊ะ เพราะ Difficulty Adjustment ปรับความยากทุก 2 สัปดาห์เท่านั้น ไม่ใช่แบบเรียลไทม์
จุดที่หลายคนมักเข้าใจคลาดคือคิดว่ามีใครสักคนคอยประกาศว่า halving จะเกิดวันไหน ความจริงคือไม่มีเลย เงื่อนไขนี้ฝังอยู่ในโค้ดที่โหนดทุกตัวในเครือข่ายรันเหมือนกันหมด เมื่อบล็อกหมายเลข 210,000 / 420,000 / 630,000 มาถึง รางวัลก็ลดลงเองทันทีโดยไม่ต้องมีมติจากใคร จะเปลี่ยนกฎนี้ได้ก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่ทั้งเครือข่ายยอมอัปเกรดซอฟต์แวร์พร้อมกัน ซึ่งตลอด 17 ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีความพยายามแก้ตารางการผลิตเหรียญสำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว

ภาพ: กลไก halving ฝังอยู่ในโค้ด นับจากจำนวนบล็อก ไม่ใช่วันที่ในปฏิทิน และไม่มีใครเป็นคนกดปุ่ม
ตัวเลขที่ช่วยให้เห็นภาพ: ปัจจุบันเครือข่าย Bitcoin ผลิตบล็อกเฉลี่ยวันละประมาณ 144 บล็อก (24 ชั่วโมง หารด้วย 10 นาที) เมื่อคูณกับรางวัล 3.125 BTC ต่อบล็อกในยุคปัจจุบัน เท่ากับมี Bitcoin ใหม่ออกสู่โลกเพียงวันละราว 450 BTC จากที่เคยเป็นวันละราว 900 BTC ก่อนเดือนเมษายน 2024 และย้อนไปยุคแรกสุดเคยเป็นวันละราว 7,200 BTC
ทำไม Satoshi ถึงออกแบบให้รางวัลลดลง ไม่ใช่คงที่
คำตอบสั้นที่สุดคือ เพื่อให้คำสัญญาเรื่อง "21 ล้านเหรียญ" เป็นจริงได้โดยไม่ต้องเชื่อใจใคร
ลองคิดกลับด้าน ถ้า Block Reward คงที่ 50 BTC ตลอดไป Bitcoin จะถูกผลิตเพิ่มปีละราว 2.6 ล้านเหรียญไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด ไม่ต่างจากเงินสกุลปกติที่พิมพ์เพิ่มได้ตลอด แต่เมื่อกำหนดให้รางวัลลดครึ่งทุก 210,000 บล็อก ผลรวมของเหรียญทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นได้จะกลายเป็นอนุกรมที่ลู่เข้าหาเพดาน คือ 50 บวก 25 บวก 12.5 ไล่ลงไปเรื่อยๆ คูณด้วย 210,000 บล็อกต่อยุค รวมกันแล้วไม่มีทางเกิน 21 ล้านเหรียญ เพดานนี้จึงไม่ใช่คำสัญญาลอยๆ แต่เป็นผลลัพธ์ทางคณิตศาสตร์ของกลไก halving โดยตรง ใครอยากเจาะลึกเรื่องเพดาน 21 ล้านโดยเฉพาะ เราแยกอธิบายไว้ในบทความ ทำไม Bitcoin ถึงมีแค่ 21 ล้านเหรียญ
แรงจูงใจเบื้องหลังการออกแบบนี้ชัดเจนตั้งแต่วันแรกของระบบ ในบล็อกแรกสุดของ Bitcoin ที่เรียกว่า Genesis Block (3 มกราคม 2009) Satoshi ฝังพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ The Times ของวันนั้นเอาไว้ เนื้อข่าวคือรัฐบาลอังกฤษกำลังจะอัดเงินอุ้มธนาคารรอบที่สองหลังวิกฤตการเงินโลก มันคือการประกาศจุดยืนกลายๆ ว่าเงินสกุลนี้เกิดมาเพื่อเป็นขั้วตรงข้ามกับระบบที่ผลิตเงินเพิ่มได้ตามดุลยพินิจของคนไม่กี่คน Bitcoin จึงเลือกทางที่สุดโต่งกว่า คือประกาศตารางการผลิตเงินล่วงหน้าทั้งหมดจนถึงเหรียญสุดท้าย แล้วล็อกมันไว้ในโค้ดที่ทุกคนตรวจสอบได้

ภาพ: กลไก halving คือสิ่งที่ทำให้อุปทาน Bitcoin ลู่เข้าหาเพดาน 21 ล้านเหรียญ ยิ่งเวลาผ่านไป เหรียญใหม่ยิ่งเกิดช้าลง
ถ้าเทียบกับสิ่งที่คนไทยคุ้นเคย กลไกนี้ใกล้เคียงกับเหตุผลที่ของสะสมรุ่นผลิตจำกัดถึงมีราคา ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่องรุ่นดังที่สร้างจำนวนจำกัดแล้วไม่สร้างเพิ่ม เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกที่กรมธนารักษ์ผลิตครั้งเดียวจบ หรืออาร์ตทอยรุ่นลิมิเต็ดที่คนต่อแถวข้ามคืน สิ่งที่ทำให้ของพวกนี้รักษามูลค่าได้คือความมั่นใจว่าจะไม่มีการผลิตซ้ำ ต่างกันตรงที่ของสะสมต้องอาศัยความเชื่อใจผู้ผลิตว่าจะรักษาคำพูด ส่วน Bitcoin ไม่ต้องเชื่อใจใครเลย เพราะตารางการผลิตถูกบังคับด้วยโค้ดและตรวจสอบได้จากทุกคนที่รันโหนด และถึงวันนี้เหรียญกว่า 95% ถูกขุดออกมาแล้ว ที่เหลือไม่ถึง 5% จะทยอยออกช้าลงไปอีกนับร้อยปี
อีกมุมที่น่าสนใจคือหลัง halving ปี 2024 อัตราการผลิต Bitcoin ใหม่ต่อปีลดลงมาอยู่ต่ำกว่า 1% ของจำนวนเหรียญที่หมุนเวียนอยู่ ซึ่งต่ำกว่าอัตราที่ทองคำถูกขุดเพิ่มเข้าสู่ระบบในแต่ละปี (ราว 1.5-2% ของทองคำที่มีอยู่บนดิน) นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีสินทรัพย์ซึ่งอัตราการเกิดใหม่ต่ำกว่าทองคำอย่างถาวรและพิสูจน์ได้
จุดที่มักถูกมองข้ามคือในเชิงปริมาณ halving แต่ละรอบมีผลต่อภาพรวมอุปทานน้อยลงเรื่อยๆ ไม่ใช่มากขึ้น เพราะการผลิตเหรียญใหม่ลดลงแบบ Exponential (ครึ่งต่อครึ่งทุกรอบ) คำนวณตรงไปตรงมาจากตัวเลขข้างต้นจะเห็นว่า ช่วงก่อน halving ครั้งแรก (2009-2012) ที่รางวัลยังอยู่ที่ 50 BTC ต่อบล็อก เพียงยุคเดียวผลิตเหรียญออกมาแล้วถึง 10.5 ล้าน BTC หรือครึ่งหนึ่งของเหรียญทั้งหมดที่จะมีวันเกิดขึ้นบนโลกนี้ ยุคระหว่าง halving ครั้งที่ 1-2 (2012-2016) ผลิตเพิ่มอีก 5.25 ล้าน BTC หรือ 25% ของทั้งหมด ยุคครั้งที่ 2-3 (2016-2020) ผลิต 12.5% ยุคครั้งที่ 3-4 (2020-2024) ผลิต 6.25% และยุคปัจจุบันหลัง halving ครั้งที่ 4 (2024-2028) จะผลิตเพิ่มอีกเพียง 3.125% ของอุปทานทั้งหมดเท่านั้น พูดง่ายๆ คือ halving ครั้งแรกคือจุดเปลี่ยนที่กันไม่ให้ยุคแรกสุดผลิตเหรียญเกินครึ่งหนึ่งของทั้งหมดที่จะมีวันเกิดขึ้น ขณะที่ halving ครั้งที่ 5 ที่กำลังจะมาถึงในปี 2028 มีของให้กันแค่เศษเสี้ยว 1.5625% เพราะเหรียญส่วนใหญ่ถูกขุดออกไปหมดตั้งแต่ยุคแรกๆ แล้ว ยิ่งผ่านไปหลายรอบ halving แต่ละครั้งจึงยิ่งเป็นแค่การปรับจูนตัวเลขทศนิยมของสิ่งที่เหลืออยู่น้อยนิดอยู่แล้ว ไม่ใช่เหตุการณ์ที่พลิกโครงสร้างอุปทานเหมือนรอบแรกๆ อีกต่อไป

ภาพ: สัดส่วนอุปทานที่แต่ละยุค halving ผลิตได้หดตัวลงครึ่งหนึ่งทุกรอบ ยุคแรกสุดผลิตไปแล้วครึ่งหนึ่งของเหรียญทั้งหมด ขณะที่ยุคปัจจุบันเหลือผลิตได้ไม่ถึง 4%
ประวัติ Halving ทั้ง 4 ครั้ง จาก 50 เหลือ 3.125 BTC
นับตั้งแต่ Genesis Block ที่ให้รางวัล 50 BTC ต่อบล็อก Bitcoin ผ่าน halving มาแล้ว 4 ครั้ง ทุกครั้งเกิดตรงตามบล็อกที่กำหนดเป๊ะ ไม่เคยเลื่อน ไม่เคยมีข้อยกเว้น
- ครั้งที่ 1: 28 พฤศจิกายน 2012 (บล็อก 210,000) รางวัลลดจาก 50 เหลือ 25 BTC ยุคนั้น Bitcoin ยังเป็นของเล่นของคนกลุ่มเล็กๆ ราคาอยู่ราว 12 ดอลลาร์
- ครั้งที่ 2: 9 กรกฎาคม 2016 (บล็อก 420,000) รางวัลลดจาก 25 เหลือ 12.5 BTC ราคาช่วงนั้นราว 650 ดอลลาร์ วงการเริ่มมีกระดานเทรดจริงจังทั่วโลก
- ครั้งที่ 3: 11 พฤษภาคม 2020 (บล็อก 630,000) รางวัลลดจาก 12.5 เหลือ 6.25 BTC เกิดกลางช่วงโควิดที่ธนาคารกลางทั่วโลกอัดเงินเข้าระบบครั้งใหญ่ ราคาช่วงนั้นราว 8,700 ดอลลาร์
- ครั้งที่ 4: 20 เมษายน 2024 (บล็อก 840,000) รางวัลลดจาก 6.25 เหลือ 3.125 BTC ครั้งแรกที่ halving เกิดหลังสหรัฐฯ อนุมัติ Spot Bitcoin ETF ราคาช่วงนั้นราว 64,000 ดอลลาร์

ภาพ: halving ทั้ง 4 ครั้งเกิดตรงตามหมายเลขบล็อกที่กำหนดไว้ล่วงหน้าทุกครั้ง โดยไม่มีใครต้องสั่งการ
สังเกตว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปในแต่ละรอบไม่ใช่แค่ตัวเลขรางวัล แต่คือบริบทของตลาด รอบแรกแทบไม่มีใครสนใจ รอบสองเริ่มมีสื่อเฉพาะทางรายงาน รอบสามกลายเป็นข่าวการเงินกระแสหลัก และรอบสี่ถูกจับตาโดยนักลงทุนสถาบันทั่วโลกพร้อมเงินทุนจาก ETF คนละโลกกับวันที่ Satoshi ปล่อยระบบนี้ออกมาโดยมีคนขุดอยู่ไม่กี่เครื่อง
Halving กับราคา อดีตบอกอะไร และอะไรที่อดีตบอกไม่ได้
นี่คือหัวข้อที่คนอยากอ่านที่สุด และเป็นหัวข้อที่ต้องอ่านอย่างระวังที่สุดเช่นกัน
ข้อมูลอดีตมีอยู่จริง: หลัง halving ทั้งสามครั้งแรก ราคา Bitcoin ทำจุดสูงสุดใหม่ภายในเวลาราว 12-18 เดือนทุกครั้ง หลังรอบ 2012 ราคาขึ้นไปแตะหลักพันดอลลาร์ครั้งแรกปลายปี 2013 หลังรอบ 2016 ราคาไปทำจุดสูงสุดใกล้ 20,000 ดอลลาร์ปลายปี 2017 หลังรอบ 2020 ราคาขึ้นไปถึงราว 69,000 ดอลลาร์ปลายปี 2021 และหลังรอบ 2024 ราคาก็ผ่านหลัก 100,000 ดอลลาร์ครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2024 ก่อนไปทำจุดสูงสุดใหม่ต่อในปี 2025

ภาพ: ราคา Bitcoin กับจุดเกิด halving ทั้ง 4 ครั้ง ข้อมูลอดีตเป็นเพียงบันทึกสิ่งที่เคยเกิดขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเกิดซ้ำ
แต่ก่อนจะสรุปว่า "halving แล้วราคาขึ้นเสมอ" มีข้อเท็จจริงอีกชุดที่ต้องวางคู่กันเสมอ
- ตัวอย่างมีแค่ 4 ครั้ง ในทางสถิติถือว่าน้อยมากจนสรุปเป็นกฎอะไรไม่ได้เลย
- ทุกรอบมีปัจจัยอื่นซ้อนอยู่เสมอ รอบ 2020 เกิดกลางยุคที่ธนาคารกลางอัดสภาพคล่องครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ส่วนรอบ 2024 มีแรงซื้อมหาศาลจาก Spot ETF ที่เพิ่งเปิดตัวก่อน halving ไม่กี่เดือน จึงแยกไม่ออกว่าราคาที่ขึ้นมาจาก halving เท่าไร มาจากปัจจัยอื่นเท่าไร
- ผลตอบแทนหดตัวลงทุกรอบ จากหลักหลายสิบเท่าในรอบแรกๆ เหลือระดับเท่าตัวในรอบล่าสุด ซึ่งสมเหตุสมผล เพราะยิ่งตลาดใหญ่ขึ้น เงินที่ต้องใช้ขยับราคาก็ยิ่งมหาศาลขึ้น
- ตลาดรู้ล่วงหน้า ยิ่ง halving เป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนรู้กำหนดการอยู่แล้ว ตลาดก็ยิ่งมีแนวโน้มซื้อขายดักหน้าไปก่อนเกิดเหตุการณ์จริง ผลกระทบ ณ วันเกิดเหตุจึงเจือจางลงเรื่อยๆ
สรุปแบบตรงไปตรงมาที่สุด: halving มีผลจริงต่อฝั่งอุปทาน คือเหรียญใหม่ที่ไหลเข้าตลาดลดลงครึ่งหนึ่งแน่นอน อันนี้คือคณิตศาสตร์ แต่ราคาถูกกำหนดจากทั้งอุปทานและอุปสงค์ และฝั่งอุปสงค์ไม่มีอะไรการันตี ข้อมูลอดีตจึงเป็นได้แค่บันทึกว่าเคยเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่สัญญาว่าจะเกิดอะไรต่อ ผู้อ่านที่เจอบทวิเคราะห์ทำนายราคาจาก halving ควรถือว่านั่นคือความเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
ผลต่อนักขุด ฝั่งที่เจ็บจริงทุกครั้งที่รางวัลหาย
ในขณะที่นักลงทุนมอง halving เป็นเรื่องของราคา ฝั่งที่โดนผลกระทบตรงและทันทีที่สุดคือนักขุด ลองนึกภาพธุรกิจที่รายได้หลักหายไปครึ่งหนึ่งข้ามคืน ในขณะที่ค่าไฟ ค่าเครื่อง ค่าเช่าโรงเรือน ทุกอย่างเท่าเดิมหมด นั่นคือสิ่งที่เกิดกับนักขุดทั่วโลกทุกครั้งที่ถึงรอบ halving

ภาพ: halving บีบรายได้นักขุดลงครึ่งหนึ่งทันที แต่กลไกปรับความยากช่วยให้เครือข่ายหาสมดุลใหม่ได้เอง
สิ่งที่ตามมาเป็นแบบแผนเดิมแทบทุกรอบ นักขุดที่ต้นทุนสูงที่สุดจะเริ่มขาดทุนก่อน เครื่องรุ่นเก่าที่กินไฟมากเมื่อเทียบกับแรงขุดจะถูกถอดปลั๊กเพราะขุดต่อไปก็ไม่คุ้มค่าไฟ นักขุดบางรายต้องปิดกิจการหรือขายเหรียญที่ถือไว้ออกมาประคองสภาพคล่อง อุตสาหกรรมเรียกช่วงนี้ว่า miner capitulation หรือช่วงนักขุดยอมแพ้ แต่ระบบ Bitcoin มีกลไกรองรับเรื่องนี้ไว้แล้ว เมื่อนักขุดถอนตัวจนแรงขุดรวมของเครือข่ายลด กลไก Difficulty Adjustment จะปรับความยากของโจทย์ลงโดยอัตโนมัติทุก 2,016 บล็อก ทำให้นักขุดที่เหลืออยู่ขุดเจอบล็อกง่ายขึ้นและต้นทุนต่อเหรียญถูกลง ระบบจึงหาสมดุลใหม่ได้เองทุกครั้งโดยไม่ต้องมีใครเข้ามาอุ้ม
ผลระยะยาวของแรงบีบนี้คืออุตสาหกรรมขุดถูกผลักให้มีประสิทธิภาพขึ้นทุกรอบ เครื่องขุดรุ่นใหม่ประหยัดไฟขึ้น นักขุดย้ายไปหาแหล่งพลังงานต้นทุนต่ำลงเรื่อยๆ ตั้งแต่พลังน้ำ พลังงานส่วนเกินของโรงไฟฟ้า ไปจนถึงก๊าซเหลือทิ้งจากแท่นขุดเจาะน้ำมัน สำหรับคนไทยที่เคยได้ยินเรื่องเอาการ์ดจอมาขุดหรือสนใจว่าวันนี้ขุดแล้วยังคุ้มไหม เราเขียนแยกไว้ละเอียดในบทความ ขุด Bitcoin ตอนนี้ยังคุ้มไหม ซึ่งคำตอบสั้นๆ คือยิ่งผ่าน halving แต่ละรอบ เกมนี้ยิ่งเป็นของผู้เล่นที่มีต้นทุนไฟถูกเป็นพิเศษเท่านั้น
แล้ววันที่รางวัลหมดจริงๆ ล่ะ กลไกนี้จะเดินหน้าไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่รางวัลเล็กเกินกว่าจะหารครึ่งได้อีก คือลดลงไปถึงระดับ 1 satoshi ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุดของ Bitcoin คาดกันว่าจะไปสิ้นสุดราวปี 2140 หลังจากนั้นนักขุดจะมีรายได้จากค่าธรรมเนียมธุรกรรมเพียงอย่างเดียว คำถามว่าค่าธรรมเนียมอย่างเดียวจะจูงใจให้คนขุดต่อและรักษาความปลอดภัยเครือข่ายได้หรือไม่ เป็นหนึ่งในประเด็นถกเถียงระยะยาวที่ยังไม่มีใครตอบได้จริง เพราะกว่าจะถึงวันนั้นก็อีกร้อยกว่าปี แต่ที่แน่ๆ คือระหว่างทาง สัดส่วนรายได้ของนักขุดจะค่อยๆ เอียงจากรางวัลไปหาค่าธรรมเนียมมากขึ้นทีละรอบ

ภาพ: ทุกรอบ halving สัดส่วนรายได้ของนักขุดจะเอียงจาก Block Reward ไปหาค่าธรรมเนียมมากขึ้น จนรางวัลหมดลงราวปี 2140
Halving ครั้งถัดไป ปี 2028 จะเกิดอะไรขึ้น
Halving ครั้งที่ 5 จะเกิดที่บล็อกหมายเลข 1,050,000 ซึ่งจากจังหวะการเกิดบล็อกปัจจุบัน คาดกันว่าจะมาถึงราวปี 2028 (ประมาณการส่วนใหญ่ชี้ไปช่วงครึ่งแรกของปี) รางวัลจะลดจาก 3.125 เหลือ 1.5625 BTC ต่อบล็อก และ Bitcoin ใหม่ที่ออกสู่ตลาดจะเหลือเพียงวันละราว 225 BTC
ย้ำอีกครั้งว่าวันที่แน่นอนไม่มีใครระบุได้ล่วงหน้า เพราะ halving นับตามบล็อก ไม่ใช่ปฏิทิน ถ้าช่วงไหนแรงขุดรวมเพิ่มเร็ว บล็อกจะเกิดถี่ขึ้นเล็กน้อยและวัน halving จะขยับเข้ามาเร็วขึ้น กลับกันถ้าแรงขุดลด วันก็เลื่อนออกไป สิ่งที่บอกได้แน่นอนมีอย่างเดียวคือหมายเลขบล็อก
สิ่งที่น่าติดตามในรอบหน้าไม่ใช่แค่ราคา แต่คือคำถามเชิงโครงสร้างสองข้อ ข้อแรก นักขุดจะรับมือกับรายได้ที่หดอีกครึ่งอย่างไรในวันที่การแข่งขันสูงกว่าทุกยุค และข้อสอง เมื่อเหรียญใหม่เข้าตลาดน้อยลงเรื่อยๆ จนแทบเป็นศูนย์เมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อขายรายวัน บทบาทของ halving ต่อตลาดจะยังเหลืออยู่แค่ไหน หรือจะกลายเป็นแค่หมุดหมายเชิงสัญลักษณ์ที่คนในวงการฉลองกันทุก 4 ปี
ไม่ว่าคำตอบจะออกทางไหน มีอย่างหนึ่งที่ไม่เปลี่ยน คือเครื่องจักรผลิตเหรียญของ Bitcoin จะเดินตามตารางที่ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2009 ต่อไปเหมือนเดิม ไม่สนว่าตลาดจะดีหรือร้าย ไม่สนว่าใครจะเชียร์หรือด่า และนั่นแหละคือประเด็นทั้งหมดของมัน

ภาพ: halving ครั้งที่ 5 จะเกิดที่บล็อกหมายเลข 1,050,000 คาดว่าราวปี 2028 โดยนับจากจำนวนบล็อก ไม่ใช่วันที่ในปฏิทิน
คำถามที่พบบ่อย
Bitcoin Halving คืออะไร?
เหตุการณ์ที่รางวัลจากการขุดบล็อกของ Bitcoin ลดลงครึ่งหนึ่งโดยอัตโนมัติทุก 210,000 บล็อก หรือประมาณทุก 4 ปี เป็นกฎที่ฝังในโค้ดตั้งแต่แรก ไม่มีใครเป็นคนสั่ง และเป็นกลไกที่ทำให้ Bitcoin มีจำนวนจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ
Halving ครั้งล่าสุดเกิดเมื่อไหร่ และครั้งต่อไปคือเมื่อไหร่?
ครั้งล่าสุดคือครั้งที่ 4 เมื่อ 20 เมษายน 2024 ที่บล็อก 840,000 รางวัลลดจาก 6.25 เหลือ 3.125 BTC ครั้งต่อไปจะเกิดที่บล็อก 1,050,000 คาดว่าราวปี 2028 รางวัลจะเหลือ 1.5625 BTC
Halving แล้วราคาขึ้นเสมอจริงไหม?
ในอดีตทั้ง 4 ครั้ง ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ภายในราว 12-18 เดือนหลัง halving จริง แต่ตัวอย่างแค่ 4 ครั้งสรุปเป็นกฎไม่ได้ ทุกรอบมีปัจจัยอื่นซ้อนอยู่ และผลตอบแทนหดตัวลงทุกรอบ ข้อมูลอดีตเป็นบันทึก ไม่ใช่คำทำนาย
ทำไมต้องเป็นทุก 210,000 บล็อก?
เป็นค่าที่ Satoshi กำหนดไว้ในโค้ดตั้งแต่ต้น เมื่อประกอบกับจังหวะบล็อกละราว 10 นาที จะได้รอบเวลาราว 4 ปีต่อครั้ง และทำให้ผลรวมเหรียญทั้งหมดลู่เข้าหา 21 ล้านพอดี
รางวัลขุดจะหมดเมื่อไหร่ แล้วหลังจากนั้นนักขุดอยู่ได้ยังไง?
รางวัลจะลดครึ่งไปเรื่อยๆ จนเล็กกว่า 1 satoshi ราวปี 2140 หลังจากนั้นนักขุดจะเหลือรายได้จากค่าธรรมเนียมธุรกรรมอย่างเดียว ซึ่งจะเพียงพอรักษาความปลอดภัยเครือข่ายหรือไม่ยังเป็นคำถามเปิดที่ถกเถียงกันอยู่
Halving กระทบนักขุดยังไง?
รายได้หลักหายครึ่งหนึ่งทันทีขณะที่ต้นทุนเท่าเดิม นักขุดต้นทุนสูงจะทยอยถอนตัว เครื่องรุ่นเก่าถูกปลดระวาง แต่กลไก Difficulty Adjustment จะปรับความยากลงให้ระบบหาสมดุลใหม่ได้เองทุกครั้ง
📖 เรื่องกลไกการขุด Block Reward และเบื้องหลังการออกแบบทั้งหมดนี้ ผู้เขียนเล่าไว้ละเอียดกว่านี้ในหนังสือ Bitcoin & Blockchain 101 เงินดิจิทัลเปลี่ยนโลก หาซื้อฉบับเต็มได้ที่นี่
บทความที่เกี่ยวข้อง
📖 อยากรู้ศัพท์คริปโตคำอื่น? ดูรวมศัพท์คริปโต A-Z ครบทุกคำ