วัฏจักรตลาดคริปโต (Market Cycle) คืออะไร ทำไมราคาถึงขึ้นลงเป็นรอบซ้ำเดิม
ความรู้พื้นฐานโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

วัฏจักรตลาดคริปโต (Market Cycle) คืออะไร ทำไมราคาถึงขึ้นลงเป็นรอบซ้ำเดิม

วัฏจักรตลาดคริปโตคืออะไร เจาะ 4 เฟส Accumulation ถึง Markdown ความเชื่อมโยงกับ Bitcoin Halving และบทเรียนจากวิกฤต Zipmex ที่คนไทยเจอมาจริง

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ "คริปโต 1-100" ต่อจาก Narrative คืออะไร และเชื่อมกับเครื่องมือ Smart DCA อ่านเดี่ยวๆ ได้ ไม่ต้องอ่านบทอื่นก่อนก็เข้าใจ

คนที่อยู่ในวงการคริปโตมาสักพักคงเคยได้ยินรุ่นพี่หรือนักวิเคราะห์บางคนพูดประโยคทำนอง "รอบนี้เหมือนปี 2021 เป๊ะเลย" หรือ "ตอนนี้ยังอยู่ต้นรอบอยู่ รออีกหน่อย" โดยไม่อธิบายต่อว่า "รอบ" ที่พูดถึงคือรอบอะไร นับยังไง ประโยคเหล่านี้ฟังดูเหมือนศัพท์เฉพาะกลุ่มที่ต้องอยู่ในวงการมานานถึงจะเข้าใจ แต่ความจริงแล้วมันอ้างอิงถึงรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำในตลาดคริปโตมาตั้งแต่ยุคแรก และเป็นกรอบความคิดที่มีประโยชน์มากที่สุดอันหนึ่งสำหรับนักลงทุนมือใหม่ เพราะช่วยอธิบายว่าทำไมคนจำนวนมากถึงซื้อคริปโตตอนราคาแพงที่สุดด้วยความตื่นเต้น แล้วขายทิ้งตอนราคาถูกที่สุดด้วยความกลัว

วัฏจักรตลาดคริปโตคืออะไร ทำไมสินทรัพย์ตัวนี้ถึงผันผวนกว่าอย่างอื่น

คริปโตเคอเรนซี่ก็เหมือนกับสินทรัพย์หรือธุรกิจอื่น ๆ ที่มีวงจรชีวิตของตัวเอง เริ่มตั้งแต่การทดลองทำสิ่งใหม่ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ ไปจนถึงวันที่มันกลายเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกได้จริงอย่าง Internet หรือ AI ผู้เขียนอธิบายว่าปัจจุบันโปรเจกต์ส่วนใหญ่บนโลกคริปโตยังอยู่ในช่วง Innovation คือช่วงทดลองที่ผู้คนยังไม่เข้าใจ เพราะมีคนเพียง 4% ของโลกที่รู้จัก Bitcoin และคริปโตเคอเรนซี่ (อ้างอิงจาก Triple-A Study) เมื่อโปรเจกต์เริ่มมีคนสนใจมากขึ้นก็จะขยับเข้าสู่ช่วง Early Adopter อย่างที่ Ethereum และ Solana กำลังอยู่ตอนนี้ และถ้าได้รับการยอมรับเต็มตัวก็จะเข้าสู่ช่วง Early Majority อย่างที่ Bitcoin เริ่มเป็นมากขึ้น เมื่อสถาบันการเงินและบางประเทศเริ่มสนับสนุนอย่างเปิดเผย ผู้เขียนเทียบสถานการณ์นี้กับยุคฟองสบู่ดอทคอมของสหรัฐฯ ที่บริษัทเทคโนโลยีเกิดใหม่จำนวนมากอ้างว่าจะเปลี่ยนโลก ราคาพุ่งขึ้นเร็วตามกระแส แต่บริษัทส่วนใหญ่ก็ตายไปในที่สุด เหลือเพียงไม่กี่ตัวที่กลายเป็นยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon หรือ Ebay

อธิบายตำแหน่งของคริปโตบน Adoption Curve ตอนนี้ (ยังอยู่ช่วงต้นถึงกลาง) และทำไมการเปรียบเทียบกับฟองสบู่ดอทคอมถึงช่วยให้เข้าใจความผันผวนของราคาคริปโตในปัจจุบัน

ภาพ: อธิบายตำแหน่งของคริปโตบน Adoption Curve ตอนนี้ (ยังอยู่ช่วงต้นถึงกลาง) และทำไมการเปรียบเทียบกับฟองสบู่ดอทคอมถึงช่วยให้เข้าใจความผันผวนของราคาคริปโตในปัจจุบัน

คริปโตในวันนี้ก็อยู่ในจุดที่คล้ายยุคดอทคอม คือยังอยู่ในช่วงต้นของ Adoption Curve ที่ผู้คนซื้อขายด้วยความเชื่อมากกว่าตัวเลขการใช้งานจริงที่พิสูจน์แล้ว นี่คือเหตุผลที่เหรียญคริปโตปรับตัวขึ้นได้หลักสิบหลักร้อยเท่า และก็ปรับตัวลงได้เกือบหมดตัวเช่นกัน เมื่อผู้ใช้งานจริงเติบโตจนใกล้จุดอิ่มตัว ความผันผวนจะค่อย ๆ ลดลงตามธรรมชาติ

4 เฟสของวัฏจักรตลาด จากความเงียบสงบสุดขีดไปจนถึงความโลภสุดขีด

กรอบที่นักวิเคราะห์ตลาดการเงินใช้อธิบายวัฏจักรราคา (ไม่ได้จำเพาะกับคริปโต ใช้ได้กับหุ้นด้วย) มักแบ่งเป็น 4 เฟส แต่ละเฟสมีสัญญาณเชิงพฤติกรรมและจิตวิทยาต่างกันชัดเจน ไม่ใช่แค่ทิศทางราคา

เฟสสะสม (Accumulation) เกิดขึ้นหลังตลาดผ่านจุดต่ำสุดของรอบก่อนหน้ามาสักระยะ ราคานิ่งอยู่ในกรอบแคบ ปริมาณการซื้อขายเบาบาง สื่อแทบไม่พูดถึงคริปโตอีกต่อไป คนที่เพิ่งขาดทุนหนักในรอบขาลงมักเลิกสนใจไปแล้ว ช่วงนี้นักลงทุนที่มีความเชื่อมั่นระยะยาวเริ่มทยอยสะสมของอย่างเงียบ ๆ เพราะไม่มีใครสนใจจึงไม่มีแรงซื้อกดดันราคาให้ขึ้นเร็ว

เฟสขาขึ้น (Markup) เริ่มเมื่อราคาเริ่มไต่ระดับขึ้นอย่างชัดเจน ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นตาม สื่อเริ่มกลับมารายงานข่าวคริปโตอีกครั้ง คนที่เคยเข็ดจากรอบก่อนเริ่มกลับเข้ามาดูอีกครั้งด้วยความระแวดระวัง เฟสนี้มักกินเวลานานที่สุดและเป็นช่วงที่ความเชื่อมั่นในตลาดค่อย ๆ ฟื้นตัวจากศูนย์ไปสู่จุดที่คนเริ่มเชื่อว่า "รอบนี้จะไปได้ไกล"

เฟสแจกจ่าย/ความโลภสุดขีด (Distribution / Euphoria) คือจุดที่อันตรายที่สุดสำหรับนักลงทุนมือใหม่ เพราะเป็นช่วงที่ราคาพุ่งแรงและเร็วจนคนทั่วไปที่ไม่เคยสนใจคริปโตเลยเริ่มถามหาวิธีซื้อ สื่อกระแสหลักลงข่าวคริปโตทุกวัน มีวลียอดฮิตแบบ "รอบนี้มันต่างจากเดิม" เกิดขึ้นเพื่ออธิบายว่าทำไมราคาจะไม่มีวันลงอีก ความโลภแทนที่ความกลัวเป็นอารมณ์หลักของตลาด และนี่คือช่วงที่นักลงทุนที่สะสมของมาตั้งแต่เฟสแรกเริ่มทยอยขายทำกำไรให้กับคนที่เพิ่งเข้าตลาด

เฟสขาลง (Markdown) เริ่มเมื่อราคาหักหัวลงจากจุดสูงสุด ตอนแรกหลายคนยังเชื่อว่าเป็นแค่การย่อตัวชั่วคราวและซื้อเพิ่มด้วยความหวังว่าราคาจะกลับขึ้น แต่เมื่อราคายังลงต่อเนื่อง ความหวังจะเปลี่ยนเป็นความกลัว แล้วกลายเป็นการเทขายตัดขาดทุนพร้อมกันเป็นวงกว้าง (Capitulation) ก่อนที่ตลาดจะค่อย ๆ เงียบลงและวนกลับเข้าสู่เฟสสะสมอีกครั้ง

วงล้อ 4 เฟสของวัฏจักรตลาด ตั้งแต่เฟสสะสมที่เงียบสงบที่สุด ไปจนถึงเฟสแจกจ่ายที่ความโลภพุ่งสูงสุด ก่อนวนกลับเข้าเฟสขาลงและสะสมใหม่อีกครั้ง

ภาพ: วงล้อ 4 เฟสของวัฏจักรตลาด ตั้งแต่เฟสสะสมที่เงียบสงบที่สุด ไปจนถึงเฟสแจกจ่ายที่ความโลภพุ่งสูงสุด ก่อนวนกลับเข้าเฟสขาลงและสะสมใหม่อีกครั้ง พร้อมสัญญาณเชิงพฤติกรรมของแต่ละเฟส

Bitcoin Halving กลไกที่ทำให้นักลงทุนคริปโตจับตาทุก 4 ปี

นอกจากกรอบ 4 เฟสที่ใช้อธิบายวัฏจักรตลาดโดยทั่วไป ตลาดคริปโตยังมีตัวแปรเฉพาะตัวที่สินทรัพย์อื่นไม่มี นั่นคือ Bitcoin Halving ผู้เขียนอธิบายว่า Bitcoin มีอุปทานเหรียญจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ และทุกประมาณ 4 ปีจะเกิดเหตุการณ์ที่นักขุดได้รางวัลจากการขุดเหรียญ Bitcoin ใหม่ลดลงครึ่งหนึ่ง ทำให้มีเหรียญใหม่เกิดขึ้นน้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป กลไกนี้ถูกเขียนไว้ตายตัวในโค้ดของ Bitcoin ตั้งแต่วันแรก ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้ตามอำเภอใจ

ที่ผ่านมา Bitcoin ผ่านการ Halving มาแล้ว 4 ครั้ง คือวันที่ 28 พฤศจิกายน 2012, 9 กรกฎาคม 2016, 11 พฤษภาคม 2020 และ 20 เมษายน 2024 ผู้เขียนอธิบายว่าเหตุผลที่ราคามักปรับตัวขึ้นแรงหลัง Halving แต่ละครั้ง เป็นเพราะทันทีที่ Supply ใหม่ลดลง หากผู้คนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าราคาจะขึ้นก็จะเข้ามาซื้อกันมากขึ้น เมื่อ Demand เพิ่มขึ้นในจังหวะที่ Supply ใหม่ลดลงพอดี ราคาจึงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามหลักอุปสงค์อุปทานพื้นฐาน แต่ผู้เขียนก็ย้ำไว้ชัดเจนว่าความสัมพันธ์นี้ยังเป็นเพียงทฤษฎีและความเชื่อ เพราะ ณ ตอนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ Bitcoin เพิ่งผ่าน Halving มาเพียง 3 ครั้ง ไม่มีใครยืนยันได้ว่าอนาคตราคาจะยังคงขึ้นตามรูปแบบเดิมหรือไม่ เพียงแต่เป็นทฤษฎีที่นักลงทุนในตลาดเชื่อถือกันมากที่สุดทฤษฎีหนึ่ง

ไทม์ไลน์ 4 ครั้งของ Bitcoin Halving ตั้งแต่ปี 2012 ถึง 2024 แสดงจังหวะที่รางวัลขุดเหรียญใหม่ลดลงครึ่งหนึ่งในแต่ละรอบ

ภาพ: ไทม์ไลน์ 4 ครั้งของ Bitcoin Halving ตั้งแต่ปี 2012 ถึง 2024 แสดงจังหวะที่รางวัลขุดเหรียญใหม่ลดลงครึ่งหนึ่งในแต่ละรอบ ซึ่งเป็นจุดอ้างอิงที่นักลงทุนคริปโตใช้ติดตามวัฏจักรตลาด

ย้อนดู 3 รอบแรก ตัวเลขราคาจริงบอกอะไรบ้าง

ผู้เขียนเล่ารายละเอียดของรอบแรกไว้อย่างชัดเจน หลัง Halving ครั้งแรกช่วงพฤศจิกายน 2012 ราคา Bitcoin ขึ้นจากประมาณ 10 ดอลลาร์ ไปแตะระดับสูงสุดของรอบที่ราวหลักพันดอลลาร์ภายในเวลาประมาณ 13 เดือน (ราคาสูงสุดของรอบนั้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม 2013 อยู่ที่ประมาณ 1,150 ดอลลาร์ ตัวเลขแตกต่างกันเล็กน้อยตามแหล่งอ้างอิงที่ใช้) จากนั้นราคาก็ปรับตัวลงอย่างรุนแรงเหลือประมาณ 166 ดอลลาร์ภายในเวลาประมาณ 13 เดือนเช่นกัน ก่อนจะเข้าสู่ช่วง Sideway Up คือวิ่งอยู่ในกรอบขาขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปอีกราว 18 เดือน ก่อนที่จะเกิด Halving ครั้งถัดไปและเป็นขาขึ้นครั้งใหญ่รอบใหม่

ผู้เขียนสรุปจากสถิติ Bitcoin 4 Years Cycle ทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2012 ถึง 2023) ว่ารูปแบบราคาในแต่ละรอบมักเคลื่อนไหวคล้ายกัน คือเป็นช่วงขาขึ้นหลัง Halving ประมาณ 13-18 เดือน ตามด้วยขาลงประมาณ 12-13 เดือน และ Sideway Up อีกประมาณ 17-18 เดือนก่อนรอบถัดไปจะเริ่ม ซึ่งถ้านับรวมกันก็ตกอยู่ที่ราว 4 ปีพอดี สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปในแต่ละรอบคือขนาดผลตอบแทนและความผันผวนที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ตามหลักที่ว่าเมื่อสินทรัพย์มีขนาดและมูลค่าตลาดใหญ่ขึ้น ราคาก็มักผันผวนน้อยลงตามไปด้วย

ถ้าดูจุดสูงสุดของแต่ละรอบเทียบกับ Halving ที่นำมาก่อนหน้า จะเห็นรูปแบบชัดเจน: หลัง Halving ปี 2012 ราคาทำจุดสูงสุดของรอบที่ราว 1,150 ดอลลาร์ในปลายปี 2013 หลัง Halving ปี 2016 ราคาทำจุดสูงสุดที่ราว 19,700 ดอลลาร์ในเดือนธันวาคม 2017 และหลัง Halving ปี 2020 ราคาทำจุดสูงสุดที่ราว 69,044 ดอลลาร์ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2021 ทั้ง 3 ครั้งจุดสูงสุดเกิดขึ้นห่างจาก Halving ประมาณ 12-18 เดือน ตรงกับกรอบที่ผู้เขียนสรุปไว้ในหนังสือ

เทียบตัวเลขราคาสูงสุดของทั้ง 3 รอบที่ผ่านมา นับจากวัน Halving แต่ละครั้งจนถึงจุดสูงสุดของรอบ

ภาพ: เทียบตัวเลขราคาสูงสุดของทั้ง 3 รอบที่ผ่านมา นับจากวัน Halving แต่ละครั้งจนถึงจุดสูงสุดของรอบ แสดงให้เห็นรูปแบบเวลาที่ใกล้เคียงกันแม้ขนาดผลตอบแทนจะต่างกันมาก

รอบปี 2024 กับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน ทฤษฎี 4 ปียังใช้ได้ในยุค ETF ไหม

หนังสือเล่มนี้เขียนไว้ก่อนที่ Bitcoin จะผ่าน Halving ครั้งที่ 4 ในวันที่ 20 เมษายน 2024 ข้อมูลที่ตามมาหลังจากนั้นน่าสนใจไม่น้อย เพราะราคาทำจุดสูงสุดใหม่ที่ประมาณ 126,198 ดอลลาร์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2025 ซึ่งอยู่ห่างจาก Halving ราว 17-18 เดือน ยังคงอยู่ในกรอบเวลาเดิมที่เคยเกิดขึ้นมาทั้ง 3 รอบก่อนหน้า แต่สิ่งที่ต่างไปจากเดิมชัดเจนคือขนาดของผลตอบแทน รอบนี้ราคาปรับตัวขึ้นราว 100% นับจากวันที่ Halving จนถึงจุดสูงสุด ซึ่งน้อยกว่าทุกรอบก่อนหน้ามาก

ปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนไปคือการที่กองทุน Bitcoin ETF ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มซื้อขายได้ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2024 ก่อน Halving เพียง 3 เดือน ทำให้เงินทุนจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่ไหลเข้าตลาด Bitcoin ผ่านช่องทางที่ไม่เคยมีมาก่อน มีการประเมินว่า ETF เพียงอย่างเดียวสามารถดูดซับเงินทุนได้มากกว่าปริมาณ Bitcoin ที่นักขุดผลิตได้ทั้งปีภายในเวลาแค่หนึ่งเดือน นักวิเคราะห์บางส่วนจึงเริ่มตั้งคำถามว่าทฤษฎีวัฏจักร 4 ปีแบบเดิมยังใช้ได้อยู่หรือไม่ในเมื่อโครงสร้างตลาดเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ ฝ่ายหนึ่งมองว่าจุดสูงสุดเดือนตุลาคม 2025 คือจุดสูงสุดของรอบนี้แล้ว และปี 2026 น่าจะเป็นปีที่ตลาดพักฐาน ขณะที่อีกฝ่ายเชื่อว่าแรงซื้อจาก ETF ยังทำให้ตลาดมีโอกาสไปต่อได้อีก เพราะดึงอุปทานออกจากกระดานเทรดต่อเนื่อง

ตรงนี้ต้องอัปเดตให้ตรงกับความเป็นจริง ณ ตอนที่เขียนบทความนี้ (กลางปี 2026) ราคา Bitcoin ปรับตัวลงมาแล้วกว่า 50% จากจุดสูงสุดเดิมที่ 126,198 ดอลลาร์ เหลือซื้อขายแถวโซน 62,000-66,000 ดอลลาร์ ซึ่งเข้าทางฝ่ายที่มองว่ารอบขาขึ้นจบไปแล้วมากกว่าฝ่ายที่มองว่ายังไปต่อได้ แต่ก็ยังพูดไม่ได้เต็มปากว่าจบสนิทแล้ว เพราะตลาดคริปโตเคยมีจังหวะฟื้นตัวแรงเกินคาดมาแล้วหลายครั้งในอดีต และไม่มีใครรู้คำตอบที่แน่นอนล่วงหน้าได้จริง ๆ บทความนี้จึงไม่ได้จะฟันธงว่าใครถูกใครผิด แต่อยากชี้ให้เห็นว่าทฤษฎี 4 ปีเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำในอดีตจริง ไม่ใช่กฎเหล็กที่รับประกันอนาคต และยิ่งตลาดคริปโตโตขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจัยที่กำหนดราคาก็ยิ่งซับซ้อนกว่าแค่การนับวันจาก Halving เพียงอย่างเดียว

สรุปสองมุมมองที่ถกเถียงกันอยู่ว่า Bitcoin ผ่านจุดสูงสุดของรอบนี้ไปแล้วหรือยังมีโอกาสไปต่อ หลังเงินทุนจาก ETF เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างตลาดอย่างมีนัยสำคัญ

ภาพ: สรุปสองมุมมองที่ถกเถียงกันอยู่ว่า Bitcoin ผ่านจุดสูงสุดของรอบนี้ไปแล้วหรือยังมีโอกาสไปต่อ หลังเงินทุนจาก ETF เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างตลาดอย่างมีนัยสำคัญ

Fund Flow และสัญญาณจบรอบ เงินไหลจาก Bitcoin ไปเหรียญเล็กจนถึง Memecoin

นอกจากราคา Bitcoin เองแล้ว ผู้เขียนยังอธิบายปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Fund Flow หรือการไหลของเงินทุนในตลาดคริปโตไว้ด้วย โดยทั่วไปในต้นรอบขาขึ้น เงินทุนมักไหลเข้าสู่ Bitcoin ก่อนเป็นเหรียญแรก จากนั้นจึงค่อยไหลไปสู่เหรียญ Big Cap ที่มูลค่าตลาดใหญ่ ตามด้วย Mid Cap แล้วจึงไปถึง Low Cap และมักปิดจบรอบขาขึ้นด้วยกลุ่ม Memecoin เป็นกลุ่มสุดท้าย ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการที่นักลงทุนมองหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อตลาดเป็นขาขึ้นชัดเจนแล้ว เม็ดเงินจึงมักไหลไปยังจุดที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด

ลำดับการไหลของเงินทุน (Fund Flow) ในตลาดคริปโตช่วงขาขึ้น มักเริ่มจาก Bitcoin ก่อน ไล่ไปเหรียญ Big Cap, Mid Cap, Low Cap และปิดท้ายด้วย Memecoin

ภาพ: ลำดับการไหลของเงินทุน (Fund Flow) ในตลาดคริปโตช่วงขาขึ้น มักเริ่มจาก Bitcoin ก่อน ไล่ไปเหรียญ Big Cap, Mid Cap, Low Cap และปิดท้ายด้วย Memecoin ซึ่งมักเป็นสัญญาณเตือนว่าใกล้ถึงจุดสูงสุดของรอบแล้ว

ตัวชี้วัดที่ใช้ประกอบกันคือ Bitcoin Dominance หรือสัดส่วนมูลค่าตลาดของ Bitcoin เทียบกับเหรียญคริปโตอื่นทั้งหมด โดยทั่วไปค่านี้จะสูงขึ้นในช่วงต้นตลาดขาขึ้นตามหลัก Fund Flow ที่เงินไหลเข้า Bitcoin ก่อน และจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อตลาดเข้าสู่ช่วงปลายรอบ ที่เงินเริ่มกระจายไปยังเหรียญอื่น การเปลี่ยนผ่านของเหรียญยอดนิยมในแต่ละรอบก็เป็นอีกภาพสะท้อนของ Fund Flow นี้ ยุคหนึ่งเคยมีเหรียญกลุ่ม "Bitcoin Killer" อย่าง Peercoin, Namecoin และ Novacoin ที่เคยติดอันดับ Top 10 มูลค่าตลาดสูงสุดของโลกคริปโต แต่ทุกวันนี้แทบไม่มีใครจดจำแล้ว หรือกลุ่ม "Ethereum Killer" อย่าง EOS และ IOTA ที่เคยอยู่อันดับต้น ๆ ก็ค่อย ๆ เลือนหายไปเช่นกัน การเปลี่ยนผ่านของกลุ่มเหรียญที่ได้รับความสนใจในแต่ละรอบนี้เกี่ยวโยงกับแนวคิดเรื่อง Narrative ในตลาดคริปโตโดยตรง ซึ่งอธิบายว่า "เม็ดเงินไหลไปหาเรื่องเล่าไหน" ส่วนวัฏจักรตลาดที่บทความนี้พูดถึงคือ "ตอนนี้อยู่ช่วงไหนของรอบ" สองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันแต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน สำหรับใครที่อยากเข้าใจกลไกการหมุนของ Narrative แบบละเอียด อ่านต่อได้ที่ Narrative คืออะไร

ผู้เขียนยังชี้ว่าสัญญาณหนึ่งที่มักบอกว่าใกล้จะจบรอบขาขึ้นแล้ว คือการที่เหรียญ Memecoin เริ่มวิ่งแรงผิดปกติและดึงดูดความสนใจของคนทั้งตลาดได้ เพราะ Memecoin มักเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ Fund Flow ไหลเข้าไปหาก่อนราคาจะปรับตัวลงครั้งใหญ่ เหตุผลคือ Memecoin ให้ผลตอบแทนสูงในเวลาสั้น จึงดึงดูดนักลงทุนมือใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ให้เข้ามาสู่ตลาดจำนวนมาก ทำให้กลุ่มที่ซื้อมาตั้งแต่ราคาต่ำสามารถขายทำกำไรใส่คนกลุ่มนี้ได้ ผู้เขียนสรุปหลักการนี้ไว้แบบเข้าใจง่ายว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการซื้อมักเป็นช่วงที่คนทั้งตลาดกลัวว่าคริปโตจะไม่มีอนาคต และคนรอบตัวพูดว่าคริปโตคือแชร์ลูกโซ่ ส่วนช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการขายมักเป็นช่วงที่ทุกคนที่รู้จัก ไม่ว่าจะเป็นญาติผู้ใหญ่หรือวินมอเตอร์ไซค์ข้างบ้าน เริ่มพูดถึงคริปโตและรู้จักกับเหรียญ Memecoin คล้ายกับคำพูดของวอร์เรน บัฟเฟตต์ที่ว่า "จงกล้าในวันที่คนอื่นกลัว และจงกลัวในวันที่คนอื่นกล้า" แม้ในทางปฏิบัติจริงจะไม่ง่ายเลยแม้จะมีความรู้และความเชี่ยวชาญแล้วก็ตาม เพราะยังต้องอาศัยจังหวะและโอกาสประกอบด้วยเสมอ

Bitcoin Dominance มักขึ้นสูงในช่วงต้นตลาดขาขึ้นแล้วค่อยลดลงเมื่อเงินทุนเริ่มกระจายไปเหรียญอื่น และการที่ Memecoin เริ่มวิ่งแรงมักเป็นสัญญาณเตือนว่าใกล้ถึงจุดสูงสุดของรอบแล้ว

ภาพ: แสดงว่า Bitcoin Dominance มักขึ้นสูงในช่วงต้นตลาดขาขึ้นแล้วค่อยลดลงเมื่อเงินทุนเริ่มกระจายไปเหรียญอื่น และการที่ Memecoin เริ่มวิ่งแรงมักเป็นสัญญาณเตือนว่าใกล้ถึงจุดสูงสุดของรอบแล้ว

บทเรียนจากไทย วิกฤต Zipmex 2565 เมื่อวัฏจักรขาลงมาถึงตัวจริง ๆ

กรอบวัฏจักรตลาดที่อธิบายมาทั้งหมดอาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่สำหรับนักลงทุนไทยจำนวนมาก การเปลี่ยนจากเฟสความโลภสุดขีดไปสู่เฟสขาลงในรอบปี 2021-2022 ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในตำรา แต่คือเหตุการณ์จริงที่กระทบกระเป๋าเงินโดยตรง ข้อมูลจาก ก.ล.ต. ณ เดือนเมษายน 2022 ระบุว่ามีบัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลบนกระดานเทรดที่จดทะเบียนถูกต้องในไทยอยู่ราว 2.7 ล้านบัญชี ซึ่งนักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ของธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่าน่าเชื่อถือกว่าตัวเลขสำรวจจากต่างประเทศบางแหล่งที่เคยอ้างว่าคนไทยถือครองคริปโตมากที่สุดในโลกถึง 7 ล้านคน เพราะเป็นข้อมูลบัญชีจริงบนกระดานเทรดในประเทศ แม้จะยังไม่รวมคนที่เทรดผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศโดยตรง

ไม่ว่าตัวเลขที่แม่นยำที่สุดจะเป็นเท่าไหร่ ช่วงปลายเฟสความโลภสุดขีดของรอบปี 2021 มีคนไทยเปิดบัญชีซื้อขายคริปโตเพิ่มขึ้นมหาศาล และเมื่อวัฏจักรพลิกเข้าสู่เฟสขาลงในปี 2022 ผลกระทบก็มาถึงตัวจริงในรูปแบบที่หลายคนจดจำได้ นั่นคือวิกฤตของ Zipmex แพลตฟอร์มเทรดคริปโตที่มีฐานผู้ใช้ในไทยจำนวนมาก เดือนกรกฎาคม 2022 Zipmex ประกาศระงับการถอนเงินและคริปโตชั่วคราว สาเหตุมาจากปัญหาสภาพคล่องของคู่ค้าในต่างประเทศอย่าง Babel Finance และ Celsius Network ที่ Zipmex Global ในสิงคโปร์นำสินทรัพย์ลูกค้าไปฝากไว้ ผลกระทบลุกลามมาถึงผู้ใช้ในไทยกว่า 80,000 ราย มูลค่าความเสียหายรวมหลายพันล้านบาท และหลายคนยังไม่ได้เงินคืนครบแม้เวลาผ่านไปนานแล้ว

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าเฟสขาลงไม่ได้เจ็บแค่ราคาตกในกระดานเทรด แต่ยังมาพร้อมความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของแพลตฟอร์มตัวกลางที่ปกติมองไม่เห็นในช่วงตลาดขาขึ้น หลังเหตุการณ์นี้และวิกฤตคริปโตระดับโลกอื่น ๆ ในปีเดียวกัน ก.ล.ต. ไทยออกมาตรการคุมเข้มขึ้นหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือบังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจแสดงคำเตือนความเสี่ยงต่อผู้ใช้อย่างชัดเจนก่อนเข้าใช้บริการ มีผลตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2023 พร้อมทั้งห้ามนำทรัพย์สินลูกค้าไปหาผลตอบแทนอื่นนอกจากฝากธนาคาร รูปแบบนี้คล้ายตลาดการเงินอื่นของไทยเช่นกัน คือหลังวิกฤตใหญ่ทุกครั้ง หน่วยงานกำกับดูแลมักออกกฎเข้มขึ้นเพื่อป้องกันความเสียหายซ้ำ ซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่วนซ้ำตามจังหวะของวัฏจักรตลาดเช่นกัน

ไทม์ไลน์เหตุการณ์จริงในไทยช่วงปลายรอบปี 2021 ถึงเฟสขาลงปี 2022-2023 วิกฤตระงับถอนเงินของ Zipmex จนถึงมาตรการคุมเข้มของ ก.ล.ต.

ภาพ: ไทม์ไลน์เหตุการณ์จริงในไทยช่วงปลายรอบปี 2021 ถึงเฟสขาลงปี 2022-2023 ตั้งแต่จุดสูงสุดของราคา วิกฤตระงับถอนเงินของ Zipmex ที่กระทบผู้ใช้ไทยจำนวนมาก จนถึงมาตรการคุมเข้มของ ก.ล.ต. ที่ตามมาหลังจากนั้น

ทำไมนักลงทุนส่วนใหญ่ยังขาดทุน ทั้งที่รู้จักคำว่าวัฏจักรตลาดแล้ว

ความรู้เรื่องวัฏจักรตลาดฟังดูตรงไปตรงมา คือควรซื้อตอนเฟสสะสมที่ราคาถูกและไม่มีใครสนใจ แล้วขายตอนเฟสความโลภสุดขีดที่ราคาแพงและทุกคนแห่กันเข้ามา แต่ในความเป็นจริง พฤติกรรมของนักลงทุนส่วนใหญ่กลับตรงกันข้ามกับหลักการนี้เกือบทุกครั้ง เหตุผลไม่ใช่เพราะไม่รู้ทฤษฎี แต่เป็นเพราะจิตวิทยาของมนุษย์ทำงานสวนทางกับสิ่งที่ควรทำ

ในเฟสสะสม ราคานิ่งและไม่มีข่าวดี การซื้อในช่วงนี้ต้องอาศัยความเชื่อมั่นที่ไม่มีอะไรมายืนยัน รู้สึกเหมือนกำลังทำสิ่งที่ผิดปกติ คนส่วนใหญ่จึงเลือกรอดูให้แน่ใจก่อน ในเฟสความโลภสุดขีด ทุกคนรอบตัวกำลังพูดถึงกำไรที่ได้ ราคาพุ่งขึ้นทุกวัน ความกลัวตกรถ (FOMO) รุนแรงกว่าเหตุผลใด ๆ ทำให้คนจำนวนมากตัดสินใจซื้อในจุดที่แพงที่สุดของรอบ พอราคากลับตัวลง ความกลัวขาดทุนก็แรงไม่แพ้กัน หลายคนถือรอความหวังจนราคาลงลึกจนทนไม่ไหวแล้วขายทิ้งใกล้จุดต่ำสุดของรอบพอดี ผลลัพธ์คือ "ซื้อแพงขาย ถูก" สลับกับสิ่งที่ควรทำโดยสิ้นเชิง และนี่คือต้นตอที่แท้จริงของการขาดทุนของนักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก ไม่ใช่เพราะคริปโตเป็นสินทรัพย์ที่แย่ แต่เพราะจังหวะการเข้าออกสวนทางกับวัฏจักรอยู่เสมอ

วิธีหนึ่งที่ช่วยลดผลของปัญหานี้ได้โดยไม่ต้องเดาจังหวะตลาดให้แม่นเป๊ะ คือการทยอยลงทุนสม่ำเสมอ หรือที่เรียกกันว่า DCA (Dollar-Cost Averaging) แทนที่จะพยายามหาจุดต่ำสุดของรอบให้เจอแล้วซื้อทีเดียวก้อนใหญ่ ซึ่งในทางปฏิบัติแทบเป็นไปไม่ได้แม้แต่นักลงทุนมืออาชีพ การทยอยซื้อเป็นงวด ๆ อย่างสม่ำเสมอไม่ว่าตลาดจะอยู่เฟสไหน ช่วยให้ต้นทุนเฉลี่ยไม่ไปกระจุกอยู่ที่จุดสูงสุดของรอบ และไม่พลาดโอกาสซื้อในเฟสสะสมที่ราคาถูกเพราะไม่กล้าตัดสินใจ สำหรับใครที่อยากเห็นตัวอย่างเครื่องมือที่นำแนวคิดคล้ายกันไปปรับใช้จริง (ใช้ข้อมูลบนเชนอย่าง MVRV มาช่วยชี้ว่าตอนนี้ราคาสูงหรือต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของตลาดแค่ไหน) ลองดูเครื่องมือ Smart DCA ของเว็บไซต์ได้

อารมณ์ของนักลงทุนส่วนใหญ่มักสวนทางกับสิ่งที่วัฏจักรตลาดชี้ให้ทำ คือแห่กันซื้อตอนราคาแพงที่สุดด้วยความโลภ และเทขายตอนราคาถูกที่สุดด้วยความหมดหวัง

ภาพ: แสดงว่าอารมณ์ของนักลงทุนส่วนใหญ่มักสวนทางกับสิ่งที่วัฏจักรตลาดชี้ให้ทำ คือแห่กันซื้อตอนราคาแพงที่สุดด้วยความโลภ และเทขายตอนราคาถูกที่สุดด้วยความหมดหวัง

สรุป ใช้วัฏจักรตลาดเป็นแผนที่ ไม่ใช่ลูกแก้วทำนายอนาคต

วัฏจักรตลาดคริปโตคือรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในอดีต จากเฟสสะสมที่เงียบสงบ สู่เฟสขาขึ้น เฟสความโลภสุดขีด และเฟสขาลง ก่อนวนกลับมาเริ่มใหม่ ความสัมพันธ์กับ Bitcoin Halving เป็นรูปแบบที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์รองรับตลอด 4 รอบที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ใช่กฎที่รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างตลาดเปลี่ยนไปมากจากการเข้ามาของเงินทุนสถาบันผ่าน ETF สิ่งที่ควรได้จากบทความนี้ไม่ใช่การพยายามคำนวณวันที่แม่นยำว่าจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดของรอบถัดไปจะมาถึงเมื่อไหร่ เพราะไม่มีใครทำได้อย่างแม่นยำจริง ๆ แม้แต่นักวิเคราะห์มืออาชีพก็ยังเห็นต่างกันเองในหลายประเด็น

สิ่งที่มีประโยชน์กว่าคือการใช้กรอบวัฏจักรเป็นเครื่องเตือนสติ เมื่อไหร่ที่คนรอบตัวเริ่มพูดถึงคริปโตกันทุกวันและบอกว่า "รอบนี้มันต่างจากเดิม" นั่นอาจเป็นสัญญาณให้ระมัดระวังมากขึ้น ไม่ใช่รีบเร่งเข้าซื้อตาม และเมื่อไหร่ที่ตลาดเงียบสงัดจนไม่มีใครอยากพูดถึงคริปโตอีกต่อไป นั่นอาจเป็นช่วงที่ควรศึกษาข้อมูลอย่างจริงจังมากกว่าจะรีบหนีไปเช่นกัน บทความนี้ไม่ได้ชี้ชวนให้ซื้อหรือขายในจังหวะใดจังหวะหนึ่ง และไม่ได้การันตีว่าการเข้าใจวัฏจักรจะทำให้ทุกคนทำกำไรได้ เพราะการลงทุนยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบอีกมาก ทั้งความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละคน เป้าหมายการลงทุนระยะยาว และการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม วัฏจักรตลาดเป็นเพียงแผนที่ที่ช่วยให้เข้าใจภูมิประเทศคร่าว ๆ ไม่ใช่ลูกแก้วที่บอกอนาคตได้แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์

คำถามที่พบบ่อย

วัฏจักรตลาดคริปโตคืออะไรโดยสรุป?

คือรูปแบบที่ราคาคริปโตขึ้นลงเป็นรอบซ้ำ ๆ แบ่งได้เป็น 4 เฟสหลักคือ สะสม (Accumulation) ขาขึ้น (Markup) ความโลภสุดขีด/แจกจ่าย (Distribution) และขาลง (Markdown) ก่อนวนกลับมาเริ่มใหม่อีกครั้ง

Bitcoin Halving เกี่ยวข้องกับวัฏจักรตลาดยังไง?

Halving คือเหตุการณ์ที่รางวัลขุดเหรียญ Bitcoin ใหม่ลดลงครึ่งหนึ่งทุกประมาณ 4 ปี ในอดีตทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา ราคามักทำจุดสูงสุดของรอบห่างจาก Halving ประมาณ 12-18 เดือน แต่เป็นเพียงรูปแบบที่เคยเกิดขึ้น ไม่ใช่กฎที่รับประกันอนาคต

ทฤษฎี Bitcoin 4 Year Cycle ยังใช้ได้อยู่ไหม?

ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ หลัง Halving ปี 2024 ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 126,198 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งยังอยู่ในกรอบเวลาเดิม แต่หลังจากนั้นราคาปรับตัวลงมาแล้วกว่า 50% เหลือซื้อขายแถวโซน 62,000-66,000 ดอลลาร์ (ข้อมูล ณ กลางปี 2026) ซึ่งเข้าทางฝ่ายที่มองว่ารอบนี้จบไปแล้วมากกว่า แต่ก็ยังไม่มีใครฟันธงได้เต็มปาก เพราะตลาดคริปโตเคยมีจังหวะฟื้นตัวเกินคาดมาแล้วในอดีตหลายครั้ง

สัญญาณอะไรที่มักบอกว่าใกล้จบรอบขาขึ้นแล้ว?

สัญญาณที่มักถูกพูดถึงบ่อยคือการที่เหรียญ Memecoin เริ่มวิ่งแรงผิดปกติและดึงดูดความสนใจของคนทั้งตลาดได้ เพราะมักเป็นกลุ่มสุดท้ายที่เงินทุนไหลเข้าไปหาก่อนราคาจะปรับตัวลงครั้งใหญ่ รวมถึงการที่คนรอบตัวที่ไม่เคยสนใจคริปโตเริ่มพูดถึงกันทั่วไป

Narrative กับ Market Cycle ต่างกันยังไง?

Narrative อธิบายว่าเงินทุนในตลาดกำลังไหลไปหาเรื่องเล่าหรือกลุ่มเหรียญประเภทไหน ส่วน Market Cycle อธิบายว่าตอนนี้ตลาดโดยรวมอยู่ช่วงไหนของรอบ ทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกันแต่ตอบคำถามคนละแบบ

ทำไมนักลงทุนส่วนใหญ่ถึงขาดทุนทั้งที่รู้จักวัฏจักรตลาดแล้ว?

เพราะจิตวิทยาของมนุษย์มักทำงานสวนทางกับสิ่งที่ควรทำ คือกลัวตกรถจนซื้อในช่วงราคาแพงที่สุด และกลัวขาดทุนต่อจนขายทิ้งในช่วงราคาถูกที่สุด ซึ่งเป็นทิศทางตรงข้ามกับหลักการของวัฏจักรตลาดโดยสิ้นเชิง

บทความนี้บอกให้ซื้อหรือขายตอนไหนหรือเปล่า?

ไม่ใช่ บทความนี้อธิบายรูปแบบวัฏจักรตลาดในเชิงประวัติศาสตร์และให้ความรู้เท่านั้น ไม่ได้เป็นคำแนะนำการลงทุน การตัดสินใจซื้อขายควรพิจารณาจากหลายปัจจัยประกอบกัน รวมถึงความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละคน

📖 เรื่องนี้ผู้เขียนเล่าไว้ละเอียดกว่านี้ในหนังสือ Cryptocurrency & Digital Asset 101 ทั้งสถิติ Bitcoin 4 Years Cycle และกลไก Fund Flow แบบเต็ม ๆ

บทความทั้งหมด