
USDC ปลอดภัยจาก Quantum แค่ไหน ขึ้นอยู่กับวอลเล็ต บริดจ์ หรือบล็อกเชนที่อ่อนแอที่สุด
Circle ผู้ออกเหรียญ USDC สเตเบิลคอยน์ (Stablecoin สกุลเงินดิจิทัลที่พยายามรักษามูลค่าให้คงที่ ส่วนใหญ่อิงกับดอลลาร์สหรัฐฯ) รายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ออกประกาศเตือนภัยเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ให้นักพัฒนาเริ่มตรวจสอบระบบเข้ารหัสของตัวเอง หาช่องโหว่จากผู้ให้บริการภายนอก และเตรียมแผนหมุนเวียนกุญแจเข้ารหัส หลังตัวเลขจำนวน Qubit (หน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์ควอนตัม) ที่จำเป็นต่อการเจาะระบบเข้ารหัส ECDSA ที่ใช้ปกป้อง Bitcoin และ Ethereum ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ตัวเลข 813 Qubits คืออะไร และทำไมยังไม่ใช่สัญญาณนับถอยหลัง
Circle อ้างอิงสถิติเดือนสิงหาคม 2569 ที่ระบุว่าวงจรโจมตีแบบ Reversible Point-Addition สำหรับเส้นโค้ง secp256k1 (เส้นโค้งคณิตศาสตร์ที่ Bitcoin และ Ethereum ใช้สร้างกุญแจเข้ารหัส) ต้องการ Logical Qubit (คิวบิตเชิงตรรกะที่ผ่านการแก้ไขข้อผิดพลาดแล้ว ต่างจาก Physical Qubit ที่เป็นฮาร์ดแวร์ดิบ) เพียง 813 หน่วยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก CryptoSlate เตือนว่าตัวเลขนี้เป็นเพียง "จุดพิกัดหนึ่ง ไม่ใช่นาฬิกานับถอยหลัง" เพราะยังไม่ได้รวมความลึกของวงจร ค่าใช้จ่ายในการแก้ไขข้อผิดพลาด หรือระยะเวลาที่ต้องใช้จริงบนฮาร์ดแวร์จริง
งานวิจัยเดือนมีนาคม 2569 ประเมินว่าการโจมตีแบบ Elliptic-Curve Discrete-Log ขนาด 256 บิต อาจต้องใช้ Logical Qubit ต่ำกว่า 1,200 หน่วย และ Toffoli Gate (หน่วยประมวลผลเชิงตรรกะแบบควอนตัม) ราว 90 ล้านหน่วย ภายใต้เงื่อนไขฮาร์ดแวร์เฉพาะที่ยังไม่มีอยู่จริงในปัจจุบัน เช่น สถาปัตยกรรม Superconducting ความเร็วสูง อัตราความผิดพลาดทางฟิสิกส์ต่ำมาก และจำนวน Physical Qubit ต่ำกว่า 500,000 หน่วย
แนวโน้มที่น่ากังวล จาก 2,330 เหลือ 813 ใน 9 ปี
ตัวเลขที่น่าจับตาคือแนวโน้มการลดลงของจำนวน Qubit ที่จำเป็นต่อการเจาะระบบ ECDSA ซึ่งลดลงจากราว 2,330 หน่วยในปี 2560 เหลือเพียง 813 หน่วยในเดือนสิงหาคม 2569 หรือลดลงราว 65% ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี ปัจจัยหลักมาจากการพัฒนาเทคนิคปรับแต่งวงจรด้วย AI ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการคำนวณให้ใช้ทรัพยากรน้อยลง แม้ตัวเลขนี้จะสะท้อนความก้าวหน้าทางทฤษฎี แต่ไม่ได้แปลว่าฮาร์ดแวร์จริงจะตามทันในเร็ววัน
จุดอ่อนที่แท้จริง: USDC วิ่งบน 37 เครือข่าย Circle คุมได้แค่บางส่วน
ประเด็นสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ไม่ใช่ตัวเลข Qubit แต่คือโครงสร้างของ USDC เอง ปัจจุบัน USDC ทำงานอยู่บน 37 เครือข่ายหลัก แบ่งเป็นเครือข่ายแบบ EVM (เข้ากันได้กับ Ethereum Virtual Machine) 22 เครือข่าย ที่ใช้ระบบเข้ารหัส secp256k1 ECDSA เหมือนกัน และเครือข่ายที่ไม่ใช่ EVM อีกหลายเครือข่ายที่ใช้ระบบเข้ารหัสของตัวเอง เช่น Solana ใช้ Ed25519, Polkadot รองรับทั้ง sr25519 Ed25519 และ ECDSA ส่วน XRPL, Stellar และ Hedera ต่างก็มีระบบเข้ารหัสเฉพาะของตัวเอง
Circle สามารถควบคุมได้เฉพาะโครงสร้างพื้นฐานของตัวเองและอำนาจในสัญญาโทเคน แต่ไม่สามารถหมุนเวียนกุญแจส่วนตัวของลูกค้า เขียนระบบลงนามของผู้ดูแลทรัพย์สินใหม่ หรือเปลี่ยนกฎการลงนามบนเครือข่ายอื่นอย่าง Ethereum, Solana หรือ XRPL ได้ฝ่ายเดียว ทำให้จุดอ่อนที่แท้จริงของระบบไม่จำเป็นต้องเป็นเครือข่ายที่มีแผนอัปเกรดล่าช้าที่สุดเท่านั้น แต่อาจเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินที่มีช่องโหว่ บริดจ์ (Bridge สะพานเชื่อมโอนสินทรัพย์ข้ามเครือข่าย) ที่พึ่งพากุญแจซึ่งเปิดเผยต่อสาธารณะ หรือกลุ่มผู้ใช้ที่ไม่เคยย้ายไปใช้ระบบใหม่เลยก็ได้เช่นกัน
Arc บล็อกเชนใหม่ของ Circle รับมือ Quantum ได้แค่ไหน
เอกสารของ Arc (บล็อกเชนใหม่ที่ Circle พัฒนาขึ้นเอง) ระบุว่ามีการติดตั้ง Precompile (โมดูลประมวลผลสำเร็จรูปที่ฝังในระบบ) สำหรับตรวจสอบลายเซ็นแบบ SLH-DSA-SHA2-128s ซึ่งเป็นมาตรฐาน Post-Quantum Cryptography (การเข้ารหัสที่ออกแบบให้ทนทานต่อการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม) ที่ผ่านการรับรองจาก NIST แต่ในส่วนของการดูแลทรัพย์สิน (Custody) ยังคงใช้การลงนามธุรกรรมแบบ secp256k1 ECDSA แบบมาตรฐานเดิมอยู่ ส่วนการรองรับลายเซ็น Post-Quantum ของกระเป๋าเงินจะเปิดให้ใช้แบบ Opt-in Beta (ทดลองใช้แบบสมัครใจ) เมื่อ Mainnet เปิดตัว ส่วนลายเซ็นของ Validator จะตามมาทีหลัง โดย Arc ยังไม่ได้กำหนดแผนลายเซ็นธุรกรรม Post-Quantum ที่แน่ชัด และคาดว่าจะใช้ระบบ Hybrid ECDSA ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
กรอบเวลาและมาตรฐาน NIST
หน่วยงานมาตรฐาน NIST ของสหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรฐาน SLH-DSA ใน FIPS 205 และแนะนำให้องค์กรต่างๆ เริ่มเปลี่ยนระบบเข้ารหัสที่เสี่ยงต่อควอนตัมตั้งแต่ตอนนี้ โดยกำหนดกรอบเวลาปี 2578 (2035) เป็นจุดที่ระบบเข้ารหัสเดิมจะถูกถอดออกจากมาตรฐานอย่างเป็นทางการ ซึ่งไม่ใช่การคาดการณ์วันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะพัฒนาสำเร็จ (Q-Day) แต่อย่างใด ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านทั้งระบบจำเป็นต้องมีจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้การอนุมัติแบบเดิมกลายเป็นช่องทางเลี่ยงไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนด
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:ประเด็นความพร้อมรับมือ Quantum ของวงการคริปโตเคยเป็นข่าวมาแล้วในหลายมุม
👉 กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ตั้ง Task Force รับมือ Quantum ดึงคริปโตเข้าวงถกครั้งแรก🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CryptoSlate, Crypto Economy
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict: จุดที่ต้องระวังคือแหล่งข่าวต่างๆ รายงานตัวเลขไม่ตรงกันในรายละเอียดสำคัญ CryptoSlate ระบุชัดว่าโปรเซสเซอร์ Willow ของ Google มี Physical Qubit 105 หน่วยเท่านั้น ไม่ใช่ Logical Qubit ที่พร้อมใช้โจมตีระบบเข้ารหัสจริงตามที่บางแหล่งข่าวเข้าใจผิด ซึ่งเป็นความแตกต่างสำคัญมาก เพราะ Physical Qubit หลายพันหน่วยอาจให้ผลลัพธ์เป็น Logical Qubit ที่ใช้งานได้จริงเพียงหน่วยเดียว บทความนี้จึงเลือกใช้ตัวเลขและคำอธิบายจาก CryptoSlate ที่ระมัดระวังเรื่องนี้เป็นหลัก ภาพรวมคือ Circle ควบคุมความปลอดภัยได้แค่ส่วนของตัวเอง ส่วนความปลอดภัยที่แท้จริงของ USDC ทั้งระบบยังขึ้นอยู่กับว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งเครือข่ายฐาน กระเป๋าเงิน ผู้ดูแลทรัพย์สิน และบริดจ์ต่างๆ จะเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกันได้เร็วแค่ไหน
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com