
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ตั้ง Task Force รับมือ Quantum ดึงคริปโตเข้าวงถกครั้งแรก
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ นำสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่แผนเตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมของภาคการเงินอย่างเป็นทางการแล้ว โดยเมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดตัว Quantum-Readiness Task Force ซึ่งมีหนึ่งในสามสายงานที่อุทิศให้กับสินทรัพย์ดิจิทัลและความเสี่ยงจากเทคโนโลยีใหม่โดยเฉพาะ ตามรายงานของ CryptoSlate
🏛️ สามสายงานของ Task Force ใหม่
Task Force นี้แบ่งการทำงานออกเป็น 3 สายงานหลัก ได้แก่ การปรับตัวของภาคส่วนและการเปลี่ยนผ่านสู่ Post-Quantum Cryptography (Sector Alignment & PQC Transition) ความพร้อมของผู้ให้บริการภายนอกและซัพพลายเชน (Third-Party & Vendor Readiness) และความเสี่ยงจากสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีเกิดใหม่ (Digital Assets and Emerging Technology Risk) ซึ่งเป็นสายงานที่เกี่ยวข้องกับวงการคริปโตโดยตรง
"สหรัฐอเมริกาต้องเป็นผู้นำในการรักษาความปลอดภัยของเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเรา Task Force นี้จะช่วยให้ระบบการเงินของเรายังคงแข็งแกร่ง ปลอดภัย และแข่งขันได้ ในขณะที่เทคโนโลยีใหม่กำลังเปลี่ยนโฉมภูมิทัศน์ของโลก"
🤝 เวทีให้ผู้คุมทรัพย์สินดิจิทัลร่วมวางแผนเปลี่ยนผ่าน
Task Force นี้สร้างเวทีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ให้ผู้คุมทรัพย์สินดิจิทัล (Custodian) และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคริปโต ได้ร่วมประสานงานวางแผนเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีที่ปลอดภัยจาก Quantum ในอนาคต โดยกลุ่มความร่วมมือนี้จะประกอบด้วยหน่วยงานรัฐบาล สถาบันการเงิน ผู้ดำเนินการโครงสร้างพื้นฐานตลาด และผู้ให้บริการเทคโนโลยี เพื่อระบุจุดพึ่งพาด้านการเข้ารหัสที่สำคัญ ปรับปรุงความสามารถในการทำงานร่วมกัน และเตรียมรับมือความท้าทายด้านการนำไปปฏิบัติจริง สำหรับบริษัทคริปโต นี่หมายถึงการตรวจสอบว่าระบบเข้ารหัสถูกฝังอยู่ในระบบคัสโตดี การเซ็นธุรกรรม การยืนยันตัวตน และโครงสร้างพื้นฐานจากบุคคลที่สามอย่างไรบ้าง และระบบเหล่านั้นจะเปลี่ยนผ่านได้โดยไม่กระทบการเข้าถึงของลูกค้าหรือความสามารถในการทำงานร่วมกันได้หรือไม่
⏰ ยังไม่มีเส้นตายบังคับสำหรับภาคเอกชน
กระทรวงการคลังไม่ได้กำหนดเส้นตายการเปลี่ยนผ่านให้กับ Bitcoin, Ethereum หรือบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลเอกชนแต่อย่างใด การเปลี่ยนแปลงระบบลายเซ็นดิจิทัลของบล็อกเชนยังคงต้องอาศัยการตัดสินใจด้านวิศวกรรมและธรรมาภิบาลแยกกันไปในแต่ละเครือข่าย ทั้งนี้ ความริเริ่มนี้เกิดขึ้นตามหลังคำสั่งผู้บริหารของประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อเดือนมิถุนายน ที่เร่งการเปลี่ยนผ่านของหน่วยงานรัฐบาลกลางเอง โดยกำหนดให้ระบบของรัฐบาลกลางที่มีมูลค่าสูงต้องใช้ระบบสร้างกุญแจแบบ Post-Quantum ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2030 และลายเซ็นดิจิทัลแบบ Post-Quantum ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2031 อย่างไรก็ตาม เส้นตายดังกล่าวใช้กับระบบเฉพาะของรัฐบาลกลางเท่านั้น ไม่ใช่บล็อกเชนของภาคเอกชน
₿ อุตสาหกรรมคริปโตขยับตัวมาก่อนแล้ว
ส่วนหนึ่งของวงการคริปโตเริ่มเตรียมรับมือภัยนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว โดยสภาที่ปรึกษาด้าน Quantum ที่เป็นอิสระของ Coinbase เคยเรียกร้องให้นักพัฒนาบล็อกเชนเริ่มวางแผนด้านเทคนิคและธรรมาภิบาลตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะมีพลังมากพอโจมตีระบบเข้ารหัสปัจจุบันได้ โดยสภาที่ปรึกษาประเมินว่า Bitcoin ราว 7 ล้านเหรียญในปัจจุบันมีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตี เนื่องจาก Public Key ของเหรียญเหล่านี้ถูกเปิดเผยผ่านรูปแบบที่อยู่รุ่นเก่าหรือการใช้ที่อยู่ซ้ำ
หนึ่งเดือนต่อมา BlackRock, Coinbase, Strategy และสถาบันอื่นอีก 6 แห่ง ร่วมกันก่อตั้ง Bitcoin Security Consortium โดยให้คำมั่นสนับสนุนงบรวมกัน 15 ล้านดอลลาร์ตลอด 3 ปี เพื่อสนับสนุนงานวิจัยด้านความปลอดภัยของ Bitcoin โดยมี Post-Quantum Cryptography เป็นหนึ่งในลำดับความสำคัญแรกเริ่ม ทั้งนี้ สมาชิกแต่ละรายจัดสรรเงินทุนของตัวเองแยกกัน ไม่ได้รวมเป็นกองทุนเดียว การเคลื่อนไหวของกระทรวงการคลังครั้งนี้จึงเป็นการยกระดับความกังวลที่เคยขับเคลื่อนโดยภาคอุตสาหกรรมเอง ให้เข้าสู่กรอบการประสานงานระดับรัฐบาลกลางเพื่อการเงินที่ปลอดภัยจาก Quantum แทน
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com
ติดตามความเคลื่อนไหวเรื่องการเตรียมรับมือภัย Quantum ในวงการคริปโตก่อนหน้านี้ได้จากที่เราเคยรายงานไว้
👉 Strategy จับมือ BlackRock ตั้ง Bitcoin Security Consortium ทุ่ม 15 ล้านดอลลาร์ รับมือภัยควอนตัม
👉 Monad เสนออัปเกรดกระเป๋าเงินใหม่ กันคีย์หาย-ภัย Quantum โดยไม่ต้องย้ายที่อยู่กระเป๋า
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CryptoSlate (เขียนโดย Oluwapelumi Adejumo)
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict
สิ่งที่น่าสนใจในเคสนี้คือ ความเสี่ยงจาก Quantum Computing ที่เคยเป็นแค่หัวข้อถกเถียงในวงเทคนิคของอุตสาหกรรมคริปโตเอง กำลังขยับเข้าสู่วาระของหน่วยงานรัฐบาลระดับสูงสุดของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการแล้ว แม้จะยังไม่มีเส้นตายบังคับสำหรับภาคเอกชน แต่การมีเวทีประสานงานระดับรัฐบาลก็เป็นสัญญาณว่าประเด็นนี้ถูกยกระดับความสำคัญขึ้นอย่างชัดเจน ตัวเลข Bitcoin 7 ล้านเหรียญที่มีความเสี่ยงก็เป็นตัวเลขที่นักลงทุนไทยควรรับรู้ไว้ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ที่อยู่ซ้ำหรือกระเป๋าเงินรูปแบบเก่า ควรเริ่มศึกษาแนวทางป้องกันความเสี่ยงนี้ไว้แต่เนิ่นๆ แม้ภัยจริงจะยังไม่มาถึงในเร็ววันก็ตาม
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com