
จารย์ต๊ำ ตั้งคำถาม Travel Rule คริปโทไทย ไม่ผ่านสภา กระทบสิทธิเสรีภาพประชาชน
พิริยะ สัมพันธารักษ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ "จารย์ต๊ำ" โพสต์คลิปผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ตั้งคำถามต่อหลักเกณฑ์ "Travel Rule" สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพิ่งประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ 27 กุมภาพันธ์ 2570
ชี้กฎยังไม่ถึงขั้นคุมธุรกรรม Peer-to-Peer แต่กระทบผู้ใช้งานจริงผ่านเว็บเทรด
จารย์ต๊ำระบุในคลิปว่า หลักเกณฑ์ Travel Rule ที่กำลังจะบังคับใช้นี้ค่อนข้างเข้มงวด แม้ตัวกฎเองจะไม่มีขอบเขตครอบคลุมไปถึงการบังคับธุรกรรมแบบ Peer-to-Peer ระหว่างบุคคลโดยตรง แต่กฎจะไปบังคับที่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. เป็นหลัก ซึ่งเขามองว่าท้ายที่สุดแล้วก็ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วไปอยู่ดี เพราะเมื่อผู้ให้บริการต้องพิสูจน์ที่มาของเงินทุกบาททุกสตางค์ ผู้ใช้งานก็มีภาระต้องเก็บหลักฐานที่มาของเงินทุกครั้งที่โอนเข้า Exchange (กระดานซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล) และหากพิสูจน์ไม่ได้ ผู้ให้บริการก็มีสิทธิระงับ อายัด หรือปฏิเสธธุรกรรมนั้นได้
เกณฑ์ 30,000 บาท ที่จารย์ต๊ำมองว่าครอบคลุมเกือบทุกธุรกรรม
ตามหลักเกณฑ์ฉบับทางการที่ ก.ล.ต. ประกาศเมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา ธุรกรรมโอนสินทรัพย์ดิจิทัลตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป ผู้ประกอบธุรกิจต้องเก็บข้อมูลเชิงลึกของผู้โอนและผู้รับโอน ทั้งที่อยู่ วันเดือนปีเกิด และเลขบัตรประชาชน ส่วนธุรกรรมที่ต่ำกว่า 30,000 บาท ให้เก็บเพียงชื่อ เลขบัญชี หรือที่อยู่กระเป๋าเพื่ออ้างอิง จารย์ต๊ำมองว่าตัวเลข 30,000 บาทนี้ต่ำมากจนแทบครอบคลุมธุรกรรมส่วนใหญ่ของคนทั่วไปที่โอนเงินเข้าออกเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท USDT (สกุลเงินดิจิทัลที่ผูกมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐ) หรือทองคำ
ตั้งคำถามที่มาของกฎ ไม่ผ่านสภา ไม่ทำประชามติ
ประเด็นที่จารย์ต๊ำเน้นย้ำเป็นพิเศษคือ หลักเกณฑ์นี้ออกมาเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ FATF (Financial Action Task Force คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันการฟอกเงิน) แต่ไม่ได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา ไม่ได้ทำประชามติ หรือเปิดให้มีการถกเถียงกันในวงกว้างก่อนบังคับใช้ โดย ก.ล.ต. มีอำนาจออกกฎนี้ได้เองในฐานะกฎหมายลูก เขาตั้งคำถามว่ากฎหมายลูกลักษณะนี้ขัดต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเตือนว่าหากปล่อยให้ประเด็นลักษณะนี้ผ่านไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการตั้งคำถาม สิทธิเสรีภาพของประชาชนก็จะถูกจำกัดลงไปทีละน้อยจนอาจไม่เหลือทางเลือกอื่น
"เงินของเราที่เราหามาด้วยความสุจริต... กลับกลายเป็นว่าจะต้องถูกตรวจสอบทั้งหมด ถ้ายอดมันสูงกว่า 30,000 บาท ซึ่งทุกคนก็เข้าใจดีว่า 30,000 บาท มันคือเกือบทุกธุรกรรมนั่นแหละ"
— พิริยะ สัมพันธารักษ์
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ให้เหตุผลอย่างเป็นทางการไว้ก่อนหน้านี้ว่า หลักเกณฑ์ Travel Rule มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงินและก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นความเห็นที่ยังไม่ตรงกับมุมมองของจารย์ต๊ำในประเด็นเรื่องผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: อ่านรายละเอียดหลักเกณฑ์ฉบับทางการที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: คลิปเฟซบุ๊กส่วนตัวของจารย์ต๊ำ พิริยะ สัมพันธารักษ์, ประกาศ ก.ล.ต.
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict: ข้อสังเกตของจารย์ต๊ำสะท้อนความกังวลที่พบได้ทั่วไปในวงการคริปโทเรื่องความสมดุลระหว่างการป้องกันฟอกเงินกับสิทธิความเป็นส่วนตัวทางการเงิน ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังถกเถียงกันเช่นกัน อย่างไรก็ตาม นี่เป็นมุมมองเชิงตั้งคำถามของบุคคลหนึ่งในวงการ ยังไม่ใช่ข้อสรุปทางกฎหมาย และหลักเกณฑ์ Travel Rule ฉบับทางการก็ยังมีเวลาเตรียมตัวอีกเกือบ 6 เดือนก่อนบังคับใช้จริง นักลงทุนไทยที่โอนสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าออกกระเป๋าส่วนตัวเป็นประจำ ควรติดตามรายละเอียดการปฏิบัติจริงจากผู้ประกอบธุรกิจแต่ละรายต่อไป
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com