เงินไหลออก DeFi ต่อเนื่อง 5 สัปดาห์! TVL ร่วง 14% หลังเหตุแฮก KelpDAO สั่นคลอนความเชื่อมั่นนักลงทุน
มูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกล็อกใน DeFi (Total Value Locked หรือ TVL) ร่วงลงราว 14% ภายในเวลาเพียง 5 สัปดาห์ จากระดับประมาณ $172,000 ล้าน เหลือ $148,000 ล้าน นับตั้งแต่กลางเดือนเมษายน 2569 จุดเปลี่ยนสำคัญคือเหตุการณ์แฮก Kelp DAO ถูกเจาะบริดจ์ สูญ $291 ล้าน เมื่อวันที่ 18 เมษายน ซึ่งส่งแรงสะเทือนไปไกลกว่าตัวโปรโตคอลเอง และทำให้ความเชื่อมั่นในระบบ DeFi ค่อยๆ ถดถอยลงเรื่อยๆ
🔻 ภาพรวม: TVL หายไปกว่า $24,000 ล้านใน 5 สัปดาห์
ตัวเลข Total Value Locked (มูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกล็อกในโปรโตคอล DeFi ทั้งระบบ) ลดลงต่อเนื่องนับตั้งแต่กลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา จากระดับสูงราว $172,000 ล้าน ลงมาอยู่ที่ประมาณ $148,000 ล้าน หรือคิดเป็นการลดลงประมาณ 14% ภายในระยะเวลาเพียง 5 สัปดาห์เศษ
แม้ภาวะตลาดคริปโตจะมีความผันผวนเป็นเรื่องปกติ แต่การไหลออกของเงินทุนในรอบนี้ดูเหมือนจะมีต้นตอชัดเจน นั่นคือ เหตุการณ์แฮก KelpDAO เมื่อวันที่ 18 เมษายน ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการถอยทัพของนักลงทุน
🔻 KelpDAO ถูกเจาะบริดจ์ — ฝีมือ Lazarus Group?
รายงานล่าสุดระบุว่า ผู้โจมตีที่คาดว่าเชื่อมโยงกับ Lazarus Group (กลุ่มแฮกเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ ซึ่งมีประวัติก่อเหตุปล้นคริปโตระดับโลกหลายครั้ง) ได้เจาะระบบของ KelpDAO (โปรโตคอล Liquid Restaking ที่สร้างขึ้นบน EigenLayer) ผ่านบริดจ์ของ LayerZero (โปรโตคอลส่งข้อความข้ามเชนยอดนิยมในวงการ DeFi) ขโมยเงินไปประมาณ $292 ล้าน หรือคิดเป็น 116,500 rsETH (โทเค็นที่ออกโดย KelpDAO เพื่อแทนสิทธิ์ใน ETH ที่ถูกนำไป restake)
จุดที่น่าสนใจคือ ครั้งนี้ผู้โจมตี ไม่ได้เจาะช่องโหว่ของ Smart Contract อย่างที่เคยเป็นมา แต่ใช้วิธีโจมตีโครงสร้าง off-chain (ระบบที่อยู่นอกบล็อกเชน) แทน โดยมีรายงานว่า:
- แฮกเกอร์ควบคุม RPC Node ภายใน (จุดเชื่อมต่อสำหรับส่งข้อมูลระหว่างแอปพลิเคชันกับบล็อกเชน)
- โจมตี Validator ภายนอกจนทำงานผิดพลาด
- ป้อนข้อมูลปลอมเข้าสู่ระบบ Verification ที่มีจุดเดียวเป็น single-point-of-failure
- หลอกให้เชนปลายทาง “ปล่อยเงินออก” โดยอ้างอิงการ burn ที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงบนเชนต้นทาง
🔻 หมวด Lending โดนหนักสุด — Restaking ก็ไม่รอด
หากเจาะลงไปดูรายหมวดหมู่ จะพบว่า Lending (การกู้ยืมแบบกระจายศูนย์) ซึ่งเป็นหมวดที่ใหญ่ที่สุดของ DeFi ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดย TVL ลดลงจากราว $53,000 ล้าน เหลือเพียง $40,000 ล้าน หรือหายไปกว่า $13,000 ล้าน
ขณะเดียวกัน หมวด Liquid Restaking (การนำ ETH ที่ stake ไว้แล้วมา restake ซ้ำเพื่อรับผลตอบแทนทบต้น) ก็เห็นการไหลออกของเงินทุนอย่างชัดเจน ซึ่งสมเหตุสมผลกับการที่ KelpDAO เป็นหนึ่งในผู้เล่นรายสำคัญของหมวดนี้
🔻 5 สัปดาห์ผ่านไป...นักลงทุนยังไม่กลับมา
สิ่งที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณน่ากังวลคือ การไหลออกที่กินเวลายาวนานเกินกว่าผลกระทบเฉพาะตัวโปรโตคอล กล่าวคือ ผู้ใช้ที่ถอนเงินออกหลังเหตุแฮกส่วนใหญ่ ยังไม่กลับเข้ามาใช้งานอีก สะท้อนว่า ตลาด DeFi กำลังเข้าสู่โหมด risk-off (ลดความเสี่ยง) ในวงกว้าง ไม่ใช่แค่หลีกเลี่ยงโปรโตคอลที่ถูกโจมตีเท่านั้น
นอกจากนี้ เหตุการณ์ KelpDAO ยังเป็นข้อมูลที่ดีในการสะท้อนภาพ พื้นที่เสี่ยงใหม่ของ DeFi กล่าวคือ ในขณะที่ความปลอดภัยของ Smart Contract พัฒนาขึ้นมาก แต่โครงสร้างพื้นฐาน off-chain เช่น RPC, Oracle และ Bridge Validator กลับกลายเป็นจุดอ่อนใหม่ที่ผู้โจมตีระดับมืออาชีพหันมาเล็งเป็นพิเศษ
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้
👉 สรุปดราม่า: การแฮก Kelp DAO ลุกลามสู่ Aave ทำเงินไหลออก 6.2 พันล้านดอลลาร์
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: รายงานวิเคราะห์ภาคอุตสาหกรรม DeFi (ข้อมูล TVL จาก DefiLlama และรายงานความปลอดภัย on-chain)
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict เหตุการณ์ KelpDAO สะท้อนภาพที่น่าสนใจของ DeFi ในปัจจุบัน — ความปลอดภัยฝั่ง Smart Contract แข็งแกร่งขึ้นมากเมื่อเทียบกับยุคก่อน แต่ผู้โจมตีระดับรัฐก็ปรับตัวเร็วไม่แพ้กัน โดยหันไปเล่นกับจุดอ่อนใหม่อย่างโครงสร้าง off-chain แทน ในมุมหนึ่งนี่คือ "ความเจ็บปวดที่จำเป็น" ของอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต และน่าจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้โปรโตคอลใหญ่ๆ ลงทุนกับการกระจายความเสี่ยงของ Validator และ Bridge มากขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรประเมินความเสี่ยงของบริดจ์ที่ใช้งานเป็นประจำ และเข้าใจว่า DeFi ยังคงเป็นพื้นที่ของผู้ที่ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีเสมอ
🏷️ Tags / คีย์เวิร์ด SEO DeFi TVL · KelpDAO exploit · Lazarus Group · LayerZero bridge · rsETH · Liquid Restaking · off-chain risk · DeFi hack 2026
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com