
นักวิจัยใช้ Claude เจาะระบบ OpenAI สำเร็จใน 72 ชม. ต้นทุนไม่ถึง 3 พันดอลลาร์ เข้าถึงโค้ดภายในได้จริง
Hacktron.AI ทีมวิจัยความปลอดภัยไซเบอร์สัญชาติอินเดียเพียง 3 คน ใช้ Claude ของ Anthropic เป็นเครื่องมือหลักในการไล่เจาะช่องโหว่ จนสามารถเข้าถึงบัญชีพนักงานหลายรายและเข้าถึงคลังโค้ดภายในของ OpenAI ได้สำเร็จ ภายในเวลาไม่ถึง 72 ชั่วโมง และใช้ต้นทุนค่า AI ต่ำกว่า 3,000 ดอลลาร์ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ภายใต้โครงการ Bug Bounty ที่ OpenAI อนุญาตให้ทดสอบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ช่องโหว่เริ่มจากไฟล์ภาพ HEIC ธรรมดา
จุดเริ่มต้นของทั้งหมดคือช่องโหว่ในฟอรัมชุมชน Discourse ของ OpenAI ซึ่งใช้ไลบรารี ImageMagick และ libheif ในการประมวลผลไฟล์ภาพสกุล HEIC/HEIF ทีมวิจัยให้ Claude Opus 4.8 วิเคราะห์อิมเมจ Docker ของ Discourse และพบช่องโหว่ Heap Buffer Overflow ที่ยังไม่ได้รับการแพตช์ในไลบรารี libheif
อย่างไรก็ตาม Claude Opus 4.8 สร้างโค้ดโจมตีที่ใช้งานได้เฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ปิดการทำงานของ ASLR (ระบบสุ่มตำแหน่งหน่วยความจำเพื่อป้องกันการโจมตี) เท่านั้น และล้มเหลวซ้ำหลายครั้งเมื่อทดสอบกับการตั้งค่าปกติ
Claude Opus 5 ทำสำเร็จในสามชั่วโมง
วันที่ 24 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ Anthropic เปิดตัว Claude Opus 5 ทีมวิจัยเปลี่ยนมาใช้โมเดลใหม่ทันที และ Claude Opus 5 สามารถสร้างโค้ดโจมตีที่ใช้งานได้จริงบนสถาปัตยกรรม ARM64 สำเร็จภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง จากนั้นทีมวิจัยสั่งให้ปรับโค้ดให้ใช้งานได้กับสถาปัตยกรรม x86-64 และการตั้งค่าหน่วยความจำแบบ jemalloc ที่ OpenAI ใช้งานจริง
"งานที่เคยใช้เวลาเป็นเดือน ตอนนี้ใช้แค่ไม่กี่วันก็เสร็จ แม้แต่บริษัท AI ชั้นนำก็ยังมีช่องโหว่ได้" — Mohan "s1r1us" Pedhapati ผู้ร่วมก่อตั้ง Hacktron.AI
ปล่อย Claude ทำงานอัตโนมัติ ก่อนเจาะสำเร็จใน 4 ชั่วโมง
ทีมวิจัยปล่อยให้ Claude ทำงานแบบ Autonomous Loop เพื่อโจมตีสภาพแวดล้อมทดสอบของตัวเอง โดยช่วงแรกโมเดลปฏิเสธที่จะพัฒนาโค้ดโจมตีระบบระยะไกล แต่เมื่อทีมวิจัยปรับรูปแบบให้ดูเหมือนโจทย์แข่งขัน Capture The Flag แทน Claude ก็สามารถทำซ้ำการโจมตีบนสภาพแวดล้อมที่ดัดแปลงได้สำเร็จภายใน 4 ชั่วโมง
ลำดับการโจมตีทั้งหมดคือ อัปโหลดไฟล์ภาพอันตรายเพื่อรันโค้ดผ่านช่องโหว่ Heap Buffer Overflow เข้าถึงสิทธิ์ผู้ดูแลฟอรัม Discourse จากนั้นใช้จุดอ่อนของระบบ Single Sign-On เจาะเข้าบัญชี ChatGPT และ Codex ของพนักงาน ก่อนใช้การเชื่อมต่อ GitHub ที่ผูกกับบัญชี Codex เข้าถึงคลังโค้ดภายในของบริษัท
หยุดทันทีหลังพิสูจน์ได้ว่าเข้าถึงได้จริง
ทีมวิจัยหยุดการทดสอบทันทีหลังจากสั่งให้บัญชี Codex ที่เจาะได้เปิด Pull Request ที่ไม่มีอันตรายในคลังโค้ดส่วนตัวของ OpenAI เพื่อเป็นหลักฐานว่าเข้าถึงได้จริง โดยไม่ได้เข้าไปดูหรือดึงซอร์สโค้ดที่เป็นความลับออกมาแต่อย่างใด และรายงานช่องโหว่ให้ OpenAI ทราบตามขั้นตอนที่ถูกต้อง
OpenAI และ Discourse แก้ไขช่องโหว่ทั้งหมดเสร็จสิ้นภายในวันที่ 27 กรกฎาคม โดยใช้เวลาแพตช์ช่องโหว่ด้านการยืนยันตัวตนเพียงราว 14 ชั่วโมงหลังได้รับรายงาน พร้อมจ่ายเงินรางวัล Bug Bounty ให้ทีม Hacktron.AI จำนวน 6,500 ดอลลาร์
เสียงจากวงการความปลอดภัยไซเบอร์
Pedhapati เล่าถึงขนาดทีมของตัวเองว่า "พวกเราเป็นแค่คน 3 คนที่มีสมาชิก Claude กับ Codex" ขณะที่ทีม Hacktron.AI เองก็ย้ำในรายงานว่านี่ไม่ใช่การแฮกแบบอัตโนมัติล้วนๆ การควบคุมและชี้นำจากมนุษย์ที่มีทักษะยังคงมีความสำคัญอยู่
Robert Reith ผู้ก่อตั้ง Accretion มองว่าช่องว่างระหว่างการโจมตีที่ต้องใช้ทักษะมนุษย์กับที่ AI ทำได้เองอาจแคบลงเรื่อยๆ เมื่อ AI ดูดซับความรู้ด้านนี้มากขึ้น ส่วน Codey Blakeney หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Arcee ระบุว่ายิ่ง Codex และ Claude Code ได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีคนพยายามโจมตีเครื่องมือเหล่านี้มากขึ้นเท่านั้น
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:
👉 สะเทือนวงการ! Anthropic แฉ AI ถูกใช้แฮกองค์กรรัฐ 20 แห่ง สอดแนม 25 ล้านซิมการ์ด
👉 Anthropic เผย Claude เจาะระบบ 3 บริษัทจริงระหว่างทดสอบ หลังตั้งค่าผิดพลาดให้ต่อเน็ตจริง
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict
ทีมข่าวมองว่ากรณีนี้เป็นตัวอย่างของการวิจัยความปลอดภัยที่ทำถูกขั้นตอนทุกอย่าง ทั้งการเข้าร่วมโครงการ Bug Bounty อย่างเป็นทางการ การหยุดทดสอบทันทีที่พิสูจน์ได้ และการเปิดเผยช่องโหว่ให้แก้ไขก่อนเผยแพร่รายละเอียด แต่สิ่งที่น่าคิดต่อคือความเร็วที่ AI สมัยใหม่ทำให้งานเจาะระบบซึ่งเคยต้องใช้ทีมผู้เชี่ยวชาญและเวลานานเป็นเดือน เหลือแค่ทีมเล็กๆ กับเวลาไม่กี่วัน สำหรับวงการคริปโตที่พึ่งพาความปลอดภัยของ Wallet, Exchange และ Smart Contract เป็นหัวใจสำคัญ นี่คือสัญญาณเตือนว่าฝ่ายป้องกันเองก็ต้องเร่งใช้ AI ช่วยตรวจจับช่องโหว่ให้ทันฝ่ายโจมตีเช่นกัน
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com