หัวหน้า BIS ชี้ Stablecoin ยังไม่น่าเชื่อถือพอใช้จ่ายระดับวงกว้าง หนุนเงินฝากโทเคนแทน
30 August 2026ข่าวโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

หัวหน้า BIS ชี้ Stablecoin ยังไม่น่าเชื่อถือพอใช้จ่ายระดับวงกว้าง หนุนเงินฝากโทเคนแทน

ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements หรือ BIS) ออกมาวิจารณ์ Stablecoin อีกครั้ง โดยตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของเหรียญเหล่านี้ในฐานะเงินตราสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังเร่งวางกรอบกฎหมายกำกับดูแลเหรียญเหล่านี้กันอย่างจริงจัง

 

Pablo Hernández de Cos ผู้อำนวยการใหญ่ของ BIS ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเก็งที่จะขึ้นสืบทอดตำแหน่งประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต่อจาก Christine Lagarde ในปีหน้า ระบุว่า Stablecoin ยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสื่อกลางการชำระเงินได้อย่างน่าเชื่อถือในระดับใหญ่ พร้อมเสนอว่าเงินฝากธนาคารที่แปลงเป็นโทเคน (Tokenised Deposits) เป็นทางเลือกที่แข็งแกร่งกว่า โดย Reuters รายงานคำพูดนี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

 

เงินฝากที่แปลงเป็นโทเคน เป็นเส้นทางที่ตรงกว่าในการนำเทคโนโลยี Tokenisation มาใช้ ขณะที่ยังคงรักษารากฐานของระบบการเงินไว้ได้

Pablo Hernández de Cos, ผู้อำนวยการใหญ่ Bank for International Settlements

 

ยอมรับ Stablecoin ช่วยลดต้นทุนกู้ยืมรัฐบาลได้ แต่แลกด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นของประชาชน

de Cos ยอมรับว่า Stablecoin สามารถช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐได้จริง ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งเดียวกับที่ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เคยใช้สนับสนุน Stablecoin มาก่อน แต่เขาชี้ว่าผลกระทบนี้อาจส่งผลย้อนกลับต่อผู้บริโภคด้วยเช่นกัน หากลูกค้าย้ายเงินฝากธนาคารไปถือ Stablecoin แทน ธนาคารอาจต้องแบกต้นทุนระดมทุนที่สูงขึ้น และผลักภาระนั้นไปยังครัวเรือนและภาคธุรกิจผ่านอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงขึ้นตามไปด้วย

 

นอกจากนี้ de Cos ยังชี้ปัญหาเรื่องความสามารถในการเชื่อมต่อกัน (Interoperability) ที่จำกัดระหว่างแพลตฟอร์ม Stablecoin ต่างๆ และความยากลำบากในการบังคับใช้มาตรการต่อต้านการฟอกเงิน (AML) ให้สม่ำเสมอ พร้อมเตือนว่าการเติบโตของ Stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐฯ นอกประเทศสหรัฐฯ อาจบั่นทอนอธิปไตยทางการเงินและทำให้นโยบายการเงินภายในประเทศของชาติอื่นอ่อนแอลงได้

 

ผลศึกษาใหม่ชี้กฎเกณฑ์ผู้ออก Stablecoin แต่ละประเทศต่างกันมาก

ในจังหวะเดียวกัน สถาบันเสถียรภาพทางการเงิน (Financial Stability Institute หรือ FSI) หน่วยงานในเครือ BIS เผยแพร่ผลศึกษาเมื่อวันพฤหัสบดี เปรียบเทียบกฎระเบียบ Stablecoin ในสหรัฐฯ สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร ฮ่องกง และสิงคโปร์ พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมากในเรื่องว่าใครสามารถออก Stablecoin ได้บ้าง และสามารถทำธุรกิจประเภทอื่นควบคู่ไปด้วยได้แค่ไหน

 

ผลศึกษาระบุว่าสหรัฐฯ และสิงคโปร์ใช้แนวทางที่เข้มงวดค่อนข้างมากกับผู้ออกที่ไม่ใช่ธนาคาร โดยภายใต้กฎหมาย GENIUS Act ของสหรัฐฯ กิจกรรมอย่างการปล่อยกู้ การสเตกกิ้ง การเทรดในนามบริษัทเอง และการดูแลทรัพย์สินคริปโตของบุคคลที่สาม โดยทั่วไปแล้วไม่อยู่ในขอบเขตที่อนุญาตให้ผู้ออก Payment Stablecoin ทำได้ ขณะที่ฮ่องกง สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป ใช้แนวทางที่ผ่อนปรนกว่า อนุญาตให้ทำกิจกรรมเพิ่มเติมได้หากได้รับใบอนุญาตหรือความยินยอมจากหน่วยงานกำกับดูแลแยกต่างหาก

 

นักวิจัยยังพบว่าข้อจำกัดในทั้ง 5 ประเทศที่ศึกษา บังคับใช้เฉพาะกับนิติบุคคลที่เป็นผู้ออก Stablecoin เท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงกลุ่มบริษัทในเครือทั้งหมด หมายความว่าบริษัทในเครือเดียวกันยังสามารถทำกิจกรรมที่ตัวผู้ออกเองทำไม่ได้

 

ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict

ท่าทีของ BIS ในครั้งนี้สอดคล้องกับจุดยืนที่แสดงมาต่อเนื่องตลอดปีนี้ว่ายังไม่เชื่อมั่นใน Stablecoin ในฐานะเงินตราทดแทน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ de Cos ไม่ได้ปฏิเสธประโยชน์ของ Stablecoin ไปเสียทั้งหมด กลับยอมรับด้วยซ้ำว่ามันช่วยลดต้นทุนกู้ยืมภาครัฐได้จริง เพียงแต่มองว่าต้นทุนที่แลกมาอาจตกไปอยู่กับประชาชนทั่วไปผ่านดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงขึ้น ประเด็นนี้ตรงข้ามกับจุดยืนของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่มองว่า Stablecoin คือ "การปฏิวัติดิจิทัล" ที่ช่วยตอกย้ำสถานะดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองอันดับหนึ่งของโลก สะท้อนว่าแม้แต่ในหมู่หน่วยงานกำกับดูแลระดับโลกด้วยกันเอง ก็ยังมองอนาคตของ Stablecoin ต่างกันอย่างชัดเจน นักลงทุนไทยที่ใช้ Stablecoin เป็นประจำควรติดตามแนวทางกำกับดูแลที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศไว้ด้วย เพราะอาจส่งผลต่อสภาพคล่องและการยอมรับของเหรียญแต่ละตัวในระยะยาว

 

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:
BIS เคยแสดงจุดยืนวิจารณ์ Stablecoin ในลักษณะเดียวกันมาแล้วก่อนหน้านี้
👉 แบงก์ชาติสากล (BIS) สับเละ Stablecoin สอบตกคุณสมบัติเงินตรา เตือนระเบิดเวลาทำลายเศรษฐกิจเกิดใหม่

🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: Cointelegraph, Reuters

 

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com