
Bitcoin ร่วงต่อแตะ $77,678 หลังโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ยพุ่งจาก 50% เป็น 68%
ราคา Bitcoin (BTC) ร่วงลงต่อเนื่องมาแตะระดับ 77,678 ดอลลาร์ ลดลงราว 3.3% จากราคาปิดวันพฤหัสบดีที่ 80,275.34 ดอลลาร์ ตามข้อมูลของ CoinDesk หลังสุนทรพจน์ของ Kevin Warsh ประธานเฟด ที่งาน Jackson Hole Symposium ทำให้ตลาดประเมินโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ล่าสุด ณ ขณะรายงาน ราคา BTC ฟื้นตัวขึ้นมาบางส่วนอยู่ที่ราว 78,096 ดอลลาร์
การร่วงลงครั้งนี้ทำให้ราคาลบกำไรส่วนใหญ่ของวันพฤหัสบดีที่เคยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 81,330 ดอลลาร์ ก่อนที่ Warsh จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในงานสัมมนาประจำปีของธนาคารกลางสาขาแคนซัสซิตี้ มูลค่าตลาดรวมของ Bitcoin อยู่ที่ 1.61 ล้านล้านดอลลาร์ ปริมาณการซื้อขายใน 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 15,610 ล้านดอลลาร์
Warsh ชี้เงินเฟ้อ PCE ยังสูงกว่าเป้าหมายมาก โอกาสขึ้นดอกเบี้ยพุ่งเป็น 68%
ในสุนทรพจน์ที่ Jackson Hole เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม Warsh ระบุว่าดัชนีเงินเฟ้อ PCE พื้นฐาน (Core PCE) อยู่ที่ 3.7% ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา และ 4.1% ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งทั้งคู่สูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ 2% อย่างมาก แม้ Warsh จะไม่ได้ยืนยันตรงๆ ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน แต่ก็เปิดช่องไว้ชัดเจนว่ามีความเป็นไปได้
ผลจากสุนทรพจน์นี้ทำให้สัญญาทำนายผลบน Polymarket ที่ให้ราคาโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายน ปรับตัวขึ้นจากต่ำกว่า 50% ก่อนวันพฤหัสบดี มาปิดที่ราว 68% นักวิเคราะห์จาก Nansen ให้สัมภาษณ์กับ crypto.news ว่าน้ำเสียงที่แข็งกร้าวของ Warsh สร้างแรงกดดันโดยตรงต่อสถานะ Long ของ Bitcoin ที่แน่นตัวอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อสัญญา Options มูลค่า 6,400 ล้านดอลลาร์บน CME Group หมดอายุไปในเช้าวันเดียวกัน ทำให้ตลาดขาดกันชนการป้องกันความเสี่ยงตามธรรมชาติไปด้วย การขึ้นดอกเบี้ยหมายถึงผลตอบแทนที่แท้จริงสูงขึ้นและเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้มักกดดันความต้องการสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทน (non-yielding) อย่าง Bitcoin เป็นพิเศษ
เงินไหลเข้า ETF ยังต่อเนื่อง เป็นปัจจัยกันไม่ให้ราคาร่วงหนักกว่านี้
สิ่งที่ทำให้แรงเทขายรอบนี้ไม่บานปลายไปมากกว่านี้ คือฝั่งเงินทุนสถาบันที่ยังคงแข็งแกร่ง ก่อนสุนทรพจน์ของ Warsh กองทุน Bitcoin ETF มีเงินไหลเข้าสุทธิต่อเนื่องถึง 8 วันทำการติดต่อกัน รวมมูลค่าราว 2,800 ล้านดอลลาร์ โดยกองทุน iShares Bitcoin Trust ของ BlackRock กินสัดส่วนหลัก ขณะที่บริษัท Jane Street ก็เพิ่งเปิดเผยสถานะถือครองตราสารที่อิงกับ Bitcoin มูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์แยกต่างหาก
โครงสร้างเงินทุนสถาบันแบบนี้แทบไม่มีในตลาดหมีปี 2022 และเป็นเหตุผลว่าทำไมรอบนี้ราคาถึงไม่ร่วงกลับไปที่ 70,000 ดอลลาร์เหมือนที่เคยเกิดขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่เงินไหลออกจาก ETF ราว 526 ล้านดอลลาร์เคยกดราคาลงไปต่ำกว่า 65,000 ดอลลาร์ แรงเทขายรอบนี้จึงถือว่าตื้นกว่ามาก สะท้อนความลึกของเงินทุนสถาบันที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต
เดือนสิงหาคม 2026 ถือว่าฉีกภาพจำเดิม เพราะสถิติที่ผ่านมา Bitcoin เคยติดลบถึง 9 ใน 14 เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่ปีนี้ราคาวิ่งจาก 62,280 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ขึ้นไปแตะจุดสูงสุด 81,330 ดอลลาร์เมื่อวันพฤหัสบดี คิดเป็นกำไรกว่า 30% ภายในเดือนเดียว และแม้จะร่วงลงมาบ้างแล้ว ตัวเลขตั้งแต่ต้นเดือนก็ยังคงบวกอยู่ที่ราว 21.5%
ปัจจัยเชิงโครงสร้างอื่นๆ ที่หนุน Bitcoin ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากสุนทรพจน์ครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมายสำรอง Bitcoin ระดับรัฐของมลรัฐมิสซูรี (HB 2080) หรือกรอบการดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลฉบับปรับปรุงของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างที่สุนทรพจน์ของเฟดเพียงครั้งเดียวไม่สามารถลบล้างได้
ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของรอบนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขราคาที่ลดลง แต่คือการเปรียบเทียบกับพฤติกรรมตลาดในอดีต เพราะแรงเทขายจากข่าวเฟดครั้งนี้ตื้นกว่าที่เคยเกิดในเดือนก่อนหน้าอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหลักฐานที่จับต้องได้ว่าเงินทุนสถาบันผ่าน ETF กำลังทำหน้าที่เป็น "พื้นรองรับ" ราคาจริงๆ ไม่ใช่แค่ทฤษฎี อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไทยควรระวังว่าดัชนี Fear and Greed อยู่ในโซน Greed ที่ราว 68 ก่อนการร่วงครั้งนี้ แปลว่าตลาดตั้งราคาความหวังในแง่ดีไว้เยอะพอสมควรแล้ว การประชุมเฟดเดือนกันยายนจึงยังเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่จะบอกว่านี่เป็นแค่จังหวะพักฐาน หรือจุดเริ่มต้นของการปรับฐานที่ลึกกว่านี้
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:
เราเคยรายงานผลกระทบจากสุนทรพจน์ของ Warsh ไปแล้วในวันแรกที่ราคาหลุด $80,000
👉 Bitcoin หลุด $80,000 หลัง Warsh พูดที่ Jackson Hole ไม่เชื่อเงินเฟ้อชะลอจริง🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: Eastern Herald, CoinDesk, crypto.news
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com