แบงก์ชาติสากล (BIS) สับเละ Stablecoin สอบตกคุณสมบัติเงินตรา เตือนระเบิดเวลาทำลายเศรษฐกิจเกิดใหม่
ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ BIS (Bank for International Settlements — องค์กรที่เปรียบเสมือน "ธนาคารกลางของบรรดาธนาคารกลางทั่วโลก") เผยแพร่ รายงานเศรษฐกิจประจำปี 2026 (Annual Economic Report 2026) เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ในการประชุมสามัญประจำปีที่เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยสรุปว่า Stablecoin ในรูปแบบปัจจุบัน "ยังไม่ผ่านเกณฑ์" ของการเป็นเงินที่แท้จริง พูดง่ายๆ ก็คือ BIS มองว่าเหรียญเหล่านี้ทำงานคล้าย "หน่วยลงทุน" มากกว่าจะเป็น "เงิน" และเตือนถึงความเสี่ยงต่อประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างชัดเจน
🏦 BIS มองว่า Stablecoin ขาดคุณสมบัติพื้นฐานของ "เงิน"
ในบทพิเศษชื่อ "Anchoring trust in money: innovation beyond stablecoins" รายงานฉบับนี้ได้นำ Stablecoin ที่ตรึงมูลค่ากับดอลลาร์มาวัดกับคุณสมบัติพื้นฐานที่ BIS เชื่อว่าระบบการเงินทุกระบบต้องมี ได้แก่ ความเป็นหนึ่งเดียว (singleness — ความสามารถในการแลกเงินรูปแบบต่างๆ คืนได้ที่มูลค่าเท่าเทียมกับเงินธนาคารกลาง) ความยืดหยุ่น (elasticity) การทำงานร่วมกันได้ (interoperability) และความสมบูรณ์ (integrity) ซึ่งผู้เขียนรายงานชี้ว่า Stablecoin ในดีไซน์ปัจจุบัน "สอบตก" ในทุกข้อ
รายงานระบุว่า ราคา Stablecoin สามารถหลุดออกจากค่าที่ตรึงไว้ (peg) ในตลาดรอง และยังมีความติดขัดในกระบวนการไถ่ถอน (redemption) ส่งผลให้มันมีลักษณะใกล้เคียงกับหน่วยลงทุน ETF มากกว่าเครื่องมือการชำระเงิน ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ Pablo Hernández de Cos ผู้จัดการทั่วไปของ BIS ที่เคยอธิบายในเดือนเมษายนว่า Stablecoin ทำงานเหมือน ETF มากกว่าเงิน
📊 ตลาดยังเล็ก แต่กระจุกตัวที่ดอลลาร์เกือบทั้งหมด
แม้จะเติบโตเร็ว แต่ขนาดตลาดยังถือว่าเล็กเมื่อเทียบกับระบบธนาคาร โดย BIS ประเมินมูลค่าตลาด Stablecoin ไว้ที่ราว 320,000 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งยังเทียบไม่ได้กับเงินฝากธนาคารที่มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ (320,000 ล้านดอลลาร์ ≈ 10.68 ล้านล้านบาท)
ที่น่าสนใจคือ กว่า 99.4% ของ Stablecoin ที่หนุนด้วยเงินตรา (fiat-backed) ตรึงมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่กระจุกอยู่ที่ USDT ของ Tether และ USDC ของ Circle ซึ่งทิ้งห่างเหรียญในลำดับถัดมาอย่าง USDS ของ Sky, USD1 ของ BitGo และ USDe ของ Ethena อย่างชัดเจน
💵 จำลองสถานการณ์: ต่อให้โต $3 ล้านล้าน ผลต่อเศรษฐกิจก็ยัง "ติดลบเล็กน้อย"
ส่วนวิเคราะห์ใหม่ที่เป็นไฮไลต์ของรายงาน คือการจำลองว่าหาก Stablecoin ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายจะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร โดยขึ้นอยู่กับว่าผู้ออกเหรียญถือสินทรัพย์อะไรเป็นทุนสำรอง ในโมเดลที่ปรับเทียบกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผลสุทธิต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจกลับ "ติดลบเล็กน้อย" ในระยะกลาง เพราะต้นทุนการระดมทุนของธนาคารที่สูงขึ้นและการปล่อยสินเชื่อที่อ่อนแอลง มีน้ำหนักมากกว่าพื้นที่ทางการคลังที่เกิดจากความต้องการพันธบัตรรัฐบาล
จุดที่ชวนคิดคือ แรงฉุดนี้ยังคงเล็กน้อย แม้ผู้เขียนจะจินตนาการให้ Stablecoin เติบโตไปแตะ 1 ล้านล้าน, 2 ล้านล้าน และ 3 ล้านล้านดอลลาร์ก็ตาม (คิดเป็นราว 33.4 / 66.8 / 100.1 ล้านล้านบาท ตามลำดับ) — พูดง่ายๆ คือ BIS มองว่า Stablecoin ไม่ได้เป็น "ตัวเปลี่ยนเกม" ทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างที่หลายฝ่ายคาด
⚠️ คำเตือนที่หนักที่สุด: "Stablecoin Dollarization" ในตลาดเกิดใหม่
นอกจากประเด็นเศรษฐกิจมหภาคแล้ว BIS ยังชี้ว่า Stablecoin มีสัดส่วนสำคัญในกิจกรรมผิดกฎหมายบนเครือข่าย เพราะหมุนเวียนอยู่บนบล็อกเชนแบบไร้การอนุญาต (permissionless) ที่ความเป็นนิรนามและการถือครองกระเป๋าเงินด้วยตนเองทำให้การตรวจสอบ KYC และ AML อ่อนแอลง
แต่คำเตือนที่แหลมคมที่สุดพุ่งเป้าไปที่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ผู้เขียนเตือนถึงปรากฏการณ์ "stablecoin dollarisation" ที่ครัวเรือนในประเทศเหล่านี้หันมาถือเหรียญที่อิงดอลลาร์เป็นเครื่องเก็บมูลค่า ซึ่งอาจเปลี่ยนรูปแบบการไหลเวียนของเงินทุน กระทบพลวัตอัตราแลกเปลี่ยน และท้าทายอธิปไตยทางการเงิน โดย BIS ตั้งข้อสังเกตว่า เช่นเดียวกับ dollarization ในอดีต การเปลี่ยนแปลงนี้อาจ "ย้อนกลับได้ยาก" เมื่อเกิดขึ้นแล้ว
🔗 ทางออกที่ BIS เสนอ: "Unified Ledger" ที่ตรึงด้วยเงินธนาคารกลาง
เช่นเดียวกับรายงานปี 2025 BIS ไม่ได้เรียกร้องให้ "แบน" Stablecoin แต่เสนอทางออกด้วยการแก้จุดอ่อนผ่านกฎเกณฑ์ที่สอดคล้องกันในระดับสากล และนำเทคโนโลยี Tokenization (การแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเคนบนบล็อกเชน) เข้าสู่ระบบสองชั้นของธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์
หัวใจของแนวคิดนี้คือ "unified ledger" หรือบัญชีแยกประเภทแบบรวมศูนย์ ที่รวม ทุนสำรองธนาคารกลางแบบโทเคน เงินธนาคารพาณิชย์แบบโทเคน และเงินเอกชนที่อยู่ภายใต้การกำกับอื่นๆ ไว้ในที่เดียว โดยมีเงินธนาคารกลางเป็นจุดยึด (anchor) ทั้งนี้ BIS ยกตัวอย่าง Project Agorá ต้นแบบระบบชำระเงินข้ามพรมแดนที่มี ธนาคารกลาง 8 แห่ง ร่วมกับ BIS และสถาบันเอกชนกว่า 40 แห่ง เป็นหลักฐานว่าโมเดลนี้ใช้งานได้จริง
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากที่เราเคยรายงานความเคลื่อนไหวด้านการกำกับดูแลและภูมิรัฐศาสตร์ของ Stablecoin ไว้ก่อนหน้านี้
👉 ทรัมป์ลงนามกฎหมาย GENIUS Act กำหนดกรอบควบคุม Stablecoin ฉบับแรกของสหรัฐฯ
👉 ‘Bitcoin’ และ ‘ดอลลาร์สหรัฐ’ คือพันธมิตรที่เกื้อกูลกัน! BPI ชี้โมเดลคล้าย Petrodollar
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: The Block, BIS (bis.org), Bloomberg
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict มุมมองของ BIS สะท้อนจุดยืนที่สอดคล้องกันมา 2 ปีติด นั่นคือ "เทคโนโลยีดี แต่ดีไซน์ปัจจุบันยังไม่พร้อม" ซึ่งน่าสนใจตรงที่ BIS ไม่ได้ปฏิเสธบล็อกเชน แต่กลับอยากดึงจุดแข็งของ Tokenization เข้ามาอยู่ในระบบธนาคารกลางแทน ประเด็น "stablecoin dollarization" เป็นเรื่องที่ตลาดเกิดใหม่อย่างภูมิภาคอาเซียนควรจับตาเป็นพิเศษ เพราะมันแตะเส้นบางๆ ระหว่างเสรีภาพทางการเงินของประชาชนกับอธิปไตยทางการเงินของประเทศ ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ของ BIS เป็นการสร้างโมเดลเชิงสมมติฐาน ไม่ใช่การฟันธงผลลัพธ์จริง ผู้อ่านจึงควรพิจารณาประกอบกับมุมมองจากฝั่งอุตสาหกรรมคริปโตที่อาจมองต่างออกไป
🏷️ Tags / SEO: BIS, Stablecoin, รายงานเศรษฐกิจ BIS 2026, dollarization, unified ledger, Project Agorá, USDT, USDC, อธิปไตยทางการเงิน, Tokenization
บทความนี้มิใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com