กระเป๋า Bitcoin ที่หลับใหลนับสิบปี ตื่นขยับเงิน 40 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เลี่ยงเว็บเทรด
30 August 2026ข่าวโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

กระเป๋า Bitcoin ที่หลับใหลนับสิบปี ตื่นขยับเงิน 40 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เลี่ยงเว็บเทรด

บริษัทวิจัยบล็อกเชน Galaxy Research เปิดเผยว่า กระเป๋าเงิน Bitcoin จำนวน 6 ใบ ที่ไม่มีความเคลื่อนไหวมานานตั้งแต่เกือบ 12 ปี ไปจนถึงกว่า 15 ปี ได้ขยับโอนเหรียญรวมกัน 553.59 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 40.15 ล้านดอลลาร์ ระหว่างวันที่ 16-26 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยข้อมูลบนบล็อกเชนไม่ได้เปิดเผยว่าใครเป็นเจ้าของกระเป๋าส่วนใหญ่ หรือเหตุผลที่โอนเงินออกมาในจังหวะนี้

 

ที่น่าสนใจคือ 5 ใน 6 ธุรกรรมโอนไปยังที่อยู่ที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับเว็บเทรดใดๆ เลย ไม่มีหลักฐานบนเชนว่าเจ้าของขายเหรียญออกไปจริง มีเพียงธุรกรรมสุดท้ายเท่านั้นที่ส่ง 40 BTC ไปยังที่อยู่ของ Boerse Stuttgart Digital ผู้ให้บริการดูแลทรัพย์สินและซื้อขายคริปโตของเยอรมนี

 

ไล่เรียงไทม์ไลน์ 6 กระเป๋า กำไรทวีคูณหลักแสนถึงล้านเปอร์เซ็นต์

กระเป๋าใบแรกเริ่มขยับเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม โอน 8.54 BTC หลังไม่เคลื่อนไหวมาตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2011 Galaxy ประเมินมูลค่าขณะโอนไว้ที่ราว 538,000 ดอลลาร์ เทียบกับราคาซื้อโดยประมาณที่ราว 14 ดอลลาร์ต่อเหรียญ คิดเป็นกำไรทางบัญชีสูงถึงราว 461,981%

 

สองวันถัดมา กระเป๋าที่ไม่เคลื่อนไหวตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2012 โอนเหรียญ 212 BTC มูลค่าราว 13.66 ล้านดอลลาร์ ที่อยู่นี้มีป้ายกำกับว่า "Noah Doe #1396 · Salomon Client Dusted" ซึ่งเชื่อมโยงกับคดีความในนิวยอร์กที่เกี่ยวข้องกับกระเป๋า Bitcoin หลับใหลนับพันใบ คิดเป็นกำไรราว 557,640% จากราคาซื้อประมาณ 12 ดอลลาร์ต่อเหรียญ

 

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น อีกกระเป๋าหนึ่งที่ไม่เคลื่อนไหวตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2011 โอนเหรียญ 10.74 BTC มูลค่าราว 692,000 ดอลลาร์ กิจกรรมกลับมาคึกคักอีกครั้งในวันที่ 22 สิงหาคม เมื่อมีการโอนก้อนใหญ่ 2 รายการภายในเวลาห่างกันราว 2 ชั่วโมง โดยกระเป๋าหนึ่งไม่เคลื่อนไหวตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2014 โอนเหรียญ 150 BTC มูลค่า 11.75 ล้านดอลลาร์ ติดป้าย "Noah Doe #1680" ซึ่งเป็นที่อยู่ที่สองในกลุ่มที่เชื่อมโยงกับคดีนิวยอร์ก คิดเป็นกำไรราว 23,701%

 

ในวันเดียวกัน กลุ่มที่อยู่ 3 แห่งจากปี 2011 โอนเหรียญรวมกัน 132.31 BTC มูลค่ารวมราว 10.37 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นที่อยู่ที่ขึ้นต้นด้วย "1EG5DvjR" มูลค่า 4.45 ล้านดอลลาร์ กำไรราว 629,068%, ที่อยู่ "1928FWqd" มูลค่าราว 404,000 ดอลลาร์ กำไรราว 625,826% และที่อยู่ "1EBzWeno" มูลค่า 5.51 ล้านดอลลาร์ กำไรสูงถึงราว 807,639% จากราคาซื้อประมาณ 10 ดอลลาร์ต่อเหรียญ

 

กระเป๋าใบที่ 6 และใบสุดท้ายขยับเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม เวลา 10:54 UTC โอนเหรียญ 40 BTC หลังไม่เคลื่อนไหวตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2012 ไปยังที่อยู่ที่ติดป้าย Boerse Stuttgart Digital ซึ่งต่างจาก 5 ธุรกรรมก่อนหน้าที่ไปยังที่อยู่ไม่มีป้ายกำกับใดๆ Galaxy ประเมินราคาต้นทุนไว้ที่ราว 5 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ทำให้กำไรทางบัญชีของกระเป๋านี้พุ่งสูงสุดในกลุ่มถึงราว 1,535,911%

 

คดีความในนิวยอร์กที่อ้างสิทธิ์กระเป๋า Bitcoin หลับใหลนับหมื่นใบ

ที่น่าสนใจคือ 2 ใน 6 กระเป๋านี้ปรากฏอยู่ในคดีที่ศาลสูงนิวยอร์ก (New York Supreme Court) ซึ่งฟ้องโดยโจทก์นามแฝง "Noah Doe" ร่วมกับนิติบุคคลจากรัฐไวโอมิงอีก 2 แห่ง โดยคดีนี้พยายามอ้างสิทธิ์ควบคุมกระเป๋า Bitcoin หลับใหลกว่า 39,069 ที่อยู่ ภายใต้กฎหมาย Article 7-B ของ New York Personal Property Law ที่ครอบคลุมทรัพย์สินสูญหาย ซึ่งที่อยู่ที่ถูกฟ้องกลุ่มนี้เคยถือครอง Bitcoin รวมกันราว 3.7 ล้านเหรียญตอนยื่นฟ้อง รวมถึงกระเป๋าที่เชื่อมโยงกับ Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin และแฮกเกอร์ที่เจาะ Mt. Gox ด้วย

 

ผู้พิพากษา Kathy J. King ของศาลสูงนิวยอร์ก สั่งพักกระบวนการคดีไว้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน และปิดกั้นไม่ให้โจทก์ขอคำพิพากษาแบบไม่มีการโต้แย้ง (default judgment) ก่อนถึงวันไต่สวนที่นัดไว้ในเดือนกรกฎาคม โจทก์เคยส่งธุรกรรม "dust" จำนวนเล็กน้อยไปยังที่อยู่นับพันแห่งพร้อมข้อความแจ้งเตือนเรื่องคดีความ ซึ่ง Galaxy ใช้คำว่า "Salomon-dusted" เรียกที่อยู่ที่ได้รับการแจ้งเตือนเหล่านี้ อธิบายที่มาของป้ายกำกับบนกระเป๋าทั้งสองในกลุ่มล่าสุดนี้

 

ความเคลื่อนไหวของกระเป๋าที่ถูกระบุชื่อไว้มีผลต่อรูปคดีโดยตรง เพราะคำฟ้องระบุว่าที่อยู่ใดก็ตามที่มีการโอนเงินจะถูกถอดออกจากรายการที่เรียกร้อง ในเดือนกรกฎาคม โจทก์เคยถอด 44 ที่อยู่ออกหลังพบว่ากลับมาเคลื่อนไหวหลังยื่นฟ้อง โดย Alex Thorn หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Galaxy Research ระบุว่าที่อยู่ที่ถูกถอดออกเหล่านี้เคยถือ Bitcoin รวมกัน 21,443 เหรียญตอนเริ่มคดี แต่ภายหลังมีการโอนออกไปแล้วรวม 46,334 เหรียญ เหลือถือครองอยู่เพียงราว 3,097 เหรียญ ณ ตอนที่รายงาน พร้อมระบุว่า "ทุกที่อยู่ล้วนเคยโอนเหรียญบนเชนนับตั้งแต่คดีถูกยื่นฟ้อง"

 

ฝั่งที่คัดค้านจุดยืนของโจทก์ ทั้งทนายความด้านควบรวมกิจการ Ian R. Cohen และ The Digital Chamber ให้เหตุผลว่าที่อยู่ Bitcoin ที่ผู้ใช้ดูแลกุญแจเอง (self-custodied) จะไม่ถือว่าถูกทิ้งร้างเพียงเพราะไม่มีธุรกรรมขาออกมาเป็นเวลานาน

 

อาจเกี่ยวโยงความกังวลด้านความปลอดภัยฮาร์ดแวร์วอลเล็ต แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน

อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจอธิบายความเคลื่อนไหวของกระเป๋าเก่าคือความกังวลด้านความปลอดภัยของฮาร์ดแวร์วอลเล็ต แม้จะยังไม่มีหลักฐานเปิดเผยที่เชื่อมโยงกระเป๋าทั้ง 4 ใบที่เหลือ (ที่ไม่ใช่ 2 ใบในคดีนิวยอร์ก) เข้ากับอุปกรณ์ที่ถูกเจาะโดยตรง โดยก่อนหน้านี้เคยมีช่องโหว่เฟิร์มแวร์ในอุปกรณ์ Coldcard บางรุ่น ที่ทำให้แฮกเกอร์คำนวณ Seed Phrase ที่อ่อนแอย้อนกลับได้และดูดเงินออกไปตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม ซึ่ง Galaxy เคยประเมินว่ามีการโจมตี 4 ระลอก ดึงเงินออกไปแล้วราว 1,816 BTC จาก 5,294 ที่อยู่

 

กระเป๋าที่สร้างขึ้นในปี 2011, 2012 หรือ 2014 นั้นเกิดขึ้นก่อนเฟิร์มแวร์ที่มีช่องโหว่จะออกมา แต่เจ้าของก็อาจนำกุญแจเก่าไปนำเข้าอุปกรณ์ที่มีช่องโหว่ในภายหลังได้ ซึ่งยังไม่มีข้อมูลบนเชนใดที่ Galaxy อ้างถึงยืนยันว่าเกิดการย้ายลักษณะนี้ขึ้นจริง

 

ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict

เคสนี้น่าสนใจตรงที่ผสมทั้งความลึกลับของนักลงทุนยุคแรกที่หายเงียบไปนาน และการต่อสู้ทางกฎหมายที่พยายามอ้างสิทธิ์เหนือทรัพย์สินที่ดูเหมือนจะถูกทิ้งร้าง ซึ่งเป็นประเด็นใหม่ที่วงการคริปโตยังไม่เคยเจอมาก่อนในสเกลใหญ่ขนาดนี้ สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือ Bitcoin ระยะยาว ประเด็นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเก็บเหรียญแบบ self-custody เองก็มีความเสี่ยงทางกฎหมายที่ต้องติดตามในอนาคต แม้จะยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ถือในไทย แต่แนวทางที่ศาลนิวยอร์กวางไว้อาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำหรับข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินดิจิทัลหลับใหลในประเทศอื่นต่อไปได้เช่นกัน

 

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:
ประเด็นความปลอดภัยของฮาร์ดแวร์วอลเล็ตที่อาจเกี่ยวโยงกับการขยับกระเป๋าเก่า เราเคยเจาะลึกไว้ก่อนหน้านี้
👉 เจาะลึกช่องโหว่ Coldcard: ทำไมกระเป๋าฮาร์ดแวร์ Bitcoin อาจไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด

🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CoinDesk, crypto.news

 

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com