แบงก์สหรัฐฯ ดันกฎ Stablecoin บังคับเปิดบัญชียืนยันตัวตนก่อนถอนเงินสดตรงจากผู้ออก
26 August 2026ข่าวโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

แบงก์สหรัฐฯ ดันกฎ Stablecoin บังคับเปิดบัญชียืนยันตัวตนก่อนถอนเงินสดตรงจากผู้ออก

American Bankers Association (ABA) หรือสมาคมผู้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ของสหรัฐฯ กำลังผลักดันให้หน่วยงานกำกับดูแลสหรัฐฯ ออกกฎบังคับว่า ใครก็ตามที่ซื้อหรือแลกคืน (Redeem) Stablecoin โดยตรงกับผู้ออกเหรียญ ต้องเปิดบัญชีและผ่านกระบวนการยืนยันตัวตนลูกค้าก่อน ตามรายงานของ CryptoSlate เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569

 

ข้อเรียกร้องนี้หมายความว่า สำหรับคนที่ถือ Stablecoin แบบ Self-Custody หรือเก็บเหรียญไว้ในกระเป๋าตัวเองไม่ผ่านตัวกลาง หากต้องการแลกคืนเป็นเงินสดโดยตรงกับผู้ออกเหรียญ จะกลายเป็นการเปิดบัญชีลูกค้ากับผู้ออกเหรียญไปโดยปริยาย

 

🏦 ABA ต้องการอะไร

 

ข้อเรียกร้องนี้ปรากฏอยู่ในจดหมายแสดงความเห็นของ ABA ที่ยื่นเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ต่อข้อเสนอร่วมของหน่วยงานกำกับดูแลด้านธนาคารและ FinCEN (หน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ) ว่าด้วยโครงการยืนยันตัวตนลูกค้า หรือ CIP (Customer Identification Program) สำหรับผู้ออก Stablecoin ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย GENIUS Act

 

ABA ระบุในจดหมายว่า ภาระผูกพันด้าน CIP ไม่ควรจำกัดอยู่แค่ลูกค้าที่มี "ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ" กับผู้ออกเหรียญ เพราะแนวคิดแบบธนาคารดั้งเดิมนี้ไม่เข้ากับโมเดลธุรกิจของ Stablecoin นอกจากนี้ยังย้ำว่า "ความเสี่ยงด้านการเงินผิดกฎหมายต้องถูกจัดการทั้งในตลาดหลักและตลาดรอง" พร้อมเสนอให้เว็บเทรดคริปโตและผู้ให้บริการตลาดรองอื่นๆ ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐาน CIP และการตรวจสอบที่เทียบเท่ากันด้วย เพื่อให้มาตรฐานของ Stablecoin ใกล้เคียงกับช่องทางการเงินทั่วไป

 

⚖️ ฝั่งอุตสาหกรรมคริปโตค้านอย่างไร

 

Blockchain Association ซึ่งเป็นกลุ่มล็อบบี้ของอุตสาหกรรมคริปโต ยื่นความเห็นค้านเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม โดยเห็นด้วยว่าลูกค้าที่เปิดบัญชีซื้อขายโดยตรงกับผู้ออกเหรียญควรผ่าน CIP แต่มองว่าการแลกคืนแบบครั้งเดียว (One-off) หรือการแลกคืนที่ผ่านตัวกลางที่มีการกำกับดูแลอยู่แล้ว ไม่ควรถูกนับว่าเป็นการเปิดบัญชีลูกค้ากับผู้ออกเหรียญโดยอัตโนมัติ

 

Blockchain Association เสนอว่า หากมีตัวกลางที่ได้รับการกำกับดูแลนำ Stablecoin มาแลกคืนแทนผู้ใช้ ตัวกลางนั้นควรถือเป็นลูกค้าของผู้ออกเหรียญ ไม่ใช่ผู้ใช้ปลายทางแต่ละคนที่ต้องกลายเป็นลูกค้าไปด้วย

 

❓ ข้อเสนอเดิมยังไม่ตอบคำถามนี้

 

ข้อเสนอต้นฉบับที่หน่วยงานกำกับดูแลเผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กำหนดให้ผู้ออก Stablecoin ที่ได้รับอนุญาตต้องมีระบบ CIP สำหรับลูกค้าที่เปิดบัญชี แต่ระบุชัดว่าการถือครองเหรียญเพียงอย่างเดียวไม่นับเป็นการเปิดบัญชี และธุรกรรมที่ผ่านบุคคลที่สามซึ่งโต้ตอบกับ Smart Contract ของผู้ออกเหรียญเท่านั้น ก็ไม่ทำให้ผู้ใช้ทุกคนกลายเป็นลูกค้าของผู้ออกเหรียญโดยอัตโนมัติเช่นกัน

 

คำถามสำคัญที่หน่วยงานกำกับดูแลเปิดให้แสดงความเห็นคือ การแลกคืนโดยตรงจากผู้ถือเหรียญที่ไม่เคยมีความสัมพันธ์กับผู้ออกเหรียญมาก่อน นับเป็นการเปิดบัญชีหรือไม่ ซึ่งข้อเสนอเดิมยังไม่มีคำตอบ ปล่อยให้เป็นประเด็นถกเถียงระหว่าง ABA กับ Blockchain Association อย่างที่เห็น

 

💳 Circle และ Paxos ทำแบบนี้อยู่แล้วในทางปฏิบัติ

 

แม้กฎยังไม่ประกาศใช้จริง แต่ในทางปฏิบัติ Circle ผู้ออก USDC และ Paxos ต่างก็กำหนดให้การแลกคืนโดยตรงกับผู้ออกเหรียญสำหรับลูกค้าในสหรัฐฯ ต้องผ่านบัญชีที่ยืนยันตัวตนแล้วอยู่ก่อนแล้ว เช่น USDC กำหนดให้การแลกคืนโดยตรงในสหรัฐฯ ต้องทำผ่านบัญชี Circle Mint ที่ผ่านการยืนยันตัวตนตามข้อตกลงผู้ใช้งาน ซึ่งจำกัดเฉพาะผู้ใช้ที่มีสิทธิ์ในเขตอำนาจศาลที่รองรับเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แนวปฏิบัติของ Circle และ Paxos เป็นเพียงตัวอย่างนโยบายของแต่ละบริษัท ยังไม่ใช่มาตรฐานที่กฎหมายกลางบังคับใช้กับทั้งอุตสาหกรรม

 

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com
ติดตามความเคลื่อนไหวของกฎหมาย GENIUS Act และการกำกับดูแล Stablecoin เพิ่มเติมได้จากที่เราเคยรายงานไว้
👉 สหรัฐฯ เปิดรับฟังความเห็นกฎ GENIUS Act 60 วัน ก่อนบังคับใช้จริง ม.ค. 2027
👉 Community Bankers Council จี้สภาคุม "ยีลด์สเตเบิลคอยน์" ผ่านเว็บเทรด หลัง GENIUS Act ห้ามผู้ออกจ่ายดอกเบี้ย

🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CryptoSlate, ABA Banking Journal

 

💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict

 

ประเด็นนี้สะท้อนแนวคิดที่แตกต่างกันชัดเจนระหว่างธนาคารดั้งเดิมที่มองว่าคริปโตควรถูกกำกับให้เข้มเท่าระบบธนาคาร กับฝั่งอุตสาหกรรมคริปโตที่พยายามรักษาความยืดหยุ่นของการถือครองแบบ Self-Custody เอาไว้ให้ได้มากที่สุด สำหรับผู้ใช้ไทยที่ถือ USDC หรือ USDT ส่วนใหญ่มักแลกคืนผ่านเว็บเทรดซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางอยู่แล้ว ผลกระทบทางตรงจึงยังจำกัด แต่หากกฎนี้ผ่านออกมาในรูปแบบที่ ABA เสนอ ก็อาจกลายเป็นบรรทัดฐานที่ประเทศอื่นนำไปอ้างอิงต่อได้ในอนาคต

 

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com