Stellar (XLM) คืออะไร เครือข่ายชำระเงินข้ามพรมแดน (อัปเดต 2026)

Stellar (XLM) คืออะไร เครือข่ายชำระเงินข้ามพรมแดน (อัปเดต 2026)

Stellar (XLM) คือเครือข่ายบล็อกเชนเน้นชำระเงิน/โอนเงินข้ามประเทศ ใช้ Stellar Consensus Protocol รู้จักพันธมิตร MoneyGram, Franklin Templeton BENJI และซื้อ XLM ได้ที่ไหนในไทย

ราคา XLM วันนี้

$0.169696▼ 3.71%

ราคาบาท

5.71 บาท

มูลค่าตลาด

$5.98B

ปริมาณ 24 ชม.

$103.3M

ข้อมูลจาก CoinGecko ณ 24 ต.ค. 2569 18:31 น. · อัปเดตทุก 15 นาที

เหรียญคืออะไร

Stellar คือเครือข่ายบล็อกเชนสาธารณะที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่วันแรกเพื่อการชำระเงินข้ามพรมแดนและการแปลงสกุลเงิน (currency conversion) ไม่ใช่เครือข่ายที่เปิดกว้างสำหรับทุกกรณีใช้งานแบบ Ethereum หรือ Solana ส่วน XLM หรือ Lumens คือเหรียญเนทีฟของเครือข่ายนี้ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม (bridge asset) ระหว่างสินทรัพย์ต่างชนิดกัน และเป็นค่าธรรมเนียมเล็กน้อยที่ป้องกันการสแปมธุรกรรม

จุดที่ทำให้ Stellar น่าสนใจสำหรับคนติดตามตลาดคริปโตคือ มันแทบจะเป็น "เหรียญพี่น้อง" ของ XRP ในทุกมิติที่จับต้องได้

  • ผู้ร่วมก่อตั้งคนเดียวกัน (Jed McCaleb)
  • กลุ่มเป้าหมายเดียวกัน คือธุรกิจโอนเงินข้ามประเทศและสถาบันการเงิน
  • ช่วงเวลากำเนิดใกล้กัน
  • แต่ปรัชญาการออกแบบเครือข่ายและกลยุทธ์ธุรกิจแตกต่างกันมากจนกลายเป็นกรณีศึกษาคลาสสิกของวงการคริปโตว่า ทีมงานชุดเดียวกันสามารถแตกออกมาเป็นสองโปรเจกต์ที่เดินคนละทางได้อย่างไร

เอกสารนี้จะพาไปดูตั้งแต่จุดกำเนิดที่มีความขัดแย้งภายในเป็นแรงผลักดัน เทคโนโลยีที่ชื่อ Stellar Consensus Protocol (SCP) การเปรียบเทียบกับ XRP แบบละเอียด เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ราคาและสถานะของเหรียญเปลี่ยนแปลง ไปจนถึงสถานะการซื้อขายในตลาดไทย

หน้าเว็บทางการของ Stellar (stellar.org) พร้อมโลโก้พันธมิตรอย่าง Franklin Templeton, Fireblocks และ MoneyGram

ที่มา: ภาพหน้าจอจาก stellar.org (15 ก.ย. 2026)

ประวัติและความขัดแย้งกับ Ripple ที่เป็นจุดกำเนิดของ Stellar

จาก Mt. Gox สู่ Ripple

Jed McCaleb ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการคริปโตตอนที่เขาก่อตั้ง Stellar เขาเป็นที่รู้จักมาก่อนในฐานะผู้ก่อตั้ง Mt. Gox ซึ่งภายหลังกลายเป็นกระดานเทรด Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดในโลกก่อนจะล่มสลายจากการถูกแฮ็ก (McCaleb ขายกิจการ Mt. Gox ออกไปก่อนเหตุการณ์แฮ็กครั้งใหญ่ในปี 2014 แล้ว)

ปี 2012 McCaleb ร่วมก่อตั้ง Ripple (ชื่อบริษัทเดิมคือ OpenCoin) โดยดึง Chris Larsen เข้ามาเป็น CEO เพื่อนำบริษัทเข้าสู่ตลาดสถาบันการเงินและธนาคารอย่างจริงจัง แต่ปัญหาก็เริ่มต้นจากจุดนั้นเอง

ความขัดแย้งที่แท้จริง คือวิสัยทัศน์คนละทาง

McCaleb เคยพูดถึงเรื่องนี้ตรง ๆ ว่าการดึง Larsen เข้ามาเป็น CEO เป็นความผิดพลาดของเขาเอง และสุดท้ายก็ทำงานร่วมกันต่อไม่ได้ด้วยเหตุผลหลายประการ แก่นของความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอย่างเดียว แต่เป็นความเห็นต่างเชิงกลยุทธ์ที่ลึกซึ้ง

  • McCaleb ต้องการเครือข่ายที่ใกล้เคียงจิตวิญญาณดั้งเดิมของคริปโต คือเป็นระบบการเงินที่เปิดกว้าง เข้าถึงง่าย และช่วยกลุ่มคนที่ระบบธนาคารมองข้าม (unbanked/underbanked)
  • Larsen และทีมผู้บริหาร Ripple ต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ขายให้ธนาคารและสถาบันการเงินขนาดใหญ่โดยตรง เน้นรายได้และความสัมพันธ์กับสถาบันการเงินดั้งเดิม

McCaleb ออกจากตำแหน่ง CTO ของ Ripple ในปี 2013 พร้อมถือครอง XRP จำนวนมากจากการเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ซึ่งภายหลังกลายเป็นประเด็นทางกฎหมายกับ Ripple อยู่พักหนึ่งเรื่องตารางเวลาการขาย XRP ของเขา ก่อนจะยุติข้อพิพาทกันได้

กำเนิด Stellar กรกฎาคม 2014

วันที่ 31 กรกฎาคม 2014 McCaleb ประกาศเปิดตัว Stellar ร่วมกับ Joyce Kim โดยตั้งเป้าหมายที่ต่างจาก Ripple อย่างชัดเจนคือ สร้างเครือข่ายการเงินที่ครอบคลุมสำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่สถาบันการเงิน โครงสร้างองค์กรก็ถูกออกแบบต่างกันตั้งแต่ต้น

  • Ripple เป็นบริษัทเอกชนที่มีนักลงทุน VC และเป้าหมายทำกำไร
  • Stellar ถูกวางไว้ภายใต้ Stellar Development Foundation (SDF) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร ไม่มีแรงกดดันจาก VC ที่ต้องการผลตอบแทนสูงสุด เงินทุนเริ่มต้นราว 3 ล้านดอลลาร์มาจาก Stripe บริษัทเทคโนโลยีการชำระเงิน

ช่วงแรกที่เปิดตัว หลายคนในวงการมองว่า Stellar เป็นแค่ "Ripple ก๊อบปี้" ที่เกิดจากความไม่ลงรอยกันส่วนตัว แต่เมื่อเวลาผ่านไปเทคโนโลยีเบื้องหลังกลับพัฒนาไปคนละทิศทางจนกลายเป็นโปรโตคอลที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง

สิ่งที่หลายคนไม่ค่อยพูดถึงคือ Stellar เวอร์ชันแรกสุดในปี 2014 ยังใช้โค้ดฐานที่แตกหน่อมาจาก Ripple (fork) และใช้กลไก consensus แบบดัดแปลงจาก Ripple Protocol Consensus Algorithm อยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งเดือนธันวาคม 2014 เครือข่ายเจอปัญหา ledger fork คือโหนดต่าง ๆ ในเครือข่ายไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ ทำให้ประวัติธุรกรรมย้อนหลังหลายชั่วโมงถูกม้วนกลับ (rollback) SDF ต้องรวมศูนย์เครือข่ายไว้ที่โหนดเดียวชั่วคราวระหว่างที่ David Mazières นักวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัย Stanford ออกแบบกลไก consensus ใหม่ทั้งหมดที่ชื่อ Stellar Consensus Protocol (SCP) เผยแพร่โค้ดและเปเปอร์วิชาการในเดือนเมษายน 2015 ก่อนเครือข่ายเวอร์ชันใหม่ที่ใช้ SCP จะเริ่มใช้งานจริงในเดือนพฤศจิกายน 2015 นี่คือจุดที่ Stellar แยกตัวออกจาก Ripple อย่างสมบูรณ์ในเชิงเทคนิค ไม่ใช่แค่ในเชิงองค์กร

เทคโนโลยีเบื้องหลัง Stellar Consensus Protocol (SCP)

หน้าบทความทางการของ Stellar เรื่อง On Worldwide Consensus อธิบายที่มาของ Stellar Consensus Protocol (SCP)

ที่มา: ภาพหน้าจอจาก stellar.org/blog (15 ก.ย. 2026)

ปัญหาที่ SCP พยายามแก้

บล็อกเชนทั่วไปต้องเลือกระหว่างสองแนวทางหลักในการหาฉันทามติ (consensus)

  • Proof of Work (PoW) แบบ Bitcoin ปลอดภัยและเปิดกว้างอย่างแท้จริง แต่กินพลังงานมหาศาลและช้า
  • Proof of Stake (PoS) หรือระบบที่ต้องรู้จักโหนดทั้งหมดล่วงหน้าแบบ permissioned blockchain เร็วและประหยัดพลังงาน แต่มักต้องแลกกับความเปิดกว้างหรือการรวมศูนย์ในระดับหนึ่ง

SCP เลือกใช้แนวทางที่เรียกว่า Federated Byzantine Agreement (FBA) ซึ่งเป็นการดัดแปลงจาก Byzantine Fault Tolerance แบบดั้งเดิม (ที่ต้องรู้จักสมาชิกทั้งหมดในระบบล่วงหน้า) ให้กลายเป็นระบบที่เปิดให้ใครก็เข้าร่วมได้แต่ยังคงความทนทานต่อโหนดที่ไม่ซื่อสัตย์

กลไกการทำงานแบบง่าย

หัวใจของ SCP คือแนวคิด "quorum slice" ซึ่งต่างจาก validator set แบบตายตัว

  1. แต่ละโหนดในเครือข่ายเลือกเองว่าจะ "เชื่อใจ" โหนดไหนบ้าง กลุ่มโหนดที่ตัวเองเชื่อใจเรียกว่า quorum slice ของตัวเอง
  2. เมื่อรวม quorum slice ของโหนดต่าง ๆ ทั่วเครือข่ายเข้าด้วยกัน จะเกิดโครงสร้างที่เรียกว่า quorum ซึ่งไม่มีใครควบคุมจากศูนย์กลาง แต่ก็ไม่ต้องรู้จักสมาชิกทั้งหมดในเครือข่ายเหมือน PoW
  3. กระบวนการหาข้อสรุปแบ่งเป็นสองขั้นตอนย่อยคือ nomination protocol (เสนอชุดธุรกรรมที่จะบันทึก) และ ballot protocol (โหวตยืนยันชุดธุรกรรมนั้นจนกว่าจะถึงจุดที่ไม่มีทางย้อนกลับ)

ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติคือ ธุรกรรมบน Stellar ยืนยันเสร็จภายในเวลาประมาณ 2-5 วินาที ค่าธรรมเนียมต่ำมาก (เศษเสี้ยวของเซนต์) และเครือข่ายไม่ต้องพึ่งพาการขุดหรือการล็อกเหรียญจำนวนมากแบบ PoS

พัฒนาการล่าสุดของเครือข่าย

Stellar ไม่ได้หยุดอยู่แค่การโอนเงินธรรมดาอีกต่อไป ปี 2023 เครือข่ายเปิดตัว Soroban ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสมาร์ทคอนแทรกต์ (smart contract) บน Stellar ทำให้สามารถสร้างแอปพลิเคชันการเงินที่ซับซ้อนกว่าการโอนเงินอย่างเดียวได้ ในปี 2026 เครือข่ายยังมีการอัปเกรดต่อเนื่อง

  • Protocol 27 ชื่อรหัส "Zipper" ในเดือนกรกฎาคม 2026 เพิ่มระบบ native authentication delegation ทำให้ค่าธรรมเนียมธุรกรรมถูกลงและเปิดทางให้ฟีเจอร์อย่าง social recovery (กู้คืนกระเป๋าโดยไม่ต้องพึ่ง seed phrase อย่างเดียว)
  • Protocol 28 ชื่อรหัส "Adapter" กำหนดเปิดตัวช่วงสิงหาคม-กันยายน 2026 เน้นกลุ่มนักพัฒนา ให้ consensus เร็วขึ้น อัปเกรดสมาร์ทคอนแทรกต์ง่ายขึ้น และย้ายข้อมูลสะดวกขึ้น
  • วันที่ 24 สิงหาคม 2026 มีการอัปเดต Soroban ให้ข้อมูลบนสมาร์ทคอนแทรกต์ต้องจ่าย "ค่าเช่า" (rent model) เพื่อคงอยู่บนเชน ป้องกันไม่ให้ ledger บวมเกินไปและรักษาความสามารถในการขยายตัวของเครือข่าย

หน้าเว็บทางการของ Stellar เกี่ยวกับ Soroban แพลตฟอร์มสมาร์ทคอนแทรกต์

ที่มา: ภาพหน้าจอจาก stellar.org/soroban (15 ก.ย. 2026)

เทียบกับ XRP อย่างละเอียด เพราะคือคู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุด

การเทียบ Stellar กับ XRP มีความหมายมากกว่าการเทียบเหรียญทั่วไปสองเหรียญ เพราะทั้งคู่มีจุดร่วมทางประวัติศาสตร์ที่แน่นแฟ้น แต่แยกทางกันด้วยปรัชญาที่ต่างกันสุดขั้ว

จุดร่วม

  • ผู้ร่วมก่อตั้ง Jed McCaleb อยู่ในทั้งสองโปรเจกต์ (แม้จะออกจาก Ripple ไปนานแล้ว)
  • ทั้งคู่เกิดมาเพื่อแก้ปัญหาเดียวกันคือ การโอนเงินข้ามประเทศที่ช้าและแพงในระบบธนาคารดั้งเดิม (SWIFT ใช้เวลาหลายวันและมีค่าธรรมเนียมซ้อนหลายชั้น)
  • ทั้งคู่ไม่ใช้ Proof of Work จึงไม่มีปัญหาการใช้พลังงานมหาศาลแบบ Bitcoin
  • ทั้งคู่มีเหรียญเนทีฟที่ทำหน้าที่เป็นสะพานสภาพคล่อง (bridge currency) ระหว่างคู่สกุลเงินที่ไม่มีตลาดคู่กันโดยตรง

ความต่างเชิงกลไก consensus

XRP Ledger ใช้ระบบที่เรียกว่า Unique Node List (UNL) ซึ่งแต่ละโหนดจะตั้งค่ารายชื่อ validator ที่ตัวเองไว้วางใจ กระบวนการยืนยันธุรกรรมต้องได้เสียงเห็นชอบจาก validator ที่ไว้ใจอย่างน้อย 80% จึงจะบันทึกลง ledger ในทางปฏิบัติ UNL เริ่มต้นส่วนใหญ่อ้างอิงจากรายชื่อที่ Ripple บริษัทแนะนำ แม้ผู้ใช้จะปรับแต่งเองได้ก็ตาม

SCP ของ Stellar ก็ใช้หลักการคล้ายกันคือให้แต่ละโหนดเลือกกลุ่มที่ไว้ใจเอง (quorum slice) แต่ไม่มีรายชื่อกลางที่ SDF กำหนดให้ตายตัวเหมือน UNL เริ่มต้นของ Ripple โครงสร้างจึงถูกออกแบบให้กระจายอำนาจมากกว่าในทางทฤษฎี แม้ในทางปฏิบัติทั้งสองเครือข่ายจะยังพึ่งพา validator ของทีมหลักและพันธมิตรใหญ่อยู่ไม่น้อยก็ตาม

หน้าเว็บทางการของ XRP Ledger (xrpl.org) เครือข่ายคู่แข่งสายเดียวกับ Stellar

ที่มา: ภาพหน้าจอจาก xrpl.org (15 ก.ย. 2026)

ความต่างเชิงกลยุทธ์ธุรกิจและกลุ่มเป้าหมาย

นี่คือความต่างที่ชัดที่สุดและสำคัญที่สุด

  • XRP มุ่งเป้าไปที่การชำระบัญชี (settlement) ระดับสถาบัน ธนาคาร และบริษัทโอนเงินขนาดใหญ่โดยตรง ผ่านผลิตภัณฑ์อย่าง On-Demand Liquidity (ODL) ที่ Ripple บริษัทเป็นผู้ขายและดูแลความสัมพันธ์กับลูกค้าสถาบัน
  • Stellar มุ่งเป้าไปที่การเข้าถึงทางการเงิน (financial inclusion) เน้นการโอนเงินต้นทุนต่ำ การแปลงเงินตราต่างประเทศ และล่าสุดคือการเป็นรางสำหรับ stablecoin และสินทรัพย์โทเคไนซ์ (tokenized real-world assets) แทนที่จะขายผลิตภัณฑ์แบบมีเจ้าของเดียว SDF วางตัวเป็นผู้ดูแลโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะที่ใครก็สร้างต่อได้

ความต่างด้านสถานะกฎหมายและอุปทานเหรียญ

ปมสำคัญที่ทำให้ทั้งคู่มีเส้นทางราคาต่างกันมากในช่วงปี 2020-2025 คือคดีความ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ฟ้อง Ripple บริษัทในเดือนธันวาคม 2020 ว่าขาย XRP เป็นหลักทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียน คดีนี้ลากยาวเกือบ 5 ปี ศาลตัดสินในเดือนกรกฎาคม 2023 ว่า XRP ที่ซื้อขายบนกระดานเทรดสาธารณะไม่ถือเป็นหลักทรัพย์ ส่วนการขายให้นักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ บางส่วนเข้าข่ายหลักทรัพย์ ศาลสั่งปรับ Ripple 125 ล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม 2024 ซึ่งเป็นยอดตามคำพิพากษาอย่างเป็นทางการที่ไม่เคยถูกแก้ไข แม้ปี 2025 ทั้ง SEC และ Ripple จะยื่นคำร้องร่วมกันขอลดค่าปรับเหลือ 50 ล้านดอลลาร์ แต่ผู้พิพากษา Analisa Torres ปฏิเสธคำร้องนี้ในเดือนมิถุนายน 2025 ก่อนคดีจะปิดฉากจริงในเดือนสิงหาคม 2025 ด้วยการที่ทั้งสองฝ่ายถอนอุทธรณ์ และตกลงกันแยกต่างหากเรื่องการเบิกจ่ายเงินจากบัญชี escrow มูลค่า 125 ล้านดอลลาร์ที่ Ripple วางไว้ระหว่างอุทธรณ์ โดย SEC รับไปจริง 50 ล้านดอลลาร์ ส่วนอีก 75 ล้านดอลลาร์คืนให้ Ripple (พูดง่าย ๆ คือยอดตามคำพิพากษายังอยู่ที่ 125 ล้านดอลลาร์เต็ม แต่เงินที่ SEC เก็บได้จริงในทางปฏิบัติคือ 50 ล้านดอลลาร์) ผลจากคดีนี้ทำให้ธนาคารและบริษัทในสหรัฐฯ ระมัดระวังการใช้ XRP มาตลอดหลายปี และ MoneyGram เองก็ยุติความร่วมมือกับ Ripple ไปตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางกฎหมายนี้ ก่อนจะหันไปจับมือกับ Stellar แทนในปีเดียวกัน

Stellar ไม่เคยถูก SEC ฟ้องในลักษณะเดียวกัน ส่วนหนึ่งเพราะโครงสร้างการแจกจ่ายเหรียญตอนเริ่มต้นและสถานะไม่แสวงหากำไรของ SDF ทำให้มีความเสี่ยงทางกฎหมายต่างจาก Ripple บริษัทเอกชน

ด้านอุปทานเหรียญก็ต่างกันชัดเจน

  • XRP มีอุปทานสูงสุดตายตัวที่ 100,000 ล้านเหรียญ ถูกสร้างขึ้นทั้งหมดตั้งแต่วันแรก และ Ripple บริษัทถือครองส่วนใหญ่ไว้ในบัญชี escrow ที่ปลดล็อกตามกำหนดเวลา
  • XLM เดิมมีอุปทานไม่จำกัดเพราะมีกลไก inflation 1% ต่อปี แต่ชุมชนโหวตยกเลิกกลไกนี้ในปี 2019 พร้อมกับการเผาเหรียญครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์คริปโต คือเผาทิ้ง 55,000 ล้าน XLM จากอุปทานรวม 105,000 ล้านเหรียญ เหลืออุปทานสูงสุดที่ 50,000 ล้านเหรียญ (แม้ตัวเลข max supply จะขึ้นเป็น "ไม่จำกัด" ในทางเทคนิคของโปรโตคอล แต่ SDF ประกาศนโยบายว่าจะไม่ออกเหรียญเพิ่มเกินจำนวนที่เผาไปแล้ว)

ความต่างด้านจุดขายในปี 2026

หน้ากรณีศึกษาทางการของ Stellar เรื่อง Franklin Templeton กับกองทุนตลาดเงินโทเคไนซ์ BENJI

ที่มา: ภาพหน้าจอจาก stellar.org/case-studies (15 ก.ย. 2026)

ปี 2026 ทั้งสองเครือข่ายเดินไปคนละทิศทางชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

  • XRP ยังคงชนะในสนามการชำระเงินข้ามประเทศเชิงพาณิชย์ ด้วยปริมาณธุรกรรมและความสัมพันธ์เชิงลึกกับสถาบันการเงินที่สะสมมานาน โดยเฉพาะหลังคดี SEC จบลง
  • Stellar กลับไปได้ดีในสนามสินทรัพย์โทเคไนซ์ (tokenized securities) หลังได้รับการรับรองจากสถาบันขนาดใหญ่อย่าง Franklin Templeton ที่ใช้ Stellar เป็นเชนแรกที่บันทึกกรรมสิทธิ์อย่างเป็นทางการของกองทุนตลาดเงิน FOBXX (หรือที่รู้จักในชื่อโทเคน BENJI) มาตั้งแต่ปี 2021 และเติบโตต่อเนื่อง โดยกองทุน BENJI ทั้งชุดมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 (ปัจจุบัน BENJI ขยายไปให้บริการบนบล็อกเชนอื่นเพิ่มอีกหลายเจ้าแล้ว เช่น Ethereum, Solana, Polygon จึงไม่ได้อยู่บน Stellar เพียงเชนเดียวเหมือนตอนเริ่มต้น) นอกจากนี้ Stellar ยังเป็นบ้านของ stablecoin หลายตัว ทั้ง USDC และ EURC จาก Circle, YLDS จาก Figure และ MGUSD จาก MoneyGram

พูดง่าย ๆ คือ XRP ขายความสัมพันธ์กับธนาคารและสถาบันการเงินขนาดใหญ่โดยตรง ส่วน Stellar ขายความเป็นโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะที่ธุรกิจไหนก็เข้ามาวางสินทรัพย์หรือออก stablecoin ได้เอง

เหตุการณ์สำคัญตลอดเส้นทางของ Stellar

  • กรกฎาคม 2014 Jed McCaleb และ Joyce Kim เปิดตัว Stellar พร้อมเงินทุนเริ่มต้นจาก Stripe
  • ธันวาคม 2014 เครือข่ายเจอปัญหา ledger fork ร้ายแรงจนต้องรวมศูนย์ไว้ที่โหนดเดียวชั่วคราว นำไปสู่การพัฒนา Stellar Consensus Protocol (SCP) แบบใหม่ทั้งหมดโดย David Mazières เผยแพร่โค้ดและเปเปอร์วิชาการเมษายน 2015 และเริ่มใช้งานจริงพฤศจิกายน 2015
  • 2017-มกราคม 2018 กระแสคริปโตบูมทั่วตลาด ราคา XLM พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดตลอดกาล (All-Time High) ที่ 0.8756 ดอลลาร์ในวันที่ 2 มกราคม 2018
  • 2019 IBM ประกาศใช้ Stellar เป็นโครงข่ายหลักของโปรเจกต์ World Wire สำหรับการชำระเงินข้ามประเทศระหว่างธนาคาร (โปรเจกต์นี้ยุติการดำเนินงานในเวลาต่อมา)
  • พฤศจิกายน 2019 SDF เผาทิ้ง XLM จำนวน 55,000 ล้านเหรียญ พร้อมยกเลิกกลไก inflation 1% ต่อปีถาวร ลดอุปทานสูงสุดจาก 105,000 ล้านเหลือ 50,000 ล้านเหรียญ
  • มีนาคม 2021 MoneyGram ยุติความร่วมมือกับ Ripple ท่ามกลางคดี SEC ฟ้อง Ripple
  • ตุลาคม 2021 MoneyGram ประกาศจับมือกับ Stellar อย่างเป็นทางการ สร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเงินสดเป็นดิจิทัล (cash on/off-ramp) ขนาดใหญ่ ชำระบัญชีด้วย USDC

ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการระหว่าง MoneyGram กับ Stellar Development Foundation ตุลาคม 2021

ที่มา: ภาพหน้าจอจาก stellar.org/press (15 ก.ย. 2026)

  • กุมภาพันธ์ 2021 USDC ของ Circle เริ่มออกใช้งานบนเครือข่าย Stellar อย่างเป็นทางการ
  • 2022 บริการ MoneyGram-Stellar เริ่มเปิดให้ใช้งานจริง
  • 2023 เปิดตัว Soroban แพลตฟอร์มสมาร์ทคอนแทรกต์บน Stellar
  • พฤษภาคม 2025 ฟีเจอร์โอนเงินแบบ peer-to-peer ขยายไปสู่ผู้ใช้รายย่อยของ MoneyGram มากขึ้น หนุนให้จำนวนผู้ใช้ BENJI ของ Franklin Templeton เติบโตกว่า 140% ระหว่างเมษายน 2024 ถึงมีนาคม 2026
  • สิงหาคม 2025 คดี SEC ฟ้อง Ripple ยุติลง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ของ XRP โดยตรง แต่ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการรับรู้ความเสี่ยงกฎหมายของทั้งกลุ่มเหรียญสาย cross-border payment
  • 19 พฤษภาคม 2026 Circle เปิดใช้งาน Cross-Chain Transfer Protocol (CCTP) บน Stellar เชื่อมต่อ USDC บนเครือข่าย Stellar เข้ากับอีก 23 บล็อกเชน
  • มิถุนายน 2026 MoneyGram เปิดตัว MGUSD stablecoin ของตัวเองบนเครือข่าย Stellar ออกผ่านแพลตฟอร์ม Bridge ของ Stripe และดูแลความปลอดภัยกระเป๋าโดย Fireblocks เริ่มใช้งานจริงในสหรัฐฯ ก่อน
  • กรกฎาคม 2026 อัปเกรด Protocol 27 "Zipper" เพิ่มระบบ native authentication delegation
  • 24 สิงหาคม 2026 อัปเดต Soroban เพิ่มกลไก rent model สำหรับข้อมูลบนสมาร์ทคอนแทรกต์

จุดเชื่อมโยงกับคนไทย

ปัญหาที่ Stellar พยายามแก้คือค่าธรรมเนียมและความล่าช้าของการโอนเงินข้ามประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวคนไทยมากกว่าที่คิด ประเทศไทยมีแรงงานไทยทำงานอยู่ต่างประเทศจำนวนมาก ทั้งในเกาหลีใต้ ไต้หวัน อิสราเอล และประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งต้องส่งเงินกลับบ้านเป็นประจำผ่านช่องทางอย่าง MoneyGram หรือ Western Union ที่คิดค่าธรรมเนียมและส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน (FX spread) ซ้อนกันหลายชั้น

ที่น่าสนใจคือ MoneyGram ซึ่งคนไทยจำนวนมากคุ้นเคยในฐานะจุดรับเงินโอนจากต่างประเทศ (มีจุดให้บริการร่วมกับธนาคารพาณิชย์ไทยหลายแห่ง) คือพันธมิตรรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของ Stellar มาตั้งแต่ปี 2021 แปลว่าธุรกรรมโอนเงินระหว่างประเทศบางส่วนที่คนไทยใช้งานอยู่ทุกวันนี้ อาจมีเครือข่าย Stellar ทำงานอยู่เบื้องหลังโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว แม้ฟีเจอร์กระเป๋า stablecoin MGUSD ล่าสุดของ MoneyGram จะยังจำกัดอยู่ที่ตลาดลาตินอเมริกาเป็นหลักในปี 2026 ก็ตาม แนวโน้มการขยายไปยังภูมิภาคอื่นรวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงเป็นเรื่องที่ควรติดตามต่อ

หน้ากรณีศึกษาทางการของ Stellar เรื่อง MoneyGram International เชื่อมเงินสดกับสินทรัพย์ดิจิทัล

ที่มา: ภาพหน้าจอจาก stellar.org/case-studies (15 ก.ย. 2026)

สถานะการซื้อขายในตลาดไทย

XLM เป็นเหรียญที่ซื้อขายได้ในตลาดคริปโตไทยมานานพอสมควรแล้ว ไม่ใช่เหรียญใหม่ที่เพิ่งเข้ามา

  • Bitkub เปิดให้เทรดคู่ XLM/THB โดยตรงมาตั้งแต่หลายปีก่อน มีหน้าประกาศเปิดเทรดอย่างเป็นทางการและบทความสนับสนุนอธิบายวิธีใช้งานให้ผู้ใช้
  • Maxbit มีคู่เทรด XLM/THB โดยตรงเช่นกัน
  • Binance TH มี XLM ให้ซื้อขายเช่นกันแต่เฉพาะคู่ XLM/USDT เท่านั้น ยังไม่มีคู่เทรด XLM/THB โดยตรง
  • Orbix (เดิมชื่อ Satang ก่อนถูก Unita Capital ซึ่งเป็นบริษัทในเครือธนาคารกสิกรไทยเข้าซื้อกิจการในปี 2023 และเปลี่ยนชื่อ) มีคู่เทรด XLM/THB ให้บริการเช่นกัน

หน้าตลาดซื้อขายคู่เหรียญ XLM/THB จริงบน Bitkub

ที่มา: ภาพหน้าจอจาก Bitkub.com (15 ก.ย. 2026)

ข้อควรระวังสำคัญสำหรับผู้ที่ถือ XLM และต้องการฝากหรือถอนเหรียญคือ เครือข่าย Stellar ใช้ระบบ Memo/Destination Tag ในการระบุปลายทางธุรกรรมเพิ่มเติมจากที่อยู่กระเป๋า (address) หากฝากเข้ากระดานเทรดโดยไม่ใส่ Memo ให้ถูกต้อง เงินอาจสูญหายและกู้คืนได้ยากหรือกู้คืนไม่ได้เลย ควรตรวจสอบ Memo ทุกครั้งก่อนโอนเข้ากระดานเทรดหรือกระเป๋าที่ต้องการ Memo

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Stellar กับ XRP เหรียญไหนดีกว่ากัน

ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะทั้งคู่ออกแบบมาแก้ปัญหาคนละมุม XRP เหมาะกับมุมมองสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่ต้องการชำระบัญชีปริมาณมหาศาลผ่านความสัมพันธ์ทางธุรกิจโดยตรงกับ Ripple บริษัท ส่วน Stellar เหมาะกับมุมมองโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะที่เปิดให้ธุรกิจรายเล็กหรือ fintech ทั่วไปเข้ามาสร้างบริการโอนเงินหรือออก stablecoin ได้เองโดยไม่ต้องพึ่งบริษัทเดียว

ทำไม Jed McCaleb ถึงออกจาก Ripple ไปทำ Stellar

เพราะความเห็นต่างเชิงกลยุทธ์กับ Chris Larsen ซีอีโอที่เขาดึงเข้ามาเอง โดย McCaleb ต้องการเครือข่ายที่เปิดกว้างเพื่อการเข้าถึงทางการเงินของคนทั่วไป ขณะที่ผู้บริหาร Ripple มุ่งขายผลิตภัณฑ์ให้ธนาคารโดยตรง

XLM มีเหรียญทั้งหมดกี่เหรียญ

หลังการเผาเหรียญครั้งใหญ่ในเดือนพฤศจิกายน 2019 อุปทานสูงสุดที่ SDF ตั้งเป้าไว้คือ 50,000 ล้านเหรียญ ปัจจุบัน (15 กันยายน 2026) มีเหรียญหมุนเวียนในตลาดประมาณ 34,840 ล้านเหรียญ

MoneyGram ยังใช้ Stellar อยู่ไหม

ใช้อยู่และขยายความร่วมมือต่อเนื่อง ล่าสุดในปี 2026 เปิดตัว stablecoin ของตัวเองชื่อ MGUSD บนเครือข่าย Stellar โดยเริ่มใช้งานจริงในสหรัฐฯ ก่อน

ซื้อ XLM ในไทยได้ที่ไหนบ้าง

กระดานเทรดที่มีคู่เทรด XLM/THB ในไทยคือ Bitkub, Maxbit และ Orbix ส่วน Binance TH มี XLM ให้ซื้อขายแต่เฉพาะคู่ XLM/USDT เท่านั้น

Soroban คืออะไร เกี่ยวอะไรกับ Stellar

Soroban คือแพลตฟอร์มสมาร์ทคอนแทรกต์ที่เปิดตัวบน Stellar ปี 2023 ทำให้นักพัฒนาสร้างแอปพลิเคชันการเงินที่ซับซ้อนกว่าการโอนเงินธรรมดาได้ เช่น DeFi หรือระบบจัดการสินทรัพย์โทเคไนซ์

สรุปเหมาะกับใคร

Stellar เหมาะกับผู้ที่สนใจเรื่องต่อไปนี้

  • สนใจกลุ่มเหรียญสาย cross-border payment และต้องการทำความเข้าใจภาพรวมของสนามนี้ให้ครบ ไม่ใช่รู้จักแค่ XRP อย่างเดียว
  • สนใจแนวโน้มสินทรัพย์โทเคไนซ์ (tokenized real-world assets) และการที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่าง Franklin Templeton เลือกใช้บล็อกเชนสาธารณะเป็นระบบบันทึกกรรมสิทธิ์
  • ติดตามพัฒนาการของ stablecoin หลายสกุลบนเครือข่ายเดียว เพราะ Stellar เป็นบ้านของทั้ง USDC, EURC, YLDS และ MGUSD

Stellar ไม่เหมาะกับผู้ที่มองหาเหรียญที่มีกรณีใช้งานกว้างขวางแบบ smart contract platform เต็มรูปแบบอย่าง Ethereum หรือ Solana เพราะ Soroban แม้จะเปิดให้สร้างสมาร์ทคอนแทรกต์ได้แล้ว แต่ระบบนิเวศนักพัฒนาและแอปพลิเคชันยังเล็กกว่าเชนสาย DeFi/Smart Contract หลักมาก จุดแข็งของ Stellar ยังคงกระจุกตัวอยู่ที่การโอนเงิน การแปลงสกุลเงิน และการเป็นรางของ stablecoin/สินทรัพย์โทเคไนซ์เป็นหลัก

ก่อนตัดสินใจลงทุนในเหรียญใดก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลรอบด้านและประเมินความเสี่ยงด้วยตัวเองเสมอ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน