Pyth Network (PYTH) คืออะไร? เหรียญ Oracle ที่ให้สถาบันการเงินส่งราคาตรงเข้าเชนเอง (อัปเดต 2026)

Pyth Network (PYTH) คืออะไร? เหรียญ Oracle ที่ให้สถาบันการเงินส่งราคาตรงเข้าเชนเอง (อัปเดต 2026)

Pyth Network คือเครือข่าย Oracle ที่ให้เจ้าของข้อมูลราคาตัวจริง เช่น เว็บเทรดและสถาบันการเงิน ส่งราคาตรงเข้าเชนเอง (first-party data) ผ่านโมเดล pull รู้จักความเสี่ยงจาก Jump Trading และซื้อที่ไหนได้บ้างในไทย

ราคา PYTH วันนี้

$0.083252▲ 6.45%

ราคาบาท

2.78 บาท

มูลค่าตลาด

$655.6M

ปริมาณ 24 ชม.

$77.3M

ข้อมูลจาก CoinGecko ณ 27 ก.ย. 2569 23:08 น. · อัปเดตทุก 15 นาที

Pyth Network (PYTH) คือเครือข่าย Oracle หรือระบบที่ทำหน้าที่นำข้อมูลราคาจากโลกภายนอกเข้าสู่บล็อกเชนให้สัญญาอัจฉริยะ (smart contract) นำไปใช้งานได้ จุดที่ทำให้ Pyth ต่างจาก Oracle เจ้าตลาดอย่าง Chainlink อย่างชัดเจนคือวิธีหาข้อมูล แทนที่จะให้โหนดกลางไปดึงราคาจากเว็บหรือ API ภายนอกมาป้อนเข้าเชนแบบที่ Oracle ส่วนใหญ่ทำ Pyth ให้บริษัทที่เป็นเจ้าของข้อมูลราคาโดยตรง เช่น เว็บเทรดคริปโตรายใหญ่ บริษัทเทรดหุ้นและตราสารอนุพันธ์ระดับสถาบัน ส่งราคาที่ตัวเองซื้อขายจริงเข้าเชนด้วยตัวเอง โดยไม่ผ่านตัวกลางที่เป็นบุคคลที่สาม

Pyth ยังมีจุดต่างสำคัญอีกข้อคือขอบเขตข้อมูล เครือข่าย Oracle ส่วนใหญ่ในวงการคริปโตเน้นราคาเหรียญคริปโตเป็นหลัก แต่ Pyth ประกาศตัวเองว่าครอบคลุมข้อมูลตลาดการเงินดั้งเดิมด้วย ทั้งราคาหุ้น อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา (forex) และสินค้าโภคภัณฑ์ (commodities เช่น ทองคำ น้ำมัน) ซึ่งเป็นข้อมูลที่ปกติอยู่ในมือบริษัทข้อมูลการเงินแบบดั้งเดิมอย่าง Bloomberg หรือ Refinitiv เท่านั้น โปรเจกต์นี้เกิดจากการบ่มเพาะภายในบริษัทเทรดหุ้นความเร็วสูงระดับโลกอย่าง Jump Trading ไม่ใช่ทีมนักพัฒนาคริปโตทั่วไปที่เริ่มจากศูนย์

Pyth Network คืออะไร?

สรุปง่ายๆ สำหรับมือใหม่

ก่อนจะเข้าใจ Pyth ต้องเข้าใจก่อนว่าปัญหาพื้นฐานของบล็อกเชนคืออะไร บล็อกเชนโดยธรรมชาติไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับโลกภายนอกตัวเอง สัญญาอัจฉริยะบน Ethereum ไม่มีทางรู้ว่าราคา Bitcoin ตอนนี้เท่าไหร่ หรือหุ้น Apple ปิดตลาดที่เท่าไหร่ เพราะบล็อกเชนถูกออกแบบให้เป็นระบบปิดที่ทุกโหนดต้องเห็นข้อมูลตรงกันเป๊ะๆ การจะเอาข้อมูลจากโลกภายนอกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเข้าไปในระบบแบบนี้ได้ ต้องมีตัวกลางที่เรียกว่า Oracle ทำหน้าที่ "แปล" ข้อมูลโลกจริงให้บล็อกเชนเข้าใจและเชื่อถือได้

Oracle เจ้าใหญ่ที่สุดในตลาดคือ Chainlink ซึ่งใช้วิธีให้เครือข่ายโหนดอิสระจำนวนมากไปดึงราคาจากหลายแหล่งข้อมูล (aggregator) มารวมกันแล้วส่งเข้าเชน วิธีนี้ทำงานได้ดีมานานหลายปีและครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด แต่ Pyth เกิดขึ้นมาด้วยแนวคิดที่ต่างออกไป คือถ้าอยากได้ราคาที่แม่นและเร็วที่สุด ทำไมไม่ให้คนที่ซื้อขายสินทรัพย์นั้นจริงๆ อยู่แล้ว เช่น เว็บเทรดคริปโตหรือบริษัทมาร์เก็ตเมกเกอร์ ส่งราคาที่ตัวเองเห็นตรงเข้าเชนเองเลย ไม่ต้องผ่านคนกลางที่ไปดึงข้อมูลมาจากที่อื่นอีกที แนวคิดนี้เรียกว่า first-party data (ข้อมูลจากเจ้าของข้อมูลโดยตรง)

อีกจุดที่ Pyth คิดต่างคือเรื่องจังหวะการอัปเดตราคา Oracle ส่วนใหญ่รวมถึง Chainlink ในโหมดหลักใช้วิธี "push" คือโหนดจะส่งราคาใหม่เข้าเชนเองอัตโนมัติเป็นระยะๆ หรือเมื่อราคาขยับเกินเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ไม่ว่าจะมีคนต้องการใช้ราคานั้นในตอนนั้นหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเสียค่าธรรมเนียมเครือข่าย (gas fee) ทุกครั้งที่อัปเดตแม้ไม่มีใครใช้งาน Pyth เลือกใช้วิธี "pull" แทน คือเก็บราคาความถี่สูงไว้นอกเชนก่อน แล้วให้สัญญาอัจฉริยะที่ต้องการใช้ราคานั้นเป็นฝ่าย "ดึง" ราคาเข้ามาบนเชนเองตอนที่ต้องการใช้จริง พร้อมจ่ายค่าธรรมเนียมอัปเดตครั้งนั้นเอง วิธีนี้ประหยัดกว่าสำหรับแอปพลิเคชันที่ไม่ได้ต้องการราคาทุกวินาที และทำให้ราคาที่ได้ใหม่กว่าเพราะดึงตอนที่ต้องการใช้จริงพอดี

เปรียบเทียบ Oracle ทั่วไปที่ให้โหนดไปรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง กับ Pyth ที่ให้เจ้าของข้อมูลตัวจริงส่งราคาตรงเข้าเชนเอง

ลักษณะสำคัญของ Pyth Network

  • first-party data ข้อมูลตรงจากเจ้าของ ผู้ให้ข้อมูล (publisher) ของ Pyth คือบริษัทที่ซื้อขายสินทรัพย์นั้นจริงอยู่แล้ว เช่น เว็บเทรดคริปโตอย่าง Binance, OKX, Bybit บริษัทมาร์เก็ตเมกเกอร์อย่าง Jane Street และตลาดหลักทรัพย์อย่าง Cboe Global Markets แต่ละรายส่งราคาที่ตัวเองเห็นในตลาดจริงเข้าเชนโดยตรง ไม่ผ่านคนกลางที่ไปรวบรวมข้อมูลมาจากที่อื่นอีกที
  • โมเดล pull oracle สัญญาอัจฉริยะที่ต้องการใช้ราคาต้อง "ดึง" ราคาเข้าเชนเองตอนที่ต้องการใช้ พร้อมจ่ายค่าธรรมเนียมอัปเดตในจังหวะนั้น ต่างจากโมเดล push ที่ราคาจะถูกส่งเข้าเชนอัตโนมัติเป็นระยะไม่ว่าจะมีคนใช้หรือไม่
  • ครอบคลุมข้อมูลตลาดการเงินดั้งเดิม ไม่ใช่แค่คริปโต ปัจจุบันมีมากกว่า 380 price feed (ฟีดราคา) ครอบคลุมทั้งคริปโต หุ้น ETF อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา และสินค้าโภคภัณฑ์
  • Pythnet แกนกลางประมวลผลราคา เครือข่ายมีเชนเฉพาะกิจของตัวเองชื่อ Pythnet ที่พัฒนาต่อยอดจากโค้ดของ Solana ทำหน้าที่รวบรวมและคำนวณราคากลางจากผู้ให้ข้อมูลหลายรายก่อนกระจายต่อไปยังบล็อกเชนกว่า 40 สายผ่านโพรโทคอลส่งข้อความข้ามเชน Wormhole
  • กำเนิดจากบริษัทเทรดหุ้นความเร็วสูง Jump Trading ไม่ใช่ทีมนักพัฒนาคริปโตทั่วไป แต่บ่มเพาะภายใน Jump Crypto ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจคริปโตของ Jump Trading บริษัทเทรดหุ้นระดับโลกที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1999
  • มีโทเคนกำกับดูแล (governance) ผ่าน Pyth DAO ผู้ถือ PYTH ที่นำเหรียญไป stake (ล็อกไว้เพื่อใช้สิทธิ์) สามารถโหวตตัดสินใจเรื่องค่าธรรมเนียม การจัดสรรรางวัลให้ผู้ให้ข้อมูล และการเพิ่ม price feed ใหม่ได้

ประกาศทางการของ Pyth Network เรื่อง

ที่มา: pyth.network/blog

ประวัติและทีมงาน

จุดกำเนิดของ Pyth ผูกอยู่กับ Jump Trading บริษัทเทรดหุ้นความเร็วสูง (high-frequency trading) สัญชาติอเมริกัน ก่อตั้งปี 1999 โดย Paul Gurinas และ Bill DiSomma มีพนักงานกว่า 1,600 คนกระจายอยู่หลายประเทศทั่วโลก เป็นหนึ่งในบริษัทเทรดที่มีบทบาทสูงในตลาดการเงินดั้งเดิมมานานหลายสิบปี ปี 2021 บริษัทเปิดตัวหน่วยธุรกิจคริปโตอย่างเป็นทางการในชื่อ Jump Crypto เพื่อขยายบทบาทเข้าสู่บล็อกเชนและ DeFi โดยเฉพาะ

Pyth Network เปิดตัวต่อสาธารณะครั้งแรกในเดือนเมษายน 2021 ผ่านบล็อกโพสต์ประกาศ พัฒนาขึ้นภายในโปรแกรมบ่มเพาะของ Jump Crypto เริ่มต้นเป็นโพรโทคอลบนเครือข่าย Solana ก่อนขยายไปหลายบล็อกเชนในเวลาต่อมา ปี 2023 ทีมงานหลักที่พัฒนาโปรโตคอลได้ก่อตั้งบริษัทชื่อ Douro Labs ขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อดูแลการพัฒนาต่อเนื่อง มีสำนักงานอยู่ที่เมือง Porto ประเทศโปรตุเกส นำโดย Michael Cahill ในตำแหน่งซีอีโอ Ciarán Cronin ตำแหน่งซีโอโอ และ Jayant Krishnamurthy ตำแหน่งซีทีโอ การแยกตัวออกมาเป็น Douro Labs ทำให้ทีมพัฒนาหลักของ Pyth ไม่ได้ผูกกับ Jump Crypto โดยตรงในเชิงโครงสร้างองค์กรอีกต่อไป แม้จุดกำเนิดจะมาจากที่นั่นก็ตาม

เดือนพฤศจิกายน 2023 Pyth เปิดตัวโทเคน PYTH บนเครือข่าย Solana พร้อมแจกเหรียญฟรี (airdrop) ให้กระเป๋าเงินที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับโปรโตคอลมาก่อนราว 90,000 กระเป๋า และเปิดใช้งานระบบกำกับดูแลแบบให้ผู้ถือโทเคนโหวต (token-led governance) พร้อมกัน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากช่วงที่เครือข่ายควบคุมโดยทีมงานล้วนๆ มาเป็นระบบที่ผู้ถือเหรียญมีสิทธิ์ออกเสียงร่วมกำหนดทิศทาง

Pyth Network น่าเชื่อถือแค่ไหน ปลอดภัยแค่ไหน

ใครควบคุม Pyth ในทางปฏิบัติ

Pyth Network ไม่มีบริษัทเดียวเป็นเจ้าของแบบเบ็ดเสร็จเหมือนตอนเริ่มต้น โครงสร้างปัจจุบันแบ่งบทบาทเป็นสามส่วนหลัก

  • Douro Labs ทีมพัฒนาหลักที่ดูแลโค้ดและอัปเกรดโปรโตคอล
  • Pyth Data Association องค์กรไม่แสวงกำไรที่จดทะเบียนในสวิตเซอร์แลนด์ ทำหน้าที่ดูแลภาพรวมเครือข่ายและเผยแพร่เอกสารทางการอย่างไวท์เปเปอร์
  • Pyth DAO ประกอบด้วยผู้ถือโทเคน PYTH ที่ stake เหรียญเพื่อใช้สิทธิ์โหวต

ระบบโหวตของ Pyth DAO ใช้กลไก 1 โทเคนที่ถูก stake เท่ากับ 1 เสียง ผู้ถือโทเคนที่มีสัดส่วนอย่างน้อย 0.25% ของโทเคนที่ถูก stake ทั้งหมดสามารถเสนอข้อเสนอ (proposal) ให้ชุมชนโหวตได้ และมีเวลาโหวต 7 วันต่อข้อเสนอหนึ่งรายการ ข้อเสนอจะผ่านเมื่อได้เสียงเห็นด้วยมากกว่า 50% ของโทเคนที่ถูก stake ทั้งหมดที่ร่วมโหวต เรื่องที่ DAO มีสิทธิ์ตัดสินใจครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดค่าธรรมเนียมอัปเดตราคา วิธีแบ่งรางวัลให้ผู้ให้ข้อมูล (publisher) ไปจนถึงการอนุมัติซอฟต์แวร์อัปเดตของโปรแกรมออนเชนในแต่ละบล็อกเชนที่เชื่อมต่ออยู่

จุดที่ควรรู้ไว้คือแม้จะมีระบบโหวตแบบกระจายอำนาจ แต่ทีมพัฒนาแกนกลางอย่าง Douro Labs และผู้ให้ข้อมูลรายใหญ่ที่มาจากวงการการเงินสถาบันยังมีอิทธิพลสูงต่อทิศทางเครือข่ายในทางปฏิบัติ เพราะเป็นฝ่ายเข้าใจรายละเอียดทางเทคนิคและมีทรัพยากรมากที่สุดในการเสนอและผลักดันข้อเสนอสำคัญๆ

ข่าว Cointelegraph รายงานบริษัทลูกของ Jump Crypto ชื่อ Tai Mo Shan ยอมความกับ SEC ด้วยเงิน 123 ล้านดอลลาร์ (22 ธันวาคม 2024) (ที่มา: cointelegraph.com)

ที่มา: cointelegraph.com

จุดที่ต้องรู้เกี่ยวกับ Jump Trading และ Jump Crypto

เนื่องจาก Pyth กำเนิดมาจากการบ่มเพาะภายใน Jump Crypto มีจุดหนึ่งที่ผู้สนใจควรรู้ไว้เพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน คือ Jump Crypto เคยพัวพันกับข้อพิพาททางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการล่มสลายของระบบเหรียญ TerraUSD (UST) ในปี 2022 โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) กล่าวหาว่าบริษัทลูกของ Jump Crypto ชื่อ Tai Mo Shan เข้าซื้อ UST มูลค่าราว 20 ล้านดอลลาร์เพื่อพยุงราคาให้กลับมาตรึงกับดอลลาร์ในช่วงที่ระบบเริ่มมีปัญหาปี 2021 ซึ่งทำให้นักลงทุนเข้าใจผิดว่ากลไกรักษาเสถียรภาพของ UST ทำงานได้ตามปกติ Tai Mo Shan ยอมความกับ SEC ในเดือนธันวาคม 2024 ด้วยเงินรวม 123 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นการคืนกำไรที่ได้มา 86 ล้านดอลลาร์ และค่าปรับทางแพ่ง 36 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2025 Todd Snyder ผู้บริหารจัดการทรัพย์สิน (plan administrator) ของ Terraform Labs ในกระบวนการล้มละลาย ได้ยื่นฟ้อง Jump Trading พร้อมผู้บริหารระดับสูงอย่าง Bill DiSomma ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท และ Kanav Kariya อดีตประธานบริษัทที่ลาออกไปตั้งแต่ปี 2024 ต่อศาลแขวงสหรัฐเขตเหนือของรัฐอิลลินอยส์ เรียกค่าเสียหายสูงถึง 4,000 ล้านดอลลาร์ โดยกล่าวหาว่า Jump มีข้อตกลงลับกับ Terraform Labs ตั้งแต่ปี 2019 ให้ซื้อโทเคน Luna ในราคาส่วนลดพิเศษ และมีส่วนพยุงค่าเงิน UST ในปี 2021 ก่อนระบบจะล่มสลายในปี 2022 ซึ่งทำกำไรให้ Jump และซ้ำเติมความเสียหายต่อระบบนิเวศ Terra ที่มีมูลค่ารวมกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ ทาง Jump ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดและระบุว่าจะสู้คดีอย่างเต็มที่ ณ ช่วงเวลาที่เขียนบทความนี้ (29 สิงหาคม 2026) คดียังอยู่ในขั้นเริ่มต้นของกระบวนการทางศาล ยังไม่มีคำตัดสิน

ข้อสำคัญที่ต้องแยกให้ชัดคือ คดีความข้างต้นเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการเทรดของ Jump Trading/Jump Crypto ในฐานะบริษัท ไม่ใช่ข้อกล่าวหาที่พุ่งเป้าไปที่ตัวโปรโตคอล Pyth Network หรือกลไกการทำงานของ Oracle โดยตรง และปัจจุบันการพัฒนา Pyth ก็แยกออกมาอยู่ภายใต้ Douro Labs และ Pyth DAO ไม่ได้ขึ้นกับ Jump Crypto โดยตรงในเชิงโครงสร้างแล้ว แต่ผู้ลงทุนควรรับรู้ความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์นี้ไว้ประกอบการประเมินความเสี่ยงด้านชื่อเสียงของระบบนิเวศที่ Pyth เติบโตมาจาก

Pyth เคยมีปัญหาด้านความปลอดภัยของโปรโตคอลไหม

จากการค้นคว้า ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ ไม่พบรายงานเหตุการณ์แฮกหรือช่องโหว่ความปลอดภัยระดับโปรโตคอลที่ทำให้ Pyth Network สูญเสียเงินผู้ใช้โดยตรงจากกลไกหลักของ Oracle เอง ประเด็นที่ถูกพูดถึงบ่อยกว่าคือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของโมเดล pull oracle เอง เช่น การพึ่งพา Wormhole เป็นสะพานส่งข้อความข้ามเชนเพียงตัวเดียว (Wormhole เองเคยถูกแฮกสูญเสียเงินกว่า 320 ล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 แต่เป็นเหตุการณ์ก่อน Pyth เริ่มใช้งานอย่างแพร่หลาย และไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลไกราคาของ Pyth โดยตรง) และความเสี่ยงจากการที่แอปพลิเคชันปลายทางต้องดึงราคาเข้าเชนเองในจังหวะที่เหมาะสม หากดึงช้าเกินไปหรือดึงราคาที่ไม่ใหม่พอ อาจถูกใช้ประโยชน์ในทางที่ผิดได้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงการออกแบบ (design risk) มากกว่าช่องโหว่โค้ดที่ถูกเจาะจริง

หน้า

ที่มา: pyth.network

ข้อดี-ข้อเสียของ Pyth Network

ข้อดี

  • ข้อมูลมาจากผู้เล่นที่ซื้อขายสินทรัพย์นั้นจริงโดยตรง (first-party data) ลดขั้นตอนตัวกลางที่อาจเป็นจุดอ่อนหรือจุดบิดเบือนข้อมูล
  • ครอบคลุมข้อมูลตลาดการเงินดั้งเดิมกว้างกว่า Oracle ส่วนใหญ่ในวงการคริปโต ทั้งหุ้น forex และสินค้าโภคภัณฑ์
  • ได้พันธมิตรระดับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ต่อเนื่อง เช่น กระทรวงพาณิชย์สหรัฐและตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ซึ่งเป็นระดับความน่าเชื่อถือที่โปรเจกต์ Oracle ส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึง
  • โมเดล pull oracle เหมาะกับแอปพลิเคชันที่ต้องการราคาสดใหม่จริงในจังหวะที่ใช้งาน เช่น แพลตฟอร์มเทรด perpetual futures ความเร็วสูง
  • มีระบบ token buyback (ซื้อคืนโทเคนจากตลาด) ที่ผูกกับรายได้จริงจากการสมัครสมาชิกใช้ข้อมูล ทำให้มีกลไกเชื่อมโยงการใช้งานจริงกับความต้องการโทเคนที่ชัดเจนขึ้น

ข้อเสีย

  • ส่วนแบ่งตลาด Oracle โดยรวมยังตามหลัง Chainlink ค่อนข้างมาก ตามข้อมูลของ RedStone (บริษัท Oracle คู่แข่งอีกราย) ที่ระบุว่า ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2025 Chainlink ครองส่วนแบ่งตลาด Oracle ราว 68.9% ของมูลค่าที่ Oracle ค้ำประกัน (TVS) ขณะที่ Pyth มีส่วนแบ่งราว 5.9% แม้ตัวเลขนี้จะมาจากบริษัทคู่แข่งในตลาดเดียวกัน แต่มีข้อมูลจากแหล่งเป็นกลางอย่าง DefiLlama ในทิศทางเดียวกัน โดยตัวเลขเดือนพฤษภาคม 2026 ระบุ Chainlink มี TVS ราว 33.1 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ Pyth อยู่ที่ราว 3.1 พันล้านดอลลาร์ ยืนยันว่า Chainlink ยังทิ้งห่าง Pyth หลายเท่าตัวในแง่มูลค่าที่ Oracle ค้ำประกันจริง
  • มีความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์กับ Jump Trading/Jump Crypto ซึ่งเคยพัวพันคดีความเรื่อง TerraUSD ตามที่กล่าวไปข้างต้น
  • โมเดล pull oracle ทำให้แอปพลิเคชันปลายทางต้องออกแบบระบบดึงราคาเองอย่างรอบคอบ ต่างจากโมเดล push ที่ราคาพร้อมใช้อยู่บนเชนตลอดเวลาโดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม
  • การเปลี่ยนมาเก็บค่าบริการ API แบบเสียเงินตั้งแต่กลางปี 2026 อาจเป็นอุปสรรคสำหรับนักพัฒนารายเล็กที่เคยใช้งานฟรี
  • จำนวนบล็อกเชนหมุนเวียนของ PYTH ที่ยังไม่ถูกปลดล็อกมีสัดส่วนสูง (ราว 21% ของอุปทานทั้งหมดยังล็อกอยู่ ณ ช่วงกลางปี 2026) การปลดล็อกครั้งใหญ่ครั้งต่อไปอาจสร้างแรงกดดันขายในตลาด

เทคโนโลยีเบื้องหลัง Pyth Network ทำงานยังไง

Pythnet คืออะไร

Pythnet คือเชนเฉพาะกิจ (appchain) ที่พัฒนาต่อยอดจากโค้ดต้นทางของ Solana แต่แยกทำงานเป็นอิสระจาก Solana mainnet โดยสิ้นเชิง ใช้กลไกฉันทามติแบบ Proof of Authority (การยืนยันธุรกรรมโดยกลุ่มผู้ตรวจสอบที่ได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น ต่างจาก Proof of Stake ที่ใครก็ตั้งโหนดมาแข่งได้ถ้ามีเหรียญพอ) หน้าที่หลักของ Pythnet คือรับราคาจากผู้ให้ข้อมูล (publisher) หลายสิบราย มาคำนวณรวมเป็นราคากลางเดียวด้วยวิธีทางสถิติ พร้อมประเมินค่าความเชื่อมั่น (confidence interval คือช่วงตัวเลขที่บอกว่าราคานี้มีโอกาสคลาดเคลื่อนได้แค่ไหน) ควบคู่ไปกับตัวราคาเองด้วย ซึ่งเป็นจุดที่ Pyth บอกว่าต่างจาก Oracle ทั่วไปที่มักให้แค่ตัวเลขราคาเดี่ยวๆ โดยไม่บอกระดับความเชื่อมั่น

การมีค่าความเชื่อมั่นกำกับมาด้วยมีประโยชน์ในทางปฏิบัติ เช่น แพลตฟอร์มเทรด perpetual futures หรือแพลตฟอร์มปล่อยกู้ (lending) สามารถเลือกไม่ดำเนินการหรือเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงที่ค่าความเชื่อมั่นกว้างผิดปกติ ซึ่งมักเกิดในช่วงตลาดผันผวนรุนแรงหรือสภาพคล่องบาง

เปรียบเทียบโมเดล push ที่ Oracle ส่งราคาเข้าเชนเองอัตโนมัติเป็นระยะ กับโมเดล pull ที่ Pyth ใช้ ให้แอปดึงราคาเข้าเชนเองตอนต้องการใช้จริง

กลไก pull oracle และการกระจายข้ามเชนผ่าน Wormhole

หลังจาก Pythnet คำนวณราคากลางเสร็จ ราคาจะถูกส่งต่อไปยังบล็อกเชนปลายทางกว่า 40 สายผ่านโพรโทคอลส่งข้อความข้ามเชน (cross-chain messaging) ชื่อ Wormhole ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานคนละตัวจาก Pyth เอง แต่ Pyth เลือกใช้เป็นสะพานเชื่อมหลัก ขั้นตอนคือสัญญาอัจฉริยะบนเชนปลายทางที่ต้องการใช้ราคาจะ "ดึง" (pull) ข้อมูลราคาล่าสุดจาก Pythnet ผ่าน Wormhole เข้ามาบันทึกบนเชนของตัวเองในธุรกรรมเดียวกับที่ต้องการใช้ราคานั้น พร้อมจ่ายค่าธรรมเนียมอัปเดตราคาเล็กน้อยในตัว

ข้อดีของวิธีนี้คือประหยัดค่าธรรมเนียมเครือข่ายสำหรับแอปพลิเคชันที่ไม่จำเป็นต้องใช้ราคาทุกวินาที เพราะไม่ต้องมีใครจ่ายค่าอัปเดตราคาตลอดเวลาแบบโมเดล push แต่ก็มาพร้อมข้อแลกเปลี่ยนคือนักพัฒนาต้องออกแบบระบบดึงราคาเองให้ถูกจังหวะ ไม่ปล่อยให้ใช้ราคาเก่าเกินไปในสถานการณ์ที่ตลาดขยับเร็ว

ขอบเขตข้อมูลและผู้ให้ข้อมูล

ปัจจุบัน Pyth ให้บริการมากกว่า 380 price feed ครอบคลุมคริปโต หุ้น ETF อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา และสินค้าโภคภัณฑ์ ให้บริการแก่แอปพลิเคชันมากกว่า 250 รายบนบล็อกเชนกว่า 40 สาย ผู้ให้ข้อมูล (publisher) ประกอบด้วยเว็บเทรดคริปโตรายใหญ่ บริษัทมาร์เก็ตเมกเกอร์ และล่าสุดขยายไปถึงสถาบันการเงินดั้งเดิมระดับโลก เช่น ตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ที่เข้าร่วมเป็นผู้ให้ข้อมูลโดยตรงในเดือนมิถุนายน 2026 นำข้อมูล TotalView (ข้อมูลความลึกของออเดอร์บุ๊กแบบเต็มรูปแบบของ Nasdaq) เข้าสู่ Pyth Data Marketplace ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ข้อมูลระดับนี้จากตลาดหลักทรัพย์ใหญ่ถูกเผยแพร่บนบล็อกเชนโดยตรงจากเจ้าของข้อมูลเอง

Pyth Network vs Chainlink ต่างกันตรงไหนที่สำคัญที่สุด

หลายคนสับสนระหว่าง Pyth กับ Chainlink เพราะทั้งคู่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Oracle เหมือนกัน และแก้ปัญหาเดียวกันคือการนำข้อมูลจากโลกภายนอกเข้าสู่บล็อกเชน แต่วิธีทำต่างกันในระดับพื้นฐาน

ตารางเปรียบเทียบ Pyth Network vs Chainlink

คุณสมบัติPyth Network (PYTH)Chainlink (LINK)
แหล่งข้อมูลfirst-party คือผู้ให้ข้อมูลเป็นเจ้าของข้อมูลจริง (เว็บเทรด มาร์เก็ตเมกเกอร์ ตลาดหลักทรัพย์)third-party คือโหนดไปดึงข้อมูลจากหลายแหล่งภายนอกมารวมกัน (aggregator)
โมเดลอัปเดตราคาpull คือสัญญาอัจฉริยะดึงราคาเข้าเชนเองตอนต้องการใช้push เป็นหลัก คือโหนดส่งราคาเข้าเชนอัตโนมัติเป็นระยะหรือเมื่อราคาขยับเกินเกณฑ์
จุดกำเนิดบ่มเพาะจาก Jump Crypto (หน่วยธุรกิจของ Jump Trading บริษัทเทรดหุ้นความเร็วสูง) ปี 2021ก่อตั้งโดย Sergey Nazarov และ Steve Ellis ปี 2017
ขอบเขตข้อมูลคริปโต หุ้น ETF forex สินค้าโภคภัณฑ์ (เน้นขยายเข้าตลาดการเงินดั้งเดิม)คริปโตเป็นหลัก ขยายไปข้อมูลอื่นและบริการ CCIP (ส่งข้อความ/สินทรัพย์ข้ามเชน)
เชนหลักที่พัฒนาบนSolana / Pythnet (appchain แยกต่างหาก)Ethereum เป็นฐานดั้งเดิม
ส่วนแบ่งตลาด Oracle (ประมาณการโดย RedStone ธ.ค. 2025)ราว 5.9% ของมูลค่าที่ Oracle ค้ำประกัน (TVS)ราว 68.9% ของมูลค่าที่ Oracle ค้ำประกัน (TVS)
จำนวนโทเคนสูงสุด10,000,000,000 PYTH (ตายตัว)1,000,000,000 LINK (ตายตัว)

จุดเด่นของ Pyth เทียบกับ Chainlink คนละด้าน แต่ละฝ่ายแข็งแรงคนละจุด หลายโปรเจกต์จึงเลือกใช้ทั้งสองเจ้าร่วมกัน

จุดแข็งจุดอ่อนของแต่ละฝั่งเทียบกัน

จุดแข็งของ Pyth คือความเร็วและความสดใหม่ของราคา เพราะข้อมูลมาจากคนที่ซื้อขายจริงในตลาดนั้นโดยตรงและอัปเดตได้ถี่ระดับต่ำกว่าวินาที ทำให้เหมาะกับแอปพลิเคชันที่อ่อนไหวต่อความเร็วของราคามาก เช่น แพลตฟอร์มเทรด perpetual futures ที่ต้องคำนวณการเรียกหลักประกันเพิ่ม (margin call) หรือการเคลียร์ตำแหน่ง (liquidation) แบบเรียลไทม์ จุดแข็งของ Chainlink คือระยะเวลาที่อยู่ในตลาดนานกว่า ฐานผู้ใช้และมูลค่าที่ Oracle ค้ำประกันสูงกว่ามาก และมีการทดสอบผ่านสถานการณ์ตลาดจริงมาหลายรอบมากกว่า ทำให้แอปพลิเคชัน DeFi จำนวนมากยังเลือก Chainlink เป็นค่าเริ่มต้นเพราะความคุ้นเคยและประวัติการใช้งานที่ยาวนานกว่า

ในทางปฏิบัติ แอปพลิเคชัน DeFi จำนวนไม่น้อยเลือกใช้ทั้งสองเครือข่ายร่วมกันเป็นระบบตรวจสอบไขว้ (cross-check) เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพา Oracle เจ้าเดียว เพราะถ้าราคาจากสองเครือข่ายที่ใช้วิธีคิดต่างกันออกมาตรงกัน ความเชื่อมั่นในความถูกต้องของราคานั้นก็ยิ่งสูงขึ้น เหตุการณ์ที่รัฐบาลสหรัฐเลือกใช้ทั้ง Chainlink และ Pyth พร้อมกันในการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์ก็สะท้อนแนวทางนี้เช่นกัน คือมองทั้งสองเครือข่ายเป็นส่วนเสริมกันมากกว่าต้องเลือกใช้เพียงตัวเดียว

เส้นทางของ Pyth Network จากโปรเจกต์ที่บ่มเพาะภายใน Jump Crypto สู่เครือข่ายที่เปิดใช้งานจริง ขยายข้ามหลายบล็อกเชน จนถึงเปิดโทเคนและระบบกำกับดูแลให้ชุมชน

Pyth Network เหตุการณ์สำคัญที่ควรรู้

  • เมษายน 2021 Pyth เปิดตัวต่อสาธารณะเป็นโพรโทคอลบน Solana พัฒนาภายในโปรแกรมบ่มเพาะของ Jump Crypto
  • พฤศจิกายน 2023 เปิดตัวโทเคน PYTH พร้อม airdrop ให้ราว 90,000 กระเป๋าเงิน และเปิดใช้งานระบบกำกับดูแลแบบให้ผู้ถือโทเคนโหวต (Pyth DAO)
  • 16 มีนาคม 2024 ราคา PYTH แตะจุดสูงสุดตลอดกาล (all-time high) ที่ 1.20 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ในช่วงตลาดกระทิงคริปโตรอบนั้น (ยืนยันจากตัวเลข CoinGecko ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลราคาหลักของเว็บ แหล่งข้อมูลรองอย่าง CoinLore ระบุตัวเลขต่ำกว่าเล็กน้อยที่ 1.15 ดอลลาร์ ความต่างนี้เป็นเรื่องปกติของการอ้างอิงราคาจากตลาด/ช่วงเวลาบันทึกที่ต่างกัน ใช้ตัวเลข CoinGecko เป็นหลัก)
  • สิงหาคม 2025 กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ (US Department of Commerce) ประกาศความร่วมมือกับทั้ง Chainlink และ Pyth นำข้อมูลเศรษฐกิจทางการของสำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ (BEA) เช่น ตัวเลข GDP และดัชนีราคา PCE เผยแพร่บนบล็อกเชนสาธารณะหลายสาย ถือเป็นครั้งแรกที่หน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจบนบล็อกเชนโดยตรง
  • มิถุนายน 2026 ตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq เข้าร่วมเป็นผู้ให้ข้อมูล (publisher) โดยตรงบน Pyth Data Marketplace นำข้อมูล TotalView (ข้อมูลความลึกออเดอร์บุ๊กแบบเต็มรูปแบบ) ขึ้นบล็อกเชนเป็นครั้งแรก ราคา PYTH ตอบสนองเชิงบวกทันทีหลังประกาศ
  • 31 กรกฎาคม 2026 Pyth ปรับโครงสร้างบริการ Pyth Core ให้ผู้ใช้ API ต้องสมัครสมาชิกแบบเสียเงิน (Starter หรือ Pro) แทนการเปิดให้ใช้ฟรีแบบเดิม เริ่มต้นราว 500 ดอลลาร์ต่อเดือน โดยนำรายได้เข้ากองทุนชื่อ PYTH Reserve เพื่อซื้อคืนโทเคนจากตลาดอย่างต่อเนื่อง เป็นความพยายามผูกรายได้จากการใช้งานจริงเข้ากับความต้องการโทเคนโดยตรง ตามรายงานของ Douro Labs ที่เผยแพร่ในฟอรัมทางการของ Pyth DAO บริการ Pyth Pro (ผลิตภัณฑ์ข้อมูลระดับสถาบันที่เปิดตัวปลายปี 2025 แยกจากฟีดราคาสาธารณะ 380 กว่าตัวที่กล่าวถึงข้างต้น) มีรายได้ต่อปีแบบ annualized (ARR) อยู่ที่ราว 7.49 ล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม 2026 เพิ่มขึ้น 22% จากเดือนก่อนหน้า และมีลูกค้าระดับองค์กร (enterprise account) 122 ราย

Pyth Data Association เป็นองค์กรไม่แสวงกำไรในสวิตเซอร์แลนด์ ไม่มีใบอนุญาตในไทยโดยตรง กฎหมายไทยกำกับดูแลผ่านเว็บเทรดที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. แทน

ข้อควรรู้สำหรับคนไทยที่ถือ PYTH

Pyth Data Association จดทะเบียนเป็นองค์กรไม่แสวงกำไรในสวิตเซอร์แลนด์ ไม่มีสำนักงานหรือใบอนุญาตประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยตรง สิ่งที่กฎหมายไทยกำกับดูแลได้จริงคือเว็บเทรดที่ให้บริการซื้อขาย PYTH ในไทย ไม่ใช่ตัวเครือข่าย Pyth หรือ Pyth Data Association เอง การซื้อขาย PYTH ผ่านเว็บเทรดคริปโตที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ถือว่าถูกกฎหมายและอยู่ภายใต้การคุ้มครองผู้บริโภคตามมาตรฐานที่ ก.ล.ต. กำหนด

จุดเชื่อมโยงที่น่าสนใจสำหรับคนไทยคือ เว็บเทรดคริปโตไทยรายใหญ่อย่าง Bitkub และ Binance TH ก็เป็นตัวอย่างของธุรกิจประเภทเดียวกับที่ Pyth พยายามดึงมาเป็นผู้ให้ข้อมูล (publisher) บนเครือข่าย คือบริษัทที่ซื้อขายสินทรัพย์จริงและมีข้อมูลราคาที่น่าเชื่อถือในมือ แม้ปัจจุบันเว็บเทรดไทยยังไม่ได้เป็นผู้ให้ข้อมูลโดยตรงบน Pyth Network แต่แนวคิด first-party data ก็สะท้อนโมเดลธุรกิจที่เว็บเทรดไทยคุ้นเคยอยู่แล้วในฐานะผู้ดูแลสภาพคล่องและราคาซื้อขายจริงในตลาด

โทเคน PYTH เป็นโทเคนมาตรฐาน SPL บนเครือข่าย Solana จึงเก็บได้ในกระเป๋าเงินที่รองรับ Solana ทั่วไป ถ้าซื้อผ่านเว็บเทรดไทยและไม่ได้โอนออกไปเก็บเอง (self-custody) ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความเข้ากันได้ของเครือข่าย แต่ถ้าโอนออกไปเก็บในกระเป๋าเงินส่วนตัว ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ากระเป๋าเงินที่ใช้รองรับเครือข่าย Solana จริง ไม่ใช่แค่โทเคน ERC-20 บน Ethereum เพราะการโอนผิดเครือข่ายอาจทำให้เหรียญสูญหายกู้คืนไม่ได้

คู่เทรด PYTH/THB บน Bitkub ตรวจสอบจากหน้าเทรดจริง (ที่มา: Bitkub)

ที่มา: Bitkub

ซื้อ PYTH ได้ที่ไหนในไทย

ตรวจสอบสดจากหน้าเทรดจริงของแต่ละแพลตฟอร์ม ณ วันที่ 29 สิงหาคม 2026 พบว่า

  • Bitkub มีคู่เทรด PYTH/THB จริง จัดอยู่ในหมวด "Oracle" บนแพลตฟอร์ม ราคาซื้อขายและปริมาณการเทรด 24 ชั่วโมงทำงานปกติ
  • Binance TH มีคู่เทรด PYTH/USDT จริง ราคาซื้อขายอัปเดตต่อเนื่องแบบเรียลไทม์
  • Maxbit ตรวจสอบหน้า "ข้อมูลเหรียญ" ที่แสดงรายชื่อสินทรัพย์ทั้งหมด 88 รายการที่รองรับบนแพลตฟอร์มแล้ว ไม่พบ PYTH อยู่ในรายชื่อ ณ วันที่ตรวจสอบ

ควรเช็คหน้าเว็บของแต่ละแพลตฟอร์มอีกครั้งก่อนตัดสินใจ เนื่องจากรายชื่อเหรียญที่รองรับอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

สำหรับผู้ที่ต้องการทยอยซื้อสม่ำเสมอแทนการซื้อครั้งเดียวก้อนใหญ่ สามารถใช้เครื่องมือคำนวณแผน DCA ของเรา เพื่อดูผลตอบแทนย้อนหลังตามจำนวนเงินและความถี่ที่ต้องการได้ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการซื้อพลาดจังหวะราคาที่ยังผันผวนสูงของเหรียญกลุ่ม infrastructure ที่มูลค่าตลาดยังไม่ได้ใหญ่มากอย่าง PYTH

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Pyth Network คืออะไรกันแน่ พูดสั้นๆ

พูดในประโยคเดียว Pyth คือเครือข่าย Oracle ที่ให้เจ้าของข้อมูลตัวจริงส่งราคาเข้าเชนเอง (first-party data) ผ่านโมเดล pull แทนโมเดล push แบบ Oracle ทั่วไป (รายละเอียดเต็มอยู่ในหัวข้อ "สรุปง่ายๆ สำหรับมือใหม่" ด้านบน)

Pyth ต่างจาก Chainlink ตรงไหนที่สำคัญที่สุด

ต่างกันหลักๆ สองเรื่อง

  • แหล่งข้อมูล Pyth ใช้ first-party data จากเจ้าของข้อมูลโดยตรง ส่วน Chainlink ใช้โหนดไปรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งภายนอกมาประมวลผล
  • จังหวะอัปเดตราคา Pyth ใช้โมเดล pull ที่ผู้ใช้ดึงราคาเข้าเชนเองตอนต้องการ ส่วน Chainlink ใช้โมเดล push เป็นหลักที่ราคาถูกส่งเข้าเชนอัตโนมัติเป็นระยะ

Pyth เกี่ยวข้องกับ Jump Trading ยังไง ยังเกี่ยวข้องอยู่ไหม

Pyth Network ถือกำเนิดจากการบ่มเพาะภายใน Jump Crypto ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจคริปโตของ Jump Trading บริษัทเทรดหุ้นความเร็วสูง แต่ตั้งแต่ปี 2023 การพัฒนาโปรโตคอลหลักถูกแยกออกมาอยู่ภายใต้บริษัท Douro Labs ที่ตั้งขึ้นมาเฉพาะ ไม่ได้ขึ้นกับ Jump Crypto โดยตรงในเชิงโครงสร้างองค์กรอีกต่อไป แม้จุดกำเนิดทางประวัติศาสตร์จะมาจากที่นั่นก็ตาม

Pythnet คืออะไร ต่างจาก Solana ยังไง

Pythnet คือเชนเฉพาะกิจที่พัฒนาต่อยอดจากโค้ดของ Solana แต่แยกทำงานเป็นอิสระจาก Solana mainnet โดยสิ้นเชิง มีหน้าที่เดียวคือรวบรวมและคำนวณราคากลางจากผู้ให้ข้อมูลหลายรายก่อนกระจายต่อไปยังบล็อกเชนอื่นผ่าน Wormhole ไม่ได้ใช้รันแอปพลิเคชันทั่วไปแบบ Solana mainnet

วงจรรายได้ของ Pyth ผู้ใช้จ่ายค่าข้อมูลราคา รายได้เข้าคลังเครือข่าย นำไปซื้อคืนโทเคน PYTH ผู้ถือโทเคน stake และโหวตทิศทาง

ใช้ PYTH ทำอะไรได้บ้างนอกจากเก็งกำไรราคา

โทเคน PYTH ใช้เป็นเครื่องมือกำกับดูแลเครือข่าย (governance) โดยผู้ถือที่นำเหรียญไป stake สามารถโหวตตัดสินใจเรื่องค่าธรรมเนียม การจัดสรรรางวัลให้ผู้ให้ข้อมูล และการเพิ่ม price feed ใหม่ได้ นอกจากนี้ยังเป็นสินทรัพย์ที่ถูกใช้ในระบบ token buyback ที่ผูกกับรายได้จากการสมัครสมาชิกใช้บริการข้อมูล Pyth Pro

ทำไม Pyth ถึงเปลี่ยนจากให้ใช้ API ฟรีมาเป็นเสียเงิน

เพราะ Pyth ต้องการสร้างโมเดลรายได้ที่ยั่งยืนและเชื่อมโยงกับความต้องการโทเคนโดยตรง แทนที่จะพึ่งพาเงินทุนจากนักลงทุนหรือ token emission (การปล่อยโทเคนใหม่) เพียงอย่างเดียว รายได้จากค่าสมัครสมาชิกจะถูกนำไปซื้อคืนโทเคน PYTH จากตลาดอย่างต่อเนื่องผ่านกองทุนที่เรียกว่า PYTH Reserve ธุรกิจ Pyth Pro ที่เป็นต้นทางรายได้ส่วนนี้เติบโตต่อเนื่อง โดยมี ARR ราว 7.49 ล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม 2026

PYTH เก็บไว้ในกระเป๋าเงินแบบไหน

PYTH เป็นโทเคนมาตรฐาน SPL บนเครือข่าย Solana จึงเก็บได้ในกระเป๋าเงินที่รองรับ Solana ทั่วไป เช่นเดียวกับโทเคนอื่นบนเครือข่ายนี้ ผู้ที่ถือมูลค่าสูงและต้องการความปลอดภัยสูงสุดมักแนะนำให้ใช้กระเป๋าเงินฮาร์ดแวร์แทนการฝากไว้บนเว็บเทรดระยะยาว

Pyth ปลอดภัยแค่ไหนเทียบกับความเสี่ยงที่เกี่ยวกับ Jump Trading

ความเสี่ยงด้านคดีความของ Jump Trading/Jump Crypto ที่เกี่ยวข้องกับ TerraUSD เป็นความเสี่ยงเชิงชื่อเสียงและประวัติศาสตร์ขององค์กรที่เคยบ่มเพาะ Pyth ขึ้นมา ไม่ใช่ช่องโหว่ทางเทคนิคของตัวโปรโตคอล Pyth เอง และปัจจุบันการพัฒนา Pyth แยกออกมาอยู่ภายใต้ Douro Labs และ Pyth DAO แล้ว แต่ผู้ลงทุนควรติดตามความคืบหน้าของคดีความดังกล่าวไว้ประกอบการประเมินความเสี่ยงโดยรวม

สรุป: Pyth Network เหมาะกับใคร

Pyth Network เหมาะกับนักลงทุนที่เชื่อในเทรนด์การนำข้อมูลตลาดการเงินดั้งเดิม ไม่ใช่แค่คริปโต เข้าสู่บล็อกเชนมากขึ้นเรื่อยๆ และมองว่าโมเดล first-party data ที่ให้เจ้าของข้อมูลจริงส่งราคาตรงเข้าเชนเองเป็นทิศทางที่น่าเชื่อถือกว่าการพึ่งพาตัวกลางรวบรวมข้อมูล พันธมิตรระดับสถาบันอย่างกระทรวงพาณิชย์สหรัฐและ Nasdaq เป็นสัญญาณที่ชัดว่า Pyth กำลังพยายามเจาะกลุ่มลูกค้าสถาบันการเงินดั้งเดิมอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่วนเวียนอยู่ในวงการ DeFi เพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม Pyth ยังตามหลัง Chainlink ในแง่ส่วนแบ่งตลาดโดยรวมค่อนข้างมาก และมีจุดที่ต้องเข้าใจเรื่องความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์กับ Jump Trading/Jump Crypto ที่เคยมีคดีความเรื่อง TerraUSD ผู้ที่เหมาะกับ PYTH ควรเป็นนักลงทุนที่เข้าใจความแตกต่างระหว่างโมเดล pull กับ push oracle เข้าใจว่าราคาปัจจุบันยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในอดีตมาก และสนใจติดตามพัฒนาการด้าน institutional adoption (การถูกนำไปใช้งานจริงโดยสถาบันการเงิน) อย่างต่อเนื่องมากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้นเพียงอย่างเดียว ไม่เหมาะกับผู้ที่มองหาเหรียญ Oracle ที่มีส่วนแบ่งตลาดใหญ่ที่สุดและมีประวัติการใช้งานยาวนานที่สุดในตอนนี้ เพราะตำแหน่งนั้นยังเป็นของ Chainlink