Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

ใครควบคุม Bitcoin กันแน่? สงคราม Blocksize War และสุสานเหรียญที่พยายามแทนที่มัน (อัปเดต 2026)
ความรู้พื้นฐาน

ใครควบคุม Bitcoin กันแน่? สงคราม Blocksize War และสุสานเหรียญที่พยายามแทนที่มัน (อัปเดต 2026)

Bitcoin ไม่มีเจ้าของ ไม่มี CEO แล้วใครเปลี่ยนมันได้? ไขผ่านสงคราม Blocksize War และสุสานฟอร์ก Bitcoin XT/Classic/Bitcoin Cash ที่พยายามแทนที่แต่ล้มเหลวทุกตัว

คำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ "เดี๋ยวก็มีเหรียญที่ดีกว่าออกมาแทน Bitcoin แล้วมันก็ตายไปเอง" — แต่คำถามที่ควรถามจริงๆ คือ "แล้วมีใครควบคุมหรือเปลี่ยน Bitcoin ได้จริงหรือเปล่า?" และคำตอบคือ ไม่มีใครทำได้เลย ไม่ใช่นักพัฒนา ไม่ใช่นักขุด ไม่ใช่มหาเศรษฐีเจ้าของเหมือง

คำตอบนี้ไม่ได้มาจากทฤษฎีสวยหรู แต่ถูกพิสูจน์ผ่าน สงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ที่สุดของ Bitcoin ที่ชื่อ Blocksize War (ปี 2558-2561 / 2015-2018) และหลักฐานที่ชัดที่สุดคือ "สุสาน" ของเหรียญที่พยายามแตกตัวออกไปเป็น Bitcoin ตัวจริง — Bitcoin XT, Classic, Unlimited, Bitcoin Cash, Bitcoin SV — ทุกตัวล้มเหลวไม่มีข้อยกเว้น

หัวใจอยู่ตรงนี้: มูลค่าของ Bitcoin ส่วนใหญ่ ไม่ได้มาจากความเร็วหรือการใช้งาน (มีเหรียญเร็วกว่า ทำอะไรได้มากกว่าเต็มไปหมด แต่ไม่เคยมีตัวไหนชนะ) มันมาจาก ความเป็น Decentralized ที่ไม่มีเจ้าของ ซึ่งเกิดได้เพราะ Bitcoin โตขึ้นมาในวันที่ไม่มีใครคิดว่ามันจะสำเร็จ จึงไม่มีการระดมทุน ไม่มีเจ้าของโครงการที่ถือเหรียญไว้เยอะ — เป็นคุณสมบัติที่เหรียญเกิดใหม่เลียนแบบไม่ได้ บทความนี้จะเล่าว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ผ่านเรื่องการเมืองและข้อพิพาทจริงที่เกิดขึ้น

จะเปลี่ยนแปลง Bitcoin ต้องทำอย่างไร (และทำไมมันถึงยากมาก)

Bitcoin เป็น Open Source ที่ใครจะเสนอแก้ก็ได้ ผ่านเอกสารชื่อ BIP (Bitcoin Improvement Proposal) — แต่ "เสนอได้" กับ "เปลี่ยนได้จริง" คนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง เพราะสุดท้ายต้องโน้มน้าวให้โหนดทั่วโลกยอมอัปเกรดตาม ซึ่งจะอัปเดตหรือไม่ก็ได้ ไม่มีใครสั่งได้

การเปลี่ยนแปลงนำไปสู่การ Fork (การแตกของเชน) ซึ่งมี 2 แบบ และความต่างของสองแบบนี้คือชนวนของสงครามทั้งหมด:

  • Soft Fork — เปลี่ยนแบบเข้ากันได้กับของเดิม เปรียบเหมือนสมุดบัญชีที่เปลี่ยนสีปกได้หลายสี แต่ข้อมูลข้างในยังทำงานร่วมกันได้ ใครไม่อัปเดตก็ยังอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน → ความเสี่ยงต่ำ
  • Hard Fork — รื้อโครงสร้างกฎหลักทำใหม่ สมุดบัญชีเล่มเก่ากับเล่มใหม่ทำงานร่วมกันไม่ได้ ใครไม่เปลี่ยนตามต้องแยกออกไป

เทียบ Soft Fork กับ Hard Fork และการเกิด Chain Split หนึ่ง BTC แยกเป็นสองเหรียญ

ปัญหาหลักคือ Hard Fork ที่เสียงไม่เป็นเอกฉันท์ — ถ้าเสียงแตกอย่างมีนัยสำคัญ เช่น 60:40 จะเกิด Chain Split: เหรียญแตกเป็นสองสาย คนถือ 1 BTC จะได้เหรียญใหม่มาอีกหนึ่ง พร้อมคำถามชวนปวดหัวว่า ตกลงเหรียญไหนคือ Bitcoin ตัวจริง มูลค่าควรอยู่ที่ไหน — นี่คือฝันร้ายที่ทุกฝ่ายกลัว และเป็นเดิมพันของสงครามครั้งนี้

ตัวละครในสงคราม: ใครถืออำนาจส่วนไหน

ในระบบที่ไม่มี "กกต." ไม่มีคนคุมการเปลี่ยนแปลง อำนาจกระจายอยู่ในมือหลายกลุ่ม ที่ต่างมีทั้งอำนาจและจุดอ่อน — เข้าใจตรงนี้ก่อน แล้วสงครามทั้งหมดจะอ่านง่ายขึ้น:

  • นักพัฒนา (Developers) — ร่างกฎและเขียนโค้ดได้ ดูน่าเชื่อถือ แต่ต่อให้เขียนกฎออกมา ถ้าโหนดปลายทางไม่ยอมรับก็ไม่มีความหมาย
  • นักขุด (Miners) — เป็นโครงสร้างความปลอดภัย สร้างบล็อกใหม่ อำนาจต่อรองสูง แต่คุมเบ็ดเสร็จไม่ได้ เพราะถ้ายิงบล็อกผิดกฎก็ถูกโหนดปฏิเสธ ซ้ำมีต้นทุนค่าไฟก้อนโต ถ้าทำอะไรให้ราคาตกก็เจ็บตัวเอง
  • ผู้รันโหนด (Nodes) — เก็บสำเนา blockchain และคอยตรวจว่าบล็อกที่ส่งมาถูกกฎหรือไม่ ถืออำนาจ "วีโต้" — อะไรผิดกฎ ปฏิเสธได้หมด กลุ่มที่คนมองข้ามที่สุด แต่กลายเป็นผู้ชี้ขาดในตอนจบ
  • เว็บเทรด (Exchanges) — ประตูที่คนส่วนใหญ่ใช้เข้าถึง Bitcoin จึงเหมือนตัวแทนเสียงคนหมู่มาก แต่ถ้าเลือกข้างผิดก็เสียลูกค้า
  • ผู้ใช้งาน (Users) — คนที่ "ให้มูลค่า" กับเหรียญ ดูเกี่ยวข้องน้อยสุด แต่แท้จริงคือคนที่ทุกฝ่ายข้างบนต้องแคร์ที่สุด

ตัวละคร 5 กลุ่มในเครือข่าย Bitcoin นักพัฒนา นักขุด โหนด เว็บเทรด ผู้ใช้ ไม่มีใครคุมได้คนเดียว

จับประเด็นตรงนี้ไว้ให้ดี เพราะคำถามทั้งหมดของ Blocksize War ก็คือ "อำนาจในการเปลี่ยน Bitcoin ควรอยู่ในมือกลุ่มไหน"

ชนวน: Big Block ปะทะ Small Block

ปมทางเทคนิคเริ่มจากเรื่องเล็ก — ขนาดบล็อกจำกัดที่ 1 MB ทำให้เมื่อธุรกรรมหนาแน่น ค่าธรรมเนียมพุ่งไปถึงหลัก 1,000-2,000 บาทต่อครั้ง คำถามคือจะแก้อย่างไร แล้วมันแตกเป็นสองแนวคิดที่ลามเป็นการเมืองเต็มตัว:

ฝั่ง Big Block (นักขุด + บริษัทใหญ่) — ควรขยายขนาดบล็อกให้ใหญ่ขึ้น ค่าธรรมเนียมจะถูกลง รองรับธุรกรรมได้มากขึ้น ใกล้เคียงวิสัยทัศน์ "peer-to-peer electronic cash"

ฝั่ง Small Block (นักพัฒนา Bitcoin Core) — การขยายบล็อกนำไปสู่ Hard Fork ที่เสี่ยงทั้งเทคนิค มูลค่า และความเป็นกลาง อีกทั้งบล็อกยิ่งใหญ่ ต้นทุนรันโหนดยิ่งแพง คนรันโหนดน้อยลง ความกระจายตัวแย่ลง = ห่างจากปรัชญา Decentralized พวกเขาเสนอทางแก้แบบ Soft Fork แทน

เทียบแนวคิด Big Block กับ Small Block ในสงคราม Blocksize War

เทียบให้เห็นภาพแบบการเมือง: ฝั่งหนึ่งบอก "ค่าครองชีพแพง ก็ขยายบล็อกให้จบๆ ไป" อีกฝั่งบอก "ถ้าทำแบบนั้น เราจะเติมปากท้องวันนี้ แต่ทำลายรากฐานระยะยาว" — ทั้งคู่มีเหตุผลของตัวเอง และนี่คือจุดที่เรื่องเทคนิคกลายเป็นเรื่องการเมืองเต็มตัว

สุสานความพยายามแตกเชน (ตอนที่ 1): XT, Classic, Unlimited

นี่คือหัวใจของเรื่อง — ทุกครั้งที่มีคนพยายาม "ยึด" หรือ "แตก" Bitcoin ไปเป็นเวอร์ชันของตัวเอง ผลลัพธ์ออกมาหน้าตาเหมือนกันหมด

Bitcoin XT (2015) — Client ตัวแรกที่พยายาม Hard Fork นำโดย เกวิน แอนเดอร์เซน (Gavin Andresen) หัวหน้าทีม Bitcoin Core ที่มีชื่อเสียงระดับ "ซาโตชิ 2" เสนอ BIP101 ขยายบล็อกเป็น 8 MB (และเพิ่มเท่าตัวทุก 2 ปี) โดยมีเงื่อนไขว่าจะเปิดใช้เมื่อ นักขุด 750 จาก 1,000 บล็อก (75%) เห็นด้วย — จุดที่จุดชนวนไม่ใช่ตัวเลข 8 MB แต่คือการพยายามยกอำนาจตัดสินใจให้ "นักขุดกลุ่มเดียว"

ที่ทำให้ดราม่าระเบิดคือคำพูดของเกวินเองในเดือนเมษายน 2558 ว่า "...I may just have to throw my weight around and say, 'This is the way it's going to be. And if you don't like it, find another project.'" (ถ้าใครไม่เห็นด้วยก็ไปสนับสนุนโครงการอื่นซะ) — สำหรับระบบที่ทั้งปรัชญาคือ "ไม่ขึ้นกับอำนาจใคร" การที่หัวหน้าทีมพัฒนาพูดแบบนี้คือการสะดุดครั้งใหญ่

ฝั่งตรงข้ามก็เล่นแรงไม่แพ้กัน — ไมเคิล มาร์ควาร์ดต์ (Theymos) ผู้ดูแลทั้งเว็บบอร์ด r/Bitcoin และ Bitcoin Talk ออกกฎห้ามสนับสนุนซอฟต์แวร์ใดๆ ที่ทำให้ Bitcoin แตกเป็นเครือข่าย/สกุลเงินคู่แข่ง = การควบคุมสื่อชัดๆ แม้ Bitcoin XT จะได้จดหมายหนุนจาก CEO หลายบริษัท (BitPay, Circle, Xapo, BitGo ฯลฯ) สุดท้ายก็ ไม่ได้รับการยอมรับและตายไป

Bitcoin Classic (2016) — ควันหลงจาก XT เกวินกลับมาเสนออีกครั้ง ลดเหลือ 2 MB ประนีประนอมกว่าเดิม นักขุดจำนวนมากหนุน (เพราะ 8 MB ดูเสี่ยงเกิน) และเมื่อ ไบรอัน อาร์มสตรอง CEO ของ Coinbase ออกมาหนุน Big Block ฝั่ง Small Block ก็ตอบโต้ด้วยการ ถอด Coinbase Wallet ออกจากรายชื่อแนะนำบน bitcoin.org ทันที ร้อนถึง ไมค์ เฮิร์น (Mike Hearn) นักพัฒนารุ่นเก๋าที่ประกาศว่า "Bitcoin คือการทดลองที่ล้มเหลว" แล้วขายเหรียญทั้งหมดไปทำงานกับธนาคาร

จุดที่คนโมโหคือ มาตรฐานสองชั้น: Bitcoin XT/Classic ใช้เกณฑ์นักขุด 75% แต่การอัปเกรดอื่นอย่าง SegWit ตั้งเกณฑ์ 95% — ดูเป็นเกมการเมืองชัดเจน สุดท้าย Bitcoin Classic ก็ หยุดพัฒนา เมื่อเครือข่ายหันไปเลือก SegWit

ไทม์ไลน์ฟอร์กที่ล้มเหลว Bitcoin XT Classic Unlimited ทุกความพยายามแตกเชนล้มเหลว

บทเรียนจาก Ethereum (2016) — ระหว่างนั้น Ethereum เจอเหตุแฮ็กโครงการ TheDAO (เสียหายราว 50 ล้านดอลลาร์) แล้วตัดสินใจ Hard Fork เพื่อกู้เงินคืน จนแตกเป็น Ethereum (ETH) กับ Ethereum Classic (ETC) — กลายเป็นตัวอย่างจริงเตือนใจทั้งสองฝ่ายว่า "ถ้าตีกันจนเชนแตกจริง มันหน้าตาเป็นแบบนี้" ทำให้แม้แต่ จีฮาน วู (Jihan Wu) เจ้าของ Bitmain ก็มีท่าทีอ่อนลง

Bitcoin Unlimitedโรเจอร์ เวอร์ (Roger Ver) เจ้าของฉายา "Bitcoin Jesus" ดันแนวคิดให้นักขุดเป็นคนตัดสินขนาดบล็อกเอง โดยไม่มีกระบวนการโหวตตายตัว ได้ความสนใจจากนักขุด/บริษัทใหญ่พอควร แต่ในเดือนมีนาคม 2017 โหนดของ Bitcoin Unlimited ถูกโจมตี DDoS จนล่ม ฝั่งตรงข้ามก็ตีข่าวใหญ่จนความน่าเชื่อถือจางหาย ซ้ำช่วงนั้นมีข่าวลือว่าฝั่งนายทุนเตรียมงบ 100 ล้านดอลลาร์ขุดบล็อกเปล่าโจมตีเชนหลัก — ดีกรีความรุนแรงพุ่งสุดขีด

ผู้ใช้ลุกขึ้นสู้: UASF จุดพลิกของสงคราม

จุดเปลี่ยนคือแคมเปญ UASF (User Activated Soft Fork / BIP148) โดยผู้ใช้ชื่อ Shaolinfry ที่ชี้ว่า "การให้นักขุดเป็นคนกลุ่มเดียวที่ตัดสินการเปลี่ยน Bitcoin มันผิดเพี้ยน" จึงประกาศว่า ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2560 โหนดที่เข้าร่วมจะปฏิเสธบล็อกใดๆ ที่ไม่รองรับ SegWit ทั้งหมด — เท่ากับผู้ใช้ส่งสัญญาณว่า "พวกเราจะไม่ฟังคุณ(นักขุด)อีกต่อไปแล้ว"

แรงกดดันยิ่งหนักขึ้นเมื่อนักพัฒนา เกร็กกอรี่ แม็กซ์เวลล์ เปิดเผยว่า Bitmain ถือเทคโนโลยี ASICBoost ที่ทำให้ขุดเร็วขึ้น ~20% แต่ SegWit จะทำให้ ASICBoost ใช้ไม่ได้ — จุดคำถามว่าที่นักขุดต้าน SegWit เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเปล่า และเมื่อ Litecoin เปิดใช้ SegWit สำเร็จในเดือนพฤษภาคม 2017 (ราคาพุ่ง) แรงกดดันต่อนักขุด Bitcoin ก็ยิ่งทวีคูณ

UASF BIP148 ผู้ใช้ทวงอำนาจจากนักขุด เส้นตาย 1 สิงหาคม 2017 ชัยชนะของผู้ใช้

ผลคือฝั่งนักขุดยอมถอย — เกิด New York Agreement (พ.ค. 2017) ข้อตกลง SegWit2X (BIP91) ให้ยอมรับ SegWit ก่อน แล้วค่อยขยายบล็อกเป็น 2 MB ในอีก 6 เดือน สุดท้าย BIP91 เปิดใช้สำเร็จปลายเดือนกรกฎาคม 2017 (จีฮาน วู พลิกกลับมาหนุน SegWit แทบวินาทีสุดท้าย) และ SegWit ถูกเปิดใช้จริงในวันที่ 24 สิงหาคม 2560 — หนังสือเรียกช่วงนี้ว่า "ชัยชนะของฝั่ง User" เพราะพิสูจน์ว่าผู้ใช้มีอิทธิพลเหนือเครือข่ายได้จริง

สุสานความพยายามแตกเชน (ตอนที่ 2): Bitcoin Cash และ Bitcoin SV

ฝั่งที่ยังอยากได้บล็อกใหญ่ไม่ยอมแพ้ — จีฮาน วู เดินหน้าแผน User Activated Hard Fork (UAHF) ที่กลายมาเป็นโครงการ Bitcoin ABC และเปิดตัวเป็น Bitcoin Cash (BCash) ในวันที่ 1 สิงหาคม 2560 โดยไม่มี SegWit และใช้บล็อก 8 MB (ภายหลังเพิ่มเป็น 32 MB) คนถือ 1 BTC ได้ 1 BCH ทันที

แต่เพราะมันแยกเชนออกมาโดยไม่ได้ผ่านฉันทามติ แรงขุดจึงน้อยมาก — ช่วงแรกต้องใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมงกว่าจะขุดได้หนึ่งบล็อก ถึงแม้ โรเจอร์ เวอร์ จะทุ่มโปรโมตหนักขนาดเปลี่ยนชื่อ Bitcoin ทั้งหมดในเว็บ bitcoin.com ที่เขาเป็นเจ้าของให้กลายเป็น Bitcoin Cash และหลายเว็บเทรดก็ลิสต์ BCH ขึ้นกระดาน — ในปี 2017 BCH เคยขึ้นไปแตะ 3,000 ดอลลาร์และติด Top 5 ตลาด แต่ ไม่เคยแทนที่ Bitcoin ได้เลย

ส่วนข้อตกลง SegWit2X ที่จะขยายบล็อกต่อก็ ถูกยกเลิกในเดือนพฤศจิกายน 2017 ผ่านจดหมายเปิดผนึก (ลงชื่อโดย Jihan Wu, Erik Voorhees, Jeff Garzik และคนอื่นๆ) เป็นการปิดประตูแนวคิดขยายบล็อกในสาย Bitcoin ไปโดยสมบูรณ์ และต่อมา BCash เองก็แตกอีกจากความขัดแย้งกับ เครก ไรต์ (Craig Wright / ฉายา Faketoshi) กลายเป็น Bitcoin SV — ฟอร์กซ้อนฟอร์กที่ยิ่งไกลตัวจริงออกไปอีก

Bitcoin ตัวจริงที่ไม่มีเหรียญฟอร์กไหนแทนที่ได้ Bitcoin Cash SV XT Classic

บทสรุป: ไม่มีใครควบคุม Bitcoin ได้ — และนั่นคือหัวใจของมูลค่ามัน

ไล่มาทั้งหมด คำตอบของ "ใครควบคุม Bitcoin" ชัดเจน: ไม่มีใครทำได้แบบเบ็ดเสร็จ — นักพัฒนาเขียนกฎได้แต่สั่งใครไม่ได้ · นักขุดมีกำลังขุดแต่ถ้าทำราคาพังก็เจ็บตัวเองและถูกโหนดปฏิเสธ · นายทุนมีเงินแต่แพ้เมื่อผู้ใช้ไม่เอาด้วย · สุดท้ายอำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ เสียงข้างมากทางเศรษฐกิจ — ผู้ใช้ที่รันโหนดและเป็นคนตัดสินว่าเหรียญไหนมีค่า

และสุสานของฟอร์กทั้งหลาย (XT, Classic, Unlimited, Bitcoin Cash, Bitcoin SV) คือหลักฐานชิ้นสำคัญ: ใครไม่พอใจกติกาเดิม แยกไปทำเหรียญใหม่ได้เสมอ แต่ไม่เคยมีตัวไหนแทนที่ Bitcoin ตัวจริงได้เลยสักครั้ง เพราะสิ่งที่ลอกไปไม่ได้คือความเป็น Decentralized ที่ไม่มีเจ้าของ ซึ่ง Bitcoin ได้มาจากการโตขึ้นแบบไร้เจ้าของตั้งแต่วันแรก

ความ "เปลี่ยนยาก" และ "ยึดไม่ได้" นี้จึงไม่ใช่จุดอ่อน แต่คือรากของมูลค่าและความน่าเชื่อถือ (เกี่ยวโดยตรงกับทำไมไม่มีใครแก้เพดาน 21 ล้านได้ · เป็น "ระดับการเมือง" ในBitcoin โดนแฮ็กได้ไหม · และเป็นส่วนประกอบของมูลค่า Bitcoin) — สงครามครั้งนี้ยังตอบคำถามคลาสสิกได้ด้วยว่า "จะเกิดอะไรขึ้นถ้าซาโตชิกลับมา?" คำตอบคือ ต่อให้ซาโตชิกลับมาสั่งเปลี่ยน ก็ต้องให้ทั้งเครือข่ายยอมรับอยู่ดี

คำถามที่พบบ่อย

ใครเป็นเจ้าของ Bitcoin?

ไม่มีใครเป็นเจ้าของ — ไม่มีบริษัท ไม่มีรัฐบาล ไม่มีบุคคล Satoshi ผู้สร้างหายไปตั้งแต่ปี 2011 การเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องให้ผู้ใช้ส่วนใหญ่ในเครือข่ายยอมรับพร้อมกัน

นักขุดควบคุม Bitcoin ได้ไหม?

ไม่ได้แบบเบ็ดเสร็จ Blocksize War พิสูจน์แล้วว่าต่อให้นักขุดคุมกำลังขุดส่วนใหญ่ ถ้าสร้างบล็อกผิดกฎ โหนดปฏิเสธได้ และสุดท้ายฝั่งผู้ใช้ (UASF) เป็นคนบีบให้เกมจบ

Bitcoin Cash คือ Bitcoin ตัวจริงไหม?

ไม่ใช่ — Bitcoin Cash (BCH) เป็นเหรียญที่แยกเชน (Hard Fork) ออกไปเมื่อ 1 สิงหาคม 2017 จากฝั่งที่อยากได้บล็อกใหญ่ เคยติด Top 5 ในปี 2017 แต่ไม่เคยแทนที่ Bitcoin ได้ และภายหลังยังแตกเป็น Bitcoin SV อีก

ถ้าอยากเปลี่ยนกฎ Bitcoin ต้องทำยังไง?

เขียน BIP เสนอ แล้วโน้มน้าวให้ทั้งเครือข่าย (นักพัฒนา นักขุด โหนด เว็บเทรด ผู้ใช้) ยอมรับและอัปเกรดพร้อมกัน ซึ่งยากมากโดยตั้งใจ ใครไม่พอใจทำได้แค่แยกไปทำเหรียญใหม่ ซึ่งประวัติศาสตร์บอกว่าไม่เคยสำเร็จ

Blocksize War จบยังไง?

SegWit เปิดใช้จริง 24 สิงหาคม 2017 (ชัยชนะฝั่งผู้ใช้), ฝั่งบล็อกใหญ่แยกไปเป็น Bitcoin Cash, ข้อตกลงขยายบล็อก SegWit2X ถูกยกเลิกเดือนพฤศจิกายน 2017 — ปิดฉากแนวคิดขยายบล็อกในสาย Bitcoin


📖 เรียบเรียงจากหนังสือ Bitcoin & Blockchain 101 เงินดิจิทัลเปลี่ยนโลก (ฉบับ UPDATE 2024) โดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว ผู้ก่อตั้ง Blockchain Review — หาซื้อฉบับเต็ม (พร้อมลายเซ็นผู้เขียน) ได้ที่นี่ · อยากอ่านสงคราม Blocksize War แบบละเอียดสุด แนะนำหนังสือ "The Blocksize War" โดย Jonathan Bier

บทความทั้งหมด