Tokenomics คืออะไร ทำไมเหรียญ Market Cap ต่ำไม่ได้แปลว่ามีโอกาสโต 100 เท่าเสมอไป
ความรู้พื้นฐานโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

Tokenomics คืออะไร ทำไมเหรียญ Market Cap ต่ำไม่ได้แปลว่ามีโอกาสโต 100 เท่าเสมอไป

Tokenomics คืออะไร เจาะลึก Circulating Supply, FDV และ Vesting Schedule พร้อม 3 แนวทางประเมินมูลค่าเหรียญคริปโตที่นักวิเคราะห์ใช้กันจริง ก่อนตัดสินใจดูเหรียญไหนต่อ

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ "คริปโต 1-100" เกี่ยวโยงกับ On-Chain Analysis คืออะไร ซึ่งเป็นหนึ่งในสามแนวทางการประเมินมูลค่าเหรียญที่บทความนี้จะพูดถึง อ่านเดี่ยวๆ ได้ ไม่ต้องอ่านบทความนั้นก่อนก็เข้าใจ

ลองนึกภาพคนที่เพิ่งเปิดแอปเทรดคริปโตครั้งแรก เห็นว่า Bitcoin ราคาเหรียญละหลักล้านบาท ในขณะที่เหรียญมีมทั่วไปอย่าง SHIB ราคาต่อเหรียญอยู่แค่หลักสตางค์ปลายทศนิยม แล้วสรุปในใจทันทีว่า "ก็แค่ราคาถูกกว่ากันมหาศาล ถ้าลงเงินเท่ากัน SHIB ก็น่าจะซื้อได้เยอะกว่าและมีโอกาสโตทันมูลค่า Bitcoin ได้ง่ายกว่า" หรืออีกแบบที่พบบ่อยไม่แพ้กันคือเห็นเหรียญใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว มี Market Cap เพียงไม่กี่สิบล้านดอลลาร์ เทียบกับเหรียญเจ้าตลาดที่ Market Cap หลักหมื่นล้าน แล้วคิดว่า "เหรียญนี้ยังตัวเล็กมาก ถ้าโตทันเจ้าตลาดจะได้กำไรหลายสิบเท่า" ทั้งสองความคิดนี้ฟังดูมีเหตุผลในตอนที่คิด แต่ทั้งคู่มาจากจุดบอดเดียวกัน คือมองแค่ตัวเลขราคาต่อเหรียญหรือ Market Cap ปัจจุบัน โดยไม่รู้ว่าเบื้องหลังตัวเลขนั้นมีกลไกอะไรกำหนดอยู่บ้าง

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความเข้าใจผิดของมือใหม่คนเดียว แต่เป็นจุดที่แพลตฟอร์มเทรดคริปโตในไทยเองต้องออกบทความอธิบายแยกต่างหากอยู่บ่อยๆ ว่าทำไมการดูแค่ราคาต่อเหรียญถึงบอกอะไรไม่ได้เลย เพราะจำนวนเหรียญที่มีอยู่ในแต่ละโปรเจกต์ต่างกันมหาศาล และแม้แต่ Market Cap เองก็ยังมีจุดที่หลอกตาได้ถ้าไม่รู้จักตัวเลขอีกตัวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังอย่าง Fully Diluted Valuation กลไกทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ ตั้งแต่จำนวนเหรียญที่มีอยู่จริง วิธีที่เหรียญถูกสร้างขึ้นมา ไปจนถึงว่าใครถือเหรียญอยู่และจะขายเมื่อไหร่ คือสิ่งที่เรียกรวมกันว่า Tokenomics ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่จำเป็นก่อนจะประเมินมูลค่าเหรียญคริปโตด้วยวิธีไหนก็ตาม บทความนี้จะพาไล่เรียงตั้งแต่กลไกพื้นฐานของ Tokenomics ไปจนถึงสามแนวทางหลักที่นักวิเคราะห์ใช้ประเมินมูลค่าเหรียญกันจริง

Tokenomics คืออะไร ทำไมถึงเป็นจุดเริ่มต้นก่อนดูเหรียญไหนก็ตาม

คำว่า Tokenomics มาจากการรวมคำว่า Token กับ Economics เข้าด้วยกัน พูดง่ายๆ คือ "เศรษฐศาสตร์ของเหรียญ" หรือชุดของปัจจัยทั้งหมดที่กำหนดว่าเหรียญเหรียญหนึ่งจะมีอุปสงค์อุปทานเป็นอย่างไร ถูกสร้างขึ้นมาด้วยกติกาแบบไหน ใครถือครองอยู่ในสัดส่วนเท่าไหร่ และมีอะไรที่ทำให้คนอยากถือเหรียญนั้นไว้นอกเหนือจากการเก็งกำไรราคา ปัจจัยเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การกระจายเหรียญ (Distribution) ตารางการปลดเหรียญ (Vesting Schedule) ประโยชน์ใช้สอยของเหรียญ (Use Case) ไปจนถึงระบบสร้างแรงจูงใจ (Incentive) ให้คนเข้ามามีส่วนร่วมกับโปรเจกต์

จุดที่ทำให้ Tokenomics สำคัญคือมันคือรากฐานที่ปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ ของเหรียญตั้งอยู่บนนั้น เปรียบเทียบง่ายๆ กับตลาดหุ้นก็มีทั้งส่วนที่คล้ายและต่างกัน ทั้งคู่มักเสนอขายให้กลุ่มนักลงทุนเอกชนก่อนเปิดขายสาธารณะ ในราคาและเงื่อนไขที่ดีกว่านักลงทุนทั่วไป แต่ความต่างที่สำคัญคือเหรียญคริปโตมักมี Incentive แนบมาด้วยมากกว่าหุ้นทั่วไป เช่น สิทธิ์โหวตกำหนดทิศทางโปรเจกต์หรือส่วนแบ่งผลประโยชน์บางรูปแบบ ทำให้เหรียญเหรียญหนึ่งอาจมีสถานะเป็นทั้งสินทรัพย์ระดมทุนและ Utility Token ที่ให้สิทธิพิเศษในตัวไปพร้อมกัน ต่างจากหุ้นที่เป็นแค่ส่วนแบ่งการถือครองบริษัทล้วนๆ

สรุป 4 ปัจจัยหลักที่ประกอบกันเป็น Tokenomics ของเหรียญเหรียญหนึ่ง ตั้งแต่วิธีกระจายเหรียญไปจนถึงระบบแรงจูงใจที่ดึงดูดให้คนเข้ามามีส่วนร่วม

ภาพ: สรุป 4 ปัจจัยหลักที่ประกอบกันเป็น Tokenomics ของเหรียญเหรียญหนึ่ง ตั้งแต่วิธีกระจายเหรียญไปจนถึงระบบแรงจูงใจที่ดึงดูดให้คนเข้ามามีส่วนร่วม

อุปทานหมุนเวียน อุปทานทั้งหมด อุปทานสูงสุด และ FDV ต่างกันตรงไหน

กลับไปที่ตัวอย่างเปิดเรื่อง สาเหตุที่การเทียบราคาต่อเหรียญกันตรงๆ ใช้ไม่ได้ เพราะแต่ละเหรียญมีจำนวนเหรียญทั้งหมดที่แตกต่างกันมหาศาล Bitcoin ถูกกำหนดเพดานสูงสุดไว้ที่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น ในขณะที่เหรียญมีมบางตัวมีจำนวนเหรียญรวมกันในระดับล้านล้านเหรียญ การจะเปรียบเทียบมูลค่าที่แท้จริงจึงต้องดูที่ Market Cap คือราคาต่อเหรียญคูณด้วยจำนวนเหรียญทั้งหมด ไม่ใช่ดูแค่ราคาต่อเหรียญเปล่าๆ

แต่ปัญหาต่อมาคือ "จำนวนเหรียญ" เองก็ไม่ได้มีความหมายเดียว ในวงการนี้มีตัวเลขอุปทานอยู่หลายแบบที่ต้องแยกให้ออกจากกันให้ชัด

  • Circulating Supply (อุปทานหมุนเวียน) คือจำนวนเหรียญที่ถูกปลดออกมาแล้วและกำลังซื้อขายกันอยู่ในตลาดจริง ตัวเลขนี้คือตัวที่นำไปคูณกับราคาเพื่อคำนวณ Market Cap ที่เห็นกันทั่วไปบนแอปเทรดหรือเว็บติดตามราคา
  • Total Supply (อุปทานทั้งหมด) คือจำนวนเหรียญทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นมาแล้วตามที่กำหนดไว้ นับรวมส่วนที่ยังถูกล็อกอยู่ด้วย แต่ไม่นับรวมส่วนที่ถูกเผาทิ้งไปแล้ว
  • Max Supply (อุปทานสูงสุด) คือเพดานจำนวนเหรียญที่จะมีได้ตลอดไปตามกติกาของโปรเจกต์นั้น อย่าง Bitcoin ที่ตรึงไว้ที่ 21 ล้านเหรียญตายตัว บางเหรียญไม่มีเพดานนี้เลยเพราะออกแบบให้สร้างเหรียญใหม่ได้ต่อเนื่องไม่จำกัด

จุดที่นักลงทุนมือใหม่มักพลาดคือเอา Total Supply มาคูณราคาปัจจุบันแล้วเรียกว่า Fully Diluted Valuation หรือ FDV ซึ่งหมายถึงมูลค่าตลาดของเหรียญถ้าเหรียญทั้งหมดที่กำหนดไว้ถูกปลดออกมาหมุนเวียนครบทุกเหรียญแล้ว ตัวเลขนี้สำคัญมากเพราะบางเหรียญมี Market Cap ที่ดูเล็กน่าสนใจ (เพราะ Circulating Supply ยังน้อย) แต่พอคำนวณ FDV จริงๆ กลับใหญ่โตมหาศาล ช่องว่างระหว่างสองตัวเลขนี้คือส่วนของอุปทานที่ยังไม่ถูกปลดออกมา ซึ่งจะทยอยเข้าสู่ตลาดในอนาคตและกดดันราคาได้ ถ้า Circulating Supply มากกว่า Total Supply มากๆ หมายความว่าอุปทานส่วนใหญ่ปลดออกมาหมดแล้ว ราคามีโอกาสถูกปั่นให้พุ่งสูงง่ายเพราะเหรียญหมุนเวียนน้อย แต่ในทางกลับกันก็มีความเสี่ยงว่าเมื่อเหรียญที่เหลือถูกปลดออกมาเพิ่ม ราคาจะร่วงแรงตามไปด้วย

รูปแบบที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือเหรียญที่มี Circulating Supply น้อยมากเมื่อเทียบกับ Total Supply ทำให้ Market Cap ที่โชว์อยู่ดูเล็กน่าดึงดูด แต่ FDV กลับสูงกว่าหลายเท่าตัว รูปแบบนี้เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการช่วงหลังปี 2024 เป็นต้นมา เพราะโปรเจกต์จำนวนมากเปิดตัวด้วย Circulating Supply เพียงส่วนน้อยของ Total Supply ทั้งหมด ทำให้ตัวเลข Market Cap ที่เห็นตอนเปิดเทรดดูน่าดึงดูดกว่าความเป็นจริงมาก นักวิเคราะห์บางส่วนใช้อัตราส่วน Market Cap ต่อ FDV เป็นตัวช่วยคัดกรองคร่าวๆ ถ้าอัตราส่วนนี้ใกล้ 1 หมายความว่าเหรียญส่วนใหญ่ปลดออกมาหมุนเวียนแล้ว แต่ถ้าต่ำกว่า 0.3 มากๆ หมายความว่ายังมีเหรียญกว่า 70% ที่ยังไม่ถูกปลดออกมา ซึ่งเป็นแรงกดดันด้านอุปทานที่รอเข้าสู่ตลาดในอนาคต

เปรียบเทียบความแตกต่างของ Circulating Supply, Total Supply และ Max Supply แบบเห็นภาพเป็นชั้นซ้อนกัน พร้อมสูตรคำนวณ FDV ที่ใช้ Total Supply เป็นตัวคูณแทน Circulating Supply

ภาพ: เปรียบเทียบความแตกต่างของ Circulating Supply, Total Supply และ Max Supply แบบเห็นภาพเป็นชั้นซ้อนกัน พร้อมสูตรคำนวณ FDV ที่ใช้ Total Supply เป็นตัวคูณแทน Circulating Supply

ระบบการสร้างเหรียญ ทำไมวิธีที่เหรียญถือกำเนิดขึ้นมาถึงมีผลต่ออุปทานทั้งหมด

ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมอุปทานของแต่ละเหรียญถึงแตกต่างกันได้ขนาดนี้ ต้องย้อนกลับไปดูว่าเหรียญแต่ละตัวถูกสร้างขึ้นมาด้วยวิธีไหน เพราะระบบการสร้างเหรียญ (Token Issuance) เป็นตัวกำหนดหน้าตาของอุปทานทั้งหมดตั้งแต่วันแรก

วิธีแรกคือ การขุด (Mining) ซึ่งอุปทานจะถูกทยอยปล่อยออกมาผ่านกลไกของบล็อกเชนเอง ไม่มีใครกำหนดจำนวนไว้ล่วงหน้าแบบตายตัวตั้งแต่วันเปิดตัว Bitcoin คือตัวอย่างคลาสสิกของวิธีนี้ ตอนเริ่มต้นแต่ละบล็อกที่ขุดได้จะให้รางวัล 50 BTC แต่จำนวนนี้จะลดลงครึ่งหนึ่งทุกๆ สี่ปีผ่านกลไกที่เรียกว่า Halving (ปัจจุบันเหลือรางวัลต่อบล็อกอยู่ที่ 3.125 BTC หลัง Halving รอบล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน 2024) ทำให้ Bitcoin มีความหายากขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา จนกว่าจะขุดครบเพดาน 21 ล้านเหรียญ ข้อดีของวิธีนี้คือมักทำให้เกิดการกระจายเหรียญที่ยุติธรรม ไม่กระจุกอยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งตั้งแต่ต้น เพราะทุกคนต้องแข่งกันขุดเพื่อให้ได้เหรียญมา

วิธีที่สองคือ การขุดล่วงหน้า (Pre-mine) ซึ่งเป็นวิธีที่โปรเจกต์ส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันใช้กัน คืออุปทานทั้งหมดถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ก่อนเปิดตัว แล้วจัดสรรแบ่งให้กับภาคส่วนต่างๆ ตามสัดส่วนที่วางแผนไว้ล่วงหน้า เช่น กองทุนพัฒนาระบบนิเวศ ทีมงานผู้พัฒนา นักลงทุนที่ร่วมระดมทุน และผู้ใช้งานที่ได้รับผ่าน Airdrop ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือโปรเจกต์ Optimism ที่แบ่งอุปทานเป็นสัดส่วน Ecosystem Fund 25% สำหรับกิจกรรม Incentive และชุมชน, Retroactive Public Goods Funding 20% เป็นเงินทุนสำรองสนับสนุนโปรเจกต์ในระบบนิเวศ, Core Contributors 19% ให้ผู้พัฒนาหลัก, ส่วนนักลงทุน 17% และ Users Airdrop 19% แจกให้ผู้ใช้งาน สัดส่วนแบบนี้ถือเป็นการจัดสรรที่ค่อนข้างสมดุล เพราะไม่มีกลุ่มไหนถือเหรียญมากเกินไปจนเสี่ยงสร้างความผันผวนของราคา

จุดที่ต้องรู้เพิ่มคือ Pre-mine ไม่ได้แปลว่าเหรียญทั้งหมดที่ถูกจัดสรรจะถูกปล่อยออกมาให้ซื้อขายทันทีตั้งแต่วันเปิดตัว เหรียญส่วนใหญ่จะถูกล็อกไว้ตามตารางเวลาที่เรียกว่า Vesting Schedule ซึ่งเป็นหัวใจของหัวข้อถัดไป

เทียบวิธีสร้างเหรียญสองแบบหลัก การขุดแบบ Bitcoin ที่ทยอยปล่อยผ่านกลไกเชนเอง กับการขุดล่วงหน้าที่แบ่งสัดส่วนอุปทานทั้งหมดให้แต่ละกลุ่มไว้ก่อนเปิดตัว

ภาพ: เทียบวิธีสร้างเหรียญสองแบบหลัก การขุดแบบ Bitcoin ที่ทยอยปล่อยผ่านกลไกเชนเอง กับการขุดล่วงหน้าที่แบ่งสัดส่วนอุปทานทั้งหมดให้แต่ละกลุ่มไว้ก่อนเปิดตัว

Vesting Schedule ตารางปลดล็อกเหรียญ ทำไมนักลงทุนควรเช็คก่อนซื้อทุกครั้ง

Vesting Schedule คือกำหนดการว่าเหรียญที่ผ่านการ Pre-mine ไว้จะถูกทยอยปลดล็อกให้ซื้อขายได้จริงเมื่อไหร่ หลังจากโปรเจกต์เปิดตัวแล้ว การปลดล็อกแต่ละครั้งหมายถึงอุปทานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งถ้าจัดการไม่ดีก็ส่งผลโดยตรงต่อแรงกดดันด้านราคา ตารางปลดเหรียญที่ออกแบบมาดีจึงช่วยลดแรงขายกระทันหันและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ ในทางกลับกันตารางที่ออกแบบมาไม่รอบคอบก็เป็นสัญญาณเตือนที่นักลงทุนควรระวังเป็นพิเศษ

โดยทั่วไปการปลดเหรียญที่ดีมักแบ่งเป็นสามช่วงเพื่อให้เหมาะกับกลุ่มผู้ถือเหรียญที่แตกต่างกัน คือ ระยะสั้น (0-6 เดือน) ระยะกลาง (0-18 เดือน) และระยะยาว (0-48 เดือน) ส่วนของทีมงานมักถูกล็อกยาวนานที่สุด เพราะต้องการให้แน่ใจว่าทีมยังมีแรงจูงใจพัฒนาโปรเจกต์ต่อในระยะยาว ตัวอย่างที่พบทั่วไปคือล็อกเหรียญทีมงานไว้ 1 ปีเต็มก่อนเริ่มปลด แล้วทยอยปลดจนครบภายใน 3-4 ปี ส่วนนักลงทุนที่ร่วมระดมทุนมักได้รับเหรียญบางส่วนทันทีในวันเปิดตัว (Token Generation Event) โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 10-20% ของสัดส่วนที่ตัวเองถือ ส่วนที่เหลือทยอยปลดเป็นรายเดือนหรือรายปี และนักลงทุนกลุ่ม Private Investor ที่เข้าซื้อรอบแรกสุดในราคาถูกที่สุด มักถูกล็อกนานกว่านักลงทุนกลุ่ม Public Investor เล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มที่ได้ต้นทุนต่ำสุดเทขายทำกำไรทันทีที่เหรียญเปิดเทรด

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือ Optimism ที่วางตารางปลดเหรียญยาว 4 ปี ในปีแรกจะมีอุปทานออกมาเพียง 30% เท่านั้น และเป็นส่วนของ Ecosystem Fund, Retroactive Public Goods Funding และ Users Airdrop ล้วนๆ ส่วนของ Core Contributors และนักลงทุนจะยังไม่ถูกปลดออกมาเลยในปีแรก ต้องรอให้ผ่านไปมากกว่า 1 ปีถึงจะเริ่มปลดล็อกครั้งใหญ่ราว 10% ของอุปทานทั้งหมดในครั้งเดียว ซึ่งจุดที่มีการปลดเหรียญครั้งใหญ่แบบนี้มักเป็นจุดที่นักลงทุนควรจับตามองเป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสเกิดแรงเทขายสูงกว่าปกติ

ในทางตรงข้าม กรณีศึกษาที่ควรระมัดระวังคือเหรียญ Kasta ซึ่งในวันเปิดตัวมีอุปทานปลดออกมาทันทีราว 10.5% สำหรับใช้จัดสรรให้กระดานเทรดและผู้ดูแลสภาพคล่อง แต่จุดที่น่ากังวลกว่าคือกลุ่ม Seed Investor และ Private Investor ที่ได้เหรียญในราคาต้นทุนต่ำที่สุด กลับถูกล็อกเหรียญไว้เพียง 1-2 เดือนเท่านั้น สั้นกว่ามาตรฐานทั่วไปของวงการที่มักอยู่ที่ 6-12 เดือนอย่างมาก เมื่อระยะล็อกสั้นขนาดนี้บวกกับต้นทุนของกลุ่มนี้ที่ต่ำกว่าราคาตลาดมาก ความเสี่ยงที่จะเกิดแรงเทขายกดดันราคาอย่างหนักจึงสูงตามไปด้วย ในกรณีที่แย่ที่สุด รูปแบบเช่นนี้อาจทำให้นักลงทุนทั่วไปที่เข้าซื้อทีหลังกลายเป็น "Exit Liquidity" หรือสภาพคล่องที่รองรับแรงเทขายให้กับกลุ่มนักลงทุนช่วงแรกไปโดยไม่รู้ตัว

เทียบตารางปลดเหรียญที่ออกแบบมารอบคอบแบบ Optimism กับตัวอย่างที่ระยะล็อกของนักลงทุนต้นทุนต่ำสั้นผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยงเทขาย

ภาพ: เทียบตารางปลดเหรียญที่ออกแบบมารอบคอบแบบ Optimism กับตัวอย่างที่ระยะล็อกของนักลงทุนต้นทุนต่ำสั้นผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยงเทขาย

บทเรียนจากการปลดล็อกเหรียญจริงในตลาด กรณี ARB ปี 2024

ทฤษฎีเรื่อง Vesting Schedule ที่อธิบายมาทั้งหมดไม่ใช่แค่เรื่องในตำรา เพราะมีเหตุการณ์จริงที่ตลาดคริปโตจับตามองกันอย่างกว้างขวางในปี 2024 เป็นตัวอย่างประกอบให้เห็นภาพชัดเจน นั่นคือการปลดล็อกเหรียญ ARB ของ Arbitrum เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2024 ซึ่งเป็นการปลดล็อกเหรียญให้กับทีมงาน ที่ปรึกษา และนักลงทุน จำนวนกว่า 1,110 ล้านเหรียญ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงราว 87% ของอุปทานหมุนเวียนที่มีอยู่ในตอนนั้น มูลค่ารวมตอนปลดล็อกอยู่ที่ราว 1,200 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นหนึ่งในการปลดล็อกเหรียญครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของปีนั้น

ราคา ARB ในช่วงก่อนถึงวันปลดล็อกเคยขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ราว 2.26 ดอลลาร์ในช่วงกลางเดือนมีนาคม แต่พอเข้าสู่เดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงหลังจากการปลดล็อกไม่นาน ราคาปรับตัวลงแรงต่อเนื่อง ลดลงราว 35% ภายในเดือนเดียวจนเหลือประมาณ 1 ดอลลาร์ ต้องบอกตรงๆ ว่าการที่ราคาร่วงลงในช่วงนั้นไม่ได้เป็นผลจากการปลดล็อกเหรียญเพียงอย่างเดียว เพราะตลาดคริปโตโดยรวมในช่วงเวลาเดียวกันก็ปรับฐานลงเช่นกัน แต่การที่มีอุปทานก้อนใหญ่ขนาดนั้นถูกปลดออกมาให้กลุ่มที่ได้ต้นทุนต่ำกว่าตลาดมากพร้อมกันในเวลาเดียว ก็เป็นปัจจัยกดดันที่นักวิเคราะห์และสื่อคริปโตติดตามกันอย่างใกล้ชิดตลอดช่วงนั้น และกลายเป็นกรณีศึกษาที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงซ้ำๆ ในวงการเรื่องความเสี่ยงของการปลดล็อกเหรียญก้อนใหญ่ในช่วงเวลาสั้นๆ

บทเรียนจากกรณีนี้คือ ต่อให้เหรียญเหรียญหนึ่งมีปัจจัยพื้นฐานดีแค่ไหน ถ้าตารางปลดล็อกมีจุดที่อุปทานก้อนใหญ่จะไหลเข้าตลาดพร้อมกัน นักลงทุนก็ควรรู้ล่วงหน้าและเตรียมใจไว้ว่าช่วงเวลานั้นมีโอกาสเกิดความผันผวนสูงกว่าปกติ ปัจจุบันมีเว็บไซต์ที่รวบรวมตารางปลดล็อกเหรียญของแต่ละโปรเจกต์ไว้ให้ตรวจสอบล่วงหน้าได้ฟรี ซึ่งเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่นักลงทุนคริปโตควรรู้จักไว้ก่อนเข้าซื้อเหรียญใดก็ตามที่ยังมีอุปทานล็อกอยู่มาก

สามแนวทางหลักที่ใช้ประเมินมูลค่าเหรียญคริปโตกันจริง

เมื่อเข้าใจกลไก Tokenomics เบื้องหลังเหรียญแล้ว ขั้นต่อไปคือการนำมาใช้ประเมินมูลค่าจริง ซึ่งวิธีการประเมินมูลค่าเหรียญคริปโตไม่ได้มีสูตรตายตัวสูตรเดียวเหมือนที่บางคนอาจคาดหวัง เพราะเหรียญแต่ละตัวมีคุณสมบัติต่างกัน บางเหรียญทำหน้าที่คล้ายทองคำดิจิทัลที่เน้นรักษามูลค่า บางเหรียญมีรายได้และค่าธรรมเนียมจริงคล้ายธุรกิจ และบางเหรียญก็เปรียบเทียบได้กับสินค้าโภคภัณฑ์ที่มูลค่าขึ้นกับอุปสงค์อุปทานการใช้งาน จึงมีแนวทางหลักอยู่สามแนวทางที่นักวิเคราะห์ใช้กันจริงในตลาด แต่ละแนวทางเหมาะกับเหรียญคนละประเภท และเหรียญเหรียญเดียวกันอาจใช้ได้มากกว่าหนึ่งแนวทางพร้อมกันก็ได้

สรุปสามแนวทางหลักในการประเมินมูลค่าเหรียญคริปโต แต่ละแนวทางเหมาะกับเหรียญคนละประเภทตามคุณสมบัติของมัน

ภาพ: สรุปสามแนวทางหลักในการประเมินมูลค่าเหรียญคริปโต แต่ละแนวทางเหมาะกับเหรียญคนละประเภทตามคุณสมบัติของมัน

แนวทางที่ 1 ข้อมูล On-Chain เหมาะกับเหรียญที่ทำหน้าที่เป็น Store of Value

แนวทางแรกคือการใช้ข้อมูลกิจกรรมจริงที่เกิดขึ้นบนบล็อกเชนมาคำนวณ ตัวชี้วัดหลักของแนวทางนี้คือ MVRV Ratio ที่เทียบมูลค่าตลาดปัจจุบันกับต้นทุนเฉลี่ยที่คำนวณได้จากการโอนเหรียญบนเชน แนวทางนี้เหมาะเป็นพิเศษกับเหรียญที่มีคุณสมบัติเป็น Store of Value อย่าง Bitcoin หรือ Ethereum เพราะเป็นเหรียญที่ไม่ได้มีรายได้แบบธุรกิจให้คำนวณโดยตรง แต่มีประวัติการซื้อขายบนเชนยาวนานพอที่จะสร้างฐานข้อมูลต้นทุนเฉลี่ยที่มีความหมาย เรื่องนี้มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ ทั้งกลไกการคำนวณ Realized Price และการอ่านค่า MVRV ในแต่ละโซน ผู้เขียนอธิบายไว้แยกเป็นบทความเฉพาะแล้วที่ On-Chain Analysis คืออะไร สำหรับบทความนี้ขอพูดถึงแค่ว่าแนวทางนี้มีอยู่จริงและเหมาะกับเหรียญกลุ่มไหน

แนวทางที่ 2 อัตราส่วนทางการเงิน P/S และ P/F เหมาะกับเหรียญที่มีรายได้ชัดเจนแบบ Capital Asset

แนวทางที่สองเหมาะกับเหรียญที่มีคุณสมบัติแบบ Capital Asset คือมีรายรับรายจ่ายที่ชัดเจนคล้ายธุรกิจจริง เช่น เหรียญบล็อกเชน Layer 1, Layer 2 หรือแพลตฟอร์ม DeFi นักลงทุนที่คุ้นเคยกับตลาดหุ้นอาจคุ้นกับอัตราส่วน P/E (Price to Earnings) หรือ P/BV (Price to Book Value) ในโลกคริปโตมีอัตราส่วนที่คล้ายกันแต่ปรับให้เหมาะกับธรรมชาติของบล็อกเชนคือ P/S และ P/F

เทียบให้เห็นว่าอัตราส่วน P/S และ P/F ที่ใช้ประเมินมูลค่าเหรียญคริปโตนั้นปรับแนวคิดมาจาก P/E และ P/BV ที่นักลงทุนหุ้นคุ้นเคยกันอยู่แล้ว เพียงแต่ปรับตัวแปรให้เข้ากับธรรมชาติของบล็อกเชน

ภาพ: เทียบให้เห็นว่าอัตราส่วน P/S และ P/F ที่ใช้ประเมินมูลค่าเหรียญคริปโตนั้นปรับแนวคิดมาจาก P/E และ P/BV ที่นักลงทุนหุ้นคุ้นเคยกันอยู่แล้ว เพียงแต่ปรับตัวแปรให้เข้ากับธรรมชาติของบล็อกเชน

อัตราส่วน P/F (Price to Fees) คำนวณจาก Market Cap หารด้วยค่าธรรมเนียมรวมทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนเชนในรอบปี (Annualized Fee) เทียบได้กับ P/S ในตลาดหุ้น ส่วน อัตราส่วน P/S (Price to Revenue) คำนวณจาก Market Cap หารด้วยรายได้สุทธิที่จะจ่ายเข้าแพลตฟอร์มหรือจ่ายให้ผู้ถือเหรียญ (Annualized Revenue) เทียบได้กับ P/E ในตลาดหุ้น อย่างไรก็ตาม รายได้ที่ส่งผลประโยชน์ถึงผู้ถือเหรียญในโลกคริปโตไม่ได้ตรงไปตรงมาแบบจ่ายปันผลเหมือนหุ้นเสมอไป มีหลายรูปแบบ เช่น แจกให้ผู้ Stake เหรียญโดยตรง แจกให้นักขุดในระบบ Proof of Work แบ่งเข้า Treasury ให้ผู้ถือเหรียญโหวตตัดสินใจใช้จ่าย หรือ Buy Back and Burn ซึ่งเอารายได้ไปซื้อเหรียญคืนจากตลาดแล้วเผาทิ้ง ทำให้อุปทานลดลงและเพิ่มมูลค่าต่อเหรียญที่เหลือทางอ้อม คล้ายกับการซื้อหุ้นคืนของบริษัทในตลาดหุ้น

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือการเทียบสามเหรียญกลุ่ม Layer 1/Layer 2 ในโปรเจกต์ ETH ที่ผู้ Stake ได้รับรายได้จาก MEV, Block Rewards และค่าทิป ทำให้มีคุณสมบัติเป็นทั้ง Capital Asset และ Consumable Asset ไปพร้อมกัน BNB ที่แบ่งรายได้ 10% จากค่าธรรมเนียมไปเผาทิ้งเหรียญออกจากระบบ และ OP ของ Optimism ที่มีรายได้จากค่าธรรมเนียมทั้งฝั่ง Layer 2 Execution และ Layer 1 Security แต่ยังไม่ได้แบ่งรายได้ให้ผู้ถือเหรียญโดยตรง เมื่อเทียบอัตราส่วน P/S และ P/F ของทั้งสามเหรียญ ณ ช่วงต้นปี 2024 พบว่า OP มีค่าต่ำที่สุดที่ 64.2 เท่า ในขณะที่ BNB มีค่าสูงที่สุดที่ P/S ราว 2,230 เท่าและ P/F ราว 212 เท่า ซึ่งฟังดูเหมือน OP น่าจะ Undervalue กว่ามาก แต่จุดที่ต้องระวังคือค่าที่ต่ำกว่าไม่ได้แปลว่าต้องมีโอกาสโตมากกว่าเสมอไป เพราะ OP ยังไม่ได้กระจายรายได้จาก Treasury ให้ผู้ถือเหรียญโดยตรง ในขณะที่ BNB มี Utility เสริมอย่าง Launchpad ที่สร้างมูลค่าให้ผู้ถือเหรียญทางอื่น ตลาดจึงให้พรีเมี่ยมกับ BNB สูงกว่า

เทียบอัตราส่วน P/S และ P/F ของ ETH, BNB และ OP ณ ช่วงต้นปี 2024 ให้เห็นว่า OP ดูราคาถูกสุดในเชิงตัวเลขแต่ไม่ได้แปลว่าน่าลงทุนกว่าเสมอไป เพราะยังไม่ได้ส่งต่อรายได้ให้ผู้ถือเหรียญโดยตรงเหมือนที่ BNB ทำผ่าน Utility อื่น

ภาพ: เทียบอัตราส่วน P/S และ P/F ของ ETH, BNB และ OP ณ ช่วงต้นปี 2024 ให้เห็นว่า OP ดูราคาถูกสุดในเชิงตัวเลขแต่ไม่ได้แปลว่าน่าลงทุนกว่าเสมอไป เพราะยังไม่ได้ส่งต่อรายได้ให้ผู้ถือเหรียญโดยตรงเหมือนที่ BNB ทำผ่าน Utility อื่น

นอกจาก P/S และ P/F แล้ว สำหรับแพลตฟอร์ม DeFi ที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับปริมาณเงินฝากในแพลตฟอร์ม ยังมีอัตราส่วน Market Cap/TVL (Total Value Locked) ที่ยิ่งค่าน้อยยิ่งหมายถึง Undervalue มากกว่า ใช้เปรียบเทียบกันในกลุ่มเหรียญ DeFi ที่มีโมเดลธุรกิจใกล้เคียงกันได้

อธิบายสูตรคำนวณอัตราส่วน P/S และ P/F แบบง่ายๆ พร้อมข้อควรระวังว่าค่าต่ำไม่ได้แปลว่าน่าลงทุนกว่าเสมอไปถ้ารายได้ไม่ได้ถูกส่งต่อถึงผู้ถือเหรียญจริง

ภาพ: อธิบายสูตรคำนวณอัตราส่วน P/S และ P/F แบบง่ายๆ พร้อมข้อควรระวังว่าค่าต่ำไม่ได้แปลว่าน่าลงทุนกว่าเสมอไปถ้ารายได้ไม่ได้ถูกส่งต่อถึงผู้ถือเหรียญจริง

แนวทางที่ 3 เทียบมูลค่ากับสินทรัพย์ในโลกจริง เหมาะกับเหรียญที่มีเรื่องราวเทียบเคียงได้ชัดเจน

แนวทางสุดท้ายคือการตั้งสมมติฐานว่าในอนาคตคริปโตจะพัฒนาจนเป็นที่ยอมรับเทียบเท่าสินทรัพย์ในโลกจริงประเภทที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน แล้วใช้มูลค่าตลาดของสินทรัพย์นั้นเป็นเป้าหมายอ้างอิง ตัวอย่างคลาสสิกที่สุดคือการเทียบมูลค่า Bitcoin กับทองคำในฐานะ "ทองคำดิจิทัล" เพราะมีคุณสมบัติคล้ายกันหลายอย่าง ทั้งอุปทานจำกัดและหายาก เป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าได้ในระยะยาว และมีต้นทุนจากการขุด ถ้าทองคำมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ราว 13.89 ล้านล้านดอลลาร์ (ข้อมูล ณ ต้นปี 2024) แล้ว Bitcoin มีมูลค่าตลาดเทียบเท่าทองคำทั้งหมด ราคาต่อเหรียญจะต้องเกิน 600,000 ดอลลาร์ แต่การมองแบบนี้อาจถือว่าเป็นมุมมองบวกเกินไป เพราะทองคำได้รับการพิสูจน์และยอมรับมายาวนานกว่า Bitcoin มาก การประเมินแบบอนุรักษ์นิยมกว่านั้นอาจมองว่า Bitcoin มีมูลค่าคิดเป็นสัดส่วนหนึ่งของทองคำ เช่น 20% ซึ่งจะได้ราคาเป้าหมายที่ต่ำลงมาตามสัดส่วน

อีกรูปแบบของแนวทางนี้คือการเทียบเหรียญที่มีคุณสมบัติ Capital Asset กับหุ้นที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกันในโลกจริง ตัวอย่างเช่น โปรเจกต์ Filecoin ที่ทำธุรกิจ Decentralized Data Storage ซึ่งมีลักษณะคล้ายผู้ให้บริการคลาวด์แบบรวมศูนย์อย่าง Amazon AWS หรือ Google Cloud การประเมินมูลค่าแบบนี้อาศัยการตั้งสมมติฐานว่าในอนาคต Filecoin จะสามารถกินส่วนแบ่งตลาด Decentralized Storage ได้เทียบเท่ากับที่ผู้นำตลาดคลาวด์แบบรวมศูนย์ทำได้ในปัจจุบัน แล้วคำนวณย้อนกลับมาเป็น Market Cap เป้าหมายในอนาคต ก่อนเทียบกับ FDV ปัจจุบันเพื่อดูว่ามีช่องว่างการเติบโตเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน วิธีนี้ต้องใช้สมมติฐานหลายชั้นซ้อนกัน จึงมีความไม่แน่นอนสูงกว่าสองแนวทางแรก แต่ก็เป็นกรอบคิดที่ช่วยให้เห็นภาพว่าโปรเจกต์หนึ่งควรมีมูลค่าประมาณไหนถ้าเทียบกับธุรกิจที่ทำเรื่องคล้ายกันในโลกจริง

สรุปสองตัวอย่างของการประเมินมูลค่าด้วยการเทียบกับสินทรัพย์โลกจริง เทียบ Bitcoin กับทองคำในฐานะทองคำดิจิทัล และเทียบ Filecoin กับผู้ให้บริการคลาวด์แบบรวมศูนย์ พร้อมข้อควรระวังว่าวิธีนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานหลายชั้นจึงมีความไม่แน่นอนสูงกว่าสองแนวทางแรก

ภาพ: สรุปสองตัวอย่างของการประเมินมูลค่าด้วยการเทียบกับสินทรัพย์โลกจริง เทียบ Bitcoin กับทองคำในฐานะทองคำดิจิทัล และเทียบ Filecoin กับผู้ให้บริการคลาวด์แบบรวมศูนย์ พร้อมข้อควรระวังว่าวิธีนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานหลายชั้นจึงมีความไม่แน่นอนสูงกว่าสองแนวทางแรก

อะไรทำให้เหรียญมีดีมานด์จริงนอกเหนือจากการเก็งกำไรราคา

นอกจากกลไกอุปทานและวิธีประเมินมูลค่าแล้ว อีกจุดที่ควรเช็คก่อนตัดสินใจดูเหรียญไหนคือ "Use Case" หรือประโยชน์ใช้สอยของเหรียญนั้นจริงๆ ว่ามีอะไรที่ทำให้คนอยากถือเหรียญนอกเหนือจากหวังราคาขึ้น เพราะยิ่งเหรียญมีประโยชน์ต่อการใช้งานหรือสร้างมูลค่าให้ผู้ถือมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีอุปสงค์ต่อเหรียญนั้นมากตามไปด้วย

ตัวอย่างที่ครบเครื่องคือเหรียญ CAKE ของแพลตฟอร์ม PancakeSwap ที่มี Utility หลายชั้นซ้อนกัน ทั้งนำไป Stake เพื่อรับรางวัล Incentive จากโปรเจกต์ต่างๆ นำไป Stake ใน Revenue Sharing Pool เพื่อรับส่วนแบ่งรายได้ของแพลตฟอร์ม ใช้เข้าร่วมกิจกรรมลอตเตอรี่และเกม ใช้ซื้อเหรียญโปรเจกต์ใหม่ผ่านกิจกรรม Initial Farm Offering และมีกลไก Buy Back and Burn ที่นำรายได้บางส่วนไปซื้อเหรียญคืนจากตลาดแล้วเผาทิ้ง ยิ่งเหรียญมีชั้นของ Utility แบบนี้ซ้อนกันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีเหตุผลให้คนถือเหรียญไว้นานกว่าแค่เก็งกำไรระยะสั้น

ในทางกลับกัน สัดส่วนการกระจายเหรียญที่ไม่เป็นธรรมก็เป็นสัญญาณเตือนที่ควรเช็คควบคู่กันไปเสมอ ถ้าโปรเจกต์ไหนจัดสรรอุปทานส่วนใหญ่ไว้กับกลุ่มทีมงานและนักลงทุนเอกชนมากเกินไป โดยที่ชุมชนผู้ใช้งานทั่วไปได้รับเหรียญในสัดส่วนน้อยมาก ก็มีความเสี่ยงสูงกว่าที่ราคาจะผันผวนรุนแรงเมื่อกลุ่มที่ถือครองเยอะเริ่มเทขาย เช่นเดียวกับที่อธิบายไปในหัวข้อ Vesting Schedule ก่อนหน้านี้

ตัวอย่าง Utility รูปแบบต่างๆ ที่ทำให้เหรียญมีดีมานด์จริงนอกเหนือจากการเก็งกำไรราคาเพียงอย่างเดียว

ภาพ: ตัวอย่าง Utility รูปแบบต่างๆ ที่ทำให้เหรียญมีดีมานด์จริงนอกเหนือจากการเก็งกำไรราคาเพียงอย่างเดียว

"Silent Period" ของหุ้น IPO ไทยกับ Vesting Schedule ของเหรียญคริปโต คือหลักการเดียวกัน

ถ้าใครเคยลงทุนในตลาดหุ้นไทยมาก่อน อาจจะคุ้นเคยกับกฎที่เรียกว่า Silent Period อยู่แล้วโดยไม่รู้ตัวว่ามันคือหลักการเดียวกับ Vesting Schedule ในโลกคริปโต ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดไว้ว่าเมื่อบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ (IPO) ผู้ถือหุ้นกลุ่มที่เรียกว่า Strategic Shareholders ซึ่งได้แก่กรรมการ ผู้บริหาร และผู้ถือหุ้นที่ถือมากกว่า 5% ของทุนชำระแล้ว จะถูกห้ามขายหุ้นเป็นระยะเวลา 1 ปีนับจากวันที่เริ่มซื้อขาย โดยหุ้นที่ถูกล็อกไว้ต้องคิดเป็นสัดส่วนรวมกันอย่างน้อย 55% ของทุนชำระแล้วหลัง IPO กฎนี้มีไว้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนรายย่อยว่าผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่จะไม่ทิ้งหุ้นขายทันทีที่เปิดเทรดวันแรก บางบริษัทถึงขั้นสมัครใจล็อกหุ้นตัวเองยาวนานกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนมากขึ้นไปอีก

หลักคิดเบื้องหลัง Silent Period กับ Vesting Schedule ของเหรียญคริปโตแทบจะเป็นเรื่องเดียวกันตรงๆ คือทั้งคู่พยายามป้องกันไม่ให้กลุ่มคนใน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารบริษัทหรือทีมงานและนักลงทุนเอกชนของโปรเจกต์คริปโต เทขายสินทรัพย์ที่ตัวเองถือครองอยู่ในต้นทุนต่ำใส่นักลงทุนรายย่อยทันทีที่เปิดให้ซื้อขาย ต่างกันแค่ในรายละเอียดของระยะเวลาและสัดส่วนที่ล็อกไว้ ตลาดหุ้นไทยมีกฎหมายบังคับเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกบริษัทที่ 1 ปีสำหรับผู้ถือหุ้นใหญ่ ในขณะที่วงการคริปโตยังไม่มีกฎบังคับแบบนี้ ทำให้แต่ละโปรเจกต์กำหนดตารางปลดล็อกเองได้อย่างอิสระ ตั้งแต่ยาวนานรอบคอบแบบ Optimism ไปจนถึงสั้นจนน่ากังวลแบบ Kasta ที่ยกตัวอย่างไปก่อนหน้านี้ นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนคริปโตต้องทำการบ้านเช็คตารางปลดล็อกด้วยตัวเองก่อนทุกครั้ง ต่างจากตลาดหุ้นไทยที่มีเกณฑ์ขั้นต่ำบังคับให้อยู่แล้วโดยไม่ต้องไปขุดคุ้ยเอง

เทียบกฎ Silent Period ของหุ้น IPO ไทยที่มีกฎหมายบังคับมาตรฐานเดียวกันทุกบริษัท กับ Vesting Schedule ของเหรียญคริปโตที่แต่ละโปรเจกต์กำหนดเองได้อิสระ ทำให้นักลงทุนต้องตรวจสอบเองก่อนซื้อทุกครั้ง

ภาพ: เทียบกฎ Silent Period ของหุ้น IPO ไทยที่มีกฎหมายบังคับมาตรฐานเดียวกันทุกบริษัท กับ Vesting Schedule ของเหรียญคริปโตที่แต่ละโปรเจกต์กำหนดเองได้อิสระ ทำให้นักลงทุนต้องตรวจสอบเองก่อนซื้อทุกครั้ง

เช็คลิสต์ Tokenomics ก่อนตัดสินใจดูเหรียญไหนต่อ

รวบรวมทุกอย่างที่อธิบายมาให้เป็นเช็คลิสต์สั้นๆ ที่พอจะใช้เป็นจุดเริ่มต้นก่อนไปศึกษาเหรียญไหนต่อได้ ดังนี้

  • เช็ค Market Cap ไม่ใช่แค่ราคาต่อเหรียญ เพราะจำนวนเหรียญที่มีอยู่ของแต่ละโปรเจกต์ต่างกันมหาศาล ราคาต่อเหรียญถูกไม่ได้แปลว่ามูลค่ารวมถูกตามไปด้วย
  • เช็ค FDV เทียบกับ Market Cap เสมอ ถ้าช่องว่างระหว่างสองตัวเลขนี้กว้างมาก หมายความว่ายังมีอุปทานก้อนใหญ่รอปลดล็อกในอนาคต ซึ่งเป็นแรงกดดันด้านราคาที่ Market Cap เพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกให้รู้
  • เช็คตารางปลดล็อกเหรียญ (Vesting Schedule) ดูว่ากลุ่มทีมงานและนักลงทุนเอกชนถูกล็อกไว้นานแค่ไหน ถ้าสั้นผิดปกติเมื่อเทียบกับมาตรฐานทั่วไปที่ 6-12 เดือนขึ้นไป ควรระวังเป็นพิเศษ และดูว่ามีจุดไหนที่อุปทานก้อนใหญ่จะถูกปลดพร้อมกันในอนาคตหรือไม่
  • เช็คว่าเหรียญมี Use Case จริงหรือไม่ มีอะไรที่ทำให้คนอยากถือเหรียญนอกเหนือจากเก็งกำไรราคา เช่น สิทธิ์โหวต ส่วนลดค่าธรรมเนียม หรือผลตอบแทนจาก Staking
  • เลือกวิธีประเมินมูลค่าให้ตรงกับประเภทเหรียญ ถ้าเป็นเหรียญ Store of Value ใช้ข้อมูล On-Chain ถ้าเป็น Capital Asset ที่มีรายได้ชัดเจนใช้ P/S และ P/F ถ้าอยากเทียบกับสินทรัพย์ในโลกจริงก็ต้องเข้าใจว่าเป็นการตั้งสมมติฐานที่มีความไม่แน่นอนสูงกว่าสองแนวทางแรก

สรุป

Tokenomics คือชุดของกลไกที่กำหนดอุปทาน การกระจายเหรียญ และประโยชน์ใช้สอยของเหรียญคริปโตเหรียญหนึ่ง ซึ่งเป็นรากฐานที่ต้องเข้าใจก่อนจะประเมินมูลค่าเหรียญด้วยวิธีไหนก็ตาม จุดที่นักลงทุนมือใหม่มักพลาดคือดูแค่ราคาต่อเหรียญหรือ Market Cap ปัจจุบัน โดยไม่รู้ว่ายังมี FDV ที่นับรวมอุปทานทั้งหมดซ่อนอยู่เบื้องหลัง และไม่รู้ว่าตารางปลดล็อกเหรียญ (Vesting Schedule) มีจุดไหนที่อุปทานก้อนใหญ่จะไหลเข้าตลาดในอนาคตบ้าง เมื่อเข้าใจกลไกเหล่านี้แล้ว การประเมินมูลค่าเหรียญมีสามแนวทางหลักให้เลือกใช้ตามประเภทของเหรียญ คือข้อมูล On-Chain สำหรับเหรียญ Store of Value อัตราส่วนทางการเงิน P/S และ P/F สำหรับเหรียญ Capital Asset ที่มีรายได้ชัดเจน และการเทียบกับสินทรัพย์ในโลกจริงสำหรับเหรียญที่มีเรื่องราวเทียบเคียงได้ชัดเจน ทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่สูตรสำเร็จที่รับประกันผลลัพธ์ได้ แต่เป็นกรอบคิดที่ช่วยให้มองเหรียญคริปโตด้วยเหตุผลมากกว่าแค่ความรู้สึกว่า "ราคาถูก" หรือ "Market Cap ต่ำ" เพียงอย่างเดียว

คำถามที่พบบ่อย

Tokenomics คืออะไรโดยสรุป?

คือชุดของปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ที่กำหนดมูลค่าของเหรียญคริปโต ครอบคลุมตั้งแต่การกระจายเหรียญ ตารางปลดล็อก ประโยชน์ใช้สอย และระบบสร้างแรงจูงใจ เป็นรากฐานที่ควรเข้าใจก่อนประเมินมูลค่าเหรียญด้วยวิธีไหนก็ตาม

ทำไมราคาต่อเหรียญถูกถึงไม่ได้แปลว่าเหรียญนั้นถูกจริง?

เพราะแต่ละเหรียญมีจำนวนอุปทานทั้งหมดต่างกันมหาศาล การเทียบราคาต่อเหรียญกันตรงๆ จึงไม่มีความหมาย ต้องดูที่ Market Cap ซึ่งคำนวณจากราคาคูณจำนวนเหรียญหมุนเวียนแทน

Fully Diluted Valuation (FDV) ต่างจาก Market Cap ยังไง?

Market Cap คำนวณจากเหรียญที่หมุนเวียนอยู่จริงในตลาดตอนนี้เท่านั้น ส่วน FDV คำนวณจากราคาปัจจุบันคูณกับอุปทานทั้งหมดที่มีการกำหนดไว้ ถ้าช่องว่างระหว่างสองตัวเลขนี้กว้างมาก หมายความว่ายังมีอุปทานก้อนใหญ่รอปลดล็อกในอนาคตซึ่งเป็นแรงกดดันด้านราคาที่ซ่อนอยู่

ตารางปลดล็อกเหรียญ (Vesting Schedule) สำคัญยังไง?

เพราะบอกว่าอุปทานที่ยังล็อกอยู่จะถูกปล่อยออกมาเมื่อไหร่และเท่าไหร่ ถ้าออกแบบมาไม่รอบคอบ เช่น ล็อกกลุ่มนักลงทุนต้นทุนต่ำสั้นเกินไป จะเพิ่มความเสี่ยงเรื่องแรงเทขายกดดันราคาได้มาก

สามแนวทางประเมินมูลค่าเหรียญคริปโตมีอะไรบ้าง?

คือการใช้ข้อมูล On-Chain (เหมาะกับเหรียญ Store of Value) การใช้อัตราส่วนทางการเงิน P/S และ P/F (เหมาะกับเหรียญ Capital Asset ที่มีรายได้ชัดเจน) และการเทียบมูลค่ากับสินทรัพย์ในโลกจริง (เหมาะกับเหรียญที่มีเรื่องราวเทียบเคียงได้ชัดเจน)

Vesting Schedule ของเหรียญคริปโตเหมือนกับกฎ Silent Period ของหุ้น IPO ไทยไหม?

หลักคิดเบื้องหลังคล้ายกันมาก คือป้องกันไม่ให้กลุ่มคนในเทขายทันทีที่เปิดซื้อขาย ต่างกันตรงที่ตลาดหุ้นไทยมีกฎหมายบังคับมาตรฐานเดียวกันทุกบริษัทที่ 1 ปี ในขณะที่วงการคริปโตยังไม่มีกฎบังคับ แต่ละโปรเจกต์กำหนดเองได้อิสระ นักลงทุนจึงต้องเช็คด้วยตัวเองก่อนทุกครั้ง

บทความนี้บอกให้ซื้อเหรียญตามเช็คลิสต์นี้เลยหรือเปล่า?

ไม่ใช่ บทความนี้อธิบายเชิงให้ความรู้เกี่ยวกับกลไกที่กำหนดมูลค่าเหรียญคริปโตเท่านั้น ไม่ได้เป็นคำแนะนำการลงทุน การตัดสินใจซื้อขายควรพิจารณาจากหลายปัจจัยประกอบกันและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละคน

📖 เรื่องนี้ผู้เขียนเล่าไว้ละเอียดกว่านี้ในหนังสือ Cryptocurrency & Digital Asset 101 พร้อมตัวอย่างการคำนวณและกรณีศึกษาเหรียญอื่นๆ เพิ่มเติม หาซื้อฉบับเต็มได้ที่นี่

บทความทั้งหมด