คำทำนาย Bitcoin จะตาย ที่ผิดมาตลอด 477 ครั้งใน 16 ปี
ความรู้พื้นฐานโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

คำทำนาย Bitcoin จะตาย ที่ผิดมาตลอด 477 ครั้งใน 16 ปี

Bitcoin ถูกประกาศว่าตายแล้วอย่างน้อย 477 ครั้งตั้งแต่ปี 2010 จาก Buffett, Dimon, Krugman ไปจนถึง ธปท. ไทย ย้อนดูว่าใครพูด พูดว่าอะไร และทำไมถึงพลาดกันซ้ำๆ

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ "คริปโต 1-100" เชื่อมกับ Bitcoin เป็นแชร์ลูกโซ่ไหม และ Bitcoin โดนแฮ็กได้ไหม อ่านเดี่ยวๆ ได้ ไม่ต้องอ่านบทอื่นก่อนก็เข้าใจ

กลางเดือนสิงหาคม 2026 ราคา Bitcoin ร่วงลงมาต่ำกว่า 64,000 ดอลลาร์ ห่างจากจุดสูงสุดตลอดกาลที่เคยทำไว้เมื่อเดือนตุลาคมปีก่อนหน้าเกือบ 50% และติดลบตั้งแต่ต้นปีกว่า 27% ถ้าใครไถทวิตเตอร์หรือกลุ่มไลน์สายลงทุนในจังหวะแบบนี้ น่าจะเคยเห็นประโยคทำนอง "นี่แหละจุดจบของ Bitcoin จริงๆ" หรือ "บอกแล้วว่ามันคือฟองสบู่" โผล่มาให้เห็นอยู่เรื่อยๆ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ประโยคแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกครั้งที่ราคา Bitcoin ร่วงแรงมาตั้งแต่ปี 2010 จนถึงตอนนี้มีเว็บไซต์ที่ทำหน้าที่เก็บสถิติเรื่องนี้โดยเฉพาะชื่อ 99bitcoins ซึ่งรวบรวม "ป้ายประกาศการตาย" ของ Bitcoin จากสื่อและบุคคลมีชื่อเสียงไว้ได้แล้วกว่า 477 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา และปีที่มีคนประกาศว่า Bitcoin ตายมากที่สุดในรอบเดียวคือปี 2017 ซึ่งมีมากถึง 93 ครั้งในปีเดียว

บทความนี้จะพาไล่ดูคำทำนาย "Bitcoin จะตาย" ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ ว่าใครพูด พูดเมื่อไหร่ พูดว่าอะไรกันแน่ (เช็คให้ตรงกับแหล่งข่าวจริง ไม่ใช่แค่คำร่ำลือ) ไปจนถึงคำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ทำไมคนที่ฉลาดและมีตำแหน่งสูงระดับนี้ถึงทำนายผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Bitcoin Obituaries คลังคำทำนาย "ตาย" ที่ใหญ่ที่สุดในโลกคริปโต

เว็บไซต์ 99bitcoins เริ่มเก็บ "ใบมรณบัตร" ของ Bitcoin มาตั้งแต่ปี 2017 โดยมีกติกาว่าจะนับเฉพาะบทความ ทวีต หรือคำให้สัมภาษณ์จากสื่อหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงจริงๆ ที่ประกาศชัดเจนว่า Bitcoin ล้มเหลว ไม่มีมูลค่า จะร่วงเป็นศูนย์ หรือถึงจุดจบแล้ว พร้อมแนบลิงก์ต้นฉบับและราคา Bitcoin ณ วันที่พูดไว้ด้วยทุกครั้งเพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้

ด้วยกติกาที่เข้มงวดขนาดนี้ ตัวเลข 477 ครั้งจึงไม่ใช่การนับมั่วๆ แต่เป็นรายการที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้จริงทุกรายการ และคนที่ถูกนับว่า "ประกาศ Bitcoin ตาย" มากที่สุดเป็นรายบุคคลคือ Peter Schiff นักเศรษฐศาสตร์สายทองคำชาวอเมริกัน ซึ่งถูกนับได้มากถึง 22 ครั้ง มากกว่าใครคนอื่นในฐานข้อมูลทั้งหมด

ไทม์ไลน์จำนวนครั้งที่สื่อและคนดังประกาศว่า Bitcoin ตายแล้วนับตั้งแต่ปี 2010 รวม 477 ครั้ง หนาแน่นสุดปี 2017-2018

ภาพ: ไทม์ไลน์แสดงความถี่ของคำประกาศ "Bitcoin ตายแล้ว" ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าปี 2017 ซึ่งเป็นปีที่ราคาพุ่งแรงที่สุดปีหนึ่งกลับเป็นปีที่มีคนประกาศว่า Bitcoin ตายมากที่สุดเช่นกัน

ยุคนักเศรษฐศาสตร์ตั้งคำถาม: เมื่อ Bitcoin ยังเป็นแค่ของเล่นราคาไม่กี่พันดอลลาร์

คำทำนายที่เก่าแก่และมีน้ำหนักที่สุดชุดหนึ่งมาจากนักเศรษฐศาสตร์ระดับแถวหน้าของโลก Paul Krugman เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2008 เขียนบทความลงบล็อกของ The New York Times ในเดือนธันวาคม 2013 ใช้ชื่อว่า "Bitcoin Is Evil" ตั้งคำถามว่า Bitcoin ไม่มี "พื้นราคา" (price floor) รองรับเหมือนทองคำที่ยังใช้ทำเครื่องประดับได้ หรือเงินดอลลาร์ที่รัฐบาลรับไว้จ่ายภาษีได้เสมอ ตอนนั้น Bitcoin เพิ่งผ่านจุดสูงสุดรอบแรกที่ราวๆ 1,000 ดอลลาร์มาไม่นาน Krugman ยังคงวิจารณ์ Bitcoin ต่อเนื่องมาอีกหลายปีหลังจากนั้น รวมถึงบทความปี 2022 ที่เรียก Bitcoin ว่าเป็นฟองสบู่ที่ชัดเจนยิ่งกว่าวิกฤตอสังหาฯ ปี 2008 เสียอีก

อีกคนที่คำทำนายโด่งดังไม่แพ้กันคือ Kenneth Rogoff อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF และศาสตราจารย์ Harvard ซึ่งเขียนบทความความเห็นในเดือนมีนาคม 2018 ทำนายว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า Bitcoin มีโอกาสที่ราคาจะเหลือ 100 ดอลลาร์มากกว่าจะขึ้นไปแตะ 100,000 ดอลลาร์ เหตุผลหลักของเขาคือเชื่อว่าเมื่อรัฐบาลเข้ามาควบคุมจนใช้ฟอกเงินหรือหนีภาษีไม่ได้อีกต่อไป ความต้องการถือ Bitcoin ก็จะหายไปเกือบหมด ตอนนั้น Bitcoin อยู่ที่ราวๆ 9,000 ดอลลาร์

ประเด็นที่ทำให้เคสนี้น่าสนใจเป็นพิเศษคือ ในเดือนสิงหาคม 2025 Rogoff เองออกมาโพสต์ยอมรับต่อสาธารณะว่าคำทำนายของเขาผิด พร้อมอธิบายว่าเขาประเมินขนาดของเศรษฐกิจใต้ดินทั่วโลกต่ำเกินไป ไม่คาดคิดว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะหันมาสนับสนุนคริปโตแทนที่จะปราบปราม และไม่คาดคิดว่าจะมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาถือครองคริปโตเองด้วย เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่คนทำนายผิดออกมายอมรับตรงๆ แทนที่จะเงียบไปเฉยๆ

เปรียบเทียบ Paul Krugman ที่วิจารณ์ Bitcoin ต่อเนื่องไม่เคยถอนคำพูด กับ Kenneth Rogoff ที่ออกมายอมรับว่าทำนายผิดในปี 2025

ภาพ: เปรียบเทียบสองนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกที่ทำนาย Bitcoin ผิดในทิศทางเดียวกัน แต่จบต่างกัน คนหนึ่งวิจารณ์ต่อเนื่องไม่เคยเปลี่ยนจุดยืน อีกคนออกมายอมรับตรงๆ ในภายหลังว่าประเมินผิด

ยุคนายธนาคารยักษ์ใหญ่ตบเท้าออกมาเตือน

พอ Bitcoin เริ่มมีมูลค่าตลาดใหญ่พอจะกระทบธุรกิจธนาคารดั้งเดิม ผู้บริหารสถาบันการเงินระดับโลกก็เริ่มออกมาแสดงจุดยืนกันคึกคัก

Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan Chase ธนาคารใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ พูดในงานประชุมของ CNBC เมื่อเดือนกันยายน 2017 ว่า Bitcoin "เป็นเรื่องหลอกลวง" (a fraud) พร้อมเสริมว่ามันแย่ยิ่งกว่าฟองสบู่ทิวลิปในศตวรรษที่ 17 เสียอีก และถึงขั้นบอกว่าใครในบริษัทที่แอบเทรด Bitcoin จะไล่ออกทันที ตอนนั้น Bitcoin อยู่ที่ราวๆ 4,300 ดอลลาร์ สิ่งที่น่าสนใจคือ Dimon เองออกมาพูดในเดือนมกราคม 2018 ว่าเขา "เสียใจ" ที่พูดแบบนั้น และยอมรับว่าเชื่อในเทคโนโลยีเบื้องหลังมันมากขึ้น แม้จะยังคงวิจารณ์ตัว Bitcoin เป็นระยะๆ ต่อมาอีกหลายปีก็ตาม

ไล่เลี่ยกันในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน Larry Fink ซีอีโอของ BlackRock บริษัทจัดการกองทุนใหญ่ที่สุดในโลก พูดในงานของ Institute of International Finance ว่า Bitcoin เป็นเพียง "ดัชนีชี้วัดการฟอกเงิน" (an index of money laundering) ราคาตอนนั้นอยู่ที่ราวๆ 5,700 ดอลลาร์ จุดที่ทำให้คำพูดนี้กลายเป็นเรื่องเล่าที่คนพูดถึงกันบ่อยที่สุดในวงการคือ ปัจจุบัน BlackRock กลับเป็นเจ้าของกองทุน Bitcoin ETF ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (IBIT) ถือครอง Bitcoin รวมมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และ Fink เองก็เปลี่ยนท่าทีมาพูดในเชิงบวกเกี่ยวกับ Bitcoin หลายครั้งในช่วงหลัง

ส่วนหน่วยงานระดับโลกอย่างธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS ซึ่งทำหน้าที่เป็น "ธนาคารกลางของธนาคารกลาง") ก็ไม่พลาด Agustín Carstens ผู้อำนวยการใหญ่ของ BIS กล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัย Goethe เมืองแฟรงก์เฟิร์ตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2018 ว่า Bitcoin ได้กลายเป็น "ส่วนผสมของฟองสบู่ แชร์ลูกโซ่ และหายนะทางสิ่งแวดล้อม" (a bubble, a Ponzi scheme and an environmental disaster) พร้อมเรียกร้องให้ธนาคารกลางทั่วโลกเข้ามาควบคุมอย่างจริงจัง

การ์ดคำทำนาย Bitcoin ตายจากนายธนาคารระดับโลก 3 คน Jamie Dimon, Larry Fink และ Agustin Carstens พร้อมราคา Bitcoin ขณะนั้น

ภาพ: สรุปคำทำนายจากผู้บริหารสถาบันการเงินระดับโลก 3 คนในช่วงปี 2017-2018 พร้อมราคา Bitcoin โดยประมาณ ณ วันที่พูดแต่ละครั้ง

ยุคมหาเศรษฐีและนักลงทุนชื่อดัง

ต่อมาคือกลุ่มนักลงทุนและมหาเศรษฐีที่คนทั่วไปคุ้นชื่อมากกว่ากลุ่มธนาคาร

Warren Buffett นักลงทุนระดับตำนานและประธาน Berkshire Hathaway พูดในงานประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีเดือนพฤษภาคม 2018 ว่า Bitcoin "น่าจะเป็นยาเบื่อหนูยกกำลังสอง" (probably rat poison squared) โดยให้เหตุผลว่า Bitcoin ไม่ได้ผลิตอะไรออกมาเลย คนที่ซื้อสินทรัพย์แบบนี้หวังพึ่งแค่ว่าจะมีคนถัดไปมาซื้อต่อในราคาที่สูงกว่าเท่านั้น Charlie Munger คู่หูของเขาก็เสริมในงานเดียวกันว่าการเทรดคริปโตเป็น "ภาวะสมองเสื่อมชัดๆ" ตอนนั้น Bitcoin อยู่ที่ราวๆ 9,670 ดอลลาร์

Mark Cuban เจ้าของทีม NBA และนักลงทุนรายการ Shark Tank พูดในบทสัมภาษณ์กับ Wired เมื่อเดือนกันยายน 2019 ว่าเขาอยากได้กล้วยมากกว่า Bitcoin เพราะอย่างน้อยก็เอากล้วยไปกินได้ พร้อมบอกว่าคริปโตซับซ้อนเกินไปสำหรับคน 99% ของโลก จุดที่น่าสนใจคือหลังจากนั้นไม่กี่ปี Cuban กลับกลายเป็นหนึ่งในนักลงทุนคริปโตที่มีบทบาทมากที่สุดคนหนึ่งในวงการ

ฝั่งผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ระดับโลกก็มีมุมมองไม่ต่างกัน Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates กองทุนเฮดจ์ฟันด์ใหญ่ที่สุดในโลก เขียนบทวิเคราะห์ "What I Think of Bitcoin" เผยแพร่เมื่อเดือนมกราคม 2021 ว่า Bitcoin ยังไม่ใช่สื่อกลางแลกเปลี่ยนที่มีประสิทธิภาพ และยังไม่ใช่ตัวเก็บรักษามูลค่าที่ดีพอ ก่อนที่ไม่กี่เดือนต่อมาในงาน Consensus by CoinDesk ปี 2021 เขาจะพูดในโทนเปิดกว้างขึ้นว่าตัวเองมี Bitcoin ถืออยู่บ้างและมองว่ามันเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่น่าจับตา

เคสที่แปลกและน่าสนใจที่สุดในกลุ่มนี้คือ Nassim Nicholas Taleb ผู้เขียนหนังสือ The Black Swan ซึ่งเคยเขียนคำนิยมให้หนังสือ The Bitcoin Standard เมื่อปี 2018 บรรยาย Bitcoin ว่าเป็น "จุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่" แต่กลับพลิกกลับมาให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อเดือนเมษายน 2021 ว่า Bitcoin เป็น "แชร์ลูกโซ่แบบเปิด" (open Ponzi scheme) โดยให้เหตุผลว่า Bitcoin ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยง (hedge) ในช่วงตลาดผันผวนอย่างที่เขาคาดไว้ กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าแม้แต่คนคนเดียวกันก็ยังเปลี่ยนใจกลับไปกลับมาได้ ไม่ใช่แค่กลุ่มคนที่มองผิดตั้งแต่ต้น

ส่วนคนที่ทำนาย Bitcoin ตายบ่อยที่สุดในบรรดาทุกคนคือ Peter Schiff นักเศรษฐศาสตร์สายทองคำ ซึ่งเรียก Bitcoin ว่าเป็นแชร์ลูกโซ่หรือพีระมิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2020 จนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุผลเดิมคือคนที่เข้ามาถือ Bitcoin ต้องอาศัยคนใหม่เข้ามาซื้อต่อเรื่อยๆ ถึงจะทำกำไรได้ ซึ่งเป็นโครงสร้างเดียวกับพีระมิด ความต่างจากคนอื่นในลิสต์นี้คือ Schiff ไม่เคยเปลี่ยนจุดยืนเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เปรียบเทียบกลุ่มคนที่เปลี่ยนใจยอมรับว่าทำนาย Bitcoin ผิดในภายหลัง กับกลุ่มที่ยังคงยืนจุดยืนเดิมต่อเนื่องหลายปี

ภาพ: แบ่งกลุ่มคนที่เคยทำนาย Bitcoin ตายออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ภายหลังยอมรับว่าประเมินผิดหรือเปลี่ยนมุมมอง กับกลุ่มที่ยังคงจุดยืนเดิมต่อเนื่องมาหลายปี

ทำไมคนเก่งระดับนี้ถึงทำนายผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ประเด็นที่น่าสนใจกว่ารายชื่อคำทำนายเองคือ คนเหล่านี้ไม่ใช่คนโง่ หลายคนเป็นเจ้าของรางวัลโนเบล เป็นผู้บริหารธนาคารระดับโลก หรือเป็นนักลงทุนที่พิสูจน์ฝีมือมาแล้วนับสิบปี แล้วอะไรที่ทำให้พวกเขาพลาดกันเป็นแถว

จุดร่วมที่เห็นได้ชัดจุดแรกคือ การประเมินความทนทานของระบบกระจายศูนย์ต่ำเกินไป คำทำนายจำนวนมากมาจากมุมมองแบบระบบรวมศูนย์ดั้งเดิม ที่ถ้าจุดศูนย์กลางล้มหรือถูกปราบปราม ทั้งระบบก็จะล้มตามไปด้วย แต่ Bitcoin ไม่มีจุดศูนย์กลางแบบนั้นให้ปิดหรือฟ้องร้องได้ ต่อให้จีนแบนการขุดทั้งประเทศ หรือกระดานเทรดใหญ่ล้มละลาย เครือข่ายก็ยังทำงานต่อได้เพราะไม่มีใครควบคุมมันแต่เพียงผู้เดียว เรื่องนี้เกี่ยวโยงโดยตรงกับคำถามที่คนมักสงสัยว่า Bitcoin โดนแฮ็กได้ไหม ซึ่งคำตอบสั้นๆ คือตัวเครือข่ายหลักไม่เคยถูกแฮ็กสำเร็จเลยตลอด 16 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เคยถูกแฮ็กคือกระดานเทรดหรือกระเป๋าเงินของบริษัทต่างๆ ซึ่งเป็นคนละชั้นกับตัวเครือข่าย

จุดร่วมที่สองคือ การตัดสินคุณค่าจากความผันผวนระยะสั้น คำทำนายส่วนใหญ่มักออกมาช่วงราคาตกแรง ซึ่งเป็นช่วงที่อารมณ์ตลาดรุนแรงที่สุด แต่เทคโนโลยีใหม่ที่กำลังอยู่ในช่วงการยอมรับ (adoption) มักมีลักษณะราคาหรือมูลค่าที่ผันผวนสูงมากในช่วงแรก แล้วค่อยๆ นิ่งขึ้นเมื่อผู้ใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ การมองแค่กราฟราคาช่วงสั้นๆ แล้วสรุปว่า "จบแล้ว" จึงมักพลาดภาพใหญ่กว่านั้น

จุดร่วมที่สามคือ การมองข้ามพลังของเรื่องเล่า "digital gold" ที่ค่อยๆ ฝังรากลึกขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงแรก Bitcoin ถูกเล่าในฐานะเงินสดดิจิทัลสำหรับซื้อของ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องเล่าหลักเปลี่ยนมาเป็นสินทรัพย์เก็บมูลค่าคล้ายทองคำมากขึ้นเรื่อยๆ นักลงทุนสถาบัน กองทุนบำนาญ และแม้แต่บางประเทศเริ่มถือ Bitcoin เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตสำรอง คำทำนายเก่าๆ จำนวนมากตัดสิน Bitcoin จากบทบาทเดิมที่มันไม่ได้ทำหน้าที่นั้นอีกต่อไปแล้ว ซึ่งใกล้เคียงกับคำถามที่คนมักเข้าใจผิดว่า Bitcoin เป็นแชร์ลูกโซ่ไหม เพราะทั้งสองประเด็นมักถูกตัดสินจากความเข้าใจผิดเรื่องกลไกพื้นฐานที่คล้ายกัน

3 รูปแบบความเข้าใจผิดที่เกิดซ้ำในคำทำนาย Bitcoin จะตาย ตั้งแต่ประเมินระบบกระจายศูนย์ต่ำไปจนถึงมองข้าม digital gold

ภาพ: สรุป 3 รูปแบบความเข้าใจผิดที่ปรากฏซ้ำๆ ในคำทำนาย Bitcoin จะตายตลอดหลายปีที่ผ่านมา

แต่ก็ไม่ใช่ว่า Bitcoin ไม่เคยเจอความเสี่ยงจริงๆ

บทความนี้ไม่ได้ต้องการบอกว่าทุกคำเตือนเรื่อง Bitcoin เป็นเรื่องไร้สาระ เพราะตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา Bitcoin เผชิญวิกฤตจริงที่หนักหนาสาหัสไม่น้อยเหมือนกัน

เดือนกุมภาพันธ์ 2014 Mt. Gox กระดานเทรด Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดในโลกตอนนั้น (มีสัดส่วนธุรกรรมกว่า 70% ของทั้งตลาด) ประกาศว่าเหรียญ Bitcoin ของลูกค้าถูกขโมยไปเกือบ 850,000 เหรียญ จากการถูกแฮ็กสะสมมาตั้งแต่ปี 2011 ราคาร่วงจากราวๆ 828 ดอลลาร์เหลือต่ำกว่า 440 ดอลลาร์ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ หลายคนเชื่อจริงๆ ว่านี่คือจุดจบของ Bitcoin เพราะตลาดยังเล็กและกระจุกตัวอยู่ที่กระดานเดียวมาก แต่ราคาก็ค่อยๆ ฟื้นตัวและวันนี้เทียบเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 100 เท่าจากจุดนั้น

เดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2021 รัฐบาลจีนสั่งแบนการขุด Bitcoin ทั่วประเทศ ซึ่งขณะนั้นจีนถือครองกำลังขุด (hashrate) ของโลกอยู่มากถึงกว่าครึ่งหนึ่ง ทำให้ hashrate ทั่วโลกร่วงลงถึง 68% ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ราคา Bitcoin ร่วงจากราวๆ 40,000 ดอลลาร์เหลือใกล้ 30,000 ดอลลาร์ นักขุดต้องขนย้ายเครื่องจักรออกนอกประเทศจีนแบบเร่งด่วน แต่ hashrate ก็ฟื้นตัวกลับมาเต็มที่ภายในเวลาราว 6-8 เดือน โดยกระจายไปอยู่หลายประเทศทั่วโลกแทนที่จะกระจุกอยู่ที่จีนเหมือนเดิม ทำให้เครือข่ายมีความทนทานต่อการถูกควบคุมโดยรัฐใดรัฐหนึ่งมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ

เดือนพฤศจิกายน 2022 FTX กระดานเทรดคริปโตอันดับต้นๆ ของโลกล้มละลายกะทันหัน จากการที่ผู้บริหารนำเงินฝากลูกค้าไปใช้แบบผิดกฎหมาย ราคา Bitcoin ร่วงจากราวๆ 20,500 ดอลลาร์เหลือ 18,300 ดอลลาร์ในวันเดียว และห่างจากจุดสูงสุดของปีก่อนหน้าไปเกือบ 75% เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อบกพร่องของตัว Bitcoin โดยตรงเลย ต้นเหตุคือการฉ้อโกงของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง แต่ก็สร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นในภาพรวมของตลาดคริปโตหนักมากในช่วงนั้น กว่าตลาดจะฟื้นความเชื่อมั่นกลับมาได้เต็มที่ก็ใช้เวลาเป็นปี

ไทม์ไลน์ 3 วิกฤตจริงที่ Bitcoin เคยเผชิญและรอดมาได้ Mt. Gox จีนแบนขุด และ FTX ล้มละลาย

ภาพ: ไทม์ไลน์ 3 วิกฤตจริงที่ Bitcoin เคยเผชิญและรอดมาได้ พร้อมขนาดความเสียหายของราคาในแต่ละครั้ง

จุดสำคัญที่ต้องพูดตรงๆ คือ การรอดวิกฤตในอดีตไม่ได้แปลว่า Bitcoin จะรอดวิกฤตในอนาคตได้เสมอไป นี่ไม่ใช่การรับประกันอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่ข้อมูลที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า การประกาศ "จบแล้ว" ทุกครั้งที่ราคาตกแรงมักเป็นการตัดสินใจเร็วเกินไปกว่าที่ข้อมูลระยะยาวจะสนับสนุน

ธปท. ไทยเองก็เคยประเมิน Bitcoin แบบเดียวกันตั้งแต่ปี 2557

คำทำนายแบบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสหรัฐฯ หรือยุโรปเท่านั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยออกแถลงข่าวฉบับที่ 8/2557 (มีนาคม 2014) ชี้แจงเกี่ยวกับ Bitcoin และหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ลักษณะเดียวกัน โดยระบุว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีมูลค่าในตัวเอง มูลค่าเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของกลุ่มผู้ซื้อขายเท่านั้น และอาจไม่มีมูลค่าเหลือเลยหากไม่มีใครต้องการอีกต่อไป พร้อมย้ำว่า Bitcoin ไม่ถือเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทย

ต้องเข้าใจบริบทให้เป็นธรรมก่อนว่า นี่คือแถลงข่าวเชิงเตือนความเสี่ยงตามหน้าที่ของธนาคารกลาง ไม่ใช่การพยากรณ์ราคาแบบเจาะจง และตอนนั้น Bitcoin เพิ่งเกิดมาได้ 5 ปี ยังมีมูลค่าตลาดรวมไม่ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ ราคาต่อเหรียญอยู่ที่ราวๆ 500-600 ดอลลาร์เท่านั้น การมองมันเป็นแค่หน่วยข้อมูลที่ไม่มีอะไรค้ำมูลค่าจึงเป็นมุมมองที่สมเหตุสมผลตามข้อมูลที่มีในตอนนั้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ 12 ปีให้หลังจากแถลงข่าวฉบับนั้น มูลค่าตลาดของ Bitcoin เติบโตขึ้นมาแตะระดับล้านล้านดอลลาร์ และหน่วยงานกำกับดูแลของไทยเองก็ปรับท่าทีตามสถานการณ์จริงมาตลอด ตั้งแต่การที่ ก.ล.ต. เปิดให้มีศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2018 ไปจนถึงการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็เดินหน้าศึกษาและพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ของตัวเองคู่ขนานกันไป สะท้อนว่าเมื่อเทคโนโลยีใหม่พิสูจน์ตัวเองด้วยระยะเวลาและขนาดตลาดที่มากขึ้น แม้แต่หน่วยงานกำกับดูแลก็ยังต้องปรับมุมมองตามข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนไป ไม่ต่างจากที่นักเศรษฐศาสตร์และนายธนาคารระดับโลกหลายคนต้องทำเช่นกัน

เปรียบเทียบมุมมองธนาคารแห่งประเทศไทยต่อ Bitcoin ระหว่างแถลงข่าวปี 2557 กับสถานการณ์จริงปี 2569

ภาพ: เปรียบเทียบมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทยต่อ Bitcoin ในปี 2014 กับสถานการณ์จริงในปี 2026 แสดงให้เห็นว่าแม้แต่หน่วยงานกำกับดูแลก็ต้องปรับมุมมองตามข้อมูลที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา

กลับมาที่ราคาที่ร่วงอยู่ตอนนี้

ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของบทความ ราคา Bitcoin ที่ร่วงลงมาเกือบ 50% จากจุดสูงสุดในเดือนสิงหาคม 2026 ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่ควรมองข้าม ความผันผวนระดับนี้เป็นเรื่องจริงและเป็นความเสี่ยงที่ใครก็ตามที่คิดจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับ Bitcoin ต้องเข้าใจและรับได้ก่อนเสมอ

แต่สิ่งที่บทความนี้พยายามชี้ให้เห็นคือรูปแบบพฤติกรรมที่เกิดซ้ำมาตลอด 16 ปี ทุกครั้งที่ราคาร่วงแรง มักจะมีคนที่มีชื่อเสียงและมีความรู้จริงออกมาประกาศว่านี่คือจุดจบ และเกือบทุกครั้งที่ผ่านมา คำทำนายเหล่านั้นไม่เป็นจริง ไม่ได้หมายความว่าครั้งนี้หรือครั้งต่อๆ ไปจะเป็นแบบเดียวกันเสมอไป เพราะไม่มีใครรับประกันอนาคตได้ล่วงหน้า สิ่งที่พอทำได้คือการมองประวัติศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา แล้วตัดสินใจด้วยข้อมูลจริงมากกว่าอารมณ์ของช่วงเวลานั้นๆ

คำถามที่พบบ่อย

Bitcoin ถูกประกาศว่า "ตาย" มาแล้วกี่ครั้ง?

ตามการรวบรวมของเว็บไซต์ 99bitcoins ซึ่งเก็บสถิติ "Bitcoin Obituaries" มาตั้งแต่ปี 2017 มีการประกาศว่า Bitcoin ตายแล้วอย่างน้อย 477 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2010 โดยปีที่มีคนประกาศมากที่สุดคือปี 2017 ซึ่งมีถึง 93 ครั้งในปีเดียว

ใครประกาศว่า Bitcoin ตายบ่อยที่สุด?

Peter Schiff นักเศรษฐศาสตร์สายทองคำ ถูกนับว่าประกาศ Bitcoin ตายมากถึง 22 ครั้ง มากกว่าใครคนอื่นในฐานข้อมูล และเป็นคนเดียวในบทความนี้ที่ยังคงจุดยืนเดิมต่อเนื่องมาโดยไม่เปลี่ยนแปลง

คำทำนายเหล่านี้ผิดทุกครั้งเลยหรือเปล่า?

ในแง่ที่ว่า Bitcoin ยังไม่เคยหยุดทำงานหรือมูลค่าตกเป็นศูนย์เลยตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ใช่ แต่บทความนี้ไม่ได้บอกว่าความเสี่ยงที่คนเหล่านี้พูดถึงไม่มีจริง วิกฤตอย่าง Mt. Gox จีนแบนขุด หรือ FTX ล้มละลาย ล้วนเป็นเหตุการณ์จริงที่สร้างความเสียหายหนักในช่วงนั้นๆ

ทำไมคนที่ฉลาดและมีความรู้ระดับนี้ถึงทำนายผิด?

รูปแบบที่พบซ้ำๆ คือการประเมินความทนทานของระบบกระจายศูนย์ต่ำไป การตัดสินคุณค่าจากความผันผวนราคาระยะสั้นแทนที่จะดูภาพ adoption ระยะยาว และการมองข้ามการเปลี่ยนบทบาทของ Bitcoin จากเงินสดดิจิทัลมาเป็นสินทรัพย์เก็บมูลค่าแบบ digital gold

บทความนี้บอกว่าควรซื้อ Bitcoin เพราะมันไม่มีวันตายใช่ไหม?

ไม่ใช่ บทความนี้เพียงรวบรวมข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ว่าคำทำนาย "Bitcoin จะตาย" ที่ผ่านมาไม่เป็นจริง ไม่ได้เป็นการรับประกันว่าอนาคตจะเป็นแบบเดียวกัน ความผันผวนของราคายังคงเป็นความเสี่ยงจริงที่ต้องเข้าใจก่อนตัดสินใจใดๆ การตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาจากปัจจัยหลายด้านและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละคน

ธนาคารแห่งประเทศไทยยังมองว่า Bitcoin ไม่มีมูลค่าอยู่หรือเปล่า?

แถลงข่าวปี 2014 ที่อ้างถึงในบทความนี้เป็นจุดยืนช่วงแรกที่ Bitcoin เพิ่งเกิดมาได้ไม่กี่ปี หลังจากนั้นหน่วยงานกำกับดูแลของไทยปรับแนวทางตามสถานการณ์มาตลอด รวมถึงการเปิดให้มีศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ปี 2018


📖 เรื่องราวคำทำนาย "Bitcoin จะตาย" แบบเต็มๆ ผู้เขียนรวบรวมไว้ในหนังสือ Bitcoin & Blockchain 101 เงินดิจิทัลเปลี่ยนโลก (ฉบับ UPDATE 2024) หาซื้อฉบับเต็มได้ที่นี่

บทความทั้งหมด