ปกบทความใครรับ Bitcoin จ่ายเงินได้จริงบ้าง เครื่องรับชำระเงินที่หน้าร้านกับมือถือที่กำลังสแกนจ่าย

ใครรับ Bitcoin จ่ายเงินได้จริงบ้าง ไล่ตั้งแต่พิซซ่าสองถาดถึงปี 2026

ไล่ทีละเหตุการณ์ว่าใครเคยรับ Bitcoin จ่ายเงินบ้าง ตั้งแต่อัตราแลกเปลี่ยนแรกปี 2009 ถึงร้านค้าที่รับอยู่วันนี้ ใครเลิกรับแล้วเพราะอะไร และกฎของไทยที่คนเข้าใจผิดกันมากที่สุด

Bitcoin ถูกออกแบบมาให้เป็นเงินสดดิจิทัลที่จ่ายกันได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง แต่สิบหกปีผ่านไป คนส่วนใหญ่ถือมันไว้มากกว่าใช้จ่าย บทความนี้ไล่ดูทีละเหตุการณ์ว่าใครเคยรับ Bitcoin บ้าง ใครเลิกรับแล้วเพราะอะไร และวันนี้จ่ายด้วย Bitcoin ได้จริงแค่ไหน รวมถึงกฎของไทยที่หลายคนเข้าใจผิดกันอยู่

ก่อนจะมีร้านค้า Bitcoin ต้องมีราคาก่อน

ปีแรกของ Bitcoin ไม่มีราคา เพราะไม่มีใครเคยแลกมันกับอะไรเลย เหรียญที่ขุดได้เป็นแค่ตัวเลขในโปรแกรมที่คนไม่กี่สิบคนบนโลกรันอยู่

วันที่ 5 ตุลาคม 2009 เว็บชื่อ New Liberty Standard ประกาศอัตราแลกเปลี่ยนแรกของโลกที่ 1 ดอลลาร์เท่ากับ 1,309.03 BTC วิธีคิดไม่ได้มาจากอุปสงค์อุปทานแบบตลาดทั่วไป แต่คิดจากต้นทุนค่าไฟที่ใช้ขุด โดยตั้งสมมติฐานว่าค่าไฟอยู่ที่ 0.10 ดอลลาร์ต่อหน่วย และเครื่องคอมพิวเตอร์กินไฟ 150 วัตต์ ขุดได้ราว 1,309 เหรียญต่อค่าไฟหนึ่งดอลลาร์

หนึ่งสัปดาห์ถัดมา วันที่ 12 ตุลาคม 2009 Martti Malmi นักพัฒนาชาวฟินแลนด์ที่ช่วย Satoshi ดูแลโค้ดในยุคแรก ขาย 5,050 BTC ให้เจ้าของเว็บ New Liberty Standard ได้เงิน 5.02 ดอลลาร์โอนผ่าน PayPal นั่นคือครั้งแรกที่ Bitcoin เปลี่ยนมือเป็นเงินจริง

ถ้าเทียบกับราคา Bitcoin ในแต่ละปีตัวเลขสองบรรทัดบนนี้อ่านแล้วอาจขำ แต่สิ่งที่มันบอกคือลำดับที่ถูกต้องของเรื่อง คือมีคนยอมจ่ายเงินจริงเพื่อได้เหรียญก่อน แล้วร้านค้าถึงตามมาทีหลัง

พิซซ่าสองถาดที่ทุกคนจำได้ กับสิ่งที่คนมักเข้าใจผิด

วันที่ 18 พฤษภาคม 2010 Laszlo Hanyecz โพสต์บนเว็บบอร์ด BitcoinTalk ว่าจะจ่าย 10,000 BTC ให้ใครก็ได้ที่สั่งพิซซ่าสองถาดมาส่งที่บ้าน ข้อความของเขาบอกด้วยว่าชอบหน้าหอมใหญ่ พริก ไส้กรอก เห็ด มะเขือเทศ เปปเปอโรนี ขอแบบธรรมดาไม่เอาหน้าปลาแปลกๆ กว่าจะมีคนรับข้อเสนอและส่งพิซซ่าให้จริงคือวันที่ 22 พฤษภาคม รวมแล้วรอสี่วัน นั่นคือธุรกรรมซื้อสินค้าจริงครั้งแรกที่มีบันทึกชัดเจน

ในกระทู้เดียวกันมีคนมาตอบว่า 10,000 เหรียญนั้นขายบนเว็บ Bitcoin Market ได้ราว 41 ดอลลาร์ พร้อมอวยพรให้โชคดีกับพิซซ่าฟรี ประโยคนี้บอกราคาตลาดของวันนั้นไว้ในตัว

สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดคือคิดว่าร้านพิซซ่ารับ Bitcoin ความจริงคือร้านไม่ได้รับ คนที่รับคือผู้ใช้อีกคนที่ยอมสั่งพิซซ่าด้วยบัตรเครดิตของตัวเองเพื่อแลกกับเหรียญ นี่คือรูปแบบที่ใช้กันทั้งยุคแรก คือมีคนกลางที่เป็นอาสาสมัครมารับความเสี่ยงแทนร้าน

กว่าจะมีร้านค้ารับเองโดยตรงต้องรออีกสองปี และสิ่งที่ทำให้มันเกิดขึ้นได้ไม่ใช่การที่ร้านค้าเข้าใจ Bitcoin แต่คือการมีบริษัทตัวกลางที่รับความเสี่ยงเรื่องราคาแทนร้าน

กระทู้ต้นฉบับบน BitcoinTalk ที่ Laszlo เสนอจ่าย 10,000 BTC แลกพิซซ่าสองถาด

ภาพ: กระทู้ต้นฉบับวันที่ 18 พฤษภาคม 2010 ข้อความระบุว่าอยากได้พิซซ่าใหญ่สองถาด ชอบหน้าหอมใหญ่ พริก ไส้กรอก เห็ด และขอแบบธรรมดาไม่เอาหน้าปลาแปลกๆ

2010 ถึง 2011 ยุคที่ทุกอย่างต้องทำกันเอง

ช่วงนี้ยังไม่มีคำว่าเว็บเทรดในความหมายที่เราเข้าใจกันทุกวันนี้ คนที่อยากได้เหรียญต้องโพสต์หาคู่ค้าบนเว็บบอร์ดแล้วตกลงกันเอง

  • 30 มกราคม 2010 ผู้ใช้เริ่มนัดแลกเปลี่ยนกันเองผ่านกระทู้ ไม่มีตลาดกลาง ไม่มีราคาอ้างอิง ตกลงกันทีละคู่
  • 6 กุมภาพันธ์ 2010 เว็บ Bitcoin Market เปิดเป็นตลาดแลกเปลี่ยนแห่งแรกของโลก ทำให้มีราคากลางให้ดูเป็นครั้งแรก
  • 16 ตุลาคม 2010 เกิดธุรกรรมแบบมีคนกลางถือเงินไว้ก่อน (escrow) ครั้งแรก ซึ่งเป็นวิธีที่คนแปลกหน้าสองคนใช้ลดความเสี่ยงโกงกันเอง
  • 8 ธันวาคม 2010 มีการส่ง Bitcoin จากโทรศัพท์มือถือเป็นครั้งแรก
  • 19 กรกฎาคม 2011 มีการจ่ายด้วยการแตะโทรศัพท์สองเครื่องเข้าหากันเป็นครั้งแรก

สองข้อสุดท้ายสำคัญกว่าที่เห็น เพราะการจ่ายเงินหน้าร้านจะเกิดไม่ได้เลยถ้าต้องเปิดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเพื่อโอนเหรียญ

BitPay คือคำตอบที่ทำให้ร้านค้ากล้ารับ

ปัญหาของร้านค้าไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่คือความผันผวน ถ้าลูกค้าจ่ายด้วยเหรียญวันนี้แล้วพรุ่งนี้เหรียญร่วง 20% ร้านที่มีกำไรขั้นต้นบางๆ ขาดทุนทันที

BitPay แก้ปัญหานี้ด้วยการรับเหรียญจากลูกค้าแล้วจ่ายเงินสกุลปกติให้ร้านตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วินาทีที่ลูกค้ากดจ่าย ร้านค้าจึงไม่ต้องถือเหรียญเลยแม้แต่วินาทีเดียวถ้าไม่อยากถือ

  • 29 มิถุนายน 2011 BitPay เปิดตัวกระเป๋าเงินสำหรับร้านค้าโดยเฉพาะ
  • กันยายน 2012 ประกาศว่ามีร้านค้าในระบบครบ 1,000 แห่ง
  • 22 มกราคม 2013 ประมวลผลธุรกรรมของร้านค้าครบ 10,000 รายการ โดยแจ้งว่าตลอดหมื่นรายการแรกไม่มีเคสฉ้อโกงเลยแม้แต่เคสเดียว และในปี 2012 ทั้งปีประมวลผลไปกว่า 3 ล้านดอลลาร์
  • 16 กันยายน 2013 ร้านค้าในระบบทะลุ 10,000 แห่งใน 164 ประเทศ ห่างจากหลักพันแห่งแรกแค่ปีเดียว และเฉพาะปี 2013 มีการใช้จ่ายผ่านระบบไปแล้วกว่า 34 ล้านดอลลาร์

ข้อที่ว่าไม่มีเคสฉ้อโกงเลยคือจุดขายที่ร้านค้าฟังแล้วเข้าใจทันที เพราะการจ่ายด้วย Bitcoin ย้อนกลับไม่ได้ ต่างจากบัตรเครดิตที่ลูกค้าขอคืนเงินภายหลังได้ ซึ่งเป็นต้นทุนที่ร้านออนไลน์แบกมาตลอด ในประกาศฉบับเดียวกัน BitPay อ้างรายงานการฉ้อโกงออนไลน์ปี 2012 ว่าการจ่ายด้วยบัตรเครดิตในประเทศ มีธุรกรรมฉ้อโกงราวหนึ่งในทุก 167 รายการ ส่วนคำสั่งซื้อข้ามประเทศแย่กว่านั้นคือราวหนึ่งในทุก 50 รายการ

ประกาศของ BitPay วันที่ 22 มกราคม 2013 ว่าประมวลผลครบหมื่นธุรกรรมโดยไม่มีเคสฉ้อโกง

ภาพ: ประกาศต้นฉบับของ BitPay ย่อหน้าล่างคือที่มาของตัวเลขการฉ้อโกงบัตรเครดิต ที่อ้างจากรายงานการฉ้อโกงออนไลน์ปี 2012

2012 ถึง 2013 เว็บใหญ่เริ่มขยับ

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2012 WordPress.com ประกาศรับชำระด้วย Bitcoin เหตุผลที่เขาให้ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีเท่ๆ แต่เป็นเรื่องคนที่ระบบเดิมกันออกไป

ลำพัง PayPal เจ้าเดียวก็ปิดกั้นการเข้าถึงจากกว่า 60 ประเทศแล้ว และบริษัทบัตรเครดิตหลายเจ้าก็มีข้อจำกัดคล้ายกัน

"PayPal alone blocks access from over 60 countries, and many credit card companies have similar restrictions."

ประกาศของ WordPress.com วันที่ 15 พฤศจิกายน 2012 ตอนเปิดรับชำระด้วย Bitcoin

ในประกาศเดียวกันเขายกตัวอย่างบล็อกเกอร์จากเฮติ เอธิโอเปีย และเคนยา ที่จ่ายค่าอัปเกรดไม่ได้เพราะเหตุผลที่ตัวเองควบคุมไม่ได้เลย และบอกว่า Bitcoin ไม่มีศูนย์กลางที่จะล็อกทั้งประเทศออกจากเครือข่ายได้

ปีถัดมาฝั่งเอเชียก็ขยับ วันที่ 14 ตุลาคม 2013 Baidu เปิดให้จ่ายด้วย Bitcoin สำหรับบริการ Jiasule ซึ่งเป็นบริการเร่งความเร็วเว็บไซต์ แต่อยู่ได้ไม่ถึงสองเดือน เพราะต้นเดือนธันวาคม 2013 ธนาคารกลางจีนออกประกาศห้ามสถาบันการเงินยุ่งกับ Bitcoin แล้ว Baidu ก็ประกาศหยุดรับทันทีโดยอ้างทั้งความผันผวนของราคาและการปฏิบัติตามแนวทางควบคุมความเสี่ยงของประเทศ

ประกาศของ WordPress.com วันที่ 15 พฤศจิกายน 2012 ที่เปิดรับชำระด้วย Bitcoin

ภาพ: ประกาศต้นฉบับของ WordPress.com ด้านล่างคือหน้าจ่ายเงินยุคนั้น ที่มีแท็บ Bitcoin อยู่คู่กับบัตรเครดิตและ PayPal และใช้ระบบของ BitPay

ตู้ ATM เครื่องแรกของโลกอยู่ในร้านกาแฟ

วันที่ 29 ตุลาคม 2013 ตู้ ATM Bitcoin เครื่องแรกที่เปิดให้คนทั่วไปใช้จริงเริ่มทำงานในร้านกาแฟ Waves Coffee House ที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เครื่องผลิตโดยบริษัท Robocoin และดำเนินการโดยบริษัทนายหน้าท้องถิ่นชื่อ Bitcoiniacs

จุดที่ทำให้มันต่างจากเครื่องต้นแบบที่เคยโชว์ในงานประชุมก่อนหน้านั้นคือมันซื้อขายได้สองทาง ใส่เงินสดแล้วได้เหรียญ หรือขายเหรียญแล้วรับเงินสดกลับก็ได้ ผู้ใช้ต้องสแกนฝ่ามือเพื่อยืนยันตัวตน และซื้อขายได้สูงสุดวันละ 3,000 ดอลลาร์

สิบสามปีผ่านไป ตู้พวกนี้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดจริง แต่กำลังหดตัวเป็นครั้งแรก

  • ปลายเดือนมีนาคม 2026 ทั่วโลกมีตู้คริปโตราว 38,900 เครื่อง
  • สหรัฐอเมริกาคนเดียวมี 30,247 เครื่อง คิดเป็นราว 77.7% ของทั้งโลก รองลงมาคือแคนาดา 3,839 เครื่อง และยุโรปทั้งทวีปรวมกัน 1,727 เครื่อง
  • ครึ่งแรกของปี 2026 จำนวนตู้ทั่วโลกลดลง โดย 96% ของการลดลงมาจากสหรัฐประเทศเดียว สาเหตุหลักคือกฎที่เข้มขึ้นและมาตรการสกัดการหลอกลวงผู้สูงอายุที่ใช้ตู้เหล่านี้เป็นช่องทาง

2014 ปีที่แบรนด์ที่คนรู้จักเข้ามาพร้อมกัน

ถ้าจะเลือกปีเดียวที่เป็นจุดพีคของกระแสร้านค้ารับ Bitcoin ต้องเป็นปี 2014

  • 9 มกราคม 2014 Overstock.com เปิดรับ Bitcoin กลายเป็นร้านค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่เจ้าแรกที่รับ
  • 11 มิถุนายน 2014 Expedia เปิดให้จ่ายค่าโรงแรมด้วย Bitcoin ผ่าน Coinbase
  • 18 กรกฎาคม 2014 Dell เปิดรับ Bitcoin ผ่าน Coinbase พร้อมลดราคาสินค้าแบรนด์ Alienware 10% สำหรับคนที่จ่ายด้วยเหรียญ
  • กันยายน 2014 PayPal เปิดทางให้ร้านค้าที่ใช้ระบบ Braintree ในเครือรับ Bitcoin ได้ ซึ่งเป็นการแตะเรื่องนี้ครั้งแรกของ PayPal
  • 11 ธันวาคม 2014 Microsoft เปิดรับ Bitcoin ผ่าน BitPay ให้ลูกค้าในสหรัฐเติมเงินเข้าบัญชี Microsoft แล้วเอาไปซื้อเกม Xbox แอป และคอนเทนต์ดิจิทัลได้

สังเกตรูปแบบที่ซ้ำกันทุกเจ้า คือไม่มีใครถือเหรียญเอง ทุกรายใช้ตัวกลางอย่าง BitPay หรือ Coinbase แปลงเป็นเงินสกุลปกติทันที และหลายเจ้าจำกัดเฉพาะลูกค้าในสหรัฐ

แล้วทำไมส่วนใหญ่ถึงเลิกรับ

ภายในสี่ปีหลังจากนั้น แบรนด์ในลิสต์ข้างบนทยอยถอนตัวเกือบหมด และเหตุผลที่แต่ละเจ้าให้ไว้ตรงกันอย่างน่าสนใจ

  • Steam เปิดรับเมษายน 2016 แล้วประกาศหยุดวันที่ 6 ธันวาคม 2017 โดยให้เหตุผลสองข้อคือราคาผันผวนแรงในช่วงนั้น กับค่าธรรมเนียมเครือข่ายที่พุ่งขึ้นมากจนไม่คุ้มกับการซื้อเกมราคาไม่กี่ร้อยบาท
  • Dell หยุดรับในเดือนตุลาคม 2017 โดยขึ้นข้อความบนเว็บไซต์ว่า "Due to low demand, Bitcoin is no longer available as a form of payment" แปลตรงตัวคือเลิกเพราะไม่มีคนใช้
  • Expedia หยุดเงียบๆ ในวันที่ 10 มิถุนายน 2018 ปัญหาที่ถูกพูดถึงมากคือขั้นตอนจ่ายเงินหมดเวลาบ่อย และการขอคืนเงินยุ่งยากกว่าปกติมาก
  • Microsoft ปิดๆ เปิดๆ หลายรอบ เคยหยุดแล้วกลับมาเปิดใหม่ในเดือนมกราคม 2021 ก่อนจะเลิกไปอีกครั้ง ปัจจุบันไม่รับแล้ว

สรุปเป็นสามข้อคือ ค่าธรรมเนียมแพงเกินไปสำหรับของชิ้นเล็ก ราคาผันผวนจนงานบัญชีและการคืนเงินยุ่ง และที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือคนไม่ใช้ เพราะคนที่มีเหรียญส่วนใหญ่ไม่อยากจ่ายเหรียญที่ตัวเองเชื่อว่าจะขึ้นต่อ

ปรากฏการณ์ข้อสุดท้ายมีชื่อเรียกในวงการว่ากฎของเกรแชม คือเมื่อคนถือเงินสองสกุล คนจะใช้จ่ายสกุลที่ตัวเองคิดว่าจะอ่อนค่าก่อน แล้วเก็บสกุลที่คิดว่าจะแข็งค่าไว้

ค่าธรรมเนียมเฉลี่ยต่อธุรกรรมบนเครือข่าย Bitcoin ปี 2013 ถึง 2026 (ดอลลาร์) (แกนตั้ง log scale)
2013
$0.08
2017
ปีที่ Steam เลิกรับ
$3.38
2026
$0.32
201320162019202220252026
ที่มา: คำนวณจากข้อมูล Blockchain.com โดยเอาค่าธรรมเนียมรวมต่อวันหารด้วยจำนวนธุรกรรม ใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 8 สัปดาห์ วัดที่ต้นเดือนกันยายนของแต่ละปี

กราฟนี้อธิบายข้อแรกได้ตรงที่สุด ปี 2016 ค่าธรรมเนียมเฉลี่ยอยู่ที่ราว 0.18 ดอลลาร์ พอถึงต้นเดือนกันยายน 2017 ขยับขึ้นมาที่ราว 3.38 ดอลลาร์ และปี 2026 กลับลงมาที่ราว 0.32 ดอลลาร์

แต่ตัวเลขในกราฟยังไม่ใช่ระดับที่ทำให้ Steam ตัดสินใจ เพราะกราฟวัดที่ต้นเดือนกันยายน ของแต่ละปีด้วยค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 8 สัปดาห์ ส่วน Steam ประกาศเลิกรับวันที่ 6 ธันวาคม 2017 ซึ่งเป็นช่วงที่เครือข่ายติดขัดหนักที่สุดของปีพอดี ผมคำนวณจากข้อมูลรายวันชุดเดียวกันได้ว่า วันที่ 7 ธันวาคม 2017 ค่าธรรมเนียมเฉลี่ยต่อธุรกรรมอยู่ที่ราว 15 ดอลลาร์ และไต่ต่อไปแตะราว 56 ดอลลาร์ ในวันที่ 22 ธันวาคม ส่วนประกาศของ Steam เองระบุว่าค่าธรรมเนียมพุ่งไปแตะเกือบ 20 ดอลลาร์ต่อธุรกรรม ในสัปดาห์ก่อนหน้านั้น จากที่เคยต่ำถึงระดับ 20 เซนต์เมื่อปีก่อน

พูดอีกแบบคือกราฟบอกแนวโน้มทั้งปี ส่วนตัวเลขที่ร้านค้าเจอจริงในวันที่ตัดสินใจนั้นแพงกว่านั้นหลายเท่า เพราะค่าธรรมเนียมขึ้นลงตามความแออัดรายวัน ไม่ได้นิ่งทั้งปี

คลื่นลูกใหม่ปี 2020 ถึง 2021 ที่เปลี่ยนรูปแบบไปเลย

รอบนี้ต่างจากปี 2014 ตรงที่ไม่ได้เน้นให้ร้านค้ารับเหรียญ แต่เน้นให้แพลตฟอร์มที่คนใช้อยู่แล้วเปิดช่องซื้อขายและถือเหรียญในแอปเดียวกัน

  • 21 ตุลาคม 2020 PayPal เปิดให้ผู้ใช้ในสหรัฐซื้อขายและถือคริปโตในบัญชีได้โดยตรง จากเดิมที่แตะแค่ฝั่งร้านค้า
  • 24 มีนาคม 2021 Tesla เปิดให้ซื้อรถด้วย Bitcoin แล้วประกาศหยุดในวันที่ 12 พฤษภาคมปีเดียวกัน โดย Elon Musk อ้างเรื่องการใช้พลังงานจากถ่านหินในการขุด รวมเวลาที่เปิดรับจริงคือไม่ถึงสองเดือน
  • 7 กันยายน 2021 เอลซัลวาดอร์บังคับใช้กฎหมายให้ Bitcoin เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ร้านค้าทุกแห่งที่มีความสามารถทางเทคนิคต้องรับ
  • 29 มกราคม 2025 รัฐสภาเอลซัลวาดอร์แก้กฎหมายยกเลิกข้อบังคับให้ร้านค้าต้องรับ เปลี่ยนเป็นสมัครใจ เงื่อนไขนี้มาจากข้อตกลงกู้เงิน 1.4 พันล้านดอลลาร์กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

เคสเอลซัลวาดอร์คือบทเรียนที่ชัดที่สุดว่าการบังคับให้รับไม่เท่ากับการที่คนใช้ กฎหมายบังคับอยู่สามปีสี่เดือน แล้วสุดท้ายก็ถอยกลับเป็นสมัครใจ

แล้ววันนี้จ่ายด้วย Bitcoin ได้จริงแค่ไหน

คำตอบสั้นๆ คือได้ แต่เป็นคนละภาพกับที่คนคิดในปี 2014 เพราะการจ่ายส่วนใหญ่ย้ายไปอยู่บนเลเยอร์สองที่เรียกว่า Lightning Network ซึ่งออกแบบมาให้จ่ายเร็วและค่าธรรมเนียมต่ำ

  • ความจุสาธารณะของ Lightning เดือนพฤษภาคม 2026 อยู่ที่ราว 5,600 BTC กระจายอยู่ในช่องทางราว 41,000 ช่อง และโหนดราว 17,400 ตัว
  • ตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านั้นมาก เพราะช่องทางส่วนตัวที่กระเป๋ามือถือและผู้ให้บริการใช้กันไม่ถูกนับรวมในตัวเลขสาธารณะ
  • ร้านค้าที่ยืนยันแล้วว่ารับ Bitcoin บนแผนที่ BTC Map อยู่ที่ราว 21,800 จุดเมื่อสิ้นปี 2025 และเกิน 25,000 จุดในเดือนเมษายน 2026
  • ช่องทางที่ขยายเร็วที่สุดคือระบบขายหน้าร้านของ Block ซึ่งเปิดให้ร้านค้าในสหรัฐกว่าหนึ่งล้านแห่งรับ Lightning ได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2026

ข้อสังเกตคือตัวเลขร้านค้าบนแผนที่สองหมื่นกว่าจุดทั่วโลก เทียบกับร้านค้าที่รับบัตรเครดิตซึ่งนับเป็นหลายสิบล้านแห่ง ยังห่างกันคนละโลก การจ่ายด้วย Bitcoin ในปี 2026 จึงยังเป็นเรื่องของคนกลุ่มเล็กที่ตั้งใจใช้ ไม่ใช่ทางเลือกที่โผล่ขึ้นมาเองตอนจ่ายเงินหน้าร้าน

แผนที่ BTC Map โซนเอเชีย แสดงกลุ่มจุดที่รับ Bitcoin พร้อมจำนวนในแต่ละบริเวณ

ภาพ: แผนที่ BTC Map โซนเอเชีย ตัวเลขในวงกลมคือจำนวนจุดที่รับ Bitcoin ในบริเวณนั้น เห็นได้ว่าจุดที่รับกระจุกเป็นกลุ่มตามเมือง ไม่ได้มีทั่วไปเหมือนร้านที่รับบัตร

ประเทศไทยจ่ายด้วยคริปโตได้ไหม จุดที่คนเข้าใจผิดกันมากที่สุด

เรื่องนี้ต้องแยกให้ชัดสองชั้น เพราะคนมักสรุปรวมกันแล้วเข้าใจผิด รายละเอียดเต็มของกติกาไทยอยู่ในบทความกฎหมายคริปโตไทย ส่วนภาพรวมของประเทศอื่นอยู่ในไทม์ไลน์กฎหมายคริปโตทั่วโลก

ประกาศของสำนักงาน ก.ล.ต. ฉบับที่ กธ. 5/2565 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 ห้ามผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีใบอนุญาต ให้บริการหรืออำนวยความสะดวกในการนำคริปโตไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ เช่นห้ามเปิดระบบรับชำระให้ร้านค้า ห้ามตั้งกระเป๋าเพื่อการชำระเงิน และห้ามโฆษณาชักชวนให้ใช้คริปโตจ่ายเงิน รายที่ให้บริการอยู่ก่อนแล้วต้องปรับตัวให้เข้าเกณฑ์ภายใน 30 วันนับจากวันที่ประกาศมีผล

สิ่งที่ประกาศฉบับนี้ไม่ได้ทำคือมันไม่ได้เขียนโทษอาญาไว้กับผู้ใช้ทั่วไปที่โอนเหรียญให้กันเอง กติกานี้เล็งไปที่ผู้ให้บริการที่อยู่ใต้ใบอนุญาต ไม่ใช่คนเดินถนน ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่ากฎหมายไทยห้ามประชาชนใช้คริปโตซื้อของ ซึ่งไม่ตรงกับตัวบท

อีกด้านหนึ่ง ปลายปี 2568 ทางการไทยเปิดโครงการนำร่องภายใต้ Sandbox ของ ก.ล.ต. ซึ่งอาศัยประกาศเรื่องบริการทางการเงินภายใต้โครงการทดสอบนวัตกรรม ฉบับที่ กธ. 14/2567 ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติแปลงคริปโตเป็นเงินบาทแล้วใช้จ่ายผ่าน QR ในไทยได้ โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง ก.ล.ต. กระทรวงการคลัง และสำนักงาน ปปง. เงื่อนไขสำคัญคือ

  • ร้านค้ารับเป็นเงินบาท ไม่ได้รับเป็นเหรียญ การแปลงเกิดขึ้นก่อนถึงมือร้าน
  • ใช้ได้เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่ใช่การเปิดให้คนไทยจ่ายด้วยคริปโตทั่วไป
  • ต้องยืนยันตัวตนตามเกณฑ์ป้องกันการฟอกเงิน ทั้งฝั่งผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์
  • เป็นโครงการทดลองมีกำหนดเวลา ไม่ใช่การแก้กติกาถาวร

สรุปสำหรับคนไทยคือ วันนี้ยังไม่มีช่องทางที่ผู้ให้บริการในไทยจะเปิดระบบรับชำระด้วยคริปโตให้ร้านค้าทั่วไปได้ ส่วนนักท่องเที่ยวมีช่องทางทดลองที่แปลงเป็นบาทก่อนจ่าย

เมื่อช่องทางจ่ายเงินปกติถูกตัด Bitcoin ถึงได้เห็นประโยชน์ของตัวเอง

ปลายปี 2010 หลัง WikiLeaks เผยแพร่เอกสารลับทางการทูตสหรัฐ บริษัทการเงินรายใหญ่ทยอยตัดช่องทางรับบริจาคขององค์กรนี้ทิ้ง ทั้งบัตรเครดิตรายใหญ่และผู้ให้บริการชำระเงินออนไลน์ ผลคือองค์กรที่ยังไม่ถูกศาลตัดสินว่าผิดอะไรเลย กลับรับเงินบริจาคไม่ได้เพราะตัวกลางตัดสินใจกันเอง

ตอนนั้นมีคนในชุมชนเสนอให้ WikiLeaks หันมารับ Bitcoin ซึ่ง Satoshi เองออกมาคัดค้าน เพราะมองว่าเครือข่ายยังเล็กเกินไปที่จะรับแรงกดดันระดับนั้น แต่สุดท้ายวันที่ 14 มิถุนายน 2011 WikiLeaks ก็ประกาศรับบริจาคเป็น Bitcoin จริง

เคสนี้สำคัญเพราะมันไม่ใช่เรื่องความสะดวกหรือค่าธรรมเนียม แต่เป็นเรื่องที่คนจ่ายกับคนรับอยากทำธุรกรรมกันแต่ตัวกลางไม่ยอมให้ทำ ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกับที่ WordPress ยกขึ้นมาในปีถัดมา และเป็นเหตุผลที่ยังใช้อธิบายได้จนถึงทุกวันนี้เวลามีคนถามว่าจะรับ Bitcoin ไปทำไมในเมื่อบัตรก็ใช้ได้

Lightning Network ทำงานสามขั้น เปิดช่องทาง จ่ายไปมา แล้วปิดช่องทาง

ภาพ: เปิดช่องทางครั้งเดียวแล้วจ่ายกันได้ไม่จำกัดครั้ง ก่อนจะปิดช่องทาง แล้วบันทึกยอดสุทธิลงบล็อกเชนรอบเดียว

จ่ายด้วย Lightning ในทางปฏิบัติทำงานยังไง

คนที่เคยได้ยินแต่ชื่อมักคิดว่าเป็นเหรียญคนละตัว จริงๆ แล้วมันคือชั้นที่สร้างทับบนเครือข่าย Bitcoin เดิม เหรียญยังเป็น Bitcoin ตัวเดียวกัน

หลักการคือแทนที่จะบันทึกทุกการจ่ายลงบล็อกเชนซึ่งช้าและแพง สองฝ่ายเปิดช่องทางระหว่างกันโดยล็อกเหรียญไว้ก้อนหนึ่งบนเครือข่ายหลักก่อน จากนั้นจ่ายกันไปมาในช่องทางนั้นกี่ครั้งก็ได้แบบทันที แล้วค่อยบันทึกยอดสุทธิลงบล็อกเชนตอนปิดช่องทาง

  • ความเร็ว การจ่ายเสร็จในระดับวินาที ไม่ต้องรอยืนยันบล็อกสิบนาที
  • ค่าธรรมเนียม อยู่ระดับเศษสตางค์ เพราะไม่ได้แย่งพื้นที่ในบล็อก
  • ข้อแลกเปลี่ยน ต้องมีเหรียญล็อกอยู่ในช่องทางล่วงหน้า และต้องออนไลน์ตอนรับเงิน ซึ่งเป็นเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ใช้ผ่านผู้ให้บริการที่ดูแลช่องทางให้แทนการรันเอง
  • ข้อจำกัดที่ยังอยู่ การโอนก้อนใหญ่มากยังต้องกลับไปใช้เครือข่ายหลัก เพราะจำกัดด้วยขนาดของช่องทางที่เปิดไว้

นี่คือเหตุผลที่ตัวเลขร้านค้ารับ Bitcoin เริ่มกลับมาโตอีกครั้งหลังปี 2023 ทั้งที่กระแสร้านค้าใหญ่ตายไปตั้งแต่ปี 2018 เพราะโจทย์เรื่องค่าธรรมเนียมกับความเร็วถูกแก้ไปแล้วคนละทาง

ถ้าร้านค้าจะรับคริปโตจริง ต้องตอบสามคำถามนี้ให้ได้ก่อน

จากรูปแบบที่ซ้ำกันของทุกเจ้าที่เคยรับแล้วเลิก มีสามเรื่องที่ตัดสินว่าจะอยู่รอดหรือไม่

  • จะถือเหรียญไว้เองไหม ถ้าไม่ถือก็ต้องมีตัวกลางแปลงเป็นเงินสกุลปกติทันที ซึ่งแลกมาด้วยค่าบริการและการต้องเชื่อใจตัวกลางรายนั้น ถ้าถือเองก็ต้องรับความผันผวนเข้างบตัวเอง
  • คืนเงินยังไง ลูกค้าจ่ายมาเมื่อราคาหนึ่ง ขอคืนเมื่ออีกราคาหนึ่ง จะคืนเป็นจำนวนเหรียญเท่าเดิมหรือคืนเป็นมูลค่าเท่าเดิม สองแบบนี้ให้ผลต่างกันมากและต้องเขียนเป็นนโยบายไว้ก่อน ไม่ใช่มาคิดตอนมีเคส
  • บัญชีกับภาษีลงยังไง การรับคริปโตไม่ได้จบที่หน้าร้าน ยังต้องบันทึกมูลค่า ณ วันรับ และจัดการส่วนต่างเมื่อแปลงเป็นเงินสกุลปกติ ซึ่งกติกาต่างกันไปในแต่ละประเทศ

เจ้าที่อยู่รอดมานานส่วนใหญ่คือธุรกิจที่ลูกค้าเป็นคนในวงการคริปโตอยู่แล้ว เช่นผู้ให้บริการโฮสต์เว็บหรือร้านขายฮาร์ดแวร์กระเป๋าเงิน เพราะคนกลุ่มนี้อยากจ่ายด้วยเหรียญจริงและไม่ต้องอธิบายอะไรมาก

จำนวนธุรกรรมต่อวันบนเครือข่าย Bitcoin ปี 2013 ถึง 2026
2013
47,990 รายการ
2023
ยุค Ordinals กับ Runes
467,558 รายการ
2026
667,143 รายการ
201320162019202220252026
ที่มา: Blockchain.com ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 8 สัปดาห์ วัดที่ต้นเดือนกันยายนของแต่ละปี

กราฟนี้ตอบคำถามที่ค้างอยู่ว่าคนใช้เครือข่ายจริงแค่ไหน จำนวนธุรกรรมต่อวันโตจากราว 48,000 รายการ ในปี 2013 มาเป็นราว 667,000 รายการในปี 2026 หรือราวสิบสี่เท่า แต่ต้องอ่านด้วยความระวัง เพราะธุรกรรมบนเครือข่ายรวมทุกอย่างไว้ด้วยกัน ทั้งการโอนระหว่างกระเป๋าและการย้ายเหรียญของเว็บเทรด ช่วงปี 2023 ถึง 2024 ที่ตัวเลขพุ่งแรงก็มาจากกระแส Ordinals กับ Runes ซึ่งเป็นการเขียนข้อมูลลงบล็อกเชน ไม่ใช่การจ่ายค่าสินค้า ตัวเลขนี้จึงบอกว่าเครือข่ายถูกใช้งานหนักขึ้นจริง แต่บอกไม่ได้ว่าเป็นการซื้อของเท่าไหร่

สิ่งที่ประวัติสิบหกปีนี้บอกเรา

ถ้าไล่ดูทั้งเส้น จะเห็นว่าการรับ Bitcoin เป็นวงจรที่วนซ้ำสามรอบแล้ว ทุกรอบเริ่มจากราคาขึ้นแรง แบรนด์ใหญ่ประกาศรับเพื่อเป็นข่าว คนใช้จริงน้อยกว่าที่คิด แล้วเงียบหายไปตอนราคาลง

สิ่งที่เปลี่ยนไปจริงระหว่างทางมีสองอย่าง อย่างแรกคือโครงสร้างพื้นฐานดีขึ้นมาก จากที่ต้องรอยืนยันสิบนาทีและจ่ายค่าธรรมเนียมแพง วันนี้ Lightning ทำให้จ่ายเสร็จในไม่กี่วินาทีด้วยค่าธรรมเนียมระดับเศษสตางค์ อย่างที่สองคือความคาดหวังเปลี่ยน คนส่วนใหญ่เลิกมอง Bitcoin เป็นเงินที่ใช้ซื้อกาแฟ แล้วมองเป็นสินทรัพย์ที่ถือไว้แทน

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ ถ้าสักวันราคานิ่งพอจนคนกล้าใช้จ่าย โครงสร้างที่สร้างไว้จะพร้อมรับไหม ซึ่งอันนี้ต้องดูกันต่อ

คำถามที่พบบ่อย

ตอนนี้ร้านไหนรับ Bitcoin บ้าง

ฝั่งออนไลน์ที่ยังรับอยู่มีทั้งผู้ให้บริการ VPN ผู้ให้บริการโฮสต์เว็บ ร้านฮาร์ดแวร์กระเป๋าคริปโต และเว็บจองที่พักที่รับผ่านตัวกลาง ส่วนหน้าร้านจริงดูได้จากแผนที่ BTC Map ซึ่งมีร้านที่ยืนยันแล้วเกิน 25,000 จุดทั่วโลก แต่กระจุกอยู่ในบางเมืองเป็นหลัก

จ่ายด้วย Bitcoin เสียค่าธรรมเนียมเท่าไหร่

ถ้าจ่ายบนเครือข่ายหลักค่าธรรมเนียมขึ้นกับความแออัดของเครือข่ายในขณะนั้น ช่วงที่คนใช้เยอะเคยขึ้นไปหลายสิบดอลลาร์ต่อธุรกรรม แต่ถ้าจ่ายผ่าน Lightning ค่าธรรมเนียมมักอยู่ระดับเศษสตางค์ ซึ่งเป็นเหตุผลที่การจ่ายเงินจริงย้ายไปอยู่บนนั้นเกือบหมด

ทำไมร้านใหญ่หลายเจ้าถึงเลิกรับ

เหตุผลที่แต่ละเจ้าให้ตรงกันคือค่าธรรมเนียมแพงเกินไปสำหรับสินค้าชิ้นเล็ก ราคาผันผวนทำให้งานบัญชีและการคืนเงินยุ่งยาก และคนใช้จริงน้อยกว่าที่คาด อย่าง Dell เขียนไว้ตรงๆ เลยว่าเลิกเพราะความต้องการต่ำ

คนไทยใช้คริปโตซื้อของผิดกฎหมายไหม

ประกาศปี 2565 ห้ามผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีใบอนุญาตให้บริการหรืออำนวยความสะดวกในการชำระค่าสินค้าและบริการด้วยคริปโต ตัวประกาศเล็งไปที่ผู้ให้บริการที่อยู่ใต้ใบอนุญาต ไม่ได้กำหนดโทษกับผู้ใช้ทั่วไปที่โอนเหรียญให้กันเอง แต่เพราะไม่มีผู้ให้บริการที่ทำระบบรับชำระให้ได้ ในทางปฏิบัติจึงแทบไม่มีร้านค้าในไทยที่รับ

นักท่องเที่ยวจ่ายคริปโตในไทยได้แล้วใช่ไหม

ได้ในรูปแบบที่แปลงเป็นเงินบาทก่อน ภายใต้โครงการนำร่องใน Sandbox ของ ก.ล.ต. ที่เริ่มปลายปี 2568 ร้านค้ารับเป็นเงินบาทผ่าน QR ไม่ได้รับเป็นเหรียญ และใช้ได้เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ผ่านการยืนยันตัวตน

พิซซ่า 10,000 BTC วันนั้นแปลว่าร้านพิซซ่ารับ Bitcoin หรือเปล่า

ไม่ใช่ ร้านไม่ได้รับ คนที่รับเหรียญคือผู้ใช้อีกคนที่อาสาสั่งพิซซ่าด้วยบัตรเครดิตของตัวเองแล้วให้ส่งไปที่บ้านของ Laszlo เพื่อแลกกับเหรียญ รูปแบบคนกลางอาสาสมัครแบบนี้คือวิธีที่ใช้กันทั้งยุคแรกก่อนจะมีบริษัทรับชำระเงินจริง

บทความทั้งหมด