
ประวัติราคา Bitcoin รายปี ตั้งแต่ 2010 ถึง 2026 ปีไหนขึ้นแรงสุด ปีไหนร่วงหนักสุด
รวมราคาปิด จุดสูงสุด ผลตอบแทน และการร่วงที่ลึกที่สุดของ Bitcoin ทุกปีตั้งแต่ 2010 ถึง 2026 คำนวณจากราคาปิดรายวัน 6,464 วัน พร้อมเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาปีนั้นเป็นแบบนั้น
ราคา Bitcoin วันที่ 14 กันยายน 2026 อยู่ที่ 76,830 ดอลลาร์ ราคาแรกที่มีการบันทึกไว้ในฐานข้อมูลของ Blockchain.com คือวันที่ 18 สิงหาคม 2010 ที่ 0.07 ดอลลาร์ ระหว่างสองจุดนั้นมีเวลาผ่านไป 16 ปี และมีปีที่ราคาขึ้นเกิน 1,000% อยู่สามปี กับปีที่ราคาติดลบเกิน 50% อยู่สามปีเช่นกัน
บทความนี้รวบรวมราคาปิด จุดสูงสุด ผลตอบแทน และการร่วงที่ลึกที่สุดของทุกปีตั้งแต่ 2010 ถึงปัจจุบัน พร้อมเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาปีนั้นเป็นแบบนั้น ตัวเลขทั้งหมดมาจากชุดข้อมูลราคาปิดรายวัน 6,464 วันของ Blockchain.com ไม่ใช่ตัวเลขที่จำจากข่าว
ตารางผลตอบแทน Bitcoin รายปี ตั้งแต่ 2010 ถึง 2026
ก่อนจะลงรายละเอียดทีละปี นี่คือภาพรวมทั้งหมดในที่เดียว คอลัมน์ "ร่วงลึกสุดในปี" คือการวัดแบบ drawdown จริง คือดูว่าถ้าซื้อที่จุดสูงสุดของปีนั้นแล้วถือต่อ ราคาจะลงไปต่ำสุดกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่การเอาราคาต่ำสุดทั้งปีไปหารราคาสูงสุดทั้งปีโดยไม่ดูว่าเกิดก่อนหรือหลัง
| ปี | ราคาปิดปี | จุดสูงสุดของปี | ผลตอบแทนทั้งปี | ร่วงลึกสุดในปี |
|---|---|---|---|---|
| 2010 | $0.30 | $0.47 | +329% | -60% |
| 2011 | $4.47 | $33.80 | +1,390% | -93% |
| 2012 | $13.57 | $15.37 | +204% | -39% |
| 2013 | $736.50 | $1,137 | +5,327% | -71% |
| 2014 | $311.00 | $915.69 | -58% | -66% |
| 2015 | $428.23 | $463.98 | +38% | -46% |
| 2016 | $958.12 | $975.89 | +124% | -31% |
| 2017 | $12,613 | $19,280 | +1,216% | -35% |
| 2018 | $3,865 | $17,156 | -69% | -81% |
| 2019 | $7,220 | $12,933 | +87% | -49% |
| 2020 | $28,857 | $28,857 | +300% | -53% |
| 2021 | $47,133 | $67,562 | +63% | -53% |
| 2022 | $16,600 | $47,763 | -65% | -67% |
| 2023 | $42,148 | $44,184 | +154% | -20% |
| 2024 | $92,653 | $106,156 | +120% | -26% |
| 2025 | $88,424 | $124,777 | -5% | -32% |
| 2026 (ถึง 14 ก.ย.) | $76,830 | $96,932 | -13% | -40% |
ตัวเลขที่ควรสังเกตก่อนอย่างอื่น คือคอลัมน์สุดท้าย ปีที่ผลตอบแทนติดลบหนักที่สุดสามปี (2014 ติดลบ 58% 2018 ติดลบ 69% 2022 ติดลบ 65%) ห่างกันปีละสี่ปีพอดี และปีที่ขึ้นแรงที่สุดสามปี (2013 2017 2020) ก็ห่างกันสี่ปีเช่นกัน รูปแบบนี้มีคำอธิบายอยู่ ซึ่งจะพูดถึงในหัวข้อท้ายบทความ

กราฟใช้มาตราส่วนลอการิทึม เพราะถ้าใช้มาตราส่วนปกติ ราคาช่วงสิบปีแรกจะกลายเป็นเส้นตรงแบนราบติดพื้น มองไม่เห็นอะไรเลย ในมาตราส่วนนี้ ความชันที่เท่ากันหมายถึงเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงที่เท่ากัน ไม่ใช่จำนวนดอลลาร์ที่เท่ากัน
หลักไมล์ราคาแต่ละขั้น ใช้เวลาห่างกันเท่าไหร่
ตารางรายปีด้านบนตอบว่าแต่ละปีจบที่เท่าไหร่ แต่คำถามที่คนถามบ่อยกว่าคือ ราคาใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะขึ้นจากหลักหนึ่งไปอีกหลักหนึ่ง ตารางนี้ไล่วันแรก ที่ราคาปิดเหนือแต่ละระดับ พร้อมจำนวนวันที่ห่างจากระดับก่อนหน้า
| ระดับราคา | วันแรกที่ราคาปิดเหนือระดับนี้ | ราคาปิดวันนั้น | ห่างจากระดับก่อนหน้า |
|---|---|---|---|
| $0.01 | 18 สิงหาคม 2010 | $0.07 | จุดเริ่มต้นของชุดข้อมูล |
| $0.10 | 16 กันยายน 2010 | $0.15 | 29 วัน |
| $1 | 11 กุมภาพันธ์ 2011 | $1.08 | 148 วัน |
| $10 | 3 มิถุนายน 2011 | $11.46 | 112 วัน |
| $100 | 2 เมษายน 2013 | $104.00 | 669 วัน |
| $1,000 | 29 พฤศจิกายน 2013 | $1,014.10 | 241 วัน |
| $10,000 | 2 ธันวาคม 2017 | $10,879.88 | 1,464 วัน |
| $20,000 | 17 ธันวาคม 2020 | $21,379.48 | 1,111 วัน |
| $50,000 | 18 กุมภาพันธ์ 2021 | $52,118.23 | 63 วัน |
| $100,000 | 9 ธันวาคม 2024 | $101,179.58 | 1,390 วัน |
สิ่งที่ตารางนี้บอกและตารางรายปีไม่ได้บอก คือช่องว่างระหว่างหลักไมล์ไม่ได้สั้นลง เรื่อยๆ ตามอายุของสินทรัพย์ ช่วงจาก 10 ดอลลาร์ไป 100 ดอลลาร์ใช้เวลา 669 วัน ช่วงจาก 1,000 ไป 10,000 ใช้เวลา 1,464 วัน และช่วงจาก 50,000 ไป 100,000 ใช้เวลา 1,390 วัน ระยะที่สั้นที่สุดคือ 20,000 ไป 50,000 ที่ใช้เวลาเพียง 63 วัน ซึ่งอยู่กลางรอบขาขึ้นปี 2021 พอดี
- หลักไมล์ไม่ได้มาถี่ขึ้นตามเวลา สามขั้นหลังสุดใช้เวลาเฉลี่ยเกินสามปี ต่อขั้น ขณะที่สองขั้นแรกใช้เวลาไม่ถึงห้าเดือน
- ขั้นที่ผ่านเร็วที่สุดอยู่กลางรอบขาขึ้น ไม่ใช่ตอนเริ่มรอบ ช่วง 63 วันจาก 20,000 ไป 50,000 เกิดหลังราคาทะลุจุดสูงสุดเดิมของรอบก่อนไปแล้ว
- ระหว่างสองหลักไมล์มักมีตลาดหมีคั่นเต็มรอบ ช่วง 1,464 วัน จาก 1,000 ไป 10,000 กินเวลาตลาดหมีปี 2014 ถึง 2015 ทั้งช่วง
ตัวเลขในตารางนี้อาจไม่ตรงกับวันที่ข่าวยุคนั้นรายงาน เพราะชุดข้อมูลนี้เป็น ราคาปิดเฉลี่ยรายวันจากหลายกระดาน ส่วนข่าวมักอ้างราคาสูงสุดระหว่างวันบนกระดานเดียว ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือจุดสูงสุดของปี 2011 ที่ข่าวยุคนั้นอ้างกันที่ 31.91 ดอลลาร์ วันที่ 8 มิถุนายน ซึ่งเป็นราคาระหว่างวันบนกระดาน Mt. Gox ขณะที่ราคาปิดเฉลี่ยสูงสุด ของปีในชุดข้อมูลนี้คือ 33.80 ดอลลาร์ วันที่ 11 มิถุนายน ทั้งสองตัวเลขถูกทั้งคู่ แต่วัดคนละอย่าง เวลาเทียบตัวเลขราคาย้อนหลังจึงต้องดูก่อนว่าเป็นราคาปิดหรือราคา ระหว่างวัน และมาจากกระดานเดียวหรือเฉลี่ยหลายกระดาน
2009 ถึง 2010 ปีที่ยังไม่มีราคา แล้วจู่ๆ ก็มี
ปี 2009 ทั้งปี Bitcoin ไม่มีราคาในความหมายที่ตลาดกำหนด เพราะไม่มีตลาดให้ซื้อขาย บล็อกแรกถูกขุดวันที่ 3 มกราคม 2009 และธุรกรรมแรกระหว่างซาโตชิกับฮาล ฟินนีย์เกิดขึ้นวันที่ 12 มกราคม แต่ไม่มีใครตั้งราคาให้มัน
ราคาแรกที่มีการอ้างอิงเกิดวันที่ 5 ตุลาคม 2009 เมื่อเว็บชื่อ New Liberty Standard ตั้งอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 1,309.03 BTC ต่อ 1 ดอลลาร์ คิดกลับเป็นราคาต่อเหรียญได้ประมาณ 0.00076 ดอลลาร์ วิธีคำนวณของเขาคือเอาค่าไฟที่ใช้ขุดมาหารจำนวนเหรียญที่ได้ ซึ่งเป็นการตั้งราคาจากต้นทุนล้วนๆ ไม่ได้มาจากคนซื้อคนขายจริง
เหตุการณ์ที่คนจำได้มากที่สุดของยุคนี้คือวันที่ 22 พฤษภาคม 2010 เมื่อลาสซโล ฮันเยตซ์จ่าย 10,000 BTC แลกพิซซ่าสองถาด มูลค่าพิซซ่าตอนนั้นประมาณ 41 ดอลลาร์ เท่ากับราคา 0.0041 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ถ้าใช้ราคาวันนี้ พิซซ่าสองถาดนั้นมีมูลค่า 768 ล้านดอลลาร์
ตลาดแลกเปลี่ยนจริงเปิดวันที่ 17 กรกฎาคม 2010 ชื่อ Mt. Gox ซึ่งเดิมเป็นเว็บแลกการ์ดเกม หลังจากนั้นหนึ่งเดือนฐานข้อมูลราคาถึงเริ่มบันทึกตัวเลขได้ ที่ 0.07 ดอลลาร์ และปิดปีที่ 0.30 ดอลลาร์
2011 ปีแรกที่คนนอกวงรู้จัก และฟองสบู่ลูกแรก
2011 คือปีที่ผลตอบแทนสูงเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ Bitcoin ที่ 1,390% แต่คนที่อยู่ในตลาดปีนั้นน่าจะจำความรู้สึกคนละแบบ เพราะระหว่างทางราคาร่วงจากจุดสูงสุด 33.80 ดอลลาร์ลงไปเหลือ 2.14 ดอลลาร์ คือหายไป 93%
จุดเปลี่ยนของปีคือวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ราคาแตะ 1 ดอลลาร์เป็นครั้งแรก ตามด้วยเดือนมิถุนายนที่ราคาแตะ 10 ดอลลาร์ นิตยสาร TIME ลงบทความเรื่อง Bitcoin ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นสื่อกระแสหลักรายแรกๆ ที่เขียนถึง และเว็บ Silk Road ที่เปิดเมื่อกุมภาพันธ์ก็ทำให้เกิดความต้องการใช้งานจริงแบบที่ไม่มีใครอยากพูดถึง
ปลายปีเดียวกันนั้น Mt. Gox ถูกแฮ็กในเดือนมิถุนายน ราคาบนกระดานร่วงจาก 17 ดอลลาร์เหลือ 1 เซนต์ในชั่วข้ามคืนก่อนจะถูกยกเลิกรายการ นี่เป็นสัญญาณเตือนครั้งแรกเรื่องความเสี่ยงของการฝากเหรียญไว้กับตลาดแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นบทเรียนที่จะกลับมาอีกในอีกสามปี
2012 ปีเงียบที่สุดที่มี Halving ครั้งแรก
ปี 2012 เป็นปีที่ผลตอบแทน 204% แต่ความผันผวนต่ำที่สุดในยุคแรก การร่วงที่ลึกที่สุดของทั้งปีอยู่ที่ 39% ซึ่งถือว่าสงบมากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและปีถัดไป
เหตุการณ์สำคัญคือวันที่ 28 พฤศจิกายน 2012 Halving ครั้งแรก เกิดขึ้นที่บล็อก 210,000 รางวัลขุดลดจาก 50 BTC เหลือ 25 BTC ต่อบล็อก ราคา ณ วันนั้นอยู่ที่ประมาณ 12 ดอลลาร์ และไม่ได้เกิดอะไรขึ้นทันที ราคาปิดปีที่ 13.57 ดอลลาร์
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือเรื่องที่ทำให้ Halving กลายเป็นสิ่งที่คนจับตาทุกสี่ปีจนถึงทุกวันนี้
2013 ปีที่ราคาขึ้น 53 เท่า และมีฟองสบู่สองลูกในปีเดียว
2013 คือปีที่ผลตอบแทนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ Bitcoin ที่ 5,327% ราคาเปิดปีที่ 13.58 ดอลลาร์ ปิดปีที่ 736.50 ดอลลาร์
แต่ที่น่าสนใจกว่าตัวเลขรวมทั้งปี คือปีนี้มีฟองสบู่แตกสองครั้ง ครั้งแรกเดือนเมษายน ราคาวิ่งจาก 13 ดอลลาร์ขึ้นไป 266 ดอลลาร์ภายในสี่เดือน ส่วนหนึ่งเพราะวิกฤตไซปรัสในเดือนมีนาคมที่ธนาคารเข้ายึดเงินฝากของผู้ฝาก ทำให้คนยุโรปเริ่มมองหาที่เก็บเงินนอกระบบธนาคาร แล้ววันที่ 10 เมษายนราคาร่วงจาก 266 เหลือ 50 ดอลลาร์ในสองวัน
ครั้งที่สองปลายปี ราคาวิ่งจาก 120 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคมขึ้นไปทะลุ 1,000 ดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน แรงหนุนมาจากการที่วุฒิสภาสหรัฐเปิดฟังความเห็นเรื่องเงินเสมือนเป็นครั้งแรกในวันที่ 18 พฤศจิกายน ซึ่งท่าทีออกมาเป็นบวกกว่าที่ตลาดกลัวไว้ จุดสูงสุดของปีอยู่ที่ 1,136.90 ดอลลาร์

เดือนตุลาคมปีเดียวกัน FBI ปิด Silk Road และจับรอส อูลบริชท์ ยึด Bitcoin ได้ราว 144,000 เหรียญ ราคาร่วงทันทีแต่ฟื้นภายในสัปดาห์เดียว เป็นครั้งแรกที่ตลาดแสดงให้เห็นว่าข่าวร้ายใหญ่ไม่ได้แปลว่าราคาจะลงยาว
2014 ถึง 2015 Mt. Gox ล่ม และฤดูหนาวสองปี
2014 เป็นปีแรกที่ผลตอบแทนติดลบ ที่ติดลบ 58% สาเหตุหลักคือเหตุการณ์เดือนกุมภาพันธ์
วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2014 Mt. Gox ระงับการถอนโดยอ้างปัญหาทางเทคนิค วันที่ 25 กุมภาพันธ์เว็บไซต์ปิดทั้งหมดโดยไม่มีคำอธิบาย และวันที่ 28 กุมภาพันธ์บริษัทยื่นล้มละลาย โดยระบุว่าเหรียญของลูกค้าหายไป 850,000 BTC ซึ่งคิดเป็นราว 7% ของ Bitcoin ทั้งหมดที่มีอยู่ในเวลานั้น ตลาดแลกเปลี่ยนที่เคยรับปริมาณซื้อขายเกิน 70% ของทั้งโลกหายไปในเดือนเดียว บทเรียนจาก Mt. Gox ยังเป็นเหตุผลหลักที่คนแนะนำให้ถอนเหรียญออกจากตลาดแลกเปลี่ยนมาจนถึงวันนี้
ปีเดียวกันมีเรื่องบวกด้วย Dell และ Expedia เริ่มรับชำระด้วย Bitcoin ในเดือนกรกฎาคม Microsoft ตามมาในเดือนธันวาคม และ IRS ออกแนวทางภาษีที่ชัดเจนในเดือนมีนาคม แต่ไม่มีอะไรหยุดราคาที่ไหลลงได้
2015 เป็นปีที่ราคากลับมาบวก 38% แต่ระหว่างทางลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 172 ดอลลาร์ในเดือนมกราคม ซึ่งเป็นจุดที่ห่างจากยอดปี 2013 ถึง 85% ปีนี้คือปีที่บทความทำนายว่า Bitcoin ตายมีจำนวนมากที่สุดปีหนึ่ง ซึ่งมีบันทึกรวบรวมไว้ใน คลังคำทำนายว่า Bitcoin จะตาย

2016 ถึง 2017 จาก Halving ครั้งที่สองสู่ฟองสบู่ ICO
2016 ผลตอบแทน 124% เป็นปีที่ Halving ครั้งที่สองเกิดขึ้นวันที่ 9 กรกฎาคม รางวัลลดจาก 25 BTC เหลือ 12.5 BTC ราคาตอนนั้นราว 650 ดอลลาร์ และเหมือนรอบก่อน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทันที ราคาปิดปีที่ 958 ดอลลาร์
2017 คือปีที่ผลตอบแทน 1,216% และเป็นปีที่คนไทยจำนวนมากได้ยินคำว่าบิทคอยน์เป็นครั้งแรก ราคาเปิดปีที่ 964 ดอลลาร์ ปิดปีที่ 12,612 ดอลลาร์ และทำจุดสูงสุดที่ 19,280 ดอลลาร์ในเดือนธันวาคม
แรงขับของปีนั้นมีสามอย่าง อย่างแรกคือญี่ปุ่นรับรอง Bitcoin เป็นวิธีชำระเงินตามกฎหมายในวันที่ 1 เมษายน อย่างที่สองคือกระแส ICO ที่โครงการระดมทุนได้หลักร้อยล้านดอลลาร์ภายในไม่กี่นาที ซึ่งดึงเงินใหม่เข้ามาในตลาดคริปโตทั้งระบบ อย่างที่สามคือการเปิดซื้อขาย Bitcoin Futures บน CME ในวันที่ 18 ธันวาคม ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สถาบันการเงินเข้าถึงได้ผ่านช่องทางที่มีการกำกับดูแล
เรื่องที่มักถูกลืมคือปีเดียวกันนี้มีสงครามภายในเรื่องขนาดบล็อก จบลงด้วยการที่ Bitcoin Cash แยกสายออกไปวันที่ 1 สิงหาคม ที่บล็อก 478,558 และ SegWit ถูกบังคับใช้ผ่านกลไก UASF ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่กำหนดทิศทางเทคนิคของ Bitcoin มาจนถึงวันนี้

2018 ถึง 2019 ฤดูหนาวที่ยาวที่สุด
2018 คือปีที่ติดลบหนักที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่ติดลบ 69% ราคาเปิดปีที่ 13,796 ดอลลาร์ ปิดปีที่ 3,865 ดอลลาร์ และการร่วงที่ลึกที่สุดในปีเดียวอยู่ที่ 81%
ไม่มีเหตุการณ์เดียวที่อธิบายปีนี้ได้ทั้งหมด มันคือการทยอยหมดแรงของทุกอย่างที่ดันราคาปีก่อน Coincheck ถูกแฮ็ก 530 ล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม Facebook แบนโฆษณาคริปโตในเดือนเดียวกันตามด้วย Google และ Twitter โครงการ ICO ส่วนใหญ่เงียบหาย และ SEC เลื่อนพิจารณา ETF ครั้งแล้วครั้งเล่า
สำหรับคนไทย ปีนี้มีจุดสำคัญคือวันที่ 14 พฤษภาคม 2018 ที่ พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ประกาศใช้ ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ของโลกที่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับเรื่องนี้
2019 ราคากลับมาบวก 87% โดยวิ่งจาก 3,700 ขึ้นไปแตะ 12,932 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายนแล้วย่อลงมาปิดปีที่ 7,219 ดอลลาร์ แรงหนุนกลางปีส่วนหนึ่งมาจากข่าว Libra ของ Facebook ที่ทำให้คนเริ่มพูดถึงเงินดิจิทัลของเอกชนอย่างจริงจัง
2020 ถึง 2021 โควิด เงินท่วมระบบ และสถาบันเข้าซื้อ
2020 เริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ที่ทดสอบทุกอย่างพร้อมกัน วันที่ 12 มีนาคม 2020 ที่ตลาดเรียกกันว่า Black Thursday ราคา Bitcoin ร่วงกว่าครึ่งในวันเดียวพร้อมกับตลาดหุ้นทั่วโลก จาก 7,900 ลงไป 3,800 ดอลลาร์ เป็นการพิสูจน์ว่าในวันที่ทุกคนต้องการเงินสด Bitcoin ไม่ได้ทำตัวเป็นที่หลบภัย
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น 11 วันคือจุดเปลี่ยนที่ใหญ่กว่า วันที่ 23 มีนาคม Fed ประกาศมาตรการอัดฉีดแบบไม่จำกัดวงเงิน ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องเล่าที่ว่า Bitcoin คือเครื่องมือป้องกันการด้อยค่าของเงิน เรื่องเล่านี้ดึงผู้เล่นกลุ่มใหม่เข้ามา คือบริษัทจดทะเบียน
ระหว่างนั้นวันที่ 11 พฤษภาคม 2020 Halving ครั้งที่สาม เกิดขึ้นที่บล็อก 630,000 รางวัลลดจาก 12.5 BTC เหลือ 6.25 BTC ราคาปิดวันนั้นอยู่ที่ 8,754 ดอลลาร์ และเหมือนสองครั้งก่อนหน้าคือไม่มีอะไรเกิดขึ้นทันที ราคายังวนอยู่แถว 9,000 ถึง 11,000 ดอลลาร์อีกสามเดือนเต็มก่อนจะเริ่มขยับ รูปแบบที่ว่าราคาขึ้นแรงหลัง Halving ราวหนึ่งปีจึงเห็นได้เฉพาะเมื่อมองย้อนหลัง ไม่ใช่สิ่งที่คนในตลาดตอนนั้นรู้สึกได้
วันที่ 11 สิงหาคม 2020 MicroStrategy ซื้อ 21,454 BTC เข้างบดุลเป็นบริษัทจดทะเบียนรายแรก ตามด้วย Square ในเดือนตุลาคม และ Tesla ที่ประกาศซื้อ 1.5 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 กลยุทธ์ตั้งคลัง Bitcoin ในงบดุลบริษัท เริ่มจากตรงนี้ ปี 2020 ปิดที่ 28,856 ดอลลาร์ ผลตอบแทน 300%

2021 ผลตอบแทน 63% ซึ่งฟังดูน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่เป็นปีที่ราคาทำจุดสูงสุดสองครั้ง ครั้งแรก 64,800 ดอลลาร์ในเดือนเมษายนวันเดียวกับที่ Coinbase เข้าตลาด Nasdaq ครั้งที่สองเดือนพฤศจิกายนที่ 67,562 ดอลลาร์ตามข้อมูลราคาเฉลี่ยตลาดของ Blockchain.com
ระหว่างสองยอดนั้นมีการร่วง 53% ในเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม จากสองเหตุการณ์ที่เกิดห่างกันสัปดาห์เดียว คือ Elon Musk ประกาศให้ Tesla หยุดรับ Bitcoin วันที่ 12 พฤษภาคม และจีนสั่งปราบการขุดกับการเทรดทั่วประเทศวันที่ 21 พฤษภาคม ซึ่งทำให้พลังขุดของเครือข่ายหายไปกว่าครึ่งภายในสองเดือนก่อนจะย้ายฐานไปอเมริกาเหนือและกลับมาเท่าเดิมภายในสิ้นปี
2022 ปีที่ตัวกลางในวงการล้มเป็นโดมิโน
2022 ผลตอบแทนติดลบ 65% เป็นปีที่แย่เป็นอันดับสองรองจาก 2018 แต่ต่างกันตรงที่ปี 2018 ราคาลงเพราะกระแสหมด ส่วนปี 2022 ราคาลงเพราะบริษัทในวงการล้มจริงเป็นทอดๆ
เริ่มจากวันที่ 9 พฤษภาคม UST ซึ่งเป็นสเตเบิลคอยน์แบบอัลกอริทึมหลุดการตรึงกับดอลลาร์ และภายในสามวัน LUNA ที่เป็นเหรียญค้ำระบบร่วงเหลือศูนย์ มูลค่าราวสี่หมื่นล้านดอลลาร์หายไปในสัปดาห์เดียว
จากนั้นความเสียหายลามไปยังผู้ให้กู้ที่ปล่อยกู้ให้กองทุนที่ขาดทุนจาก Terra วันที่ 13 มิถุนายน Celsius ระงับการถอน ตามด้วย Three Arrows Capital ที่ถูกสั่งชำระบัญชีในเดือนกรกฎาคม และปลายปีวันที่ 11 พฤศจิกายน FTX ซึ่งเป็นตลาดแลกเปลี่ยนอันดับต้นของโลกยื่นล้มละลาย
วันที่ 18 มิถุนายน 2022 ราคาหลุด 20,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ราคาลงไปต่ำกว่าจุดสูงสุดของรอบก่อนหน้า (19,280 ดอลลาร์ของปี 2017) ก่อนหน้านั้นทุกรอบ จุดต่ำสุดของตลาดหมีจะอยู่สูงกว่ายอดของรอบก่อนเสมอ
สำหรับไทย ปีนี้มีจุดสำคัญคือวันที่ 1 เมษายน 2022 ที่ห้ามใช้คริปโตชำระค่าสินค้าและบริการอย่างเป็นทางการ
2023 ถึง 2024 ETF เปลี่ยนโครงสร้างผู้ซื้อ
2023 ผลตอบแทน 154% และเป็นปีที่การร่วงลึกสุดอยู่ที่ 20% เท่านั้น ซึ่งต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ Bitcoin ราคาวิ่งขึ้นเกือบตลอดทั้งปีโดยไม่มีการย่อแรง
เหตุผลที่คนซื้อกลับมาปีนั้นมีสองข้อ ข้อแรกคือวิกฤตธนาคารสหรัฐเดือนมีนาคม เมื่อ Silicon Valley Bank และ Signature Bank ล้ม ราคา Bitcoin พุ่งขึ้น 40% ในสองสัปดาห์ ข้อสองคือวันที่ 15 มิถุนายน BlackRock ยื่นขอตั้ง Spot Bitcoin ETF ซึ่งเปลี่ยนการคาดการณ์ของตลาดทั้งหมด เพราะ BlackRock มีสถิติการได้รับอนุมัติ ETF เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์
วันที่ 10 มกราคม 2024 SEC อนุมัติ Spot Bitcoin ETF 11 กองพร้อมกัน วันแรกของการเทรดมีปริมาณซื้อขาย 4.6 พันล้านดอลลาร์ และ IBIT ของ BlackRock กลายเป็น ETF ที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ผลตอบแทนปี 2024 อยู่ที่ 120% ปิดปีที่ 92,652 ดอลลาร์
Halving ครั้งที่สี่เกิดวันที่ 20 เมษายน 2024 ที่บล็อก 840,000 รางวัลลดเหลือ 3.125 BTC ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ Halving เกิดขึ้นในปีที่มีผู้ซื้อประเภทกองทุนอยู่ในตลาดแล้ว
2025 ถึง 2026 จุดสูงสุดตลอดกาลและการย่อตัวหลังจากนั้น
2025 เป็นปีที่ราคาทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 124,777 ดอลลาร์ แต่ผลตอบแทนทั้งปีติดลบ 5% เพราะราคาปิดปีต่ำกว่าราคาเปิดปีเล็กน้อย เป็นปีแรกที่ทำ ATH ใหม่แล้วยังจบปีติดลบ
เหตุการณ์หนุนของปีคือการเปลี่ยนรัฐบาลสหรัฐในเดือนมกราคม คำสั่งฝ่ายบริหารด้านสินทรัพย์ดิจิทัลฉบับแรกในวันที่ 23 มกราคม การประกาศตั้งคลังสำรอง Bitcoin เชิงยุทธศาสตร์ในวันที่ 6 มีนาคม และกฎหมาย GENIUS Act ที่กำกับดูแลสเตเบิลคอยน์ในเดือนกรกฎาคม
ส่วนเหตุการณ์ลบคือ Bybit ถูกแฮ็ก 1.4 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นการโจรกรรมคริปโตครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และการร่วงแรงในเดือนเมษายนจากสงครามภาษีการค้า

ปี 2026 ถึงกลางเดือนกันยายน ราคาติดลบ 13% จากต้นปี จุดต่ำสุดของปีอยู่ที่ 58,534 ดอลลาร์ ห่างจาก ATH เดือนสิงหาคม 2025 ราว 53% ซึ่งเป็นระดับการร่วงที่ใกล้เคียงกับตลาดหมีรอบก่อนๆ ในช่วงเดียวกันของวัฏจักร
สามรูปแบบที่เกิดซ้ำทุกรอบ
เมื่อวางตัวเลข 17 ปีเรียงกัน มีรูปแบบสามอย่างที่เห็นได้โดยไม่ต้องตีความมาก
หนึ่ง ปีที่ติดลบหนักมาทุกสี่ปี 2014 2018 2022 ติดลบ 58% 69% และ 65% ตามลำดับ ทั้งสามปีเกิดหลัง Halving สองปีพอดี และเกิดหลังปีที่ราคาขึ้นแรงที่สุดหนึ่งปี รูปแบบนี้เป็นที่มาของแนวคิด วัฏจักรตลาดคริปโตสี่ปี ข้อควรระวังคือเรามีข้อมูลแค่สามรอบเท่านั้น ซึ่งน้อยเกินกว่าจะสรุปว่าเป็นกฎ และรอบล่าสุดที่ ETF เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างผู้ซื้อ ก็อาจทำให้รูปแบบเดิมใช้ไม่ได้
สอง การร่วง 30% ขึ้นไปเกิดขึ้นทุกปีโดยไม่มีข้อยกเว้น แม้แต่ปีที่ผลตอบแทนดีที่สุดอย่าง 2013 ที่ขึ้น 5,327% ระหว่างทางก็ร่วง 71% ปีที่ร่วงน้อยที่สุดคือ 2023 ที่ 20% ค่ากลางของทุกปีอยู่ราว 50% ตัวเลขนี้บอกว่าการถือ Bitcoin แล้วเห็นพอร์ตติดลบครึ่งหนึ่งระหว่างทาง เป็นเรื่องปกติของสินทรัพย์นี้ ไม่ใช่สัญญาณว่ามีอะไรผิดปกติ

สาม ขนาดของการขึ้นลดลงทุกรอบ รอบปี 2013 ขึ้น 5,327% รอบปี 2017 ขึ้น 1,216% รอบปี 2020 ขึ้น 300% รอบปี 2024 ขึ้น 120% เมื่อฐานมูลค่าตลาดใหญ่ขึ้น เงินที่ต้องใช้เพื่อดันราคาขึ้นเท่าเดิมก็มากขึ้นตาม การคาดหวังผลตอบแทนแบบรอบก่อนๆ จึงเป็นการเทียบกับสถานการณ์ที่ต่างกันมาก
เรื่องที่ตัวเลขชุดนี้ไม่ได้บอก
ข้อมูลที่ใช้ในบทความนี้เป็นราคาเฉลี่ยตลาดในหน่วยดอลลาร์สหรัฐจาก Blockchain.com ซึ่งมีข้อจำกัดที่ควรรู้สามข้อ
ข้อแรก ราคาเฉลี่ยตลาดต่างจากราคาบนกระดานใดกระดานหนึ่ง ตัวเลขจุดสูงสุดปี 2021 ในชุดข้อมูลนี้คือ 67,562 ดอลลาร์ ขณะที่บางกระดานทำได้ถึง 69,000 ดอลลาร์ ความต่างนี้เป็นเรื่องปกติของวิธีเก็บข้อมูลที่ต่างกัน
ข้อสอง ราคาในหน่วยดอลลาร์ไม่ใช่ราคาที่คนไทยเห็น ราคาบาทขึ้นกับอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ในช่วงที่เงินบาทแข็งค่า ผลตอบแทนที่คนไทยได้รับจะน้อยกว่าตัวเลขในตารางนี้ และในช่วงที่บาทอ่อนจะมากกว่า
ข้อสาม ตัวเลขผลตอบแทนรายปีคำนวณจากราคาปิดปีก่อนหน้าไปราคาปิดปีนั้น ซึ่งเป็นการวัดแบบซื้อครั้งเดียวถือทั้งปี ไม่ได้สะท้อนผลของการทยอยซื้อซึ่งเป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่ใช้จริง
คำถามที่พบบ่อย
ปีไหนที่ราคา Bitcoin ขึ้นแรงที่สุด
ปี 2013 ที่ผลตอบแทน 5,327% ราคาเปิดปีที่ 13.58 ดอลลาร์และปิดปีที่ 736.50 ดอลลาร์ รองลงมาคือปี 2011 ที่ 1,390% และปี 2017 ที่ 1,216%
ปีไหนที่ราคา Bitcoin ร่วงหนักที่สุด
ปี 2018 ที่ติดลบ 69% รองลงมาคือปี 2022 ที่ติดลบ 65% และปี 2014 ที่ติดลบ 58% ทั้งสามปีห่างกันสี่ปีพอดี
ราคา Bitcoin เคยขึ้นสูงสุดเท่าไหร่
124,777 ดอลลาร์ ในเดือนสิงหาคม 2025 ตามข้อมูลราคาเฉลี่ยตลาดของ Blockchain.com คำว่าจุดสูงสุดตลอดกาลนี้เรียกกันว่า ATH หรือ All Time High
Bitcoin เคยมีราคาถูกที่สุดเท่าไหร่
ราคาแรกที่มีการอ้างอิงคือ 0.00076 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2009 จากการคำนวณต้นทุนค่าไฟของเว็บ New Liberty Standard ส่วนราคาแรกที่มาจากการซื้อขายจริงบนตลาดคือ 0.07 ดอลลาร์ ในเดือนสิงหาคม 2010
ทำไมราคา Bitcoin ถึงขึ้นลงเป็นรอบสี่ปี
คำอธิบายที่ใช้กันบ่อยที่สุดคือ Halving ที่ลดปริมาณเหรียญใหม่ลงครึ่งหนึ่งทุกสี่ปี แต่ข้อมูลที่มีตอนนี้มีแค่สามรอบเต็ม ซึ่งน้อยเกินกว่าจะพิสูจน์ความสัมพันธ์ได้ทางสถิติ และมีคำอธิบายอื่นที่อธิบายได้พอกัน เช่นวัฏจักรสภาพคล่องโลกที่มีความยาวรอบใกล้เคียงกัน ซึ่งอ่านเพิ่มได้ที่ สภาพคล่องโลกกับราคา Bitcoin
ตัวเลขในบทความนี้เอามาจากไหน
ราคาปิดรายวัน 6,464 วันจากชุดข้อมูล Market Price (USD) ของ Blockchain.com ตั้งแต่ 3 มกราคม 2009 ถึง 14 กันยายน 2026 ผลตอบแทนรายปีคำนวณจากราคาปิดปีก่อนหน้า ส่วนการร่วงลึกสุดคำนวณแบบ drawdown ตามลำดับเวลาภายในปีนั้น
บทความนี้บอกว่าควรซื้อ Bitcoin ตอนนี้หรือเปล่า
ไม่ได้บอก บทความนี้รวบรวมสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับผลตอบแทนในอนาคต และตัวเลขในตารางแสดงให้เห็นชัดว่าสินทรัพย์นี้เคยติดลบเกิน 50% มาแล้วหลายครั้ง การตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาจากสถานะการเงินและความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละคน