
Stablecoin คืออะไร ทำไมราคาไม่ผันผวนเหมือนคริปโตอื่น
Stablecoin คือเหรียญคริปโตที่ราคาคงที่ ผูกกับดอลลาร์ 1:1 เข้าใจ Fiat-backed, Crypto-backed, Algorithmic และบทเรียนจากการล่มสลายของ UST/Terra
Bitcoin เคยขึ้นและลงมากกว่า 10% ภายในวันเดียวมาแล้วหลายครั้ง Altcoin บางตัวยิ่งหนักกว่านั้นหลายเท่า ความผันผวนแบบนี้เป็นเสน่ห์สำหรับคนที่อยากเก็งกำไร แต่สำหรับคนที่แค่อยากพักเงินไว้เฉยๆ ระหว่างรอจังหวะ หรือใช้เป็นสื่อกลางซื้อขายในกระดานเทรด มันคือฝันร้าย เพราะแค่เผลอไปทำธุระ 5 นาที มูลค่าพอร์ตอาจเปลี่ยนไปเป็นหลักหมื่นบาทได้ง่ายๆ
โจทย์นี้เองคือจุดที่ทำให้โลกคริปโตต้องคิดค้นเหรียญประเภทหนึ่งขึ้นมาโดยเฉพาะ เหรียญที่ถูกออกแบบมาให้ "ราคาไม่ขยับ" ท่ามกลางเหรียญอื่นที่ขยับตลอดเวลา นั่นคือที่มาของ Stablecoin ซึ่งวันนี้กลายเป็นฟันเฟืองที่ขาดไม่ได้ของทั้งอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นคู่เทรดหลักในกระดานเทรด แหล่งพักเงินของนักลงทุน หรือแม้แต่เครื่องมือโอนเงินข้ามประเทศ
Stablecoin คือ Cryptocurrency ที่ถูกออกแบบให้ราคาคงที่ ผูกติดอยู่กับมูลค่าของสินทรัพย์อ้างอิงในโลกจริง ซึ่งส่วนใหญ่คือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 พูดง่ายๆ คือ Stablecoin 1 เหรียญ ควรจะมีมูลค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์เสมอ ไม่ว่าตลาดคริปโตโดยรวมจะเขียวหรือแดงแค่ไหนก็ตาม
ทำไมโลกคริปโตถึงต้องมี Stablecoin
ย้อนกลับไปในยุคแรกเริ่มของ Bitcoin ตลาดคริปโตยังไม่มีกระดานเทรดและไม่มี Stablecoin เลยด้วยซ้ำ การซื้อขาย Bitcoin ในตอนนั้นเป็นการแลกเปลี่ยนกันแบบตัวต่อตัว (Peer-to-Peer) จนกระทั่งปี 2010 เกิดแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนแห่งแรกชื่อ Bitcoin Market ที่เปิดให้จ่ายเงินด้วยดอลลาร์ผ่าน PayPal ตามมาด้วย Mt. Gox กระดานเทรดที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น ซึ่งเทียบได้กับ Binance ในปัจจุบัน
ปัญหาคือผู้ใช้งานที่อยู่นอกสหรัฐฯ ต้องแลกเงินสกุลท้องถิ่นของตัวเองเป็นดอลลาร์ก่อนโอนเข้ากระดานเทรด และเมื่อจะถอนเงินออกจากโลกคริปโตก็ต้องแลกกลับเป็นสกุลท้องถิ่นอีกรอบ ทุกขั้นตอนใช้เวลา มีค่าธรรมเนียม และต้องพึ่งระบบธนาคารแบบดั้งเดิมเต็มรูปแบบ กลายเป็นกำแพงที่ทำให้การเข้าถึงคริปโตในยุคนั้นยุ่งยากอย่างมาก
นักลงทุนจึงต้องการ "ที่พักเงิน" ที่อยู่ในระบบคริปโตได้เลยโดยไม่ต้องถอนออกไปแตะระบบธนาคารทุกครั้ง อยากขายเหรียญตัวหนึ่งเพื่อรอจังหวะซื้อเหรียญอีกตัว ก็อยากขายมาเป็นเหรียญที่ราคานิ่ง ไม่ใช่ต้องเสี่ยงถือเป็นเหรียญผันผวนตัวอื่นแทน นี่คือช่องว่างที่ทำให้ Stablecoin ถือกำเนิดขึ้นมา และกลายเป็นคู่เทรดหลักของแทบทุกกระดานเทรดในเวลาต่อมา
ในไทยเองก็เห็นภาพเดียวกันชัดเจน กระดานเทรดคริปโตที่ได้ใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. อย่าง Bitkub เปิดให้เทรดคู่ USDT/THB และ USDC/THB ควบคู่กับคู่เทรดสกุลเงินบาทอื่นๆ ผู้ใช้ที่อยากขายเหรียญผันผวนแต่ยังไม่พร้อมถอนเป็นเงินบาทเข้าธนาคารทันที ก็สามารถพักเงินไว้ใน Stablecoin บนกระดานได้เลยโดยไม่ต้องรอขั้นตอนถอนโอนที่ใช้เวลานานกว่า

ภาพ: เปรียบเทียบสองสถานการณ์ ถ้าไม่มี Stablecoin นักลงทุนต้องแลกเงินผ่านธนาคารทุกครั้งก่อนเข้าเทรด แต่ถ้ามี Stablecoin สามารถพักเงินไว้ในระบบคริปโตได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านธนาคาร
Stablecoin แบ่งได้กี่ประเภท ตามกลไกที่ใช้ตรึงราคา
Stablecoin แต่ละเจ้าไม่ได้ใช้วิธีเดียวกันในการทำให้ราคาคงที่ที่ 1 ดอลลาร์ วิธีการที่ต่างกันนี้เองที่ทำให้แต่ละประเภทมีระดับความน่าเชื่อถือ ความเสี่ยง และจุดอ่อนที่ต่างกันไปด้วย หลักๆ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่
1. Fiat-backed Stablecoin: ค้ำด้วยเงินจริง
วิธีพื้นฐานที่สุดคือการนำเงินจริง (Fiat) ไปฝากไว้กับผู้ออกเหรียญ (Issuer) จากนั้นผู้ออกก็จะสร้าง (Mint) Stablecoin มาให้ในสัดส่วน 1 ต่อ 1 ตามหลักการแล้วผู้ออกต้องเก็บเงินสำรองไว้เต็มจำนวนเสมอ เพื่อให้ใครก็ตามที่ถือเหรียญนี้สามารถแลกกลับเป็นดอลลาร์ได้ทุกเมื่อ
เหรียญกลุ่มนี้ที่รู้จักกันดีที่สุดคือ USDT (Tether) ซึ่งเป็น Stablecoin ตัวแรกของโลก เปิดตัวปี 2014 และ USDC (Circle) ที่เปิดตัวตามมาปี 2018 โดยเน้นความโปร่งใสของสินทรัพย์ค้ำประกันเป็นจุดขาย ทั้งสองตัวนี้ครองส่วนแบ่งตลาด Stablecoin ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน และมีรายละเอียดความต่างเรื่องความน่าเชื่อถือ สินทรัพย์ค้ำประกัน กับประวัติศาสตร์ของแต่ละเจ้าที่น่าสนใจมาก แต่เนื้อหาส่วนนั้นยาวพอที่จะแยกไปเขียนเป็นอีกบทความต่างหาก บทความนี้ขอโฟกัสที่ภาพรวมของ Stablecoin ทั้งระบบก่อน
จุดอ่อนของ Fiat-backed คือความเป็นศูนย์กลาง (Centralized) ผู้ออกเหรียญเป็นบริษัทจริงที่อยู่ภายใต้กฎหมาย ผู้คุมกฎสามารถสั่งอายัดบัญชีได้หากสงสัยว่ามีพฤติกรรมผิดกฎหมาย ทั้ง USDT และ USDC เคยถูกสั่งอายัดมาแล้วในอดีต และอีกตัวอย่างที่ชัดเจนคือ BUSD ของ Binance ร่วมกับ Paxos ที่ถูก ก.ล.ต. สหรัฐฯ ฟ้องร้องว่าเป็นหลักทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียนในปี 2023 จนสุดท้ายศาลสั่งให้ยุติการใช้งานทั้งหมดภายในต้นปี 2024 มูลค่าตลาดของ BUSD ลดลงจากจุดสูงสุดกว่า 97% ภายในเวลาไม่ถึงปีเดียว

ภาพ: กลไกของ Fiat-backed Stablecoin ผู้ใช้ฝากเงินดอลลาร์จริงไว้กับผู้ออกเหรียญ ผู้ออกเก็บไว้ในคลังสำรอง แล้วสร้าง Stablecoin คืนให้ในสัดส่วน 1 ต่อ 1
2. Crypto-backed Stablecoin: ค้ำด้วยคริปโตอื่น
จากความไม่พอใจในความเป็นศูนย์กลางของ Fiat-backed จึงเกิดแนวคิดใหม่ที่เปลี่ยนจากการค้ำประกันด้วยเงินจริง มาเป็นการค้ำประกันด้วยคริปโตแทน แต่เพราะคริปโตมีความผันผวนสูงกว่าเงินสด วิธีนี้จึงต้องใช้หลักการ "ค้ำประกันเกินมูลค่า" หรือ Over-collateralized คล้ายกับหลักการของโรงรับจำนำ คือนำสินทรัพย์มูลค่าสูงไปวางค้ำ แล้วกู้ Stablecoin ออกมาได้น้อยกว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่วางไว้ เพื่อกันไม่ให้ถูกบังคับขายทอดตลาด (Liquidation) หากราคาสินทรัพย์ค้ำประกันร่วงลงกะทันหัน
ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ DAI ของ MakerDAO ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดนี้ตั้งแต่ปลายปี 2017 ผู้ใช้งานต้องวางสินทรัพย์ค้ำประกัน (เช่น ETH หรือคริปโตอื่นที่แพลตฟอร์มรองรับ) ไว้ขั้นต่ำ 150% ของมูลค่า DAI ที่ต้องการกู้ออกมา หมายความว่าถ้าอยากกู้ DAI มูลค่า 1,000 ดอลลาร์ ต้องวางค้ำประกันอย่างน้อย 1,500 ดอลลาร์ วิธีนี้ทำให้ DAI ไม่ต้องพึ่งบริษัทกลางในการเก็บเงินสำรอง แต่แลกมาด้วยประสิทธิภาพการใช้เงินทุนที่ต่ำกว่า เพราะต้องวางเงินค้ำมากกว่าที่กู้ได้จริงเสมอ
"Dai Stablecoin คือคริปโตเคอร์เรนซีที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน และมีมูลค่าคงที่เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ"
ทีมผู้พัฒนา Maker เอกสาร The Dai Stablecoin System Whitepaper (ธันวาคม 2017) ต้นฉบับ "The Dai Stablecoin is a collateral-backed cryptocurrency whose value is stable relative to the US Dollar."

ภาพ: กลไก Over-collateralization ของ DAI เปรียบเหมือนโรงรับจำนำ ต้องวางสินทรัพย์ค้ำประกันมากกว่ามูลค่าที่กู้ได้เสมอ โดย กู้ DAI ออกมา 1,000 ดอลลาร์ ต้องวางสินทรัพย์ค้ำประกันขั้นต่ำ 150% หรือราว 1,500 ดอลลาร์ขึ้นไป
3. Algorithmic Stablecoin: ไม่มีสินทรัพย์หนุนหลัง ใช้อัลกอริทึมควบคุมแทน
Stablecoin กลุ่มนี้เกิดขึ้นเพื่อพยายามแก้ปัญหาทั้งสองแบบข้างต้น คือไม่ต้องพึ่งคนกลางเก็บเงินสำรองแบบ Fiat-backed และไม่ต้องเสียประสิทธิภาพเงินทุนแบบ Crypto-backed โดยใช้อัลกอริทึมที่เขียนไว้ในสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) คอยควบคุมอุปทานของเหรียญแทนการมีสินทรัพย์ค้ำประกันจริงๆ
ตัวอย่างที่โลกจดจำได้ดีที่สุดคือ UST ของ Terra/LUNA ซึ่งเปิดตัวปี 2021 ใช้กลไก "สร้างและเผา" (Mint & Burn) คือถ้า UST ราคาสูงกว่า 1 ดอลลาร์ ระบบจะเผา LUNA เพื่อสร้าง UST เพิ่ม และถ้า UST ราคาต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ ระบบจะเผา UST เพื่อสร้าง LUNA แทน สลับกันไปมาเพื่อดึงราคาให้กลับมาใกล้ 1 ดอลลาร์เสมอ ยิ่งไปกว่านั้น Terra ยังมีแพลตฟอร์ม Anchor Protocol ที่เปิดให้ฝาก UST รับผลตอบแทนคงที่สูงถึง 20% ต่อปี ซึ่งดึงดูดเงินเข้าระบบมหาศาลจนมูลค่าตลาดของ UST เคยพุ่งขึ้นไปกว่า 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ครองอันดับ 3 ของ Stablecoin ทั้งหมด รองจากแค่ USDT และ USDC เท่านั้น

ภาพ: สรุป 3 ประเภทหลักของ Stablecoin ตามกลไกตรึงราคา ได้แก่ Fiat-backed ที่ค้ำด้วยเงินจริง Crypto-backed ที่ค้ำด้วยคริปโตอื่นแบบค้ำประกันเกินมูลค่า และ Algorithmic ที่ใช้อัลกอริทึมควบคุมอุปทานแทนสินทรัพย์ค้ำประกัน
เมื่อกลไกที่ไม่มีสินทรัพย์หนุนหลังพังทลาย
จุดอ่อนของ Algorithmic Stablecoin คือทั้งระบบพึ่งพาความเชื่อมั่นล้วนๆ ไม่มีสินทรัพย์จริงรองรับเลย ต้นเดือนพฤษภาคม 2022 เมื่อมีการเทขาย UST มูลค่ากว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในแพลตฟอร์ม Curve Finance ราคาก็เริ่มหลุดจาก 1 ดอลลาร์ และเมื่อมีแรงเทขายระลอกสองตามมาอีกกว่า 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ราคา UST ร่วงไปถึง 0.75 ดอลลาร์ กองทุนใหญ่ที่เคยหนุนหลัง Terra อย่าง Three Arrows Capital และ Jump Crypto ต้องเข้ามาช่วยซื้อพยุงราคา แต่ก็ทำได้เพียงชั่วคราว
จุดอ่อนของกลไกนี้คือ ตราบใดที่ UST ยังไม่กลับไปที่ 1 ดอลลาร์ ระบบจะต้องสร้าง LUNA ออกมาเรื่อยๆ เพื่อแลกกับการเผา UST ออกจากระบบ กองทุน Luna Foundation Guard ที่ระดมทุนไว้กว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อพยุงราคา ก็ใช้เงินจนหมดคลังโดยไม่สามารถดึงราคากลับมาที่ 1 ดอลลาร์ได้ เมื่อถึงจุดที่มูลค่าตลาดของ UST มากกว่ามูลค่าตลาดของ LUNA ระบบก็เข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า Death Spiral นักลงทุนแห่เทขายทั้งสองเหรียญพร้อมกัน LUNA ถูกสร้างออกมาจนไม่เหลือมูลค่า ส่วน UST ร่วงเหลือเพียง 0.1 ดอลลาร์ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์

เหตุการณ์นี้มีจุดร่วมที่น่าสนใจกับวิกฤตต้มยำกุ้งของไทยในปี 2540 อยู่ไม่น้อย ตอนนั้นเงินบาทถูกตรึงค่ากับดอลลาร์สหรัฐฯ ในลักษณะคล้าย LUNA ที่หนุนหลัง UST เมื่อกองทุนเก็งกำไรระหว่างประเทศเริ่มเห็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทยและเทขายเงินบาทหนักขึ้นเรื่อยๆ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็พยายามใช้เงินสำรองระหว่างประเทศเข้าพยุงค่าเงินไว้ เหมือนที่ Luna Foundation Guard พยายามพยุงราคา UST จนสุดท้ายเงินสำรองหมดคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในที่สุด ทั้งสองเหตุการณ์สะท้อนบทเรียนเดียวกัน คือระบบที่ตรึงราคาด้วยการพยุงจากเงินสำรองอย่างเดียว โดยไม่มีสินทรัพย์รองรับที่แข็งแรงพอ ท้ายที่สุดแล้วเปราะบางกว่าที่คิดเมื่อโดนแรงเทขายจากตลาดจริงๆ เพียงแต่ในโลกคริปโต ผู้ถือ UST ไม่มีใครมาช่วยรับผิดชอบความเสียหายแทน ต่างจากประชาชนไทยที่รัฐยังต้องแบกรับผลกระทบของวิกฤตต่อไปอีกหลายปี

ตัวเลขที่แสดงความรุนแรงของ Death Spiral ได้ชัดที่สุดคือราคา LUNA เอง ก่อนเกิดเหตุ LUNA เคยซื้อขายกันที่ราวๆ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเหรียญ แต่เพราะระบบต้อง Mint LUNA ออกมาแลกกับการ Burn UST อย่างไม่มีที่สิ้นสุดเพื่อพยุงราคา อุปทาน LUNA จึงพุ่งจากหลักร้อยล้านเหรียญไปแตะหลักล้านล้านเหรียญภายในไม่กี่วัน ราคาต่อเหรียญจึงร่วงลงเหลือเพียง 0.000002 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นการสูญมูลค่าเกือบ 100% ซึ่งไม่ใช่แค่ราคาร่วงแบบทั่วไป แต่คือกลไกที่ออกแบบมาเพื่อพยุงราคาสุดท้ายกลับกลายเป็นตัวเร่งให้ทั้งระบบพังเร็วขึ้นไปอีก
ไม่ใช่ Algorithmic Stablecoin ทุกตัวที่จบแบบ UST อย่างไรก็ตาม บางเจ้าเลือกออกแบบให้เป็นแบบผสม (Fractional-algorithmic) คือมีทั้งสินทรัพย์ค้ำประกันจริงบางส่วนและใช้อัลกอริทึมควบคุมอีกส่วน อย่างเช่น FRAX ที่ไม่ได้ยึดกลไก Mint & Burn ล้วนๆ เหมือน UST แต่ปรับสัดส่วนสินทรัพย์ค้ำประกันขึ้นลงตามความเชื่อมั่นของตลาดแทน ทำให้เมื่อเจอความผันผวนรุนแรง ระบบยังพอมีสินทรัพย์จริงรองรับอยู่บ้าง ไม่ต้องพึ่งความเชื่อมั่นล้วนๆ เหมือน UST บทเรียนจาก Terra จึงไม่ใช่ว่า "Algorithmic Stablecoin ใช้ไม่ได้เสมอไป" แต่คือการมีสินทรัพย์ค้ำประกันจริงอยู่บ้าง ต่อให้ไม่เต็ม 100% ก็ยังทำให้ระบบทนแรงเทขายได้ดีกว่าการพึ่งอัลกอริทึมล้วนๆ อย่างมีนัยสำคัญ

ภาพ: กราฟราคา UST ร่วงจาก 1 ดอลลาร์ลงมาเหลือประมาณ 0.10 ดอลลาร์ภายในสัปดาห์เดียวช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2022 หลังถูกเทขายหนักจนเกิด Death Spiral
ความเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนถือ Stablecoin
แม้ Stablecoin จะถูกออกแบบมาให้ราคานิ่ง แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยงเลย ความเสี่ยงหลักๆ ที่ควรรู้มีอยู่สามเรื่อง
เรื่องแรกคือความโปร่งใสของสินทรัพย์ค้ำประกัน ผู้ออก Fiat-backed Stablecoin บางเจ้าเปิดเผยรายงานสินทรัพย์สำรองเพียงแค่ระดับ "หนังสือรับรองความเห็นทางบัญชี" (Attestation) ซึ่งไม่ใช่การตรวจสอบบัญชีแบบเต็มรูปแบบโดยหน่วยงานอิสระ ทำให้ยากที่นักลงทุนทั่วไปจะยืนยันได้ 100% ว่าเงินสำรองมีครบตามที่ประกาศจริง
เรื่องที่สองคือความเสี่ยงจากการกำกับดูแล (Regulatory Risk) เพราะผู้ออกเหรียญ Fiat-backed เป็นบริษัทจริงที่อยู่ภายใต้กฎหมาย จึงสามารถถูกสั่งอายัดบัญชีเฉพาะรายได้ตามคำสั่งของหน่วยงานรัฐ หรือแม้แต่ถูกสั่งปิดกิจการทั้งหมดแบบที่เกิดขึ้นกับ BUSD ก็เป็นความเสี่ยงที่ผู้ถือเหรียญไม่สามารถควบคุมได้เลย
เรื่องที่สามคือความเสี่ยงหลุด Peg (Depeg Risk) คือราคาเหรียญเบี่ยงออกจาก 1 ดอลลาร์ ซึ่งเกิดขึ้นได้กับ Stablecoin ทุกประเภท ไม่ใช่แค่ Algorithmic เท่านั้น แม้แต่ USDT เองในช่วงยุคแรกเริ่มก็เคยหลุดจากราคา 1 ดอลลาร์ไปซื้อขายกันที่ราว 0.6 ดอลลาร์มาแล้ว ก่อนที่ตลาดจะฟื้นความเชื่อมั่นกลับมาได้ในภายหลัง ส่วน Crypto-backed อย่าง DAI หรือ Algorithmic อย่าง UST ก็มีโอกาสหลุด Peg ได้ง่ายกว่าด้วยซ้ำในภาวะตลาดผันผวนรุนแรง เพราะไม่มีเงินสดค้ำอยู่โดยตรงเหมือน Fiat-backed

ภาพ: สรุป 3 ความเสี่ยงหลักของ Stablecoin ได้แก่ ความโปร่งใสของสินทรัพย์ค้ำประกันที่ตรวจสอบได้ยาก ความเสี่ยงถูกอายัดบัญชีจากหน่วยงานกำกับดูแล และความเสี่ยงหลุด Peg ออกจาก 1 ดอลลาร์
กฎระเบียบ Stablecoin จากยุโรปถึงไทย
เพราะ Stablecoin เติบโตจนกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของทั้งอุตสาหกรรมคริปโต หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกจึงเริ่มเข้ามาวางกติกาอย่างจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ปล่อยให้เป็นพื้นที่สีเทาเหมือนยุคแรกเริ่มอีกต่อไป
ในยุโรป กฎ MiCA (Markets in Crypto-Assets) มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 กำหนดให้ผู้ออก Stablecoin ต้องขอใบอนุญาตและเปิดเผยข้อมูลสินทรัพย์ค้ำประกันตามมาตรฐานที่ยุโรปกำหนด ผู้ออกที่ไม่ยื่นขอใบอนุญาต เช่น Tether ผู้ออก USDT เลือกที่จะไม่ยื่นขอตามเกณฑ์นี้ ทำให้กระดานเทรดที่มีใบอนุญาตในยุโรปไม่สามารถให้บริการซื้อขาย USDT ได้อีกต่อไป ขณะที่ Circle ผู้ออก USDC ได้ใบอนุญาต Electronic Money Institution (EMI) ทำให้ยังคงให้บริการในยุโรปได้ตามปกติ
ไทม์ไลน์กฎระเบียบ Stablecoin ปี 2026: 26 มิ.ย. ธนาคารแห่งประเทศไทยเริ่มศึกษา Thai Baht Stablecoin · 1 ก.ค. กฎหมาย MiCA ของสหภาพยุโรปบังคับใช้เต็มรูปแบบ · 3 ก.ย. ก.ล.ต. ไทยมีมติเห็นชอบหลักการคุมเข้ม Stablecoin
ฝั่งไทยเองก็เริ่มขยับเช่นกัน วันที่ 3 กันยายน 2026 คณะกรรมการ ก.ล.ต. มีมติเห็นชอบหลักการยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรม Stablecoin ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล หลังพบว่าปริมาณธุรกรรม Stablecoin โดยเฉพาะ USDT เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีพฤติกรรมบางลักษณะที่เข้าข่ายความเสี่ยงฟอกเงินและอาชญากรรมไซเบอร์ มาตรการที่เสนอคือจำกัดวงเงินโอน Stablecoin เข้าและออกจากบัญชีลูกค้าไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อวันต่อคนต่อผู้ประกอบธุรกิจแต่ละราย พร้อมบังคับให้ Wallet ต้นทางและปลายทางต้องผ่านการยืนยันว่าเป็นของลูกค้าคนนั้นจริง ห้ามโอนเข้าออกจาก Wallet ของบุคคลอื่น ก.ล.ต. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นภายในเดือนกันยายน 2026 ก่อนสรุปเกณฑ์จริง
ก.ล.ต. เสนอเพดานโอน Stablecoin ที่ 5,000,000 บาทต่อวันต่อคน ทั้งขาเข้าและขาออก จำกัดต่อผู้ประกอบธุรกิจแต่ละราย (ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 3 ก.ย. 2026)
ในอีกด้านหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็กำลังศึกษาแนวทางตรงข้าม คือการเปิดทางให้เกิด Stablecoin ที่อ้างอิงเงินบาทเองในนาม "Thai Baht Stablecoin" โดยวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ประกาศเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2026 ว่าอยู่ระหว่างศึกษาและเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นภายในปีนี้ เป้าหมายเบื้องต้นคือเปิดทางให้สถาบันการเงินเข้าไปทำธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลบางส่วนเพื่อสนับสนุนการเงินสีเขียว เช่น คาร์บอนเครดิต ย้ำว่าจะไม่ใช้แนวทางเชิงรุกเท่าบางประเทศ ภาพรวมจึงเห็นได้ชัดว่าฝั่งหนึ่งกำลังคุมเข้มธุรกรรม Stablecoin ต่างชาติที่ไหลเข้าออกประเทศ ขณะที่อีกฝั่งกำลังเปิดทางให้เกิด Stablecoin สัญชาติไทยขึ้นมาแข่งขันเอง สะท้อนให้เห็นว่า Stablecoin ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีอีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็นประเด็นนโยบายการเงินระดับประเทศที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกต้องเข้ามาจัดการอย่างจริงจัง

ภาพ: ผลการค้นหาคำว่า "stablecoin" บนเว็บไซต์ทางการของสำนักงาน ก.ล.ต. ไทย (sec.or.th) แสดงประกาศและข่าวที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล Stablecoin ที่ผ่านมา
สรุป: Stablecoin ไม่ใช่สินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยงเสมอไป
Stablecoin ทำหน้าที่เป็นสะพานสำคัญที่เชื่อมโลกคริปโตผันผวนเข้ากับความมั่นคงของเงินตราแบบดั้งเดิม ทำให้นักลงทุนพักเงินในระบบคริปโตได้โดยไม่ต้องผันผวนตามตลาด และเป็นคู่เทรดหลักที่ทำให้กระดานเทรดทำงานได้อย่างมีสภาพคล่อง แต่ "ราคานิ่ง" ไม่ได้แปลว่า "ไม่มีความเสี่ยง" ผู้ออกแต่ละเจ้ามีกลไกและความน่าเชื่อถือที่แตกต่างกัน
ตั้งแต่ Fiat-backed ที่ต้องพึ่งความโปร่งใสของผู้ออก Crypto-backed ที่ต้องแลกกับประสิทธิภาพเงินทุน ไปจนถึง Algorithmic ที่เคยพิสูจน์มาแล้วว่าเปราะบางที่สุดเมื่อไม่มีสินทรัพย์จริงรองรับ การเข้าใจกลไกเบื้องหลังของ Stablecoin แต่ละตัวก่อนใช้งาน จึงเป็นความรู้พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับทุกคนที่อยู่ในโลกคริปโต
คำถามที่พบบ่อย
Stablecoin คืออะไร?
Cryptocurrency ที่ถูกออกแบบให้ราคาคงที่ ผูกติดกับสินทรัพย์อ้างอิงในโลกจริง ส่วนใหญ่คือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ทำหน้าที่เป็นแหล่งพักเงินและคู่เทรดหลักในตลาดคริปโต
ก.ล.ต. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนภายในเดือนกันยายน 2026 ก่อนสรุปเกณฑ์บังคับใช้จริง โดยมาตรการที่เสนอคือจำกัดวงเงินโอน Stablecoin เข้าและออกจากบัญชีลูกค้าไม่เกิน 5,000,000 บาทต่อวันต่อคน ต่อผู้ประกอบธุรกิจแต่ละราย (ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์)
Stablecoin มีอะไรบ้าง แบ่งกี่ประเภท?
แบ่งหลักๆ 3 ประเภทตามกลไกตรึงราคา ได้แก่ Fiat-backed (ค้ำด้วยเงินจริง เช่น USDT, USDC) Crypto-backed (ค้ำด้วยคริปโตอื่นแบบค้ำประกันเกินมูลค่า เช่น DAI) และ Algorithmic (ใช้อัลกอริทึมควบคุมอุปทานแทนสินทรัพย์ค้ำประกัน เช่น UST ที่เคยล่มไปแล้ว)
ทำไม UST ของ Terra/LUNA ถึงล่มสลาย?
เพราะ UST ไม่มีสินทรัพย์จริงหนุนหลัง อาศัยกลไกอัลกอริทึมแลกเปลี่ยนกับ LUNA เพียงอย่างเดียว เมื่อถูกเทขายหนักจนราคาหลุด 1 ดอลลาร์ ระบบต้องสร้าง LUNA ออกมามหาศาลเพื่อพยุงราคา จนเกิด Death Spiral ที่ทำให้ทั้งสองเหรียญเสียมูลค่าเกือบทั้งหมดภายในไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์
Stablecoin ปลอดภัย 100% หรือไม่?
ไม่ปลอดภัย 100% ความเสี่ยงหลักที่ต้องรู้คือความโปร่งใสของสินทรัพย์ค้ำประกัน ความเสี่ยงจากการถูกกำกับดูแลหรือสั่งอายัด และความเสี่ยงหลุด Peg ซึ่งเกิดขึ้นได้กับ Stablecoin ทุกประเภท ไม่ใช่แค่ Algorithmic เท่านั้น
ไทยมีกฎหมายควบคุม Stablecoin โดยเฉพาะหรือยัง?
ยังไม่มีประกาศเฉพาะแยกออกมาต่างหาก แต่ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรม Stablecoin ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่แล้ว (เสนอจำกัดวงเงินโอนไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อวันต่อคน) ส่วน ธปท. เองก็กำลังศึกษาแนวทางออก Thai Baht Stablecoin ของตัวเองคู่ขนานกันไป
📖 เรื่องนี้ผู้เขียนเล่าไว้ละเอียดกว่านี้ในหนังสือ Cryptocurrency & Digital Asset 101 บทที่ว่าด้วย Stablecoin