
Bitcoin เป็นทรัพย์ในคดีปล้น! ศาลฎีกาพิพากษายืน โจรบังคับโอน 1.878 ล้านบาทที่เกาะสมุย
ศาลฎีกาของไทยวินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ ในคำพิพากษาฎีกาที่ 4929/2569 ว่า Bitcoin ที่ผู้เสียหายต้องแลกและโอนให้กลุ่มคนร้ายมีราคา และถือเอาได้ เงินที่โอนไปจึงเป็นทรัพย์ ครบองค์ประกอบความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ คดีนี้พนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลย ซึ่งฉบับย่อเรียกว่า "นาย อ." ว่าร่วมกับชายต่างชาติ 5 คนปล้นทรัพย์ที่เกาะสมุย ศาลทั้งสามชั้นฟังว่าผู้เสียหายต้องแลกเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,878,000 บาท ตามที่ศาลระบุ) เป็น Bitcoin 2.480801 BTC แล้วโอนให้ เพราะการบังคับขู่เข็ญ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 10 ปีหลังลดโทษหนึ่งในสาม ศาลอุทธรณ์ภาค 8 และศาลฎีกาพิพากษายืน ศาลฎีกาเผยแพร่คำพิพากษาฉบับย่อในหัวข้อ "สรรหาฎีกาเด็ด" ฉบับที่ 41/2569 เมื่อ 28 ตุลาคม 2569 ทีมข่าวอ่านฉบับย่อบนระบบสืบค้นฎีกาของศาลฎีกา (deka.supremecourt.or.th) และโพสต์ของเพจสื่อศาลแล้ว ฉบับย่อไม่ระบุวันที่ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษา
ศาลฎีกาวินิจฉัยอะไร
ปัญหากฎหมายที่จำเลยยกขึ้นในชั้นฎีกาคือ คริปโทเคอร์เรนซีหรือ Bitcoin ที่โอนไปมีมูลค่าพอจะถือว่าเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น โดยให้เหตุผลตามฉบับย่อ ดังนี้
- ตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 คริปโทเคอร์เรนซีคือหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นบนระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนสินค้า บริการ สิทธิอื่น หรือแลกเปลี่ยนระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัล
- ศาลอ้างหนังสือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งระบุว่าเงินดิจิทัลหรือคริปโทเคอร์เรนซียังไม่ถือว่าเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และผู้ทำธุรกรรมอาจไม่ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ใช้บริการทางการเงิน แต่หนังสือฉบับเดียวกันก็ระบุว่าคริปโทเคอร์เรนซีมีราคาผันผวนตามความต้องการซื้อขาย และส่วนหนึ่งมาจากการเก็งกำไร
- ศาลระบุว่าตามหลักปฏิบัติทั่วไป Bitcoin จัดเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนที่มีมูลค่าตามตลาด เปลี่ยนเป็นเงินสดได้หากมีผู้ซื้อรองรับ และบุคคลทั่วไปถือครองได้ ข้อมูลราคาตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ CoinMarketCap และปัจจุบันสำนักงาน ก.ล.ต. กำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี ภายใต้พระราชกำหนดดังกล่าว
- เมื่อผู้เสียหายต้องใช้เงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,878,000 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนขณะนั้น) แลกเป็น Bitcoin เพื่อโอนให้คนร้าย สิ่งที่สูญเสียไปคือคริปโทเคอร์เรนซีที่มีรูปร่างบนระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ จึงมีราคาและถือเอาได้ในจำนวนไม่น้อยกว่าเงินที่โอนไป ไม่ใช่สิ่งที่ปราศจากมูลค่าหรือไม่มีรูปร่าง
ศาลสรุปว่าเงินที่โอนไปเป็นทรัพย์ จึงครบองค์ประกอบความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ส่วนเรื่องที่จำเลยกระทำผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลล่าง และฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
ข้อเท็จจริงของคดีตามฉบับย่อ
ข้อความสั้นในโพสต์ของเพจสื่อศาลเขียนว่าผู้เสียหาย "ใช้เงินแลกเปลี่ยนเป็นบิตคอยน์เพื่อโอนให้กับกลุ่มของคนร้าย" โดยไม่พูดถึงเหตุที่เกิดขึ้น ส่วนฉบับย่อบนระบบสืบค้นฎีการะบุว่าเป็นคดีที่ผู้เสียหายต้องโอนเพราะการบังคับขู่เข็ญ
- ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกา: จำเลยยืมรถตู้จากผู้ให้เช่ารถ พาชายต่างชาติไปรับที่สนามบินสุวรรณภูมิ เดินทางไปเกาะสมุย และติดต่อเช่าห้องพักกับรถจักรยานยนต์ที่นั่น เมื่อกันยายน 2565
- เหตุเกิดที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งบนเกาะสมุย ช่วงวันที่ 15 กันยายน 2565 ตามลำดับเหตุการณ์ในฉบับย่อ ชายต่างชาติ 5 คนเข้าพูดกับผู้เสียหายซึ่งนั่งอยู่กับภริยา จากนั้นผู้เสียหายใช้โทรศัพท์แลกเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐเป็น Bitcoin แล้วโอนเข้าบัญชีเงินดิจิทัลของคนในกลุ่ม
- ศาลรับฟังจากคำเบิกความว่าการโอนไม่ได้เกิดจากความสมัครใจ แต่เกิดจากการบังคับขู่เข็ญ มีการชกต่อยทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ยื้อแย่งเพื่อดูข้อมูลในโทรศัพท์ และพูดข่มขู่ให้กลัวต่อความปลอดภัยของผู้เสียหายและครอบครัว ผู้เสียหายถ่ายภาพบาดแผลบริเวณใบหน้าและใบหูไว้หลังเกิดเหตุ
- ศาลระบุว่าก่อนเกิดเหตุ กลุ่มชายต่างชาติเข้าพูดกับภริยาผู้เสียหายในทำนองที่ว่าหนึ่งในกลุ่มเคยต้องโทษจำคุกในคดีลักพาตัวเด็ก และติดตามครอบครัวนี้มานาน ซึ่งมีลักษณะข่มขู่ให้หวาดกลัว โดยเฉพาะบุตรที่ยังเยาว์วัย
- ศาลชี้ด้วยว่า การต้องเปลี่ยนสกุลเงินจากดอลลาร์สหรัฐเป็น Bitcoin ก่อนโอน ทำให้ติดตามเส้นทางเงินยาก เป็นการปกปิดผลของการกระทำ ซึ่งเป็นเครื่องสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายว่าไม่ได้โอนด้วยความสมัครใจ
- หลังเกิดเหตุ กลุ่มชายต่างชาติใช้รถตู้และรถจักรยานยนต์หลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยและชายต่างชาติ 5 คนในข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย และข่มขืนใจผู้อื่น ฉบับย่อไม่ระบุว่าชายต่างชาติทั้ง 5 คนถูกจับหรือดำเนินคดีหรือไม่
โทษและคำสั่งในแต่ละชั้นศาล
- โจทก์ฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 309, 340, 340 ตรี และ 391 และขอให้จำเลยคืนเงินดิจิทัล Bitcoin มูลค่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.480801 BTC คิดเป็นเงินไทย 1,878,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ
- ศาลจังหวัดเกาะสมุยพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 309 วรรคสอง, 340 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 340 ตรี และ 391 ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จำคุก 15 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ จึงลดโทษหนึ่งในสาม ตามมาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี และให้คืนเงินดิจิทัลมูลค่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.480801 BTC แก่ผู้เสียหาย
- จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่พิพากษายืน คดีนี้มีหมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4012/2567
ที่ฉบับย่อไม่ได้บอก
- วันที่ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษา: ฉบับย่อไม่ระบุ มีเพียงว่าเผยแพร่ใน "สรรหาฎีกาเด็ด" ฉบับ 28 ตุลาคม 2569
- ผู้เสียหายได้รับเงินหรือ Bitcoin คืนแล้วหรือไม่: ไม่ระบุ
- ขอบเขตของคำวินิจฉัย: ศาลวินิจฉัยในคดีปล้นทรัพย์ที่คนร้ายบังคับผู้เสียหายให้โอน ฉบับย่อไม่ได้พูดถึงคดีประเภทอื่น เช่น คดีหลอกลวงลงทุน หรือเรื่องภาษี ทีมข่าวจึงไม่สรุปว่าแนวคำวินิจฉัยนี้ใช้กับคดีเหล่านั้นอย่างไร
- ตัวตนของจำเลย ผู้เสียหาย และชายต่างชาติทั้ง 5 คน: ฉบับย่อใช้ชื่อย่อหรือชื่อสกุลที่ไม่ชัด ข่าวนี้จึงไม่ระบุชื่อบุคคลเหล่านี้
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:
เรื่องคนร้ายบังคับให้เหยื่อโอนคริปโตที่เราเคยรายงานไว้
👉 อุกอาจ! โจรบุกบ้านในฝรั่งเศส ปล้นคู่รักวัย 50 บังคับโอน Bitcoin ก่อนหนีลอยนวล
👉 วิกฤต "Wrench Attack" ปี 2026 พุ่ง 41% : เมื่อความปลอดภัยทางซอฟต์แวร์ไม่เพียงพออีกต่อไป
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: ระบบสืบค้นฎีกา ศาลฎีกา (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4929/2569 ฉบับย่อ), เพจสื่อศาล "สรรหาฎีกาเด็ด" ฉบับที่ 41/2569 (28 ต.ค. 2569)
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict
ข้อที่ตรวจได้ชัดจากฉบับย่อคือ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ยืนว่า Bitcoin ในคดีนี้มีราคาและถือเอาได้ เงินที่โอนไปจึงเป็นทรัพย์ในความหมายของความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ เหตุผลที่ศาลใช้คือคำนิยามในพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล หนังสือของ ธปท. และหลักปฏิบัติทั่วไปว่า Bitcoin มีมูลค่าตามตลาดและเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ ศาลไม่ได้ปฏิเสธข้อความของ ธปท. ที่ว่าคริปโทเคอร์เรนซียังไม่ใช่เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และผู้ทำธุรกรรมอาจไม่ได้รับความคุ้มครองเหมือนผู้ใช้บริการทางการเงินทั่วไป
สำหรับผู้อ่านชาวไทย คดีนี้เป็นเรื่องคนร้ายบังคับให้โอน ไม่ใช่คดีหลอกลงทุน ทีมข่าวไม่ได้วิเคราะห์ว่าแนวคำวินิจฉัยนี้ใช้กับคดีอื่นอย่างไร และทีมข่าวไม่ใช่ผู้ให้คำปรึกษากฎหมาย ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อควรแจ้งความและปรึกษาทนายความ สิ่งที่ต้องรอดูคือคำพิพากษาฉบับเต็ม และการนำแนวคำวินิจฉัยนี้ไปใช้ในคดีอื่นที่เกี่ยวกับคริปโต
เนื้อหานี้เป็นข้อมูลข่าว ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางกฎหมาย
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com