MakerDAO และ DAI คืออะไร Stablecoin ที่ไม่มีบริษัทหนุนหลัง
ความรู้พื้นฐานโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

MakerDAO และ DAI คืออะไร Stablecoin ที่ไม่มีบริษัทหนุนหลัง

DAI คือ Stablecoin ที่ไม่มีบริษัทเก็บเงินสำรอง แต่ใช้คริปโตค้ำเกินมูลค่าผ่าน Smart Contract เข้าใจกลไก CDP การตรึงราคา 1 ดอลลาร์ จนถึงการรีแบรนด์เป็น Sky

บทความนี้เป็นตอนที่ 40 ของซีรีส์คริปโต 1-100 ต่อจาก Stablecoin คืออะไร ที่เล่าภาพรวมของเหรียญราคานิ่งทั้ง 3 ประเภทไปแล้ว ตอนนี้จะพาลงลึกที่ประเภทเดียวคือ Crypto-backed ผ่านโปรเจกต์ต้นตำรับของแนวคิดนี้ ถ้ายังไม่แน่ใจว่า DeFi คืออะไร แนะนำให้อ่าน DeFi คืออะไร ก่อน

ลองนึกภาพว่ามีคนบอกเราว่า จะสร้างเงินดอลลาร์ดิจิทัลขึ้นมาสักสกุล โดยไม่มีบริษัทไหนถือเงินสำรอง ไม่มีบัญชีธนาคาร ไม่มีสำนักงาน ไม่มีแม้แต่พนักงานสักคน แล้วเหรียญนั้นต้องรักษามูลค่าให้เท่ากับ 1 ดอลลาร์ให้ได้ตลอดเวลา ฟังดูเหมือนเป็นไปไม่ได้

แต่สิ่งนี้เกิดขึ้นจริงมาตั้งแต่ปลายปี 2017 และผ่านทั้งตลาดหมี วิกฤตโควิด เหตุการณ์ตลาดพังรุนแรงมาแล้วหลายรอบ เหรียญที่ว่าคือ DAI ผลงานของโปรเจกต์ที่ชื่อ MakerDAO ซึ่งหลายคนยกให้เป็นโครงการ DeFi แรกของโลก และเป็นต้นแบบความคิดที่ว่าระบบการเงินทั้งระบบสามารถรันด้วยโค้ดล้วนๆ ได้จริง

เรื่องนี้ควรรู้ไว้แม้ในวันที่ MakerDAO เปลี่ยนชื่อไปแล้ว (ปัจจุบันรีแบรนด์เป็น Sky ซึ่งจะเล่าช่วงท้ายบทความ) เพราะกลไกที่ MakerDAO คิดขึ้นยังเป็นรากฐานของ Stablecoin สายไร้ตัวกลางแทบทุกตัวในปัจจุบัน เข้าใจตัวนี้ตัวเดียว เท่ากับเข้าใจทั้งตระกูล

MakerDAO คือแพลตฟอร์ม DeFi บนบล็อกเชน Ethereum ที่เปิดให้ใครก็ได้นำคริปโตมาวางค้ำประกันเกินมูลค่า (Overcollateralized) เพื่อสร้างเหรียญ DAI ซึ่งเป็น Stablecoin ที่ตรึงมูลค่าไว้ใกล้เคียง 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยทั้งระบบทำงานด้วย Smart Contract อัตโนมัติ และบริหารโดยชุมชนผู้ถือเหรียญ MKR แทนที่จะเป็นบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

หลักคิดของ MakerDAO ในหนึ่งภาพ วางคริปโตมูลค่าสูงกว่าค้ำไว้ใน Smart Contract เพื่อสร้างเงินดอลลาร์ดิจิทัลออกมาใช้ โดยไม่ต้องมีบริษัทอยู่ตรงกลาง

ภาพ: หลักคิดของ MakerDAO ในหนึ่งภาพ วางคริปโตมูลค่าสูงกว่าค้ำไว้ใน Smart Contract เพื่อสร้างเงินดอลลาร์ดิจิทัลออกมาใช้ โดยไม่ต้องมีบริษัทอยู่ตรงกลาง

ปัญหาของ Stablecoin แบบมีตัวกลาง จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

Stablecoin ที่คนส่วนใหญ่ใช้กันอย่าง USDT หรือ USDC เป็นแบบ Fiat-backed คือมีบริษัทจริง (Tether และ Circle) เก็บเงินดอลลาร์และสินทรัพย์สำรองไว้ แล้วออกเหรียญมาให้ใช้แทน วิธีนี้เข้าใจง่ายและราคานิ่งจริง แต่มันมีเงื่อนไขซ่อนอยู่ข้อหนึ่งที่หลายคนไม่ทันคิด นั่นคือเราต้อง "เชื่อใจ" บริษัทผู้ออกเหรียญเต็มร้อย

ความเชื่อใจที่ว่าแตกออกเป็นสองเรื่อง เรื่องแรกคือเงินสำรองมีอยู่จริงครบตามที่อ้างหรือเปล่า เพราะจนถึงวันนี้ผู้ออกเหรียญรายใหญ่ก็ยังเปิดเผยแค่หนังสือรับรองความเห็นทางบัญชี (Attestation) ไม่ใช่การตรวจสอบบัญชีเต็มรูปแบบ เรื่องที่สองสำคัญกว่านั้น คือบริษัทผู้ออกเหรียญมีอำนาจอายัดเหรียญในกระเป๋าของใครก็ได้ ทั้ง USDT และ USDC เคยใช้อำนาจนี้มาแล้วจริงตามคำสั่งของหน่วยงานรัฐ

การถือ Stablecoin แบบนี้จึงไม่ต่างจากการถือ IOU (I Owe You) หรือตั๋วสัญญาว่าจะจ่ายเงินคืน แบบเดียวกับยุคที่คนฝากทองไว้กับสถาบันแล้วได้ตั๋วทองมาถือแทน ปัญหาคลาสสิกของตั๋วแบบนี้คือ วันที่ทุกคนแห่ไปไถ่ถอนพร้อมกัน อาจพบว่าของจริงในคลังมีไม่ครบ

Stablecoin แบบมีบริษัทหนุนหลังต้องเชื่อใจผู้ออกเหรียญเต็มร้อย ส่วน DAI แทนที่ความเชื่อใจนั้นด้วยหลักประกันบนบล็อกเชนที่ทุกคนตรวจสอบได้

ภาพ: Stablecoin แบบมีบริษัทหนุนหลังต้องเชื่อใจผู้ออกเหรียญเต็มร้อย ส่วน DAI แทนที่ความเชื่อใจนั้นด้วยหลักประกันบนบล็อกเชนที่ทุกคนตรวจสอบได้

คำถามที่ชาวคริปโตยุคนั้นถามกันคือ ในเมื่อ Bitcoin พิสูจน์แล้วว่าเงินไม่ต้องมีธนาคารก็ได้ แล้วทำไมเงินดอลลาร์ดิจิทัลยังต้องมีบริษัท คำตอบของคำถามนี้กลายมาเป็น MakerDAO

กำเนิด MakerDAO โครงการ DeFi แรกของโลก

MakerDAO ก่อตั้งโดย Rune Christensen นักพัฒนาชาวเดนมาร์ก ที่เริ่มปลุกปั้นแนวคิดนี้มาตั้งแต่ปี 2015 ก่อนคำว่า DeFi จะถูกบัญญัติขึ้นด้วยซ้ำ และเปิดตัวเหรียญ DAI บน Ethereum ในเดือนธันวาคม 2017 หลายคนจึงเรียก MakerDAO ว่าเป็นโครงการ DeFi แรกของโลก เพราะมันคือระบบการเงินเต็มรูปแบบตัวแรกที่ทำงานบน Smart Contract โดยไม่มีตัวกลาง

คำว่า DAO ในชื่อย่อมาจาก Decentralized Autonomous Organization หรือองค์กรอัตโนมัติแบบไร้ศูนย์กลาง หมายความว่าโครงการนี้ไม่ได้บริหารโดยผู้บริหารบริษัท แต่บริหารโดยชุมชนผู้ถือเหรียญ MKR ที่ใช้เหรียญโหวตตัดสินใจเรื่องสำคัญของระบบ ตั้งแต่อัตราดอกเบี้ยไปจนถึงชนิดของหลักประกันที่รับ (เรื่อง DAO แบบเต็มๆ จะมีบทความแยกในซีรีส์นี้)

ส่วนชื่อเหรียญ DAI ถูกเลือกมาอย่างตั้งใจ Rune หยิบจากตัวอักษรจีน 貸 อ่านแบบพินอินว่า dài แปลว่าให้ยืมหรือขอยืม เพราะเขาเห็นความสำคัญของตลาดคริปโตจีน และความหมายของคำก็ตรงกับกลไกของระบบพอดี เพราะ DAI ทุกเหรียญเกิดจากการกู้ยืมจริงๆ

เส้นทางเกือบทศวรรษของ MakerDAO จากไอเดียของนักพัฒนาชาวเดนมาร์กปี 2015 สู่ผู้ออก Stablecoin รายใหญ่อันดับต้นของโลก ผ่านบททดสอบ Black Thursday จนถึงการรีแบรนด์เป็น Sky

ภาพ: เส้นทางเกือบทศวรรษของ MakerDAO จากไอเดียของนักพัฒนาชาวเดนมาร์กปี 2015 สู่ผู้ออก Stablecoin รายใหญ่อันดับต้นของโลก ผ่านบททดสอบ Black Thursday จนถึงการรีแบรนด์เป็น Sky

กลไกสร้าง DAI เงินที่เกิดจากหนี้

หัวใจของ MakerDAO คือสิ่งที่เรียกว่า Collateralized Debt Position (CDP) หรือที่ภายหลังเรียกว่า Vault แปลตรงตัวคือ "สถานะหนี้ที่มีหลักประกันค้ำ" ฟังดูซับซ้อน แต่ถ้าเทียบกับสิ่งใกล้ตัว มันคือโรงรับจำนำเวอร์ชันอัตโนมัติดีๆ นี่เอง

หลักการทำงานเป็นแบบนี้ ผู้ใช้นำคริปโต (ยุคแรกรับเฉพาะ ETH) ไปฝากล็อกไว้ใน Smart Contract แล้วระบบจะอนุญาตให้สร้างหรือ "กู้" เหรียญ DAI ออกมาได้ โดยมีเงื่อนไขเหล็กคือมูลค่าหลักประกันต้องมากกว่ามูลค่า DAI ที่กู้ออกมาเสมอ อัตราขั้นต่ำของ ETH ในยุคแรกคือ 150%

ตัวเลขกลมๆ เพื่อให้เห็นภาพ ถ้าฝาก ETH มูลค่า 150 ดอลลาร์ จะกู้ DAI ออกมาได้สูงสุด 100 DAI (มูลค่า 100 ดอลลาร์) และในทางปฏิบัติคนส่วนใหญ่จะวางค้ำเกินกว่านั้นมาก เช่น 200% ถึง 300% เพื่อเผื่อระยะให้ราคาหลักประกันร่วงได้โดยไม่โดนบังคับขาย เมื่อไหร่ที่อยากได้ ETH คืน ก็นำ DAI จำนวนเท่าเดิมมาคืนระบบพร้อมดอกเบี้ยที่เรียกว่า Stability Fee (ยุคแรกจ่ายเป็นเหรียญ MKR) แล้ว DAI ก้อนนั้นจะถูกเผาทิ้งหายไปจากระบบ

จุดที่ต่างจาก Stablecoin แบบมีบริษัทอย่างสิ้นเชิงอยู่ตรงนี้ DAI ทุกเหรียญที่หมุนเวียนอยู่ ไม่ได้เกิดจากใครเอาเงินดอลลาร์ไปฝากบริษัท แต่เกิดจากมีคนเอาคริปโตมูลค่าสูงกว่ามาวางค้ำแล้วกู้มันออกมา พูดอีกแบบคือ DAI เป็นเงินที่ถูกสร้างจากหนี้ ซึ่งถ้าใครอ่านตอน Nixon Shock และกำเนิดเงินเฟียต ของซีรีส์นี้มาก่อน จะคุ้นทันที เพราะเงินเฟียตในระบบธนาคารปัจจุบันก็ถูกสร้างจากการปล่อยสินเชื่อในตรรกะเดียวกัน ต่างกันแค่ DAI มีหลักประกันวางค้ำเกินมูลค่าให้เห็นโต้งๆ บนบล็อกเชน ตรวจสอบได้ทุกวินาที

วงจรชีวิตของ DAI หนึ่งเหรียญ ตั้งแต่เกิดจากการวางหลักประกันเกินมูลค่าแล้วกู้ออกมา จนถึงตายเมื่อหนี้ถูกชำระคืนและเหรียญถูกเผาทิ้ง

ภาพ: วงจรชีวิตของ DAI หนึ่งเหรียญ ตั้งแต่เกิดจากการวางหลักประกันเกินมูลค่าแล้วกู้ออกมา จนถึงตายเมื่อหนี้ถูกชำระคืนและเหรียญถูกเผาทิ้ง

ตรึงราคา 1 ดอลลาร์ได้ยังไง ในเมื่อไม่มีใครสัญญาว่าจะรับแลก

คำถามสำคัญที่สุดของ Stablecoin ทุกตัวคือ อะไรทำให้ราคามันนิ่ง กรณี USDT หรือ USDC คำตอบง่าย เพราะบริษัทสัญญาว่ารับแลกคืนเป็นดอลลาร์จริง 1:1 เสมอ แต่ DAI ไม่มีบริษัท ไม่มีเงินดอลลาร์จริงในระบบเลยสักเหรียญ แล้วมันนิ่งได้ยังไง

คำตอบคือ MakerDAO ทำตัวเหมือนธนาคารกลางขนาดย่อม เครื่องมือหลักคือดอกเบี้ย Stability Fee ที่ผู้ถือเหรียญ MKR โหวตปรับขึ้นลงได้ ถ้าช่วงไหน DAI ล้นตลาดจนราคาเริ่มหลุดต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ ชุมชนก็โหวตขึ้นดอกเบี้ย ทำให้การกู้ DAI แพงขึ้น คนทยอยเอา DAI มาคืนเพื่อปิดหนี้ อุปทานหด ราคาขยับกลับขึ้น กลับกันถ้า DAI ขาดตลาดจนราคาเกิน 1 ดอลลาร์ ก็ลดดอกเบี้ยให้คนกู้ออกมาเพิ่ม อุปทานเพิ่ม ราคาย่อลง

กลไกนี้คนไทยน่าจะนึกภาพตามได้ไม่ยาก เพราะมันคือตรรกะเดียวกับที่ กนง. (คณะกรรมการนโยบายการเงินของแบงก์ชาติ) ประชุมปรับดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลค่าเงินบาทและเงินเฟ้อนั่นเอง ต่างกันตรงที่ของ MakerDAO คนโหวตไม่ใช่กรรมการเจ็ดคนในห้องประชุม แต่เป็นผู้ถือเหรียญ MKR ทั่วโลกที่โหวตกันบนบล็อกเชน และผลโหวตถูกเขียนลงโค้ดทันทีโดยไม่ต้องรอแถลงข่าว

MakerDAO ใช้ตรรกะเดียวกับธนาคารกลางคือปรับดอกเบี้ยเพื่อคุมอุปทานเงิน แต่เปลี่ยนผู้ตัดสินใจจากกรรมการไม่กี่คนในห้องประชุมเป็นผลโหวตของชุมชนผู้ถือ MKR ทั่วโลก

ภาพ: MakerDAO ใช้ตรรกะเดียวกับธนาคารกลางคือปรับดอกเบี้ยเพื่อคุมอุปทานเงิน แต่เปลี่ยนผู้ตัดสินใจจากกรรมการไม่กี่คนในห้องประชุมเป็นผลโหวตของชุมชนผู้ถือ MKR ทั่วโลก

ด่านสุดท้าย การบังคับขายหลักประกัน (Liquidation)

ดอกเบี้ยคุมราคาในภาวะปกติ แต่ความเสี่ยงจริงของระบบคือราคาหลักประกันร่วงแรง สมมติมีคนฝาก ETH มูลค่า 150 ดอลลาร์แล้วกู้ DAI ไป 100 เหรียญ ถ้าราคา ETH ร่วงลงเรื่อยๆ จนมูลค่าหลักประกันเข้าใกล้มูลค่าหนี้ ระบบจะขาดทุนทันทีที่หลักประกันมีค่าน้อยกว่าหนี้ เพราะคนกู้ไม่มีเหตุผลจะเอา DAI มาไถ่ของถูกคืน

Smart Contract จึงถูกตั้งเส้นตายไว้ ทันทีที่มูลค่าหลักประกันหล่นถึงเกณฑ์ที่กำหนด ระบบจะยึดหลักประกันก้อนนั้นไปประมูลขายทอดตลาดอัตโนมัติในราคาส่วนลดเล็กน้อยจากราคาตลาด เพื่อเอาเงินมาปิดหนี้ก่อนที่มันจะกลายเป็นหนี้เสีย กระบวนการทั้งหมดไม่มีมนุษย์กดปุ่ม ไม่มีจดหมายทวงหนี้ ไม่มีการเจรจาผ่อนผัน โค้ดทำงานของมันเอง ซึ่งเป็นทั้งจุดแข็งเรื่องความไว้ใจได้ และจุดที่ผู้ใช้ต้องระวังที่สุด เพราะระบบไม่รอใครและไม่ผ่อนผันให้ใครทั้งนั้น

Oracle ตาของ Smart Contract และผลงานของคนไทยในเวทีโลก

อ่านถึงตรงนี้อาจมีคนสงสัยว่า แล้ว Smart Contract รู้ราคา ETH ได้ยังไง คำถามนี้แหลมคมกว่าที่คิด เพราะโดยธรรมชาติแล้ว Smart Contract บนบล็อกเชนมองไม่เห็นข้อมูลโลกภายนอกเลย ทั้งด้วยเหตุผลความปลอดภัยและข้อจำกัดทางเทคนิค

ตัวช่วยที่ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลจากโลกจริงเข้าบล็อกเชนเรียกว่า Oracle ตั้งชื่อตาม "ผู้หยั่งรู้" ในความเชื่อโบราณที่รับสาส์นจากทวยเทพมาบอกมนุษย์ ระบบอย่าง MakerDAO ต้องพึ่ง Oracle ป้อนราคาหลักประกันตลอดเวลา เพื่อให้รู้ว่า Vault ไหนถึงจุดต้องบังคับขาย ความน่าเชื่อถือของ Oracle จึงสำคัญระดับเป็นตายของระบบ เพราะต่อให้ Smart Contract เขียนถูกเป๊ะ แต่ถ้าราคาที่ป้อนเข้ามาผิด ระบบก็ตัดสินใจผิดทั้งกระดาน

วงการนี้มีชื่อคนไทยอยู่ในแถวหน้าของโลกด้วย เพราะนอกจาก Chainlink เจ้าตลาดแล้ว Oracle รายใหญ่อีกเจ้าที่ได้รับการยอมรับระดับสากลคือ Band Protocol ซึ่งก่อตั้งโดยทีมคนไทย เป็นหนึ่งในโปรเจกต์คริปโตสัญชาติไทยที่ไปไกลที่สุดในประวัติศาสตร์วงการนี้

Oracle คือสะพานข้อมูลที่ป้อนราคาจากโลกจริงเข้าสู่บล็อกเชนให้ Smart Contract ใช้ตัดสินใจ ถ้าสะพานนี้ป้อนราคาผิด ระบบทั้งระบบก็ตัดสินใจผิดตามไปด้วย

ภาพ: Oracle คือสะพานข้อมูลที่ป้อนราคาจากโลกจริงเข้าสู่บล็อกเชนให้ Smart Contract ใช้ตัดสินใจ ถ้าสะพานนี้ป้อนราคาผิด ระบบทั้งระบบก็ตัดสินใจผิดตามไปด้วย

Black Thursday บททดสอบของจริงเดือนมีนาคม 2020

ระบบที่ออกแบบสวยแค่ไหนก็ต้องเจอวันที่ตลาดบ้าคลั่ง ของ MakerDAO วันนั้นคือ 12 มีนาคม 2020 ที่วงการเรียกกันว่า Black Thursday เมื่อความตื่นตระหนกจากโควิดทำให้สินทรัพย์ทั่วโลกถูกเทขายพร้อมกัน ราคา ETH ร่วงเกือบครึ่งภายในวันเดียว ฝั่งไทยเองก็สาหัสไม่แพ้กัน ตลาดหุ้นไทยเดือนนั้นดิ่งแรงจนต้องใช้ Circuit Breaker หยุดการซื้อขายชั่วคราวถึง 3 ครั้งภายในเดือนเดียว ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเครื่องมือนี้ถูกใช้ไปแค่ 2 ครั้งในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย

ใน MakerDAO ราคา ETH ที่ร่วงฉับพลันทำให้ Vault จำนวนมากถึงจุดบังคับขายพร้อมกัน หลักประกันมหาศาลถูกส่งเข้าระบบประมูลในเวลาเดียวกับที่เครือข่าย Ethereum แออัดหนักจนค่าธรรมเนียมพุ่งทะลุเพดาน ผลคือผู้เข้าประมูลส่วนใหญ่ส่งคำสั่งไม่ทัน เปิดช่องให้มีคนชนะการประมูล ETH ด้วยราคา 0 DAI รวมมูลค่าหลักประกันที่ถูกกวาดไปฟรีๆ ราว 8.3 ล้านดอลลาร์ และทิ้งหนี้เสียไว้ในระบบราว 5.67 ล้าน DAI

ทางออกของชุมชน MakerDAO น่าสนใจมาก แทนที่จะมีรัฐมาอุ้มแบบวิกฤตธนาคารปกติ ระบบใช้กลไกที่เตรียมไว้ในโค้ดอยู่แล้ว คือเสกเหรียญ MKR ใหม่ออกมาประมูลขายเพื่อหาเงินมาอุดหนี้เสีย เท่ากับผู้ถือ MKR ทั้งหมดร่วมกันรับผลขาดทุนผ่านการที่เหรียญตัวเองถูกเจือจาง คล้ายผู้ถือหุ้นธนาคารที่ต้องยอมเพิ่มทุนตอนธนาคารขาดทุนหนัก เหตุการณ์นี้ยังลามเป็นคดีความ เมื่อกลุ่มผู้ใช้ที่ถูกยึดหลักประกันเกลี้ยง Vault รวมตัวฟ้องเรียกค่าเสียหาย 28 ล้านดอลลาร์จาก Maker Foundation ในข้อหาแจ้งความเสี่ยงไม่ครบถ้วน ก่อนที่ศาลสหรัฐฯ จะยกฟ้องในปี 2023

Black Thursday 12 มีนาคม 2020 บททดสอบที่รุนแรงที่สุดของ MakerDAO ยุคแรก ที่ราคา ETH ร่วงจนมีคนประมูลชนะด้วยราคา 0 DAI และทิ้งหนี้เสียไว้ในระบบ กลายเป็นบทเรียนที่ทำให้ระบบประมูลถูกออกแบบใหม่ทั้งชุด

ภาพ: Black Thursday 12 มีนาคม 2020 บททดสอบที่รุนแรงที่สุดของ MakerDAO ยุคแรก ที่ราคา ETH ร่วงจนมีคนประมูลชนะด้วยราคา 0 DAI และทิ้งหนี้เสียไว้ในระบบ กลายเป็นบทเรียนที่ทำให้ระบบประมูลถูกออกแบบใหม่ทั้งชุด

บทเรียนจาก Black Thursday ทำให้ MakerDAO ยกเครื่องระบบประมูลใหม่ และเป็นกรณีศึกษาคลาสสิกที่ทุกโปรเจกต์ DeFi รุ่นหลังต้องอ่าน มันพิสูจน์สองอย่างพร้อมกัน อย่างแรกคือระบบไร้ตัวกลางก็พังได้ถ้าออกแบบไม่รอบคอบพอ อย่างที่สองซึ่งสำคัญกว่าคือ ระบบสามารถรับความเสียหาย แก้ปัญหา และเดินต่อได้ด้วยกลไกของตัวเอง โดยไม่ต้องมีใครมาอุ้ม

เส้นทางแห่งการประนีประนอม เมื่ออุดมการณ์ต้องเจอโลกจริง

ความเพียวของ DAI ยุคแรกคือค้ำด้วย ETH ล้วนๆ แต่การเติบโตนำมาซึ่งโจทย์ใหม่ เมื่อความต้องการ DAI สูงขึ้นเรื่อยๆ การพึ่งหลักประกันผันผวนอย่างเดียวทำให้ขยายตัวยากและตรึงราคาลำบาก MakerDAO จึงทยอยเปิดรับหลักประกันหลากหลายขึ้น ทั้งคริปโตตัวอื่น และที่เซอร์ไพรส์หลายคนคือรับ Stablecoin แบบมีตัวกลางอย่าง USDC เข้ามาเป็นหลักประกันด้วย กระทั่งช่วงหลังยังขยับไปถือสินทรัพย์โลกจริง (RWA) อย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อสร้างรายได้เข้าระบบ

หลักประกันของ DAI ค่อยๆ เปลี่ยนจากคริปโตล้วนในยุคแรกสู่ส่วนผสมที่มีสินทรัพย์แบบมีตัวกลางอย่าง USDC และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากขึ้น จุดกำเนิดข้อถกเถียงเรื่องความไร้ตัวกลางที่เจือจางลง

ภาพ: หลักประกันของ DAI ค่อยๆ เปลี่ยนจากคริปโตล้วนในยุคแรกสู่ส่วนผสมที่มีสินทรัพย์แบบมีตัวกลางอย่าง USDC และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากขึ้น จุดกำเนิดข้อถกเถียงเรื่องความไร้ตัวกลางที่เจือจางลง

จุดนี้กลายเป็นข้อถกเถียงคลาสสิกของวงการ ฝ่ายหนึ่งมองว่า DAI เจือจางความไร้ตัวกลางของตัวเองลงไปมาก เพราะถ้าหลักประกันก้อนใหญ่คือ USDC ที่ Circle อายัดได้ DAI ก็รับความเสี่ยงตัวกลางนั้นมาโดยปริยาย อีกฝ่ายมองว่านี่คือความจำเป็นเชิงปฏิบัติ ถ้าอยากให้ DAI โตพอจะมีประโยชน์จริงในระบบการเงิน ก็ต้องยอมแลก ข้อถกเถียงนี้ไม่มีคำตอบถูกผิดตายตัว แต่มันคือฉากหลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โปรเจกต์ ซึ่งก็คือการรีแบรนด์

จาก MakerDAO สู่ Sky สถานะปัจจุบันที่ควรรู้ก่อนใช้งานจริง

ข้อมูลสำคัญสำหรับคนที่อ่านบทความนี้ในปี 2026 คือ MakerDAO ในชื่อเดิมไม่มีอยู่แล้ว ปลายเดือนสิงหาคม 2024 โปรเจกต์ประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่เป็น Sky ตามแผนระยะยาวที่ Rune เรียกว่า Endgame พร้อมการเปลี่ยนแปลงชุดใหญ่ที่ผู้ใช้ต้องรู้

  • เหรียญ Stablecoin ตัวใหม่ชื่อ USDS เปิดตัวเดือนกันยายน 2024 โดยผู้ถือ DAI แปลงเป็น USDS ได้ในอัตรา 1:1 ผ่านสัญญาแปลงเหรียญของระบบ
  • เหรียญบริหาร MKR ถูกแทนที่ด้วยเหรียญ SKY ในอัตรา 1 MKR ต่อ 24,000 SKY และตั้งแต่ปลายปี 2025 การแปลงกลายเป็นภาคบังคับในทางปฏิบัติ กระดานเทรดใหญ่ทยอยถอน MKR ออกและแปลงให้อัตโนมัติ ส่วนคนที่ยังไม่แปลงจะโดนหักค่าปรับที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา
  • DAI เดิมยังไม่หายไป ทั้งสองเหรียญหมุนเวียนคู่กัน แต่น้ำหนักเทไปฝั่ง USDS ชัดเจน ข้อมูลราวเดือนเมษายน 2026 อุปทานรวมของ USDS กับ DAI อยู่ที่ประมาณ 13,400 ล้านดอลลาร์ ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก Stablecoin รองจากค่าย Tether และ Circle โดย USDS แซง DAI ไปแล้วที่ราว 8,700 ล้านดอลลาร์ และกระดานเทรดใหญ่บางแห่งเริ่มแปลง DAI ของลูกค้าเป็น USDS อัตโนมัติพร้อมทยอยปิดคู่เทรด DAI

มีประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกันแรงตั้งแต่วันประกาศรีแบรนด์ คือมีการเปิดเผยว่า USDS ถูกออกแบบเผื่อทางให้เพิ่มความสามารถอายัดเหรียญได้ในอนาคต เพื่อรองรับการกำกับดูแลที่เข้มขึ้น ซึ่งชาวคริปโตจำนวนไม่น้อยมองว่าขัดกับจิตวิญญาณดั้งเดิมของ DAI ที่ชูจุดขายเรื่องไม่มีใครอายัดได้มาตลอด เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ควรติดตามและชั่งน้ำหนักเอง ว่าความสะดวกกับผลตอบแทนในระบบใหม่ คุ้มกับความไร้ตัวกลางที่ลดลงหรือไม่

การเปลี่ยนผ่านจาก MakerDAO สู่ Sky ในปี 2024 พร้อมอัตราแปลงเหรียญเดิมสู่เหรียญใหม่ DAI เป็น USDS ที่ 1 ต่อ 1 และ MKR เป็น SKY ที่ 1 ต่อ 24,000 โดย DAI ยังหมุนเวียนอยู่แต่บทบาทลดลงเรื่อยๆ

ภาพ: การเปลี่ยนผ่านจาก MakerDAO สู่ Sky ในปี 2024 พร้อมอัตราแปลงเหรียญเดิมสู่เหรียญใหม่ DAI เป็น USDS ที่ 1 ต่อ 1 และ MKR เป็น SKY ที่ 1 ต่อ 24,000 โดย DAI ยังหมุนเวียนอยู่แต่บทบาทลดลงเรื่อยๆ

ทำไมต้องเข้าใจ MakerDAO ทั้งที่ชื่อนี้กลายเป็นอดีตไปแล้ว

เพราะสิ่งที่ MakerDAO พิสูจน์ไม่ได้หายไปไหน มันฝังอยู่ในดีเอ็นเอของ DeFi ทั้งวงการ แนวคิดวางหลักประกันเกินมูลค่าเพื่อสร้างเงิน กลไกบังคับขายอัตโนมัติ การใช้ดอกเบี้ยคุมอุปทาน และการบริหารด้วยการโหวตของชุมชน กลายเป็นสูตรมาตรฐานที่โปรโตคอลรุ่นหลังหยิบไปใช้นับไม่ถ้วน Stablecoin สายไร้ตัวกลางรุ่นใหม่แทบทุกตัวคือลูกหลานทางความคิดของ CDP ทั้งนั้น

อีกมุมที่ลึกกว่านั้น MakerDAO คือการทดลองทางการเงินที่ตอบคำถามใหญ่ข้อหนึ่งของยุคเรา ว่าฟังก์ชันของธนาคารกลาง ทั้งการออกเงิน คุมอุปทาน และจัดการหนี้เสีย สามารถถูกแทนที่ด้วยโค้ดกับการโหวตของชุมชนได้แค่ไหน คำตอบจากการรันจริงแปดปีกว่าคือ ได้มากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเคยคิด แต่ก็ต้องแลกด้วยการประนีประนอมมากกว่าที่ชาวคริปโตยุคบุกเบิกเคยฝัน และบทต่อไปของการทดลองนี้กำลังเดินต่อในชื่อ Sky

ส่วนใครที่อยากเห็นว่าหลักประกันกับการกู้ยืมแบบไร้ตัวกลางถูกต่อยอดเป็นตลาดเงินฝากเงินกู้เต็มรูปแบบได้ยังไง ตอนถัดไปของซีรีส์จะพาไปรู้จัก Compound แพลตฟอร์มที่จุดชนวนยุคทองของ DeFi ในปี 2020

คำถามที่พบบ่อย

MakerDAO คืออะไร?

แพลตฟอร์ม DeFi บน Ethereum ที่เปิดให้ผู้ใช้นำคริปโตมาวางค้ำประกันเกินมูลค่าเพื่อสร้าง Stablecoin ชื่อ DAI ทำงานด้วย Smart Contract ทั้งระบบ และบริหารโดยชุมชนผู้ถือเหรียญ MKR ถือเป็นโครงการ DeFi แรกๆ ของโลก ปัจจุบันรีแบรนด์เป็น Sky แล้วตั้งแต่ปี 2024

DAI คืออะไร ต่างจาก USDT ยังไง?

DAI คือ Stablecoin ที่ตรึงมูลค่าใกล้เคียง 1 ดอลลาร์เหมือน USDT แต่กลไกต่างกันคนละขั้ว USDT มีบริษัท Tether เก็บสินทรัพย์สำรองและอายัดเหรียญได้ ส่วน DAI เกิดจากการวางคริปโตค้ำเกินมูลค่าใน Smart Contract ไม่มีบริษัทผู้ออก และไม่มีใครอายัดเหรียญในกระเป๋าผู้ใช้ได้

Overcollateralized หรือการค้ำประกันเกินมูลค่าคืออะไร?

หลักการที่ผู้กู้ต้องวางหลักประกันมูลค่าสูงกว่าเงินที่กู้ออกมาเสมอ เช่น วาง ETH มูลค่า 150 ดอลลาร์เพื่อกู้ DAI 100 เหรียญ ส่วนต่างนี้คือกันชนรองรับความผันผวนของราคาคริปโตที่เป็นหลักประกัน ถ้ามูลค่าหลักประกันร่วงถึงเกณฑ์ ระบบจะบังคับขายอัตโนมัติเพื่อกันหนี้เสีย

ตอนนี้ MakerDAO ยังอยู่ไหม?

โปรเจกต์ยังอยู่แต่เปลี่ยนชื่อเป็น Sky ตั้งแต่ปี 2024 พร้อมออกเหรียญรุ่นใหม่คือ USDS (แปลงจาก DAI ได้ 1:1) และ SKY (แทน MKR ที่อัตรา 1 ต่อ 24,000) ปี 2026 อุปทานรวม USDS กับ DAI ราว 13,400 ล้านดอลลาร์ ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของตลาด Stablecoin โดย DAI ยังใช้งานได้แต่บทบาทลดลงต่อเนื่อง

DAI เคยหลุดจากราคา 1 ดอลลาร์ไหม?

เคยเบี่ยงจาก 1 ดอลลาร์เป็นระยะโดยเฉพาะช่วงตลาดผันผวนรุนแรง เช่นเหตุการณ์ Black Thursday ปี 2020 ที่ราคา ETH ร่วงแรงจนระบบเกิดหนี้เสีย แต่กลไกดอกเบี้ยและการบังคับขายก็ดึงราคากลับเข้าใกล้ 1 ดอลลาร์ได้ทุกครั้ง ต่างจาก Algorithmic Stablecoin อย่าง UST ที่หลุดแล้วไม่มีหลักประกันดึงกลับ


📖 กลไก MakerDAO, CDP และโลก DeFi ยุคบุกเบิกในบทความนี้ ผู้เขียนเล่าไว้ละเอียดพร้อมภาพประกอบในหนังสือ DeFi Farming 101 บทที่ว่าด้วย MakerDAO กับ Dai หาซื้อฉบับเต็มได้ที่นี่ ส่วนสถานะปัจจุบันของ Sky, USDS และตัวเลขปี 2026 อัปเดตจากแหล่งข้อมูลสาธารณะ ณ สิงหาคม 2026

บทความทั้งหมด